6 ก.พ. เวลา 09:43 • กีฬา

ซาโยนาระ! (เกือบ)100วัน ฝันสลาย "5 ปี เปลี่ยนโค้ช 15 ครั้ง"

ถ้าพูดถึงข่าวใหญ่ของวงการฟุตบอลไทยในชั่วโมงนี้ คงหนีไม่พ้นการตัดสินใจของ บีจี ปทุม ยูไนเต็ด ที่เลือกแยกทางกับ มาซาทาดะ อิชิอิ กุนซือชาวญี่ปุ่น
ลองมาดูผลงานของอิชิอิแบบชัดๆ กันก่อน
  • 20 นัด
  • 10 ชนะ
  • 5 เสมอ
  • 5 แพ้
คิดเป็นอัตราชนะ 50%
สำหรับหลายทีม ตัวเลขแบบนี้อาจถือว่าใช้ได้ แต่สำหรับบีจี ปทุม ยูไนเต็ด สโมสรที่ลงทุนสูง มีขุมกำลังแน่น และถูกตั้งเป้าให้เป็นทีมลุ้นทุกแชมป์ มาตรฐานมันสูงกว่านั้นมาก
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนชัยชนะเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “คุณภาพของผลงาน” โดยเฉพาะในรายการสำคัญที่ทีมกลับไปไม่ถึงเป้าหมาย
สถานการณ์ในแต่ละรายการมีดังนี้
  • เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก 2 : ตกรอบ เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2568
  • ช้าง เอฟเอ คัพ : ตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย วันที่ 14 มกราคม 2569
  • ชิงแชมป์สโมสรอาเซียน (ช็อปปี้ คัพ) : ตกรอบแบ่งกลุ่ม วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569
  • ลีก คัพ : ยังอยู่ในเส้นทาง ลุยถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย
  • ไทยลีก : อันดับ 5 จาก 19 นัด มี 33 คะแนน ตามหลัง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด
พอมองแบบนี้จะเห็นภาพทันทีว่า ฤดูกาลของ “เดอะ แรบบิท” ค่อยๆ ถูกปิดประตูความหวังทีละรายการ จนตอนนี้เหลือถ้วยให้ลุ้นจริงๆ เพียงรายการเดียวเท่านั้น
และสำหรับทีมที่เคยเป็นแชมป์ลีก การต้องมานั่งตามหลังจ่าฝูงถึง 14 คะแนน ถือว่าเป็นระยะห่างที่แทบไม่เปิดโอกาสให้ฝันไกลได้มากนัก
สิ่งที่ทำให้แฟนบอลหลายคนตั้งคำถามคือ ฟอร์มของทีมมัน “ไม่เสถียร” อย่างชัดเจน
ช่วงหนึ่งดูเหมือนจะกลับมาได้ แต่ก็สะดุดอีก
ลองไล่ดูผลงานช่วงที่อิชิอิคุมทีม จะเห็นความขึ้นๆ ลงๆ ตลอดทาง
ตัวอย่างเกมสำคัญ
  • บุกชนะ ชลบุรี 2-1
  • ชนะ คายา 2-1
  • เสมอ ระยอง 1-1
  • เสมอ ราชบุรี 0-0
  • แพ้ โปฮัง สตีลเลอร์ส 0-2
  • แพ้ แทมปิเนส 2-3
  • ชนะ นครราชสีมา 1-0
  • แพ้ แทมปิเนส 0-2
  • ชนะ เมืองทอง 3-0
  • ถล่ม อุบล คิดส์ 10-0
  • ชนะ พลังกาญจน์ 2-1
  • บุกชนะ อุตรดิตถ์ 4-0
  • เสมอ ลำพูน 1-1
  • แพ้ พีที ประจวบ 0-1
  • แพ้ ทรู แบงค็อก 0-1
  • ชนะ เมืองทอง 2-0
  • ชนะ อุทัยธานี 4-0
  • ชนะ เซบู 2-0
  • เสมอ เชียงราย 2-2
  • เสมอ เซลังงอร์ 1-1
จะเห็นว่ามีทั้งเกมที่ดีมาก และเกมที่หลุดแบบคาดไม่ถึง
ตอนนี้มีข่าวลือออกมาว่า วลาดิเมียร์ วูโจวิช หรือ “วัลโด” กุนซือชาวมอนเตเนโกร อาจถูกดึงกลับมารับงานอีกครั้ง
ชื่อของเขาไม่ใช่คนแปลกหน้า เพราะเคยอยู่ในทีมสตาฟฟ์ของบีจีฤดูกาลนี้ และเคยถูกดันขึ้นมาเป็นกุนซือขัดตาทัพแทน ศุภชัย คมศิลป์
อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลานั้นเขาคุมทีมเพียง 5 นัด ก่อนที่สโมสรจะเลือกแต่งตั้งอิชิอิเข้ามาแทน
การกลับมารอบนี้จึงเหมือนเป็นการรีเซ็ตอีกครั้ง แต่ต้องย้ำว่า ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการ และทีมมีแผนกลับมาฝึกซ้อมในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ซึ่งน่าจะเริ่มเห็นทิศทางชัดขึ้น
นับตั้งแต่คว้าแชมป์ไทยลีกฤดูกาล 2020/21 ภายใต้การคุมทีมของ “โค้ชโอ่ง” ดุสิต เฉลิมแสน สโมสรยังไม่เคยมีโค้ชคนไหนได้คุมทีมจบฤดูกาลอีกเลย
ผ่านมาเพียง 5 ฤดูกาล แต่บีจีใช้โค้ชไปแล้วถึง 15 ครั้ง กับกุนซือ 14 คน
ลองดูรายชื่อคร่าว ๆ แล้วจะตกใจไม่น้อย
  • 1.
    ออเรลิโอ วิดมาร์ – 6 เดือน
  • 2.
    ดุสิต เฉลิมแสน – 2 เดือนครึ่ง
  • 3.
    สุรชัย จตุรภัทรพงศ์ – 1 เดือน
  • 4.
    มาโกโตะ เทกุระโมริ – 8 เดือน
  • 5.
    มิตซูโอะ คาโตะ – รักษาการ 2 สัปดาห์
  • 6.
    แมตต์ สมิธ – 6 เดือน
  • 7.
    ศุภชัย คมศิลป์ – รักษาการ 3 เดือน
  • 8.
    ธงชัย สุขโกกี – 7 เดือน
  • 9.
    เทกุระโมริ (รอบสอง) – 10 เดือน
  • 10.
    สุรชัย – 3 เดือน
  • 11.
    ศุภชัย – รักษาการ 1 เดือนครึ่ง
  • 12.
    แอนโธนี่ ฮัดสัน – 2 เดือน
  • 13.
    ศุภชัย – 6 เดือน
  • 14.
    วลาดิเมียร์ วูโจวิช – 1 เดือน
  • 15.
    มาซาทาดะ อิชิอิ – 3 เดือน 6 วัน
เมื่อโค้ชเปลี่ยนบ่อย
แนวทางก็เปลี่ยน
นักเตะต้องปรับตัวใหม่
ทีมก็เริ่มนับหนึ่งซ้ำๆ
คำถามใหญ่ที่ตามมาคือ บีจีกำลังติดอยู่ในวงจรนี้หรือเปล่า?
แน่นอน ในมุมหนึ่งมันสะท้อนถึงความทะเยอทะยาน สโมสรไม่ต้องการยอมรับผลงานที่ต่ำกว่ามาตรฐาน
แต่ในอีกมุม ความต่อเนื่องก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน
ไม่มีคำตอบไหนถูก 100% แต่ผลลัพธ์จะเป็นตัวบอกเอง
สิ่งที่แฟนบอลอยากเห็นอาจไม่ใช่แค่โค้ชใหม่ แต่คือทีมที่กลับมามีเอกลักษณ์ เล่นแล้วรู้สึกว่า "นี่แหละ บีจี"
เพราะอย่าลืมว่า ขุมกำลังของทีมไม่ได้แย่ และศักยภาพยังมากพอจะกลับไปลุ้นแชมป์ได้
ต้องรอดูว่า คนต่อไปที่เข้ามา จะเป็นเพียง "โค้ชอีกคน" ที่เข้ามาแล้วก็จากไป หรือจะกลายเป็น "คำตอบ" ที่สโมสรตามหามาตลอด
เครดิตภาพ : BG Pathum United
เพื่อนๆสามารถติดตามอ่านบทความย้อนหลังได้ที่ https://www.ballthai.com/บทความบอลไทย
.
และติดตามเราได้ผ่านช่องทางโซเชี่ยลมีเดียดังนี้
Website - ballthai.com
ขอบคุณครับ 🙏
โฆษณา