6 ก.พ. เวลา 12:35 • การตลาด

ยิงแอด Facebook ฉบับมือใหม่ สร้างเพจให้ปังก่อน แล้วค่อยไปปิดการขาย

ใครที่กำลังมองหาหนทางสร้างตัวตนในโลกออนไลน์ ปีที่แล้ว ใครๆ ก็พูดกันว่า "อยากขายของออนไลน์ต้องยิงแอด" แต่พอจะเริ่มทำจริงๆ ก็งงเป็นไก่ตาแตก ไหนจะบัญชีธุรกิจ ไหนจะวัตถุประสงค์ยุบยับเต็มไปหมด วันนี้เราจะมาคุยกันแบบสบายๆ สไตล์คนกันเอง ชำแหละทุกขั้นตอนให้เห็นภาพชัดๆ ว่าถ้าเราเป็นมือใหม่กิ๊กๆ ควรจะเริ่มจากตรงไหนดี โดยเฉพาะกลยุทธ์เด็ดที่คนส่วนใหญ่มองข้าม นั่นคือ "การสร้างความน่าเชื่อถือก่อนการขาย" เอาล่ะครับ ถ้าพร้อมแล้วก็ชงกาแฟมานั่งข้างๆ กันได้เลย
Part 1 วางเสาเข็มให้มั่นคง ทำไมต้องเริ่มที่ "บัญชีธุรกิจ" (Business Account)
หลายคนพอสร้างแฟนเพจเสร็จปุ๊บ เห็นปุ่มสีฟ้าๆ ที่เขียนว่า "โปรโมทโพสต์" (Boost Post) ก็กดเลยทันที เพราะมันง่ายดี...
พี่จะบอกว่านั่นคือกับดักของมือใหม่ครับ การกดบูสต์โพสต์ตรงๆ จากหน้าเพจมันก็เหมือนเรามีร้านค้า แต่เราแค่ตะโกนเรียกลูกค้าอยู่หน้าร้านตัวเอง มันไปได้ไม่ไกลและควบคุมอะไรแทบไม่ได้เลย
ทางที่ดีที่สุด และเป็นวิธีที่มืออาชีพเขาทำกัน คือการยิงแอดผ่าน "ตัวจัดการโฆษณา" (Ads Manager) ซึ่งเจ้าสิ่งนี้มันอยู่ในบ้านหลังใหญ่ที่เรียกว่า "บัญชีธุรกิจ" (Facebook Business Manager หรือ Meta Bus
iness Suite) ครับ
แล้วทำไมต้องสร้างบัญชีธุรกิจ?
1. มันคือศูนย์บัญชาการ ลองนึกภาพตามนะครับ เพจของคุณคือ "หน้าร้าน" แต่บัญชีธุรกิจคือ "สำนักงานใหญ่" ที่คุณสามารถจัดการทุกอย่างได้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นเพจ, บัญชีโฆษณา, บัญชี Instagram, พิกเซล (ตัวติดตามข้อมูลลูกค้า) หรือแม้กระทั่งทีมงาน มันรวมทุกอย่างไว้ให้เราบริหารจัดการง่ายขึ้นเยอะ
2. ละเอียดและทรงพลังกว่า ในตัวจัดการโฆษณา เราสามารถตั้งค่าทุกอย่างได้แบบละเอียดยิบ ตั้งแต่กลุ่มเป้าหมายเชิงลึก (เช่น คนที่เพิ่งย้ายบ้าน, คนที่ชอบกาแฟอาราบิก้า) ไปจนถึงการกำหนดเวลาแสดงโฆษณาเป็นรายชั่วโมง ซึ่งปุ่ม "โปรโมทโพสต์" ให้เราไม่ได้
3. ลดความเสี่ยง (Pro-Tip) นี่คือเคล็ดลับสำคัญ Facebook มีความ "อินดี้" สูง บางทีบัญชีโฆษณาของเราอาจจะโดนปิดโดยไม่ทราบสาเหตุ การมี "บัญชีธุรกิจ" ทำให้เราสามารถสร้าง "บัญชีโฆษณา" (Ad Account) ได้หลายอัน ถ้าอันหนึ่งมีปัญหา เราก็ยังใช้อีกอันยิงแอดต่อไปได้ ธุรกิจไม่สะดุด เหมือนมีไข่หลายใบในหลายตะกร้า ปลอดภัยกว่าเยอะครับ
การสร้างบัญชีธุรกิจก็ไม่ได้ยากเลยครับ แค่เข้าไปที่ business.facebook.com/overview แล้วทำตามขั้นตอนไปเรื่อยๆ กรอกข้อมูลธุรกิจของเรา เท่านี้เราก็มี "สำนักงานใหญ่" เป็นของตัวเอง พร้อมลุยในสมรภูมิโฆษณาแล้วครับ
Part 2 กำหนดภารกิจให้ชัด จะรบต้องรู้ว่ารบเพื่ออะไร
หลังจากเรามีบ้านที่แข็งแรงแล้ว ขั้นต่อไปคือการวางแผนว่าจะทำอะไรกับบ้านหลังนี้ โลกออนไลน์มันหมุนเร็วมากครับ เพจที่ไม่มีการเคลื่อนไหวเลยคนก็จะรู้สึกว่า "เพจนี้ยังอยู่รึเปล่านะ?" ความน่าเชื่อถือก็จะลดลง การยิงแอดจึงเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เพจเราดูมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ
ก่อนจะกดสร้างแอด เราต้องตอบคำถามสำคัญที่สุดให้ได้ก่อน "เรายิงแอดไปเพื่ออะไร?"
ในตัวจัดการโฆษณา Facebook จะมี "วัตถุประสงค์" (Objective) ให้เราเลือกเยอะแยะไปหมด เช่น การรับรู้ (Awareness), จำนวนผู้เข้าชม (Traffic), การมีส่วนร่วม (Engagement), ข้อความ (Messages) ซึ่งแต่ละอันก็ให้ผลลัพธ์ต่างกันไป
สำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเปิดเพจสดๆ ร้อนๆ คนติดตามหลักสิบหลักร้อย
การยิงแอดเพื่อ "ขายของ" ทันที (เช่น ยิงแบบข้อความ) อาจจะยังไม่ได้ผลดีนัก เพราะอะไร? ก็เพราะคนยังไม่รู้จักเรา ไม่ไว้ใจเราน่ะสิครับ ลองคิดดูว่าถ้าเราเจอเพจขายของที่มีคนไลค์ 50 คน กับอีกเพจที่มีคนไลค์ 5,000 คน เราจะรู้สึกอยากซื้อจากเพจไหนมากกว่ากัน?
ดังนั้น กลยุทธ์ในช่วงแรกของเราคือ "สร้างการมีส่วนร่วมและเพิ่มผู้ติดตาม" เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือเสียก่อน วัตถุประสงค์ที่เราจะเล็งเป้าไปก็คือ "การมีส่วนร่วม" (Engagement) นั่นเองครับ
ในขั้นตอนนี้ เราจะได้เจอกับโครงสร้างของแอด ซึ่งมี 3 ระดับง่ายๆ
• แคมเปญ (Campaign) คือภารกิจใหญ่สุด เรากำหนด "วัตถุประสงค์" ที่ระดับนี้ (เช่น ภารกิจเพิ่มการมีส่วนร่วม)
• ชุดโฆษณา (Ad Set) คือการกำหนด "เป้าหมาย" ว่าเราจะยิงไปหาใคร, ใช้งบเท่าไหร่, ยิงช่วงเวลาไหน
• โฆษณา (Ad) คือ "เนื้อหา" ที่คนจะเห็นจริงๆ ทั้งรูปภาพ วิดีโอ และแคปชั่น
จำง่ายๆ คือ "ภารกิจ > เป้าหมาย > เนื้อหา" ครับ
Part 3 บริหารกระสุน ตั้งงบและเวลาให้ฉลาด
เรื่องเงินๆ ทองๆ นี่สำคัญมาก การยิงแอดไม่ใช่การตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แต่เป็นการลงทุนที่ต้องหวังผลตอบแทน ในส่วนของ "ชุดโฆษณา" (Ad Set) เราจะต้องกำหนดงบประมาณและตารางเวลา
งบประมาณมี 2 แบบหลักๆ
1. งบประมาณต่อวัน (Daily Budget) เหมาะกับมือใหม่หรืองบไม่เยอะ เหมือนเราให้ค่าขนม Facebook ไปวันละ 100 บาท, 200 บาท มันจะพยายามใช้เงินให้หมดในแต่ละวัน ข้อดีคือควบคุมง่าย ไม่บานปลาย
2. งบประมาณตลอดอายุการใช้งาน (Lifetime Budget) เหมาะกับแคมเปญที่มีวันเริ่มต้นและสิ้นสุดชัดเจน เช่น เราตั้งงบ 3,000 บาทสำหรับ 10 วัน Facebook จะฉลาดกว่าเดิมนิดหน่อย มันจะดูว่าวันไหนคนน่าจะเห็นแอดเราเยอะ มันก็จะใช้งบในวันนั้นเยอะหน่อย วันไหนคนน้อยก็ใช้น้อย แต่รวมแล้วไม่เกิน 3,000 บาท ข้อดีสุดๆ ของแบบนี้คือ เราสามารถกำหนดตารางเวลาได้
ทำไมตารางเวลาถึงสำคัญ?
ถ้าเราขายอาหารเสริมสำหรับคนทำงานออฟฟิศ การยิงแอดไปตอนตี 3 ก็อาจจะเสียเงินเปล่าถูกไหมครับ? คนกลุ่มนี้อาจจะเล่น Facebook เยอะช่วงพักเที่ยง หรือหลังเลิกงานไปจนถึงก่อนนอน (เช่น 1800 - 2200 น.) การเลือกใช้งบประมาณตลอดอายุการใช้งานจะทำให้เราสามารถ "เปิด-ปิด" แอดตามช่วงเวลาทองเหล่านี้ได้ ช่วยให้เงินทุกบาททุกสตางค์ของเราถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด
สำหรับมือใหม่ที่ยังไม่แน่ใจ อาจจะเริ่มจากงบประมาณต่อวันน้อยๆ ก่อนก็ได้ครับ วันละ 100-200 บาท เพื่อทดลองดูว่าผลตอบรับเป็นอย่างไร แล้วค่อยๆ ขยับขยายไป
Part 4 เล็งเป้าให้แม่น เลือกกลุ่มเป้าหมายและวัตถุประสงค์ย่อย
มาถึงหัวใจของการยิงแอดแล้วครับ ต่อให้คอนเทนต์เราดีแค่ไหน แต่ถ้าส่งไปผิดคน ก็เหมือนเอาอาหารหมาไปให้แมวกิน มันก็ไม่สนใจอยู่ดี
ในขั้นตอนนี้ หลังจากที่เราเลือกวัตถุประสงค์ใหญ่เป็น "การมีส่วนร่วม" (Engagement) แล้ว Facebook จะถามต่อว่าอยากได้การมีส่วนร่วมแบบไหน?
• ให้คนมาคอมเมนต์/ไลค์/แชร์ โพสต์ ของเรา
• ให้คนมากด ถูกใจเพจ ของเรา (Page Likes)
• ให้คนมากดเข้าร่วม กิจกรรม (Event)
สำหรับภารกิจสร้างความน่าเชื่อถือของเราในวันนี้ เราจะเลือก "การถูกใจเพจ" (Page Likes) ครับ เป้าหมายชัดเจน คือปั้นยอดไลค์ให้เพจดูขลัง ดูน่าเชื่อถือขึ้นมาทันที
จากนั้นก็มาถึงส่วนที่สนุกที่สุด คือการกำหนด "กลุ่มเป้าหมาย" (Audience)
• ตำแหน่งที่ตั้ง เราอยากให้คนในจังหวัดไหน ประเทศไหนเห็นแอด
• อายุ / เพศ สินค้าเราเหมาะกับใคร วัยรุ่น? วัยทำงาน? ผู้ชาย? ผู้หญิง?
• การกำหนดเป้าหมายแบบละเอียด (Detailed Targeting) นี่แหละคือเวทมนตร์ของ Facebook เราสามารถใส่ "ความสนใจ" (Interests) หรือ "พฤติกรรม" (Behaviors) ของคนที่เราอยากให้เห็นแอดได้เลย
o ตัวอย่าง ถ้าเราขายอุปกรณ์แคมป์ปิ้ง ก็ใส่ความสนใจไปเลยว่า "Camping", "Hiking", "The North Face", "Coleman"
o ตัวอย่าง ถ้าเราขายคอร์สเรียนออนไลน์เกี่ยวกับการลงทุน ก็อาจจะใส่ความสนใจ "Stock market", "Cryptocurrency", "ลงทุนแมน"
เคล็ดลับ อย่าใส่ความสนใจกว้างเกินไป หรือสะเปะสะปะเกินไป ลองคิดถึง "ลูกค้าในอุดมคติ" ของเรา ว่าเขาน่าจะชอบอะไร มีพฤติกรรมแบบไหน แล้วใส่ลงไปให้ใกล้เคียงที่สุดครับ
Part 5 สร้างป้ายโฆษณาที่หยุดนิ้วโป้ง
ตอนนี้เรามีทั้งภารกิจ เป้าหมาย และงบประมาณแล้ว ก็ถึงเวลาสร้าง "ตัวโฆษณา" ที่คนจะเห็นจริงๆ หรือที่เรียกกันติดปากว่าการ "บูสต์เพจ" นั่นแหละครับ
1. รูปภาพ/วิดีโอ นี่คือด่านแรกที่จะตัดสินว่าคนจะหยุดดูหรือเลื่อนผ่านไปเลย เพราะฉะนั้นต้องพิถีพิถันหน่อย
• คุณภาพต้องมาก่อน รูปต้องชัด ไม่แตก ไม่เบลอ แสงสวย สีสันน่ามอง
• ขนาดที่แนะนำ ขนาดสี่เหลี่ยมจัตุรัส (11) เช่น 1080x1080 พิกเซล ถือเป็น "ไซส์กันตาย" ที่แสดงผลสวยงามบนมือถือ เพราะมันเต็มจอดี
• รูปภาพ vs วิดีโอ ถ้าทำได้ วิดีโอดีกว่าเสมอ วิดีโอสั้นๆ 15-30 วินาที สามารถเล่าเรื่องราวของแบรนด์เราได้ดีกว่าภาพนิ่งเยอะมาก มันสร้างความเคลื่อนไหว ดึงดูดสายตาได้ดีกว่า และทำให้คนจดจำเราได้ง่ายขึ้น ลองทำวิดีโอแนะนำเพจง่ายๆ ว่าเพจเราเกี่ยวกับอะไร ทำไมเขาควรกดติดตาม
2. ข้อความ (Copywriting)
• ข้อความหลัก (Primary Text) คือแคปชั่นยาวๆ ที่เราจะเขียนอธิบาย ชักชวนให้คนมากดไลค์เพจเรา เขียนให้เป็นกันเอง เข้าใจง่าย บอกประโยชน์ว่าถ้าเขาติดตามเพจเราแล้วจะได้อะไร เช่น "ติดตามเพจเราไว้ อัปเดตเทรนด์แฟชั่นก่อนใคร"
• พาดหัว (Headline) คือข้อความสั้นๆ ตัวหนาๆ ที่จะแสดงอยู่ข้างๆ ปุ่ม Call-to-Action (เช่น ปุ่ม Like Page) ตรงนี้สำคัญมาก ต้องสั้น กระชับ และดึงดูด เช่น "เคล็ดลับแต่งบ้านมินิมอล" หรือ "สายกาแฟห้ามพลาด" Facebook ให้เราใส่ได้ถึง 5 แบบ แล้วมันจะเลือกอันที่ดีที่สุดไปแสดงให้เอง ใส่ไปให้ครบเลยครับ
เมื่อเราทำทุกอย่างครบถ้วน ทั้งรูปสวย แคปชั่นโดนใจ ก็กดเผยแพร่ได้เลย จากนั้นก็รอให้ Facebook อนุมัติ แล้วก็นั่งดูยอดไลค์ที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นอย่างชื่นใจ
Part 6 ก้าวต่อไป... จากผู้ติดตามสู่ลูกค้าตัวจริง
หลังจากที่เรายิงแอดเพิ่มยอดไลค์ไปสักพัก จนเพจเรามีผู้ติดตามในระดับที่น่าพอใจ (อาจจะหลักพันหรือหลักหมื่น) ตอนนี้เพจของเราไม่ได้ดูเป็นเพจร้างอีกต่อไปแล้ว มันมีความน่าเชื่อถือ มี Social Proof (การยืนยันทางสังคม) ว่ามีคนติดตามและสนใจเราจริงๆ
ถึงเวลาล่าของจริงแล้วครับ
ตอนนี้แหละที่เราจะเริ่มเปลี่ยนวัตถุประสงค์การยิงแอดไปสู่การ "ปิดการขาย" ซึ่งวัตถุประสงค์ยอดฮิตก็คือ "ข้อความ" (Messages) หรือที่เรียกกันว่า "ยิงแอด Inbox"
การยิงแอดแบบข้อความในตอนนี้ จะมีประสิทธิภาพมากกว่าตอนแรกหลายเท่าตัว เพราะเมื่อคนเห็นแอดขายของของเรา เขากดเข้ามาดูโปรไฟล์เพจแล้วเห็นว่า "โอ้โห คนตามเป็นหมื่นเลยแฮะ รีวิวก็มี" ความลังเลในใจจะลดลงไปเยอะมาก เขากล้าที่จะทักเข้ามาสอบถามและตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น
การตั้งค่ากลุ่มเป้าหมายสำหรับแอดขายของก็จะคล้ายๆ เดิม แต่เราอาจจะเจาะจงมากขึ้น หรือแม้กระทั่งยิงแอดไปหา "คนที่เคยกดไลค์เพจของเรา" ก็ยังได้ เพราะคนกลุ่มนี้รู้จักเราอยู่แล้ว โอกาสที่จะเปลี่ยนเป็นลูกค้าก็สูงขึ้นไปอีก
การเดินทางของการยิงแอด Facebook สำหรับมือใหม่ในปี 2026 ไม่ใช่แค่การกดปุ่มแล้วหวังผล แต่เป็นเรื่องของ "กลยุทธ์" ครับ เริ่มจากการสร้างฐานที่มั่นคงด้วยบัญชีธุรกิจ วางแผนอย่างรอบคอบด้วยการเลือกวัตถุประสงค์ที่ถูกต้องในแต่ละช่วงเวลา "สร้างความน่าเชื่อถือก่อน แล้วค่อยสร้างยอดขาย" เหมือนการจีบสาวนั่นแหละครับ เราต้องแนะนำตัว ทำความรู้จัก สร้างความประทับใจก่อน แล้วค่อยชวนไปเดท โอกาสสำเร็จย่อมมีสูงกว่าการเดินดุ่มๆ เข้าไปขอเป็นแฟนทันทีแน่นอน
หวังว่าไกด์ฉบับยาวเหยียดนี้จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆ ทุกคนนะครับ ลองเอาไปปรับใช้กันดู อย่ากลัวที่จะทดลอง เพราะโลกของการตลาดออนไลน์ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว คนที่พร้อมเรียนรู้และปรับตัวอยู่เสมอเท่านั้นที่จะเป็นผู้ชนะในสนามนี้ครับ ขอให้ทุกคนโชคดีและยิงแอดได้ปังๆ กันทุกคนครับ
โฆษณา