8 ก.พ. เวลา 19:35

⚠️ ทำไมเจ้ามือถึงทุบราคาได้ ทั้งที่ของหายากแสนยาก? ไขปริศนาที่คนถือ Gold & BTC ต้องอ่าน

สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้อยากชวนมาคุยเรื่องลึกๆ ของโลกการเงินที่หลายคนอาจจะยังเข้าใจคลาดเคลื่อนกันอยู่ เกี่ยวกับ "ความหายาก" หรือ Scarcity ของทองคำและบิตคอยน์ค่ะ
เรามักจะเชื่อกันว่า ยิ่งของมีน้อย ราคายิ่งต้องพุ่งแรงใช่ไหมคะ แต่ทำไมบางครั้งราคากลับนิ่งสนิท หรือโดนทุบจนร่วงทั้งที่ของจริงหายากแสนยาก คำตอบของเรื่องนี้ซ่อนอยู่ในโลกของ "Paper Market" หรือตลาดสัญญาอนุพันธ์ที่ซับซ้อนกว่าที่เราคิดค่ะ
ต้องปูพื้นฐานก่อนว่า ในตลาดการเงินระดับโลก ราคาที่เราเห็นวิ่งขึ้นลงบนหน้าจอมือถือ ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการเอากระเป๋าตังค์ไปแลกของจริงกันเดี๋ยวนั้นนะคะ แต่มันเกิดจากตลาดซื้อขายล่วงหน้า หรือ Futures Market เป็นหลัก ซึ่งตรงนี้แหละที่คำว่า Paper เข้ามามีบทบาท
คำว่า Paper Gold หรือ Paper BTC ในที่นี้ ไม่ได้แปลว่าเป็นของปลอมนะคะ แต่มันคือ "สัญญา" หรือ "สิทธิในการเรียกร้อง" (Claim) ที่ผูกอยู่กับมูลค่าของสินทรัพย์นั้นๆ
ประเด็นที่น่าสนใจคือ ปริมาณของ "สัญญา" เหล่านี้ มันสามารถขยายตัวได้มากกว่าของจริงที่มีอยู่หลายเท่าตัวค่ะ ในภาษาการเงินเราเรียกว่า Notional Exposure หรือมูลค่าหน้าสัญญาที่สูงกว่ามูลค่าสินทรัพย์จริง
ลองจินตนาการดูนะคะว่า ทองคำแท่งหนึ่งแท่งที่วางอยู่ในตู้นิรภัย อาจจะถูกใช้เป็นสินทรัพย์อ้างอิงในการออกสัญญาซื้อขายให้กับนักลงทุนได้หลายคนพร้อมกัน ผ่านกลไกที่เรียกว่า Leverage หรือการวางเงินประกันเพียงบางส่วน
ตรงนี้แหละค่ะคือ จุดที่ทำให้กลไก Supply จำกัดเริ่มทำงานเพี้ยนไป เพราะแทนที่แรงซื้อของนักลงทุนจะวิ่งตรงไปแย่งชิงทองคำแท่งจริงๆ หรือบิตคอยน์จริงๆ ที่มีจำนวนจำกัด ซึ่งจะทำให้ราคาพุ่งขึ้นตามกฎ Demand-Supply แบบดั้งเดิม
แรงซื้อเหล่านั้นกลับถูกแบ่งไปอยู่ในตลาด Paper แทน กลายเป็นว่าคนจำนวนมากถือ "สัญญา" หรือตัวเลขในบัญชีที่บอกว่าเป็นเจ้าของทองคำหรือบิตคอยน์ ทั้งที่ในความเป็นจริง สัญญาเหล่านั้นอาจจะมีจำนวนรวมกันมากกว่าทองคำที่ขุดขึ้นมาได้จริงๆ เสียอี สภาพคล่องเทียมเหล่านี้จึงเข้ามาเจือจางความเข้มข้นของความขาดแคลนลงไป
นอกจากนี้ ตลาด Futures ยังเป็นตลาดที่มีสภาพคล่องสูงมากและอนุญาตให้ใช้อัตราทด (Leverage) ได้สูง ทำให้นักลงทุนสถาบันรายใหญ่สามารถใช้เงินทุนจำนวนหนึ่งในการสร้างสถานะ "ขาย" (Short) เพื่อป้องกันความเสี่ยงหรือเก็งกำไรได้ แม้ว่าพวกเขาอาจจะไม่ได้มีของจริงอยู่ในมือมหาศาล ณ ตอนที่เปิดสัญญา
แต่ด้วยปริมาณเงินหมุนเวียนที่มากกว่าตลาดของจริง (Spot Market) หลายเท่า ทำให้การเคลื่อนไหวของราคาในตลาดสัญญาพวกนี้มีอิทธิพลในการ "ชี้นำ" ราคาตลาดโลกในระยะสั้นได้ หรือที่เราเรียกว่า Price Discovery ค่ะ
ดังนั้นบางครั้งเราจึงเห็นราคาถูกกดดันลงได้ ทั้งที่ความต้องการทองคำแท่งจริงๆ หรือการใช้งานบิตคอยน์จริงๆ ยังคงมีอยู่สูงก็ตาม
แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอค่ะ เพื่อนๆ อย่าเพิ่งมองว่า Paper Market เป็นตัวร้ายที่จะคอยทุบราคาให้จมดินอย่างเดียวนะคะ เพราะในจังหวะที่เป็นขาขึ้น เจ้ากลไก Leverage หรืออัตราทดนี่แหละค่ะที่เป็นตัวจุดพลุให้ราคาพุ่งทะยานแรงกว่าความเป็นจริงไปไกลมากได้เช่นกัน
ลองนึกภาพตอนที่คนทั้งโลกเกิดอาการ FOMO อยากได้ของจนตัวสั่น แล้วแห่กันเปิดสัญญา Long (ซื้อเก็งกำไรขาขึ้น) โดยกู้เงินมาเล่น พอราคาขยับขึ้นนิดหน่อย คนที่ถือสัญญา Short (ขาย) เดิมอยู่ก็จะขาดทุนและถูกบังคับให้ซื้อคืน (Short Squeeze) ยิ่งดันราคาให้พุ่งขึ้นไปอีกเป็นทวีคูณ เรียกว่าขึ้นแรงลงแรงเพราะกระดาษแผ่นเดียวกันนี่แหละค่ะ
อีกเรื่องที่ต้องเคลียร์ให้ชัดคือคำว่า Paper ไม่ได้แย่ไปซะหมดนะคะ ในยุคปัจจุบันการเงินพัฒนาไปมาก เรามีผลิตภัณฑ์อย่าง Spot Bitcoin ETF ในอเมริกา หรือกองทุนทองคำขนาดใหญ่ที่ระบุชัดเจนว่ามีสินทรัพย์จริงหนุนหลัง (Allocated)
ซึ่งแปลว่าทุกครั้งที่มีเงินไหลเข้ากองทุน เขาต้องเอาเงินนั้นไปไล่ซื้อทองคำแท่งจริงหรือบิตคอยน์จริงๆ มาเก็บเข้าโกดัง ทำให้ Supply ในตลาดหายไปจริงๆ ซึ่งเป็นผลดีต่อราคาค่ะ
แต่... (ขอใส่ดอกจันตัวโต ๆ ตรงนี้เลยนะคะ) ประเด็นที่สำคัญที่สุดที่นักลงทุนอย่างเราต้องตระหนักคือ ตราบใดที่เราไม่ได้เป็นคนถือของชิ้นนั้นไว้ในมือหรือใน Wallet ของเราเอง เราก็ยังมีความเสี่ยงที่เรียกว่า Counterparty Risk หรือความเสี่ยงจากคู่สัญญาอยู่ดีค่ะ
เพราะ เราถือแค่ "สิทธิ" ในการเป็นเจ้าของ หรือสิทธิในการทำกำไรจากส่วนต่างราคาเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจควบคุมสินทรัพย์นั้นโดยตรง 100% ถ้าวันดีคืนดีเกิดเหตุสุดวิสัย กฎหมายเปลี่ยน หรือตัวกลางมีปัญหา เราอาจจะเข้าถึงสินทรัพย์นั้นไม่ได้เลย นี่คือความแตกต่างระหว่าง "การเก็งกำไรราคา" กับ "การถือครองทรัพย์สิน" ค่ะ
สิ่งที่น่ากังวลจริงๆ ไม่ใช่ว่าระบบจะล่มสลายหายไปเลยแบบวันสิ้นโลกนะคะ แต่คือความเสี่ยงที่จะเกิดส่วนต่างของราคา หรือ Price Decoupling ในยามวิกฤตมากกว่าค่ะ
หากวันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้คนไม่เชื่อมั่นในกระดาษสัญญา แล้วแห่กันไปขอรับของจริง (Physical Delivery) พร้อมๆ กัน ตลาดอาจจะเกิดอาการช็อกได้ เพราะของจริงมีไม่พอส่งมอบให้ทุกคนทันที
ส่งผลให้ราคาของ "กระดาษ" กับราคาของ "ของจริง" อาจจะวิ่งแยกออกจากกันโดยของจริงอาจจะมีราคาแพงกว่ามาก (Premium) หรือหาซื้อไม่ได้เลย ในขณะที่กระดาษอาจจะด้อยค่าลง
ดังนั้น บทสรุปสำหรับนักลงทุนที่เชื่อมั่นในความหายากของสินทรัพย์อย่างแท้จริง การเก็บรักษาด้วยตัวเอง (Self-Custody) ไม่ว่าจะเป็นการเก็บทองคำแท่งไว้ในเซฟ หรือการเก็บ Bitcoin ไว้ใน Hardware Wallet ยังคงเป็นวิธีเดียวที่ยืนยันได้ว่า Supply นั้นถูกดึงออกจากระบบหมุนเวียนอย่างสมบูรณ์
และเมื่อมีคนทำแบบนี้มากพอ น้ำหนักของตลาดจริง (Spot) ถึงจะมีพลังมากพอที่จะงัดข้อกับตลาดกระดาษ และทำให้ราคาสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงได้ในระยะยาวค่ะ
แต่ในปัจจุบันนี้ ต้องยอมรับกันตรงๆ เลยว่าตลาดกระดาษกำลังครอบงำการเคลื่อนไหวของราคาอยู่ค่ะ
(ไม่ว่าจะ “ดอยคำ” หรือ “บิทดอย”)
และนี่ทำให้เราต้องตั้งคำถามอีกครั้งว่า สินทรัพย์ พวกนี้จะเป็นสินทรัพย์ที่รักษามูลค่าได้จริงไหม หรือแค่จะกลายเป็นสินทรัพย์เก็งกำไรโดยไม่มีใครรู้มูลค่าที่แท้จริงของมัน
โดย : Beauty Invester
โฆษณา