8 ก.พ. เวลา 03:49 • ธุรกิจ

จากเสือเศรษฐกิจ สู่ประเทศที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง จากคลิป Bloomberg ที่มียอดวิว 400,000 ครั้งใน 1 วัน

สรุปสถานการณ์ประเทศไทยฉบับม้วนเดียวจบ
ล่าสุด Bloomberg ทำคลิปออกมาหัวข้อที่อธิบายประเทศไทยตั้งแต่เศรษฐกิจรุ่งเรืองจนสู่เศรษฐกิจตามหลังคนอื่นแบบในช่วงปัจจุบัน ลงทุนแมนได้สรุปเนื้อหามาให้แล้ว
1
หากเรานึกถึงประเทศไทย ภาพจำของคนทั่วโลกคือสวรรค์แห่งการท่องเที่ยวที่มีความทันสมัยผสมผสานกับวัฒนธรรมดั้งเดิม แต่เบื้องหลังฉากหน้าที่สวยงามเหมือนโปสการ์ดนั้น กลับซ่อนความจริงอีกด้านเอาไว้ นั่นคือ ความไม่มั่นคง ความผันผวน และความไม่แน่นอน
ในขณะที่เพื่อนบ้านในอาเซียนกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจไทยกลับโตเฉลี่ยเพียงแค่ 2% มาสักพักใหญ่แล้ว จนนักลงทุนต่างชาติเริ่มขนเงินออก สิ่งที่น่ากังวลคือ ไทยมีความเหลื่อมล้ำทางรายได้สูงที่สุดในเอเชียแปซิฟิก และเรากำลังเสี่ยงที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ในภูมิภาคที่ควรจะเติบโตเร็วที่สุดในโลก
โครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพา 2 เครื่องยนต์หลัก คือ "การท่องเที่ยว" และ "การส่งออก" ภาคการท่องเที่ยวนั้นครองสัดส่วนถึง 1 ใน 5 ของเศรษฐกิจ ส่วนการส่งออก เราเป็นฐานการผลิตทั้งรถยนต์ อาหาร และอิเล็กทรอนิกส์
1
แต่ทว่า.. เครื่องยนต์ทั้งสองกำลังมีปัญหา ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เคยตั้งเป้าไว้ 40 ล้านคนก่อนโควิด ยังไม่กลับมาสู่ระดับเดิม ในขณะที่ภาคการผลิตก็ถูกกระทบจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ ทำให้นักลงทุนเริ่มดึงเงินออกจากไทย โดยเฉพาะช่วงปลายปี 2025 ที่กระแสเงินไหลออกพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์
1
เพื่อให้เข้าใจปัญหานี้ เราต้องย้อนเวลากลับไปมองอดีต ในช่วงทศวรรษ 1990s ไทยเคยเป็น "ยุคทอง" เศรษฐกิจโตระดับ 8-9% ต่อปี จนเราเกือบจะกลายเป็นประเทศร่ำรวย แต่แล้ววิกฤตต้มยำกุ้งปี 1997 ก็ทำลายทุกอย่าง ค่าเงินบาทอ่อนค่ากว่าครึ่ง ธุรกิจล้มละลาย และนับตั้งแต่นั้นมา เศรษฐกิจไทยก็ไม่เคยกลับไปเติบโตในระดับเดิมได้อีกเลย
ทำไมถึงเป็นแบบนั้น? คำตอบอยู่ที่ "ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง"
2
หลังวิกฤตปี 97 ไทยได้ผู้นำอย่าง ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมาจากภาคธุรกิจและได้รับความนิยมสูง แต่ความสำเร็จของเขา กลับกลายเป็นภัยคุกคามต่อกลุ่มอำนาจเก่า (The Old Guard) ซึ่งประกอบด้วยข้าราชการระดับสูง กลุ่มทุน ตุลากร และชนชั้นนำที่คุมกลไกประเทศมาตั้งแต่ปี 1932 ในคลิปคุณ พัชร์พิชา ธนาเกษมพิพัฒน์ ผู้สื่อข่าว Bloomberg กล่าวว่า ทักษิณโดนรัฐประหารในปี 2006 เพราะกลุ่มอำนาจเก่าเหล่านี้ "ไม่ต้องการรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่เข้มแข็ง ซึ่งจะเข้ามาขัดแย้งกับผลประโยชน์ของตนเอง"
6
ความขัดแย้งนี้นำไปสู่การรัฐประหารปี 2006 และความวุ่นวายทางการเมืองที่ลากยาวมา 20 ปี ไทยมีการเปลี่ยนนายกฯ บ่อยครั้ง มีนายกฯ จากฝั่งทักษิณถึง 5 คนที่ถูกถอดถอนไม่ว่าจะด้วยศาลหรือการรัฐประหาร เมื่อรัฐบาลเปลี่ยนหน้าบ่อย นโยบายก็ไม่ต่อเนื่อง นักลงทุนจึงขาดความเชื่อมั่น
2
นอกจากเรื่องการเมือง อีกปัญหาที่เป็นคอขวดสำคัญคือ "ความเหลื่อมล้ำ" คนรวยที่สุด 10% ของไทย ถือครองความมั่งคั่งถึง 70% ของประเทศ ซึ่งสูงกว่าอินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม กลุ่มทุนใหญ่ไม่กี่ตระกูลผูกขาดเศรษฐกิจ และใช้อำนาจเงินเชื่อมโยงกับอำนาจการเมือง เพื่อขัดขวางการเปลี่ยนแปลงที่จะทำให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม
4
เมื่อโครงสร้างเป็นแบบนี้ ผลกระทบจึงตกอยู่ที่คนธรรมดา หนี้ครัวเรือนไทยพุ่งสูงแตะ 90% ของ GDP ซึ่งเกือบจะเท่าเกาหลีใต้และฮ่องกง เมื่อคนต้องเอาเงินไปใช้หนี้ ก็ไม่มีเงินเหลือมาจับจ่ายใช้สอย หรือลงทุนกับการศึกษา ทำให้คุณภาพ "คน" ของเราเริ่มมีปัญหา
1
ไทยผลิตวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลได้น้อยกว่าเพื่อนบ้าน ทักษะภาษาอังกฤษก็เป็นรอง ในขณะที่เพื่อนบ้านกำลังแข่งกันดึงดูดเงินลงทุนด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์ ไทยกลับยังติดอยู่กับเทคโนโลยีเก่าๆ และไม่มีสินค้าใหม่ๆ ไปขายชาวโลก
1
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ไทยกำลัง "แก่ก่อนรวย" ประชากรวัยทำงานของเราเริ่มลดลงตั้งแต่ปี 2019 และหากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แรงงานไทยจะหายไปปีละ 1% ในช่วงทศวรรษ 2030 และ 2040
บทสรุปของเรื่องนี้คือ ไทยกำลังเผชิญกับ "พายุที่สมบูรณ์แบบ" (Perfect Storm) เศรษฐกิจโตช้า หนี้ท่วม สังคมสูงวัย ท่ามกลางการเมืองที่ไม่นิ่งและความเหลื่อมล้ำสูง แม้ผู้กำหนดนโยบายจะบอกว่ารู้ปัญหาและพยายามจะ Up-skill ผู้คน แต่ตราบใดที่โครงสร้างทางการเมืองยังไม่ถูกปฏิรูปอย่างจริงจัง ประเทศไทยก็อาจจะไม่สามารถก้าวไปไหนได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่..
1
มุมมองของลงทุนแมน
การเรียบเรียงเนื้อหาเหล่านี้น่าจะมาจากคนไทยที่ทำงานให้ Bloomberg ซึ่งจะมีความคิดวิเคราะห์ในมุมของทีมงานที่เกี่ยวข้องเอง
2
ต้องใช้วิจารณญาณในการรับชมให้มาก
3
ลงทุนแมนเองดูแล้วก็มีจุดที่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยบางมุม
5
และในคลิปไม่ได้เอ่ยถึงรากเหง้าปัญหาที่แท้จริง คือ เรื่องคอร์รัปชัน และระบบอุปถัมภ์สำหรับการได้มาซึ่งตำแหน่งทางการเมือง
5
อย่างไรก็ตาม อย่างน้อยคลิปนี้ก็มีหัวข้อและเนื้อหาน่าสนใจมากพอที่ทำให้มี 400,000 วิวจากผู้คนทั่วโลก ภายในเวลาแค่ 1 วัน..
โฆษณา