7 ก.พ. เวลา 10:59 • ข่าว

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปรียบเทียบความเหลื่อมล้ำสุขภาพ ประกันสังคม ให้ร่วมจ่ายสวนทางสิทธิที่ได้รับ

เมื่อเร็วๆนี้ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และ นิตยสารฉลาดซื้อมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคจัดเวทีเสวนา : ประเด็น “ความไม่มีประสิทธิภาพของระบบประกันสังคม กรณีการรักษาพยาบาล” เมื่อวันที่ 5 ก.พ.2569 ที่ผ่านมา โดยได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ทั้งผู้แทนผู้ประกันตน ผู้แทนมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค(มพบ.) และผู้แทนกรรมการในคณะกรรมการการแพทย์ ประกันสังคม
ทั้งนี้ Hfocus ได้สรุปใจความสำคัญ เริ่มจาก นางนฤมล เมฆบริสุทธิ์ รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวตอนหนึ่งภายในเวทีเสวนาดังกล่าว เปรียบเทียบสิทธิสุขภาพ 3 กองทุน ว่า ปีนี้ประกันสังคมเก็บเพิ่มเงินสมทบเป็น 875 บาทต่อเดือน (คำนวณจากเพดานค่าจ้าง 17,500 บาท) นายจ้างจ่ายสมทบ 5% หรือ 875 บาท รัฐจ่าย 2.75% หรือ 481.25 บาท โดย 7 สิทธิประโยชน์ที่ได้รับ คือ เจ็บป่วย ชราภาพ คลอดบุตร สงเคราะห์บุตร ว่างงาน ทุพพลภาพ และเสียชีวิต ซึ่งสิทธการรักษาพยาบาลมีคนใช้เยอะมาก แต่สิทธิการรักษามีปัญหามาตลอด
สิ่งที่สังเกตเห็น คือ กระบวนการสุขภาพเจอปัญหา โดยบางเรื่องต้องจ่ายเพิ่ม นี่คือความเหลื่อมล้ำของการรักษาพยาบาล เห็นได้จากการรักษาโรคเดียวกัน แต่สิทธิต่างกัน ทั้งนี้การรักษาพยาบาลต้องเป็นระบบสุขภาพมาตรฐานเดียว ทั้งนี้ ข้อแตกต่างที่เห็นชัด เริ่มจาก
- ยาและเวชภัณฑ์ ข้าราชการ เบิกยานอกบัญชียาหลักได้ แม้มีราคาแพง ในขณะที่กองทุนอื่น ทั้งบัตรทอง และประกันสังคม เน้นยาชื่อสามัญ
- โรคเรื้อรังและค่ารักษาแพง ข้าราชการ เข้าถึงการฟอกไตและหัตถการพิเศษได้ ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ในขณะที่ระบบอื่นมีเพดานค่าใช้จ่ายหรือเงื่อนไขซับซ้อน
- ความสะดวกในการเข้ารับบริการ ข้าราชการ เข้ารักษาได้ทุก รพ.รัฐ ไม่ต้องมีใบส่งตัว ขณะที่บัตรทอง ประกันสังคม ต้องเริ่มที่หน่วยบริการปฐมภูมิ ทั้งๆที่ประกันสังคม จ่ายสมทบเพิ่มกลับต้องมีใบส่งตัว ไม่ได้รับการอำนวยความสะดวก
อย่างการตรวจพบโรคมะเร็ง หากบัตรทอง และข้าราชการ รักษาที่ไหนก็ได้ถ้ามีความพร้อม แต่ประกันสังคม ต้องรอคิวขั้นตอนซับซ้อน รักษาตามสิทธิ รพ.คู่สัญญา ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึง นี่คือ การให้บริการที่เหลื่อมล้ำ เพราะแยกส่วนกระบวนการบริหาร อย่างข้าราชการเบิกจ่ายตรง แต่ประกันสังคม หากจะได้สิทธิเพิ่ม หรือยามุ่งเป้า ต้องผ่านบอร์ดไตรภาคีของประกันสังคมก่อน ส่วน บัตรทอง มีระบบรักษาต่อเนื่อง เน้นสุขภาพ มีการติดตาม
“เห็นชัดว่า 3 ระบบ เป็นการบริหารแบบแยกส่วน ส่งผลกระทบ คือ ขาดอำนาจต่อรองร่วมในการซื้อยา ต้นทุนบริหารซ้ำซ้อน และ มาตรฐานการรักษาแตกต่าง งบประมาณก็แตกต่างกัน”
นอกจากนี้ ความเหลื่อมล้ำด้านการเงินการคลัง เห็นชัดเจน สิทธิข้าราชการใช้งบรายหัวมากที่สุด ส่วนประกันสังคมพอๆกับบัตรทอง แต่สิทธิประกันสังคมน้อยกว่า ซึ่งสามารถเปรียบเทียบได้ ดังนี้
-แหล่งที่มาของเงิน : ข้าราชการ มาจากภาษีอากร(งบประมาณแผ่นดิน) / ประกันสังคม มาจากเงินสมทบ(นายจ้าง+ลูกจ้าง+รัฐ) /บัตรทอง มาจากภาษีอากร(งบประมาณแผ่นดิน)
-เครือข่ายสถานพยาบาล : ข้าราชการ รพ.รัฐทุกแห่ง / ประกันสังคม รพ.คู่สัญญาที่เลือกไว้/ บัตรทอง รพ.เครือข่ายใกล้บ้าน
-รูปแบบการจ่ายเงินให้รพ. : ข้าราชการ เป็นการจ่ายตามจริง หรือ Fee for Service / ประกันสังคม เหมาจ่ายรายหัว / บัตรทอง งบรายหัว และงบปลายปิด หรือ Global Budget
“ผู้ประกันตนเหมือนจ่ายเงินซ้ำซ้อน เพราะถูกหักจ่ายเงินสมทบรายเดือนแล้ว ยังต้องจ่ายภาษีที่ไปโอบอุ้มข้าราชการและประชาชน จ่ายภาษีสินค้าถูกหักมาตลอด แต่สิทธิประโยชน์การรักษาพยาบาลกลับมีข้อจำกัด มีเพดาน มีกระบวนการรักษาที่ซับซ้อน การรักษาไม่ต่อเนื่อง และระบบที่ไม่สามารถตรวจสอบความโปร่งใสได้” นางนฤมล กล่าว
ทั้งนี้ นางนฤมล กล่าวถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย สู่ระบบสุขภาพที่ยั่งยืน ว่า มี 3 เรื่อง คือ
1. ต้องบูรณาการบริหารและข้อมูล
โดยจัดตั้งหน่วยงานกลาง (Single Regulator) กำหนดนโยบายและมาตรฐานคุณภาพให้เป็นทิศทางเดียวกันทั้ง 3 กองทุน ลดการทำงานซ้ำซ้อนของแต่ละกระทรวง และเสนอให้มีการรวมศูนย์ระบบข้อมูลการเบิกจ่าย(Claims) ให้เป็นแพลตฟอร์มเดียวกัน เพื่อการตรวจสอบที่โปร่งใส และลดต้นทุนธุรกรรม รวมถึงต้องกำหนดชุดสิทธิประโยชน์พื้นฐานให้เหมือนกันสำหรับคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะถือสิทธิใด
2. ปฏิรูปการคลังและงบประมาณ
โดยต้องควบคุมค่าใช้จ่ายข้าราชการ เปลี่ยนจาก Fee for Service เป็นระบบที่มีเพดานควบคุม หรือใช้เกณฑ์กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม(DRGs) เหมือนกองทุนอื่น รวมถึงการพิจารณาใช้ “ภาษีสุขภาพ” ข้อเสนอจาก TDRI ให้พิจารณาภาษีเฉพาะเพื่อสุขภาพ เช่น สินค้าทำลายสุขภาพ และอุดหนุนเท่าเทียม รัฐจัดสรรงบอุดหนุนรายหัว ให้เท่าเทียมกับทุกกองทุน สำหรับบริการพื้นฐาน
3. ยกระดับบริการคุณภาพและประสิทธิภาพบริการ
โดยการจ่ายเงินตามผลลัพธ์คุณภาพ หรือ Pay for Performance เพื่อช่วยกระตุ้นกระบวนการรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้มาตรฐานการรักษาดีขึ้น และยังดึง รพ.เอกชน เข้าร่วมเครือข่ายให้บริการภายใต้มาตรฐานรัฐ และต้องพัฒนาศูนย์บริการสาธารณสุขเป็น Gatekeeper ลดความแออัดในรพ.ใหญ่
นอกจากนี้ ปัจจุบันเรามีเทคโนโลยี ควรนำมาใช้อำนวยความสะดวกแก่ประชาชน กระบวนการทำงานควรเป็นระบบออนไลน์ เกิดสิทธิแบบเรียลไทม์ ได้สิทธิทันที
“ความเหลื่อมล้ำไม่ใช่เพียงปัญหา งบประมาณ แต่เป็นปัญหาการจัดการ โดยต้องหยุดการแยกส่วน เริ่มการบูรณาการ เพื่อให้สามกองทุนเป็นระบบสุขภาพมาตรฐานเดียว” รองผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าว
โฆษณา