9 ก.พ. เวลา 01:10 • ศิลปะ & ออกแบบ

ส่ององค์ประกอบศิลป์สะท้อน ‘จิตวิญญานแห่งอิตาลี’ ในพิธีเปิดโอลิมปิกฤดูหนาว 'Milano Cortina 2026'

เปิดตัวไปแล้วอย่างยิ่งใหญ่ สำหรับการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาว ‘Milano Cortina 2026’ ณ สนามกีฬาซานซีโร เมื่อวันที่ 6 ก.พ. ที่ผ่านมา ภายใต้แนวคิดหลักที่ชื่อว่า ‘Armonia’ หรือ ‘ความกลมกลืน’
โดยไม่ได้เป็นเพียงการประกาศเริ่มต้นการแข่งขันกีฬาครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของมวลมนุษยชาติในช่วงฤดูหนาวเท่านั้น แต่ยังเป็นการรังสรรค์ผลงานศิลปะที่มีชีวิตซึ่งสะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันยาวนาน ความรุ่มรวยทางศิลปกรรม และนวัตกรรมการออกแบบที่อิตาลีได้มอบให้แก่โลกใบนี้
พิธีเปิดครั้งนี้ได้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ในฐานะพิธีเปิดแบบ ‘กระจายตัว’ ครั้งแรกที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายสถานที่ ได้แก่ Milan, Cortina d’Ampezzo, Livigno และ Predazzo ทางตอนเหนือของอิตาลี
เพื่อสื่อถึงการเชื่อมโยงระหว่างความเป็นเมืองที่ทันสมัยกับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติในเทือกเขาแอลป์ ตามธรรมเนียมของ ‘โอลิมปิกฤดูหนาว’ ที่ทุกชนิดกีฬาต้องแข่งบนน้ำแข็งหรือหิมะเท่านั้น ทำให้สถานที่จัดงานมักจะมีความสวยงามแบบธรรมชาติที่หาไม่ได้ในภาคฤดูร้อน ให้ความรู้สึกที่ต่างจากการชมกรีฑาในสเตเดียมอย่างสิ้นเชิง
วันนี้ Art of ขอพาส่ององค์ประกอบทางศิลปะและการออกแบบในพิธีเปิดโอลิมปิกฤดูหนาวในครั้งนี้ ที่สะท้อนถึง Italian Spirit อย่างชัดเจนตั้งแต่รากฐานทางประวัติศาสตร์คลาสสิก อัจฉริยภาพของยุคเรเนสซองส์ ไปจนถึงอิทธิพลของแฟชั่นและงานออกแบบอุตสาหกรรมในยุคปัจจุบัน
Armonia: Stadium and Cauldron
ความกลมกลืนระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ
หัวใจสำคัญที่เป็นแกนกลางของพิธีเปิดคือคำว่า ‘Armonia’ หมายถึง ‘ความกลมกลืน’ ในบริบทของอิตาลี ความกลมกลืนนี้ถูกตีความผ่านความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ นวัตกรรมและประเพณี ตลอดจนความแตกต่างทางภูมิศาสตร์ของประเทศ
Marco Balich ผู้อำนวยการสร้างฝ่ายสร้างสรรค์ได้เน้นย้ำว่า พิธีนี้ไม่ใช่เพียงการแสดงเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของอารมณ์และความเป็นมนุษย์ที่สามารถสื่อสารกับคนทั่วโลกได้อย่างเป็นสากล
การเลือกใช้ ‘สนามกีฬาซานซีโร’ ซึ่งเป็นเสมือนมหาวิหารแห่งฟุตบอลของชาวมิลาน ที่มีอายุครบ 100 ปีในปีที่จัดการแข่งขัน ถือเป็นการเคารพต่ออดีตของมิลานก่อนที่สนามกีฬาจะถูกรื้อถอน
การออกแบบพื้นสนามมีลวดลายเป็นเส้นเกลียวที่หมุนเข้าหาศูนย์กลาง ทีมออกแบบได้รับแรงบันดาลใจมาจากพลศาสตร์ของเกล็ดหิมะที่ปลิวว่อนตามแรงลม และรอยสเกตบนน้ำแข็งที่ทิ้งร่องรอยเป็นวงวน สื่อถึงการที่นักกีฬาจากทั่วทุกมุมโลกเดินทางมาพบกัน ณ จุดศูนย์กลางเดียวภายใต้จิตวิญญาณโอลิมปิก รวมถึงการเชื่อมโยงที่ไม่มีที่สิ้นสุดระหว่างมิลาน (เมือง) และคอร์ตีน่า (ภูเขา)
อีกหนึ่งจุดสำคัญคือ ‘กระถางคบเพลิง (Cauldron)’ ที่สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ในหลายด้าน ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ‘ปมเชือกของเลโอนาร์โด ดาวินชี (Leonardo da Vinci's Knots)’ ซึ่งเป็นลวดลายเรขาคณิตที่ซับซ้อนและสวยงาม
ทำจากอลูมิเนียมเกรดอากาศยานที่มีกลไกเคลื่อนไหวสามารถบานออกและหุบเข้าได้ และถือเป็นครั้งแรกที่มีการจุดและดับคบเพลิง ‘พร้อมกันสองสถานที่’ ตลอดระยะเวลาการแข่งขัน เพื่อสื่อถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของเจ้าภาพร่วม ได้แก่ ประตูชัยแห่งสันติภาพ (Arco della Pace) ในมิลาน และจัตุรัสดิโบน่า (Piazza Dibona) เมืองกอร์ตีนา ดัมเปซโซ ท่ามกลางบรรยากาศเทือกเขาแอลป์
Legacy of Classicism
พิพิธภัณฑ์ศิลปะที่มีชีวิต
เมื่อพิธีเปิดเริ่มต้นขึ้น บรรยากาศภายในสนามซานซีโรถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่มีชีวิต การแสดงชุดแรกเป็นการระดมนักเต้น 70 คนจาก ‘Accademia del Teatro alla Scala’ ซึ่งเป็นสถาบันการแสดงชั้นสูงที่เป็นความภาคภูมิใจของมิลานและอิตาลี นักเต้นร่ายรำในท่วงท่าที่ซับซ้อนและงดงาม ท่ามกลางฉากหลังที่เป็นประติมากรรคลาสสิก
จุดไฮไลท์คือท่วงท่าจำลองผลงานประติมากรรมชิ้นเอก ‘คิวปิดและไซคี’ ของ ‘Antonio Canova’ ศิลปินเอกยุคนีโอคลาสสิก โดยศิลปินบัลเลต์อย่าง Antonella Albano และ Claudio Coviello ไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลองความงามทางกายภาพ แต่ยังเป็นการสื่อสารถึงแนวคิดเรื่องความรักที่สามารถปลุกจิตวิญญาณให้ฟื้นคืน
Spirit of the Opera
ลดความสูงส่งของศิลปะคลาสสิกให้เข้าถึงผู้ชมรุ่นใหม่
‘ดนตรีโอเปร่า’ ถือเป็นหนึ่งในมรดกวัฒนธรรมที่สำคัญที่สุดที่อิตาลีมอบให้แก่โลก และในพิธีเปิดครั้งนี้ โอเปร่าไม่ได้ถูกนำเสนอเพียงในรูปแบบของเสียงเพลงเท่านั้น แต่ยังถูกนำมาทำให้เป็นภาพที่จดจำได้ผ่านการผสมผสานระหว่างอารมณ์ขันและศิลปะการแสดงแบบร่วมสมัย
ในช่วงการแสดงที่อุทิศให้กับประวัติศาสตร์ดนตรี 'Matilda De Angelis' นักแสดงสาวชาวอิตาลีปรากฏตัวในฐานะผู้นำการแสดง โดยสวมบทบาทเป็นวาทยากร ที่ควบคุมจังหวะการเคลื่อนไหวของเหล่านักเต้นที่สวมชุดเป็นตัวโน้ตดนตรี
มีตัวละครที่สวมหน้ากากขนาดใหญ่ ซึ่งมีลักษณะใบหน้าเลียนแบบคีตกวีเอก 3 ท่าน ได้แก่ ‘Giuseppe Verdi, Giacomo Puccini และ Gioachino Rossini ออกมาสร้างสีสันบนเวที การนำเสนอในลักษณะนี้เป็นการลดทอนความสูงส่งของศิลปะคลาสสิกให้เข้าถึงผู้ชมรุ่นใหม่
บทเพลงของคีตกวีทั้ง 3 ยังถูกใช้ตลอดพิธีเปิด ผลงานของแวร์ดีที่สื่อถึงความเป็นชาติอิตาลี ใช้ประกอบในการแสดงมาสคอตและประกอบในช่วงประวัติศาสตร์ดนตรี
ผลงานของรอสซินี ซึ่งเน้นจังหวะดนตรีที่มีความสนุกสนานและมีชีวิตชีวา การนำเสนอภาพลักษณ์ความรื่นเริงในสไตล์อิตาลี
ส่วนผลงานของปุชชินี อย่าง ‘เนสซุน ดอร์ม่า (Nessun Dorma)’ จากโอเปร่าเรื่อง ‘Turandot’ ใช้เป็นเพลงหลักในช่วงการนำคบเพลิงเข้าสู่สนาม ขับร้องโดยศิลปินระดับตำนานอย่าง ‘Andrea Bocelli’ ถือเป็นหนึ่งในไฮไล9Nที่ทรงพลังที่สุดในพิธีเปิด
เพลงนี้มีความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับการกีฬาของอิตาลี นับตั้งแต่ถูกใช้เป็นเพลงประจำการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 1990 การนำเพลงนี้กลับมาขับร้องอีกครั้งจึงเป็นการสืบทอดมรดกทางดนตรีที่ไร้กาลเวลาของชาติอย่างสมบูรณ์
La Dolce Vita
ปรัชญาการดำเนินชีวิตที่ต้องการสื่อสารกับโลก
‘La Dolce Vita’ หรือ ‘ชีวิตที่แสนหวาน’ ไม่ได้เป็นเพียงชื่อภาพยนตร์อมตะของ ‘Federico Fellini’ แต่เป็นปรัชญาการดำเนินชีวิตที่ชาวอิตาลีต้องการสื่อสารกับโลก
ในพิธีเปิดช่วงที่ชื่อว่า ‘รสชาติและการออกแบบแห่งอิตาลี (Italian Taste and Design)’ ผู้ชมจะได้เห็นการผสมผสานระหว่างสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและนวัตกรรมการออกแบบอุตสาหกรรมที่กลายเป็นไอคอนระดับโลก
หนึ่งในภาพลักษณ์ที่สร้างความประทับใจที่สุดคือการมีเหล่านักแสดงสวมชุดเป็น ‘เครื่องต้มกาแฟโมค่า’ สีสันสดใสออกมาเริงระบำ
เครื่องต้มกาแฟรูปทรงแปดเหลี่ยมนี้ออกแบบโดย ‘Alfonso Bialetti’ ในปี 1933 และได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของบ้านอิตาลีทุกหลัง การนำหม้อต้มกาแฟมาเป็นส่วนหนึ่งของขบวนพาเหรดเป็นการยกย่องอัจฉริยภาพในการออกแบบที่เรียบง่ายแต่ทรงประสิทธิภาพ ซึ่งอิตาลีเป็นผู้นำของโลกมาโดยตลอด
นอกจากนี้ ยังมีการสอดแทรกสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมอื่น ๆ เช่น ตัวละคร ‘พินอคคิโอ’ ผลงานของ ‘Carlo Collodi’, มหากาพย์ ‘The Divine Comedy’ ของ ‘Dante Alighieri’ ซึ่งถือเป็นเสาหลักของภาษาและวรรณกรรมอิตาลี
การใช้ ‘หลอดสีขนาดยักษ์’ ที่พ่นผ้าสีแดง เหลือง และน้ำเงินลงมาในสนาม เพื่อสื่อถึงความรุ่งเรืองของศิลปะการวาดภาพและอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ที่มีส่วนในการสร้างสรรค์โลก
ตัวละคร ‘อิตาเลียนเชฟ’ และการใช้สีสันที่สื่อถึงอาหารอิตาลี เช่น พาสต้าและไวน์ เพื่อเน้นย้ำถึงบทบาทของอิตาลีในฐานะครัวของโลก ตอกย้ำภาพลักษณ์ของอิตาลีที่เปลี่ยนจากประเทศแห่ง ‘พิซซ่าและพาสต้า’ ไปสู่ชาติที่เป็นผู้นำด้านการออกแบบในระดับสากล
The Fashion Capital
รันเวย์อวดความเป็นเมืองหลวงแห่งแฟชั่น
มิลานในฐานะหนึ่งในสี่ ‘เมืองหลวงแห่งแฟชั่น’ ของโลก ได้ใช้พิธีเปิดโอลิมปิกครั้งนี้เป็นรันเวย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ การออกแบบเครื่องแต่งกายในพิธีเปิดภายใต้การกำกับดูแลของ ‘Massimo Cantini Parrini’ ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายชั้นนำ สร้างสรรค์ชุดกว่า 1,400 ชุด ที่มีความโดดเด่นทั้งในแง่ของสีสันและแนวคิด
หัวใจสำคัญของแฟชั่นในพิธีนี้คือการให้เกียรติแก่ ‘Giorgio Armani’ ดีไซเนอร์ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดท่านหนึ่งของอิตาลี ซึ่งได้เสียชีวิตลงในปีที่ผ่านมา ก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้นเพียงไม่กี่เดือน
ชุดพิธีการของทีมชาติอิตาลีภายใต้แบรนด์ ‘EA7 Emporio Armani’ จึงเป็นเสมือนมรดกชิ้นสุดท้ายที่เขาได้ทิ้งไว้ให้กับวงการกีฬาและแฟชั่นของชาติ เสื้อแจ็คเก็ตบอมเบอร์สีขาว พร้อมลายพิมพ์ ‘ITALIA’ สีขาวสื่อถึงความบริสุทธิ์ของหิมะและ ‘ความกลมกลืน (Armonia)’ ของยอดเขาแอลป์
ขบวนพาเหรดธงชาติ (Il Tricolore) นางแบบในชุดสูท ‘สีเขียว–ขาว–แดง’ เรียงรายเป็นแถว การนำเสนอความภูมิใจในชาติผ่านความสง่างามและระเบียบวินัยของแฟชั่นมิลาน
ชุดของผู้ถือธง ‘Vittoria Ceretti’ นางแบบระดับโลกชาวอิตาเลียน ในชุดราตรีสีขาวสั่งตัดพิเศษ สะท้อนถึง ‘ความงามที่ไร้กาลเวลา’ ของผู้หญิงอิตาลีและการเป็นไอคอนระดับโลก
ชุดการแสดงของ ‘มารายห์ แครีย์’ ชุดจากแบรนด์ ‘Roberto Cavalli’ ประดับเพชรกว่า 300 กะรัต สื่อถึงความหรูหราและความกล้าหาญในการออกแบบสไตล์อิตาลี
ในช่วงหนึ่งของพิธีเปิด มีการจัด ‘แฟชั่นโชว์กระจายตัว’ โดยใช้นางแบบเดินบนทางลาดที่เชื่อมต่อไปยังทิศทางต่างๆ ของประเทศ เพื่อแสดงให้เห็นว่ารสนิยมและความคิดสร้างสรรค์ของอิตาลีไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในมิลาน แต่แทรกซึมอยู่ในทุกภูมิภาค
โฆษณา