8 ก.พ. เวลา 22:42 • หนังสือ

มิถุนายน

วันที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๘ ดร
​Cinnamon Hall,
206 Kelawei Road, Penang. S.S.
วันที่ ๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๘
ทูล สมเด็จกรมพระนริศรฯ
เมื่อวันที่ ๑ หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์ฉะบับลงวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ซึ่งประทานมาแต่สงขลา ตรัสเล่ารายการที่ท่านเสด็จประพาสเมืองสิงคโปร์ อ่านเพลิดเพลินสนุกดีมาก เห็นได้ว่าทั้งกระบวรเสด็จได้รับความสนุกนับเปนชั้นที่ ๑ เพราะเปนที่แปลกไม่เคยเที่ยวอย่าง ๑ ต้องรับความลำบากบ้างอย่าง ๑ ในที่สุดได้เที่ยวสมประสงค์
อย่าง ๑ ประกอบกันทั้ง ๓ ประการ เสด็จกลับมาพักที่ตำหนักสมเด็จหญิงน้อยดูก็เปนที่สบายดี หวังว่าจะทรงพระสำราญทั้งพระองค์และพระหฤทัยตลอดเวลาที่เสด็จอยู่หัวเมือง หม่อมฉันไปเมืองสงขลาครั้ง ๑ ออกไปเที่ยวที่สะพานสำโรง พบราษฎรหาบของเข้าไปขายในเมือง ถามเขาว่าจะไปไหน เขาบอกว่าจะไป “บ่อยาง” เมื่อหม่อมฉันกลับถึงเมืองไปถามพวกข้าราชการเก่าว่าตำบล บ่อยาง อยู่ที่ไหน เขาบอกว่าคือตำบลที่สร้างเมืองสงขลานั้นเอง เดิมเรียกว่าตำบลบ่อยาง เมื่อสร้างเมืองขึ้น
ชาวบ้านนอกยังคงเรียกว่าบ่อยางอยู่ตามเดิม ต่อผู้อยู่ใกล้จึงเรียกว่าในเมืองหรือกลางเมือง ชื่อตำหนักสมเด็จหญิงน้อยซึ่งทรงเขียนมาในลายพระหัตถ์ว่า “ตำหนักหัวยาง” ก็น่าจะมาแต่ บ่อยาง นั้นเอง ขอให้ทรงสังเกตอย่างหนึ่ง ที่อากาศทางตอนเมืองสงขลากับทางตอนหาดใหญ่ผิดกัน ทางตอนเมืองสงขลาร้อนไม่เย็นเหมือนกับทางตอนหาดใหญ่ หม่อมฉันไปเมืองสงขลาทีไร ไม่เคยรู้สึกอยู่สบายเหมือนเมื่อไปอยู่บ้านพระเสน่หามนตรีคราวหลัง ปรารภขึ้นกับพวกที่อยู่สงขลาทั้งไทยและฝรั่งก็มี
ความเห็นอย่างเดียวกัน เห็นจะเปนด้วยพื้นที่เปนทรายมาก กับอีกอย่างหนึ่งมีเทือกเขาแดงอยู่ริมปากน้ำทางฝั่งตะวันตก ถึงระดูลมตะวันตกลมพัดพาไอร้อนที่เขาแดงเป่ามาลงในเมือง หม่อมฉันยังจำเรื่องเก่าได้อยู่เรื่อง ๑ เดิมเจ้าพระยาสุรวงศไวยวัฒนสร้างตึกที่พักไว้ที่ปากน้ำหลัง ๑ ตึกที่เจ้าพระยาสุรวงศ์ฯ สร้างไว้ตามชายทะเลมีหลายแห่ง เจ้านายพวกเราเคยตั้งชื่อให้ทุกแห่ง ท่านยังทรงจำได้หรือไม่ เผื่อจะทรงจำไม่ได้หม่อมฉันจะทูลรายชื่อตามที่ขนานต่อไปดังนี้
๑. ตึก “ตระกรองกรีฑา” อยู่ปากน้ำบ้านแหลมเมืองเพ็ชรบุรี
๒. ตึก “กามาภิรมย์” อยู่ปากน้ำเมืองปราณ
๓. ตึก “อุดมราคฤาดี” อยู่ปากน้ำชุมพร
๔. ตึก “นารีบำเรอรัก” อยู่ปากน้ำสงขลา
๕. ตึก “สมัคสังวาส” อยู่ที่อ่างหิน. ดั่งนี้
ตึกที่เมืองสงขลานั้น อยู่ตรงบริเวณที่ตั้งโรงตำรวจภูธรเดี๋ยวนี้แต่รื้อเสียหมดแล้ว พวกชาวเมืองเขาเล่าให้หม่อมฉันฟังว่าเปนที่ผีดุนัก ใครไปอยู่มักเจ็บไข้ไม่สบายถึงตายก็มี เช่นท่านผู้หญิงสุ่น ของเจ้าพระยารัตนาธิเบศร๑ ก็ไปเจ็บตายที่นั้น ได้ฟังเขาเล่ามาอย่างนั้น วันหนึ่งหม่อมฉันไปเรือพอผ่านตรงตึกหลังนั้น ลมพัดมาจากเขาแดง
ถูกตัวรู้สึกร้อนวูบเหมือนเปลวไฟ แทบหายใจไม่ออก จึงนึกรู้เหตุของความไข้เจ็บล้มตายที่ตึกนั้นเพราะไปอยู่ริมลมเขาแดงอยู่เสมอ ต่อเมื่อสมเด็จชายออกไปอยู่ที่สงขลาจึงคิดหาที่ย้ายสถานต่าง ๆ ไปตั้งให้ห่างลมเขาแดง ค่อยสบายขึ้น ถึงกระนั้นอากาศก็ยังสู้ที่หาดใหญ่ไม่ได้อยู่นั่นเอง
หมู่นี้หม่อมฉันไปจับอ่านลายพระราชหัตถเลขาของทูลกระหม่อมที่หอพระสมุดรวบรวมพิมพ์ไว้เปนเล่ม ๆ พบขุมทรัพย์ความรู้เบ็ดเตล็ดต่าง ๆ ขึ้นอีกหลายอย่าง จะคัดความมาลงในจดหมายฉะบับนี้สำหรับทรงวินิจฉัยเรื่อง ๑ ว่าด้วยลักษณการเคารพ คือ
“อันการอ่อนน้อมคำนับในโลกนี้มีกิริยาทำต่างๆ กัน ฯลฯ ตามที่ว่าไว้ในหนังสือที่มีในพระพุทธสาสนา ในพระบาลีมีอยู่ ๔ อย่างตามชื่อ คืออภิวาท ๑ วันทนาการ ๑ นิปัจจนาการ ๑ อัญชลีกรรม ๑ เปนสำแดงกิริยาคำนับต่อหน้าผู้มีตัวประจักษ์ฉะเพาะ ยังอีก ๒ อย่างคือนมการ ๑ นมัสการ ๑ สองอย่างนี้ว่าด้วยการนับถือเปนพระที่ยิ่ง และ
แสดงความน้อมไปแด่พระนั้นด้วยไตรทวาร คือกายวาจาจิตต์ จะหาที่ชี้อุทาหรณ์เยี่ยงอย่างของคำที่สำแดงชื่อ ๖ อย่าง คืออภิวาท วันทนาการ นิปัจจนาการ อัญชลีกรรม และนมการ นมัสการ นั้นก็ได้เห็นอยู่ชุกชม คือ “ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา” ในที่นั้น ๆและ “อภิวาทนสีลิสฺส” ที่เปนคาถาและอื่นๆเปนอุทาหรณ์ของอภิวาท “ภควโต
ปาเท สิรสา วนฺทาหิ” ฤๅ “วนฺทติ” ในพระวินัยเรียกชื่อ “อวนฺทิโย ปุคฺคโล วนฺทิโย ปุคคฺโล” และอื่น ๆ เปนอุทาหรณ์ของวันทนาการ ในพระบาลีว่า “ภควโต ปาเทสุ สิรสา นิปฺติตฺวา” และ “นิปฺปการํ กโรมิ” เปนอุทาหรณ์ของนิปัจจนาการ “เยน ภควา เตนฺชลิมฺปณาเมตฺวา” ฤๅ “อฺชลิมฺปคยฺห” ฤา “อฺชลิโก อฏฺ าสิ” และในบทสวดมนต์ว่า “อัฺชลี กรณีโย” เหล่านี้เปนอุทาหรณ์ของอัญชลีกรรม “นโม ตสฺส ภควโต นมตฺถุ นโม เต ปุริสาชฺ” และอื่น ๆเปนอุทาหรณ์ของนมการ “นมสฺสนฺติ โคตมํ นมสฺสมา
โน สมฺพุทธํ” และอื่น ๆ เปนอุทาหรณ์ของนมัสการฯ ก็ในชื่ออาการอย่างที่มาในบาลีนี้ คนทำอย่างไรจะเรียกว่า​ชื่อไรก็ไม่ได้ความชัด อภิวาทนั้นเห็นที่มาเปนกิริยาที่เขาใช้ต่อหน้าและทำแก่ผู้สูงศักดิ์ คือพระพุทธเจ้าและพระสาวกผู้ใหญ่ และพระเจ้าแผ่นดินและพราหมณ์ มีคำอรรถกถาบางอันแก้ว่า “อภิวาเทตฺวา สุขี โหหีติ วทาเปตฺวา” ก็มีบ้าง แต่ที่แก้ว่าอภิวาทนั้น ก็คือวันทนกิริยานั้นเองโดยมาก ถึงกระนั้นเห็นที่มาในบาลี อภิวาทดูทีจะเปนการอย่างสูงและการต่อหน้า วันทนาการเปนการต่ำลงมา และ
มักมีในคำสั่งฝากไหว้คำนับไปอภิวาท และสงฆ์และคณะก็ไม่ใคร่จะมี มีแต่วันทนาการและอัญชลีกรรม จะชักอุทาหรณ์มาว่าให้เห็นได้แต่จะเพ้อมากนักไป ฯ อัญชลีนั้น อรรถกถาแก้ว่า “ทสนขสโมธานํ” พระราชนิพนธ์มีดั่งนี้ พระเจ้าพระสงฆ์ในชั้นหลังเช่นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ได้เคยวินิจฉัยลักษณการเคารพที่ทรงพระราชนิพนธ์ต่อมาอย่างไรอีกบ้าง ท่านทรงทราบหรือไม่ ยังมีวินิจฉัยเรื่องอื่น ๆ อีก หม่อมฉันจะคัดทูลบันเล็งต่อไป
หม่อมฉันหวังใจว่าทั้งพระองค์ท่านและบรรดาผู้ที่มาโดยเสด็จ จะมีความสุขสบายดีอยู่ ส่งจดหมายคราวนี้มีโอกาสที่จะฝากของถวายได้ หม่อมฉันจึงฝากเหรียญกับสมุดรูปภาพงานยูบีลีของพระเจ้ายอร์ช ซึ่งรออยู่มาถวายพร้อมกับจดหมายฉะบับนี้ อีกประการหนึ่ง เวลานี้กำลังเปนระดูผลเงาะออกที่ปีนัง หม่อมฉันจึงจัดฝากผลเงาะเข้ามาถวาย แต่ส้มจัฟฟานั้นขาดคราวมาช้านาน ได้ยินว่าสิ้นระดูจึงไม่มีมาขาย.
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
๑. เจ้าพระยารัตนาธิเบศร (พุ่ม ศรีไชยันต์) ↩
วันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๘ น
​ตำหนักหัวยาง สงขลา
วันที่ ๕ มิถุนายน ๒๔๗๘
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัดถ์ลงวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ได้รับประทานแล้ว ทำให้มีความชุ่มชื่นใจเหมือนได้รับประทานยาหอม เวลาที่ขาดไปออกจะมีใจหงุดหงิด เกล้ากระหม่อมคิดจะอยู่ที่สงขลาจนวันที่ ๒๒ เดือนนี้ แล้วจะออกเที่ยวต่อไป
ทีแรกขอประทานตอบความในลายพระหัดถ์ก่อน ในการที่ไม่ได้กราบทูลล่วงหน้าว่าจะไปสิงคโปร์นั้น เพราะไม่เปนการแน่นอนว่าจะไปถึงได้หรือไม่ ทั้งนั้นก็เปนด้วยเรื่องเมาคลื่นของแม่โต ถ้าต้องทรมานหนักก็ต้องขึ้นเสียที่ไหนที่จะพ้นความทรมานได้เปนอย่างน้อยที่สุด แม่โตสั่งให้กราบถวายบังคมรู้สึกในพระเมตตาบารมี ที่ตรัสแนะนำ
ให้มาเที่ยวปินัง ได้ตั้งใจอยู่เหมือนกันว่าจะมาสักคราวหนึ่ง ในเมื่อโอกาสจะอำนวย ในการที่ลอยละล่องไปจนถึงสิงคโปร์นั้น ติดจะเปนการกำเริบ เพราะได้กราบถวายบังคมลาเพียงแต่ไปเที่ยวปักษ์ใต้เท่านั้น หากติดเรือออกไปตั้งใจจะปิดความทั้งในกรุงเทพฯ และสิงคโปร์ จึงหลบหลีกไม่ให้พบใครนอกจากหญิงเล็ก ซึ่งจำต้องอาศัยความช่วยเหลือจากเธอบ้าง
ได้ทราบตามพระดำรัสเล่า ว่าวัดไทยที่ปินังมีถึง ๕ วัด รู้สึกประหลาดใจมาก ไม่นึกเลยว่าจะมีมากถึงเท่านั้น ในการที่พระไม่ถูกกันและชาวบ้านก็นับถือจำเพาะตัวพระนั่นแหละเปนเหตุอันหนึ่งซึ่งให้เกิดมีวัดมากขึ้น แม้ในเมืองไทยวัดมากก็เปนไปได้ด้วยเหตุอย่างนั้นเปนอันมาก
ในการที่ทรงพระดำริจัดแต่งที่ประทับ ช่วยการรัชดาภิเษกนั้นเปนพระดำริชอบ สมควรแล้วที่จะพึงทำ การที่เขาแห่แหนกันนั้นไม่มีติดใจเพราะเชื่อว่าไม่มีอะไรที่จะได้ใส่ใจ เต่เหรียญที่ระลึกซึ่งจะโปรดประทานไปนั้นแหละติดใจมุ่งหมายอยู่มาก ว่าจะเปนของดีมีฝีมือช่างอันจะพึงดูเปนคติได้อยู่ในนั้นเปนแน่แท้
ขอประทานกราบถวายบังคมที่ทรงพระเมตตาโปรดประทานสแตมป์สเตรตส์ใหม่ไปชุดหนึ่ง ตั้งแต่ทราบว่าเขาจะออกก็ตั้งใจว่าจะทูลขอสักชุดหนึ่ง แต่ภายหลังได้เห็นเขาพิมพ์ตัวอย่างสแตมป์ที่จะออกในเมืองอังกฤษมาในหนังสือพิมพ์ก็ท้อใจด้วยผูกลายเปนแมวด่างแบบโฆษณาสมัยนี้ ไม่มีลวดลายอะไรพิสดาร ไปวุ่นทำแต่พื้นสแตมป์ให้ด่างดำบ้างขาวบ้าง หนังสือที่ทับไปบนพื้นด่างนั้นก็ทำด่างให้ขัดกับพื้น ที่พื้นดำก็หนังสือขาว ที่​พื้นขาวก็หนังสือดำ ความด่างที่กราบทูลนี้มิใช่ว่ามีระเบียบ ใน
หนังสือบรรทัดหนึ่ง เช่น ONE PENNY ที่ ON เปนขาว E PEN ดำ NY ขาว ดั่งนี้ เห็นว่ามันเปนตลกเท่านั้น ไม่เปนช่าง และในหนังสือพิมพ์บอกว่าจะมีออกตามโกโลนีทั่วไปด้วย ลวดลายเหมือนกันหมด แต่หนังสือจะผิดกัน ทำให้สำคัญว่าจะเปนแมวด่างไปทั้งนั้น นึกเสียใจ แต่เมื่อได้ประทานแล้วกลับดีใจ เพราะเปนแบบที่เขาผูกโดยฝีมือช่างอย่างน่าชมเปนคติ ไม่ใช่เปนแมวด่างอย่างเมืองแม่
เรื่องที่ประชวนไปเพราะความประมาทนั้นไม่ดี เพียงแต่เปนหวัดเท่านั้นก็จัดว่าเปนพระเคราะห์ดีแล้ว ควรจะระวังอย่างกวดขันเพราะพระชันษามากแล้ว
มีความสดุดใจอะไรขึ้นอย่างหนึ่ง เมื่อไปไหว้พระที่วัดพุทธคยาสิงคโปร์ พระภิกษุวุฑฒิสารเธอให้รูปโปสก๊าดมาสำรับหนึ่ง ในแผ่นแสดงรูปปางพระเจ้าตรัสรู้มีหนังสือเขียนไว้ว่า Prince Siddhartha sat under a big “sye” tree คำในตัวลูกน้ำคู่นั้นน่าจะอ่านว่า “ไซ” เปนภาษาอะไรก็ไม่ทราบ ทำให้เกิดสงสัยขึ้นว่าต้นไซกับต้นโพธิ์จะเปนต้นไม้อย่างเดียวกันเสียดอกกระมัง น้ำหนักในความสงสัยนี้ อยู่ที่ต้นโพธิ์ได้ชื่อมาแต่พระเจ้าตรัสรู้ใต้ต้นไม้นั้น ไม่ใช่ชื่อโดยชะนิดของมัน เรามาแปลต้นนิโครธว่าไซ
จะผิดไปได้หรือไม่ เรื่องชื่อต้นไม้นั้น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เอาใจใส่มาก เมื่อท่านอ่านหนังสือพบที่กล่าวถึงต้นอะไร มีลักษณเปนอย่างไรท่านจดจำไว้เสมอ ลางอย่างก็จับได้ว่าแปลผิดเมื่อท่านถูกเกณฑ์แปลนิบาตชาดก ท่านคิดจะรับเอากัณฑ์มหาพน เห็นจะเปนเพราะท่านเอาใจใส่แก่ชื่อต้นไม้นั้นเอง เกล้ากระหม่อมเตือนว่าท่านจะต้องแปลชื่อต้นไม้อันมากมาย ถ้าแปลผิดจะเสียชื่อไปหรือไม่ ท่านเห็นด้วยเลยเลี่ยงไปรับเอากัณฑ์กุมาร
แม่เต่าแกจะออกมาส่งลูกและมาเฝ้าฝ่าพระบาทในวันที่ ๖ เห็นได้ช่องดีจึงได้ฝากของฝากอันจัดมาจากสิงคโปร์ ตามที่กราบทูลมาในหนังสือฉะบับก่อนให้แกนำมาถวายด้วย
เมื่อวานซืนนี้ให้นายสมบุญไปรับของประทานที่สถานีรถไฟ ได้มาทั้งลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๒ ด้วย ข้อความในลายพระหัตถ์มีจับใจอยู่หลายข้อ
เรื่องบ่อยางนั้นพระยาอภิรักษราชอุทยานมาพูดอยู่เมื่อเจ็ดแปดวันนี้เอง ว่าเมืองสงขลาแต่ก่อนตั้งอยู่ฝั่งในทางเขาแดง ปากน้ำเมืองสงขลาเข้าทางเก้าเซ่งปรากฏในหนังสือหลวงอุดมสมบัติว่าสมเด็จเจ้าพระยามาตั้งอยู่ที่นั้น ที่เมืองเก่าไม่มีน้ำจืดใช้ ชาวบ้านต้องข้ามมาตักน้ำจืดที่บ่อยางฝั่งนอก เมื่อจะตั้งเมืองสงขลาใหม่ จึงข้ามมาตั้งที่บ่อยาง เพื่อสดวกในการใช้น้ำ พระยาสงขลาคนแรกได้สร้างวัดขึ้นเปนวัดแรกใน
สงขลาที่บ่อยางนั้น เรียกว่าวัดยางทอง ได้ทำยักษ์ขึ้นที่วัดนั้นคู่หนึ่ง เอาอย่างจากกรุงเทพฯ (เข้าใจว่าเอาอย่างจากวัดอรุณ) มาทำ คนจึงเรียกกันไปอีกชื่อหนึ่งว่าวัดยักษ์ ประจวบกับได้รับลายพระหัตถ์ตรัสถึงบ่อยางเข้าด้วยเล่นเอานิ่งอยู่ไม่ได้ ต้องแล่นไปดูวัดยักษ์ แต่ไม่เห็นมียักษ์ ถามพระท่าน​ว่าพังเสียหมดแล้ว ก็ควรแล้วที่จะพังเพราะคงปักไม้เปนแกนปั้นปูนทับพอแกนผุก็ล้มเท่านั้น บ่อซึ่งควรจะเปนบ่อยางก็ไม่เห็นมี ถามพระท่านว่าถมเสียหมดแล้ว เพราะมันตื้นเขินไม่มีน้ำ ตกลงไม่ได้เห็นอะไร
ตำบลที่ตำหนักสมเด็จหญิงน้อยตั้งอยู่นั้น เรียกว่าหัวยาง มีวัดหัวยางเยื้องข้ามถนนไปข้างใต้อยู่เปนสำคัญ คงหมายความว่าที่นั้นเปนหัวตำบลอันย่างเข้าแขวงบ่อยาง เมืองสงขลาอยู่สบายสู้ท่าหาดใหญ่ไม่ได้จริงอย่างพระดำรัส แต่เมื่อขึ้นจากเรือที่สงขลาจะจับเอาที่ไหนเปนที่อยู่ทันทีก็ไม่มีที่อื่นจะสดวกกว่าตำหนักสมเด็จหญิงน้อย
ชื่อตึกเจ้าคุณทหาร เกล้ากระหม่อมจำได้ชื่อเดียวแต่ “กามาภิรมย์” ที่จดประทานไปจนครบนั้นเปนพระเดชพระคุณหนัก น่าเสียดายที่ของชนิดนี้จะต้องสูญเพราะเอาไปเขียนลงที่ไหนไม่ได้ เปนทักขปฏิสันถาร ได้ลองนึกถึงมงคลคาถา “อเสวนาพิเรนฺทานํ สรรฺพาการฺจเสวนา” อันเปนเรื่องซุกซนแต่งด้วยกันก็นึกได้ไปไม่ตลอด เพราะการนานมาแล้ว
ปัญหาเรื่องการเคารพของทูลกระหม่อมนั้น เปนเรื่องที่น่าพิจารณามากเรื่องนี้เคยเข้ามาข้องใจเกล้ากระหม่อมคราวหนึ่งแล้ว มีพระราชาคณะองค์ใดองค์หนึ่งจำตัวไม่ได้เสียแล้ว ท่านพูดว่าอภิวันทน์นั้นคือยืนไหว้ เหตุที่ได้พูดขึ้นนั้นมาแต่พระคอยรับเสด็จสมด็จพระมหาสมณเจ้าเมื่อลงจากรถ พากันยืนประนมมือไหว้ ทำให้เปนข้อจับใจ
เกล้ากระหม่อม นึกว่าชื่อแห่งการไหว้คงจะมีอาการที่ต่างๆกัน แต่ไม่รู้ภาษาบาลีพอที่จะค้นหาเอาความได้ ก็ต้องระงับไป กับสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ก็ยังไม่เคยพูดกันในเรื่องนั้นเลย บัดนี้มาได้เห็นพระราชนิพนธ์ของทูลกระหม่อม เปนอันว่าทรงจับกิริยาไหว้อย่างใดไม่ได้ จึงมารู้สึกว่าที่พระราชาคณะองค์ที่ท่านกล่าวว่า อภิวัน
ทน์เปนยืนไหว้นั้น ท่านนึกมาจากการวันทาเมื่อบวชนาคเท่านั้นเอง ไม่ใช่ค้นพบที่มาในพระบาลี ขอประทานผัดกลับกรุงเทพฯ จะปรึกษาหารือท่านผู้รู้ดู ตามความเห็นเกล้ากระหม่อมนึกตามความรู้อย่างป่า ๆ อภิวาท ดูเปนสองคำต่อกัน คือ อภิ+วาท วาท เปนคำกล่าวไม่น่าจะเปนไหว้ แต่ นมการ กับ นมสการ สมจะเปนคำเดียวกัน หากต่างกันไปโดยภาษา ที่เปนบาลีกับสํสกฤต แต่นี่เปนนึกป่า จะต้องไปค้นหาหลักฐานที่ในกรุงเทพฯ
เหรียญรัชดาภิเษกของพระเจ้ายอชซึ่งประทานไป พิจารณาเห็นด้านหน้าซึ่งเปนพระรูปนั้นเขาปั้นดี แต่ด้านหลังซึ่งเปนรูปวังวินเซอนั้นไม่ค่อยชอบเพราะมันขัดไปเสียหมด รูปวิวชนิดนั้น ที่ไกลจะต้องเลือน ที่ใกล้จะต้องชัด ให้ค่อยเปนชั้นๆเข้ามา แต่ว่าการปั้นนั้นเห็นจะยากกว่าการเขียนมาก ดูอัลบัมการตกแต่งที่ปินัง เห็นปรากฏมี
การตกแต่งมากมาย ที่สิงคโปร์เห็นจะแพ้ เกล้ากระหม่อมไปถึงที่นั่นเขาก็เอาโปสตก๊าดมาขายให้นักเหมือนกัน โครงซุ้มก็ได้เห็น เขายังรื้อลงไม่แล้ว แต่ทั้งที่เห็นซากและเห็นโปสตก๊าด ดูเหมือนว่าทั้งบ้าน​ทั้งเมืองจะมีซุ้มแต่แห่งเดียว ขอบพระเดชพระคุณอย่างยิ่ง ที่ทรงพระเมตตาโปรดประทานเหรียญกับอัลบัมนั้นไปให้ดูเล่นเปนขวัญตา
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๘ ดร
​Cinnamon Hall,
206 Kelawei Road, Penang. S.S.
วันที่ ๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๕
ทูล สมเด็จกรมพระนริศรฯ
แม่เต่าได้เชิญลายพระหัตถ์ฉะบับลงวันที่ ๕ มิถุนายนกับกะบะยี่ปุ่นของประทานฝากจากเมืองสิงคโปร์มาให้หม่อมฉันแล้ว ขอขอบพระเดชพระคุณเปนอันมาก ลูกเต้าที่ได้รับลายพระหัตถ์กับของฝากจากเสด็จอาว์ก็พากันรื่นรมย์ตามกันทั่วหน้า แม่เต่าได้มาพักอยู่ที่ Cinnamon Hall จะกลับไปวันจันทรที่ ๑๐ นี้ บอกว่าจะไปแวะเฝ้าท่านที่สงขลา เปนโอกาสฝากจดหมายฉะบับนี้กับซองบุหรี่ยี่ปุ่นใบ ๑ ซึ่งหม่อมฉันเตรียมจะ
ถวายนานแล้วเปนแต่ยังไม่ได้ส่งไป ซองบุหรี่นี้เปนของปลาดที่ขายเพียงราคา ๒๕ เซนต์ไม่ถึง ๒ สลึง ชายใหม่ไปซื้อมาใช้ก่อน หม่อมฉันพิจารณาเห็นปลาดที่มันทำอย่างไรจึงสามารถขายได้ด้วยราคาเท่านั้น ดูเปนของน่าใช้ด้วยเบาและแข็งแรง หม่อมฉันจึงได้ให้ไปซื้อมาอีก ๒ ใบเอาไว้ใช้เองใบ ๑ เตรียมส่งมาถวายท่านใบ ๑ จะได้ทรงใช้เวลาเที่ยวเตร็จเตร่ หายก็ช่างมัน ของยี่ปุ่นที่ทรงหามาประทานจากสิงคโปร์ก็ล้วนเปนของน่าชมทั้งความคิดและฝีมือ ดูจะยักย้ายไปอย่างไรมันมีแต่ดีและน่าชมไปเสียทั้งนั้น
จะทูลสนองความในลายพระหัตถ์ข้อ ๑ เรื่องวัดพุทธคยาที่เมืองสิงคโปร์ พระภิกษุวุฒิสารนั้นถ้าเปนองค์เดียวกับผู้ที่สร้างวัดพุทธคยานั้นไซร้ เปนพระมอญในกรุงเทพฯ ชื่อว่าท่านกร่าง หม่อมฉันเคยไปพบที่วัดชนะสงคราม รู้จักมาตั้งแต่ก่อนมาสร้างวัดที่สิงคโปร์ เปนพระที่ชอบเที่ยวเตร่ไปเมืองไกล เคยไปเมืองมอญ เมืองพะม่า ตลอดจน
เมืองลังกาและเมืองอินเดีย เมื่อหม่อมฉันไปสิงคโปร์ใน พ.ศ. ๒๔๗๖ เธอมาหาถึงโฮเตล และเอาโปสต์การ์ดมาให้อย่างถวายท่าน จึงได้รู้ว่าท่านกร่างนั้นเองที่มาสร้างวัดพุทธคยา เวลานั้นพระมิตรกรรม (ซึ่งเดี๋ยวนี้เปนราชทูตสยามอยู่ที่เมืองโตเกียว) เปนกงสุลเยเนอราลอยู่ที่เมืองสิงคโปร์ กระซิบบอกหม่อมฉันว่าความประพฤติตัวไม่ใคร่เรียบร้อยในเรื่องเงินทอง และมีผู้กล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับสีกา ต่อมาถึงเปนความใน
ศาล ถูกหาว่าข่มขืนผู้หญิงจีนคน ๑ แต่ท่านกร่างชนะความคดีก็เปนอันระงับไป จะอย่างไรต่อมาอีกไม่ทราบ คำที่เขียนในโปสต์การ์ดว่าพระศรีธาตุเสด็จประทับใต้ต้น “Sye” นั้น คำว่า ไทร น่าจะเปนภาษามอญ เพราะภาษาฝรั่งมักเรียกต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ในใต้ต้นว่า “โพธิ” เหมือนกับเรา ถ้ามีคำอธิบายก็ว่า เป็นต้น “Fig” อย่าง ๑ ส่วนต้นไทรมันก็มีชื่อเรียกในภาษาฝรั่งต่างหากว่า ​“Banyan”
หม่อมฉันได้ขอผัดทูลสนองเรื่องพระมหาเถรธรรมยุติกา ขอให้หม่อมฉันแต่งเรื่องประวัตินิกายสงฆธรรมยุติกาว่าจะทูลต่อภายหลังนั้น จะทูลต่อไปในจดหมายฉะบับนี้ หม่อมฉันได้คิดเห็นมาแต่ก่อนนานแล้วว่าเวลานี้เปนสมัยเกิดจลาจลในวิชชาวรรณคดีทั้งถ้อยคำและสำนวน ตลอดจนความคิดที่แต่งหนังสือกัน จึงได้ตั้งปณิธาน
ไว้ว่าจะไม่ให้มีชื่อเสียงหม่อมฉันในสมัยที่กล่าวนี้ เพราะฉะนั้นจึงเลิกแต่งหนังสือให้พิมพ์ แม้จนคำนำหรือประวัติ ใครมาขอก็บอกปัดมากว่า ๒ ปีแล้ว มูลเหตุที่พระมหาเถรธรรมยุติกามาขอให้หม่อมฉันแต่งเรื่องประวัตินิกายสงฆธรรมยุติกานั้น คงจะเกิดแต่เห็นคำปรามาสในหนังสือพิมพ์เปนแน่ แต่ความปราร์ถนาของพระมหาเถรธรรมยุติ
กาอาจจะเปน ๒ อย่างต่างกัน คือ อย่าง ๑ จะเอาหนังสือที่หม่อมฉันแต่งไปพิมพ์โฆษณาคัดค้านคำที่มีผู้แต่งลงพิมพ์ปรามาส ถ้าเปนอย่างนี้ผิดกับปณิธานของหม่อมฉัน หม่อมฉันเตรียมจะร้องขออย่าให้ทำเช่นนั้น อันเหมือนเอาทองไปรู่กระเบื้อง เปนเครื่องสำหรับร้อนใจเปล่า ๆ แต่คิดเห็นว่าพระมหาเถรท่านอาจปราร์ถนาอีกอย่าง ๑ ว่ายังไม่มีหนังสือเรื่องประวัตินิกายสงฆธรรมยุติกาอันแต่งไว้เปนหลักฐาน เกรงว่านานไปจะไม่มีใครรู้เรื่องเดิมที่เปนมาอย่างไร จะไปหลงเชื่อความเข้าใจผิดของคน
ชั้นหลัง ถ้าท่านปรารภกันอย่างนี้หม่อมฉันเห็นว่าเปนความจริง แลเปนการสมควรที่จะให้มีหนังสือเช่นนั้นไว้ให้ปรากฏ เปนการรักษาพระเกียรติยศของทูลกระหม่อมด้วย หม่อมฉันจึงได้รับแต่ง แต่จะขอเปนคำขาดว่าอย่าเพ่อให้พิมพ์จนให้พ้นสมัยจลาจลของวรรณคดี จะต้องรอไปอีก ๑๐ ปีหรือ ๒๐ ปีก็ตามที แต่การที่จะแต่งนั้นก็จะไม่สำเร็จได้โดยเร็วนัก คงจะไม่เกี่ยวข้องกับไปทะเลาะเบาะแว้งกับผู้หนึ่งผู้ใด ขออย่าทรงพระวิตกเลย
นึกเรื่องที่จะทูลบันเล็งในสัปดาหะนี้เรื่อง ๑ เมื่อสองสามเดือนมาแล้ว หลวงภาษาพิรัช๑กงสุลสยามที่เมืองปีนัง มีจดหมายมาถึงหม่อมฉันฉะบับ ๑ ว่ามีบัณฑิตย์ในราชการอังกฤษที่สหรัฐมลายูถามมาว่าชื่อเมือง Klang อันเปนเมืองหลวงของอาณาเขตต์สลางอเปนคำภาษาไทยหรือมิใช่ กงสุลรับเขาไปว่าในภาษาไทยมีคำว่า กลาง ตรงกัน แล้งจึงมาปรึกษาหม่อมฉัน ๆ มีจดหมายตอบกงสุลไปว่าชื่อเมือง Klang นั้น หม่อมฉันเคยได้ยินอังกฤษเขาเรียกออกเสียงว่า “กะลัง” ไม่ตรงกับคำ กลาง ของเรา ได้ตอบไปแต่เท่านี้
​เมื่อตอบไปแล้วมาพิจารณาดูถึงชื่อเมืองและตำบลต่าง ๆ ในแดนไทยทางแหลมมลายู ทางทะเลตะวันตกตั้งแต่เมืองตะนาวศรี เมืองมริด ระนอง ตลอดลงมา มันไม่ใช่คำภาษาไทยเสียเลย พิจารณาต่อเข้าไปทางด้านในชายทะเลปักษ์ใต้ตั้งแต่สหวี ตะโก เปนต้นตลอดลงมา จนพัทธลุง สงขลา ก็ไม่ใช่คำภาษาไทยแทบทั้งนั้น แต่จะเปนภาษาอะไรก็ไม่รู้แน่ ขอถวายให้ทรงพิจารณา
หม่อมฉันหวังใจว่าเสด็จมาประทับเที่ยวเตร่ที่สงขลา จะทรงเปนสุขสำราญดีอยู่ทั้งผู้ที่ตามเสด็จด้วยทุกคน ถ้าหากที่ยอดเขาปีนังมีศาลเทพารักษ์ หม่อมฉันจะขึ้นไปบนบวงขอให้ดลใจคุณโตให้ออกมาปีนังโดยเร็ว ลูกเต้าเธอก็บ่นกันอยู่ทุกคนว่าอยากให้มา.
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
๑. หลวงภาษาพิรัช (กิมโป๊ แต้สุจิ) ↩
วันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๘ น
​บ้านสุคนธหงส์
เลขที่ ๒๕ ถนนสาย ๔ หาดใหญ่
Sugandahansa House
No. 25 Fourth Road Huad Yai, Siam.
วันที่ ๙ เดือน มิถุนายน พ,ศ, ๒๔๗๘
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ทราบฝ่าพระบาท
เกล้ากระหม่อมย้ายออกจากสงขลามาอยู่ที่นี่วันนี้แล้ว กราบทูลมาให้ทรงทราบเพื่อจะได้ส่งลายพระหัตถ์ในวันหน้าตรงถึงที่อยู่.
ได้ทราบว่าถาวรกับแม่คลองลงเรือกลับจากยุโรป มาแต่กลางเดือนก่อนแล้ว ถ้าจริงดั่งนั้นก็คงมาถึงปีนังในราวกลางเดือนนี้ ได้ทรงพระเมตตาโปรดให้ใครคอยฟังฃ่าวดูด้วย เธอจะขึ้นรถไฟกลับกรุงเทพฯ วันไร โปรดมีโทรเลขไปให้เกล้ากระหม่อมทราบด้วย เกล้ากระหม่อมตั้งใจจะคอยดักพบเธอ ที่สถานีรถไฟหาดใหญ่
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๘ ดร
​Cinnamon Hall,
206 Kelawei Road, Penang. S.S.
วันที่ ๑๒ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๘
ทูล สมเด็จกรมพระนริศร ฯ
เช้าวันพุธที่ ๑๒ นี้หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์ส่งมาจากหาดใหญ่ โปรดให้ทราบว่าประทับที่บ้านสุคนธหงส์ หม่อมฉันรู้สึกยินดีมาก เพราะทราบว่าอาจจะส่งจดหมายไปมากับหาดใหญ่ได้ทุกวัน จึงได้มีจดหมายฉะบับนี้ทูลมาให้ทรงทราบว่าหม่อมฉันจะให้หญิงพิลัยกับชายใหม่ไปเฝ้าแทนตัวเที่ยวรถไฟวันศุกร์ที่ ๑๔ ตั้งแต่ได้ทราบว่า
เสด็จมาประทับอยู่สงขลา หม่อมฉันนึกแต่อยากเฝ้าอักอ่วนป่วนใจอยู่ทั้งกลางวันกลางคืน แต่จนใจด้วยเวลานี้หม่อมฉันเปนปัตตคาตยังไม่หาย จะนั่งรถหลายชั่วโมงยังทนไม่ไหวจึงให้ลูกมาเฝ้าแทนตัว มิฉะนั้นก็จะลอบขึ้นรถยนต์ไปเฝ้าที่หาดใหญ่เหมือนอย่างเคยไปเมื่อครั้งพระเจ้าอยู่หัวยังประทับอยู่ที่สงขลา เพราะไปมาได้ง่าย ๆ
เรื่องที่เจ้าถาวร๑กับแม่คลองจะกลับมานั้น หม่อมฉันได้ทราบข่าวเขาบอกกันมาแต่ยุโรป เล่ากันเปนอย่างเรื่องขบขันว่าถาวรคิดจะตรงไปเฝ้าทูลกระหม่อมชายที่ชะวา ไปขอหนังสือเดินทางที่พระยาสุพรรณสมบัติ๒ ๆ ขี้ขลาดไม่กล้าออกหนังสือเดินทางให้ ต้องถึงมีโทรเลขถามกระทรวงการต่างประเทศ ได้รับอนุญาตจึงได้ออกหนังสือเดินทางให้ หม่อมฉันสันนิษฐานว่าถาวรเห็นจะมาเรือเมล์ฮอแลนด์ตรงไปชะวาทีเดียวต่อเมื่อกลับจากชะวาบางทีจึงจะกลับมาทางนี้ หม่อมฉันจะคอยสืบดูตามรับสั่ง
หม่อมฉันเชื่อเปนแน่ว่าเสด็จมาอยู่ที่หาดใหญ่ จะทรงสบายกว่าอยู่ที่สงขลา.
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
๑. หม่อมเจ้าถาวรมงคลประวัติ ไชยันต์ ↩
๒. พระยาสุพรรณสมบัติ (ติน บุนนาค) ↩
วันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๘ น
​หาดใหญ่ สงขลา
วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๔๗๘
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๘ แม่เต่าเชิญเข้าไปให้ พร้อมทั้งซองบุหรี่ที่ทรงพระเมตตาโปรดประทานเข้าไป ได้รับประทานแล้ว รู้สึกในพระเดชพระคุณอย่างยิ่ง
ซองบุหรี่นั้นชอบใจเกินกว่าที่หวังพระไทยไปเสียอีก แรกแก้ห่อออกดูคิดว่าทำด้วยซันลูลอย แต่เมื่อเปิดดูข้างใน เห็นปรากฏเปนทำด้วยไม้จริง ๆ แต่เมื่อกลับพิจารณาดูภายนอก เห็นเปนทาสีปลอมเปนไม้ ทำให้ความดีซุดไปเสีย ความคิดจึงเกิดขึ้นว่า ถ้าขูดสีทิ้งเสีย ขัดเงาให้ปรากฏเนื้อไม้จริง ๆ จะประเสริฐเลิศล้ำ และถ้าจะให้ดีขึ้นไปอีก
รื้อกรอบกำมะลอเดิมทิ้งเสียทำกรอบเงินประกอบใหม่ และติดตราเข้า อาจให้เปนของกำนัลใครก็ได้ เพราะฉะนั้นขอประทานโทษที่จะรบกวนฝ่าพระบาท ได้ทรงพระเมตตาโปรดจัดซื้อส่งเข้าไปประทานอีกสัก ๔ ใบ เพื่อลองทำดู จะเปนพระเดชพระคุณล้นเกล้า
ของญี่ปุ่นที่ทำขายราคาถูกนั้นประหลาดหนักหนา จะทูลถวายตัวอย่างเทียบถ้วยแก้วอย่างกินน้ำ ฝรั่งทำมาขายโหลละ ๓ บาท ญี่ปุ่นทำมาขายแข่งขันโหลละ ๙๐ สตางค์ ทำได้อย่างไรไม่เข้าใจเลย เนื้อแก้วก็ต่ำกว่ากันแต่เพียงเล็กน้อย กรมพระกำแพงเพชรตรัสอธิบายว่า ของญี่ปุ่นขายในเมืองญี่ปุ่นราคาแพงกว่าที่ขายในตลาดต่างประเทศ ยอมขายขาดทุนเพื่อเอาชนะต่างประเทศ ฟังดูก็ชอบกล แต่ไม่สามารถเชื่อลงไปได้ เพราะลดราคาต่ำกว่ากันตั้ง ๕๐๐ เปอเซนต์ เปนทางที่จะล้มละลายมากกว่าเปนทางที่จะชนะโลก
พระภิกษุวุฑฒิสารนั้น เปนองค์ที่สร้างวัดพุทธคยานั้นเอง เธอบอกเหมือนว่าเดิมอยู่วัดชนะสงคราม แล้วไปเที่ยวเมืองมอญ เมืองพม่า เมืองอินเดียและลังกา แล้วมาสร้างวัดที่เมืองสิงคโปร์ ที่ซึ่งสร้างวัดนั้นเธอเช่าจากรัฐบาลสร้างเปนวัดขึ้น ภายหลังห้างขายยาตราเสือซื้อที่ซึ่งได้สร้างวัดไปจากรัฐบาล แล้วมาไล่เธอให้ออกจากวัด เธอไม่ยอมออก เมื่อจะซื้อก็ไม่บอกให้เธอทราบ ต้องเปนความต่อสู้กันในศาล คดียังค้างอยู่จนทุกวันนี้ การใส่โทษว่าเธอชั่วร้ายต่าง ๆ นั้น เธอว่าเปนอุบายของนายห้าง
ตราเสือทั้งสิ้น ประสงค์จะกำจัดให้เธอหลุดพ้นไปเสียจากวัด เพื่อจะให้ได้ที่เปนสิทธิโดยไม่มีการขัดขวาง เธอดูแคลนพระมิตรกรรมกงซุลสยามคนก่อนเท่ากับที่กงซุลดูแคลนเธอ สงสัยว่าพระมิตรกรรมรับสินบนห้างขายยาตราเสือ แต่งคนเข้ากับตำรวจรัฐบาลช่วยกันจับเธอใส่กุญแจมือ ลักพาไปเพื่อนีรเทศส่งเข้ากรุงเทพฯ แต่ครั้นไปพักที่กวาลาลุมปูร์ เธอจึงร้องต่อรัฐบาลที่นั้น เขาทำการ​ไต่สวนเห็นเธอไม่มีผิดเขาก็ปลดปล่อยเธอกลับ ข้อความทั้งนี้มิใช่ว่าเธอกล่าวโทษกงซุลขึ้นเอง เปนด้วยเกล้า
กระหม่อมซักถามเธอขึ้น ด้วยได้ทราบข่าวในหนังสือพิมพ์ว่าพระไทยถูกลักพา จึงสอบดูว่าจะเปนท่านองค์นี้หรือมิใช่ ตามคำที่เธอเล่าก็ตรงกับที่หนังสือพิมพ์ลงข่าวโดยมาก ในเรื่องเงินทองถ้าหากว่าเธอขี้ฉ้อเอาไปเปนประโยชน์ส่วนตัวเสียมากคงจะสร้างวัดขึ้นใหญ่โตถึงเท่านั้นไม่ได้ เกล้ากระหม่อมกลับเห็นไปว่าเธอมีอภินิหารมากเสียอีก แม้อยู่ในเมืองต่างประเทศซึ่งไม่ใช่เปนเมืองที่ถือพุทธศาสนาเปนหลัก เธอก็ยังอุตส่าห์หาเงินมาสร้างวัดได้ใหญ่โตถึงเพียงนั้น
เรื่องแต่งประวัติธรรมยุตินิกายที่กราบทูลมานั้น ก็ด้วยปรารถนาที่จะให้ทรงระวังพระองค์ เมื่อได้ทรงระวังแล้วเรื่องนั้นก็เปนอันระงับด้วยความพอใจ
เรื่องชื่อเมืองชื่อตำบลนั้น เปนสิ่งที่ยุ่งเหยิงนัก ชื่อเดียวซ้ำกันหลายแห่งก็มี เช่นเมืองกลังที่อังกฤษถามมาก็ใกล้กับเมืองกรังของเรา (ซึ่งเราเขียนตรังน่าจะหลง) แล้วยังข้ามฟากไปคล้ายกับเมืองแกลงอีกด้วย เปนชื่อที่แปลไม่ออกด้วยกันทั้งนั้น อย่างไรก็ดีไม่ใช่เมืองกลางแน่ เมืองสงขลาก็ซ้ำกับสังขลบุรี เคยได้ยินสมเด็จชายทรงวินิจฉัยชื่อเมืองสงขลาว่าแย่งชื่อกันกับเมืองสิงคโปร์ ไทยเรียกสงขลา แขกเรียกเสงคะละ ฝรั่งเรียกสิงโครา ตัว ป ตกไปตัวเดียว ที่แท้คือ สิงหปุระ
จะยึดเอาว่าเมืองใดตำบลใด เคยอยู่ในปกครองภาษาใด ย่อมจะมีชื่อเปนภาษานั้นก็ไม่ได้ เช่นสทิงพระ เปนคำเขมรแท้ ๆ ทั้งสองคำ (เขมรอ่านออกเสียงว่าสตึงเปริยะ) สทิง ว่าลำน้ำหรือลำคลอง พระก็ว่าพระคือพระธาตุ ควรหรือคำเขมรก็ข้ามมาอยู่สงขลาได้ แต่ที่จริงคำมลายูโดนกันกับคำเขมรก็มีมาก เช่น หมู่บ้าน มลายูเรียกกำปง เขมรก็เรียกกำปง (แต่เขียนกำพง) คำมลายูว่า อนะ เช่นอนะวิยดา ก็ตรงกับคำเขมร
ว่าอนัก เช่น อนักองค์วัดถา แต่ตัว อ ที่นำนั้นเขาไม่อ่าน เราเขียนจึงตัดทิ้งเสีย ภาษาไทยกับภาษาเขมรที่เหมือนกันก็มีมาก เช่น โคม เขมรก็เขียนโคม แต่อ่านว่าโกม กำแพง เขมรก็เขียนกำแพง แต่อ่านว่า กำแปง ชื่อตำบลแม้จะเปนชื่อไทยก็ดี แต่เปนภาษาไทยครั้งบรมสมกัลป์ ถึงจะคงอยู่โดยตรงเราเดี๋ยวนี้ไม่เข้าใจกันก็มี หรือที่เรียกตามสำเนียงอันเสียงเพี้ยนกันก็มี เช่นทางโคราชเรียกบึงว่าบุ่ง เรียกเนินว่าโนน เปนต้น ที่สามารถจะเดาได้ก็มี เดาไม่ออกก็มี เปนเรื่องที่ยากยิ่งนัก
ได้เขียนหนังสือกราบทูลมาแล้ว ว่าได้ย้ายออกมาอยู่หาดใหญ่ เพราะพระเสนหามนตรี คุณหญิงเหิม และแม่เกสร ชักชวนให้มาอยู่ ด้วยความตั้งใจจะรับรอง ยกตึกที่เคยอยู่ก่อนนั้นให้อยู่ เจ้าของตกแต่งหรูหราขึ้นอีกมาก สิ่งที่แต่ก่อนยังไม่สมบูรณ เช่น ห้องน้ำเปนต้น บัดนี้ได้ตั้งร้านม้าถังน้ำ มีสูบขึ้นถังตั้งชักโคลก มีก๊อกไขน้ำลง
อ่างอาบเสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้ปลูกสร้างครัวถาวรขึ้นใหม่ด้วย ยังลานบ้านก็งามกว่าก่อน ตกแต่ง​เรียบร้อยขึ้นอีก ทั้งต้นไม้ก็เจริญขึ้น ทำให้ชุ่มชื่นในใจมาก พอเหยียบเข้าบ้านก็รู้สึกเหมือนหนึ่งบ้านของตน อันจากไปเสียนานแล้วได้กลับมาถึงบ้านอีก ทั้งผู้ที่เคยอุปัฏฐากก็อยู่พร้อมหน้า จนกระทั่งแมวดำก็ยังอยู่ แต่มันไม่มารบกวนเหมือนคราวก่อน เพราะมันมีลูกขึ้นสองตัว มันมัวพะวงเลี้ยงลูกมันเสีย เย็น ๆ ออก
เที่ยวเดินเล่นตามเคยรู้สึกว่าตลาดปสานเจริญขึ้นกว่าแต่ก่อน สิ่งปลูกสร้างปลูกใหม่ขึ้นก็มาก นายษณัยเดอเจ้าของสวนสัตวก็ไปปลูกบ้านขึ้นอยู่ใหม่ไปทางโรงฆ่าสุกร ได้ย้ายเอาสรรพสัตวไปไว้ที่นั้น แต่เอาไปยังไม่หมด และที่เอาไปแล้วก็ยังจัดไม่เรียบร้อย อากาศดีกว่าในสงขลาหลายเท่า เวลากลางวันพอสบาย ตกกลางคืนถึงหนาว มีใจรำลึกถึงฝ่าพระบาทกับทั้งหลาน ๆ เปนกำลัง เพราะเคยอยู่ด้วยกันขลุกขลักแล้วมาขาดไปเสีย
เกล้ากระหม่อมได้ส่งหนังสือพิมพ์ ซึ่งเขากล่าวถึงประวัติพระยาเสนาภิมุขซึ่งเปนญี่ปุ่นมาถวายทอดพระเนตร เห็นผิดกับข้อความที่มีในพระราชพงศาวดาร (๒ เล่ม) มาก เขาไปเอาความมาแต่ไหน หวังว่าจะตรัสพยากรณ์ให้ทราบเกล้าได้
วันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๘ ดร
​Cinnamon Hall,
206 Kelawei Road, Penang. S.S.
วันที่ ๑๕ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๘
ทูล สมเด็จกรมพระนริศร ฯ
เมื่อวันศุกร์ที่ ๑๔ เวลาเช้า พอหญิงพิลัยกับชายใหม่ลาไปขึ้นรถไฟได้สักประเดี๋ยว พนักงานไปรษณีย์ก็เชิญลายพระหัตถ์ฉะบับลงวันที่ ๑๒ มาส่ง ถ้าหม่อมฉันได้อ่านลายพระหัตถ์ก่อนเวลาหญิงพิลัยไป ก็จะสั่งให้ไปแวะซื้อซองบุหรี่ยี่ปุ่นที่ต้องพระประสงค์อีก ๔ ใบนำไปถวายได้ในวันนั้น แต่เผอิญมันคลาดกันไป จะต้องคอยหาใคร
กลับเข้าไปทางหาดใหญ่จึงจะได้ฝากเข้าไปถวาย ได้เห็นทรงพรรณนาบ้านสุคนธหงส์ในลายพระหัตถ์ เล่นเอานึกอยากกลับเข้าไปอยู่ด้วยกันอีก หม่อมฉันเชื่อว่าหญิงพิลัยคงจะไปรื่นรมย์เหมือนกัน เพียงรู้ว่าท่านเสด็จย้ายมาประทับที่หาดใหญ่ เธอก็ยินดีเสียแล้วว่าพอถึงสถานีก็จะเดินดุ่มไปเฝ้าได้ถึงพระองค์ เพราะรู้ตำบลหนทางที่หาดใหญ่เจนใจอยู่แล้ว
เรื่องชื่อเรียกตำบลต่าง ๆ เมื่อหม่อมฉันจดหมายตั้งปัญหาถวายไปฉะบับก่อนแล้ว มาพิจารณาดูเอง นึกถึงเค้าเงื่อนแต่หนหลังได้เรื่อง ๑ เมื่อหม่อมฉันไปตรวจราชการมณฑลเพ็ชรบูรณ์ในรัชชกาลที่ ๕ ขากลับได้ล่องเรือทางลำน้ำสักมาจากเมืองเพ็ชรบูรณ์ ๑๒ วันจึงถึงเมืองสระบุรี ทางน้ำสักที่ล่องมานั้นเปลี่ยวไม่เคยเห็นที่ไหนเหมือน
ถามชื่อตำบลที่ผ่านลงมา ผู้ชำนาญทางที่นำหม่อมฉันลงมาบอกว่าไม่มีชื่อเพราะยังไม่มีใครตั้งหลายแห่ง อาศัยเค้าเงื่อนที่ทูลนี้เห็นว่าชื่อที่เรียกท้องที่ต่าง ๆ ตั้งแต่ตำบลขึ้นไปจนถึงเมืองล้วนเปนของมนุษย์บัญญัติ มนุษย์ชาติใดภาษาใดไปถึงก่อนก็ใช้คำภาษาของตนบัญญัติชื่อท้องที่ พวกอื่นมาทีหลังก็เรียกตาม เพราะฉะนั้นชื่อ
ท้องที่แม้อยู่ในแถวเดียวกันเช่นแหลมมลายูนี้ บางแห่งชื่อจึงเปนภาษาหนึ่ง บางแห่งชื่อจึงเปนภาษาอื่น ยกเปนอุทาหรณ์ดังเช่นชื่อที่เรียกว่า “สิงหปุระ” ก็ดี “ตรังกนะ” ก็ดี “ปัตนะ” ก็ดี พวกชาวอินเดียคงให้ชื่อนั้น ๆ ตามชื่อเมืองในอินเดีย ชื่ออันเปนคำภาษาอื่นที่เราแปลไม่ออกคงเปนคำพวกมีลักขูที่อยู่ตามเกาะเกียนในมหาสมุทร์ให้บ้าง พวกชะวาและมลายูให้บ้างแล้วเรียกตามกันมา และบางทีมาแก้ไขให้เข้ากับภาษาของตน เช่น เมืองตะกั่วป่าและตะกั่วทุ่งเปนต้น ที่ทรงปรารภมาในลายพระหัตถ์
ว่าทางหน้าในมีชื่อภาษาเขมรอยู่มากนั้น เปนปัญหาสำคัญอันหนึ่งทีเดียว เพราะไม่ใช่แต่ชื่อท้องที่เท่านั้น การบังคับข้างทางแหลมมลายูนี้ทั้งไทยและมลายูใช้คำภาษาเขมรทั้งนั้น นอกจากนั้นยังมีสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ได้พบสำเนาพระราชกฤษฎีกาครั้ง​กรุงศรีอยุธยา สักราชเพียงแผ่นดินสมเด็จพระเพทราชา ว่าถึงพระราชทานที่กัลปนาวัดในแขวงเมืองพัทลุง ใช้ภาษาและอักษรเขมรเก่า ต้นฉะบับอยู่ที่ในหอพระสมุดวชิรญาณ พวกฝรั่งที่ศึกษาภาษาเขมรเช่นศาสตราจารย์เซเดส์พากันพิศวงมาก
ว่าเหตุใดจึงใช้ภาษาเขมรลงมาข้างฝ่ายใต้และใช้อยู่ใกล้ปัจจุบันถึงเพียงนั้น ปัญหานี้ยังไม่มีผู้ใดวิสัชนาให้เห็นเหตุเปนแน่นอน ใจหม่อมฉันนึกว่าบางทีจะเกิดแต่ต้อนเขมรเชลยลงมาอยู่ทางหัวเมืองเหล่านี้ในกาลครั้งใดครั้งหนึ่ง เหมือนอย่างเคยต้อนเชลยพวกลื้อลงมาเปนชาวลคร จึงมีพวกเขมรลงมาอยู่ทางแหลมมลายูมาก จนภาษาเขมรแพร่หลายและใช้หนังสือเขมรในหมู่คนเหล่านั้น ที่ทูลนี้เปนแต่นึกยังไม่ได้สอบสวน
เรื่องออกญาเสนาภิมุข (ยามาดา) ยี่ปุ่นที่ตรัสถามมาในลายพระหัตถ์นั้น หม่อมฉันทราบอยู่ แต่เปนวิสัชนายาวสักหน่อย หม่อมฉันจะเอาไว้ทูลในจดหมายฉะบับหลังต่อไป
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๘ น
​บ้านสุคนธหงส์ หาดใหญ่ สงขลา
วันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๔๗๘
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๑๒ ได้รับทราบเกล้าแล้ว หญิงพิลัยกับชายใหม่ไปถึงด้วยดี เกล้ากระหม่อมกับลูกไปรับที่สถานีรถไฟ ได้พบกันอย่างดีใจเหลือเกิน เกือบเท่ากับได้เฝ้าฝ่าพระบาท เท่านั้นก็พออย่างยิ่งแล้ว ที่ฝ่าพระบาทใคร่พระทัยจะเสด็จเข้าไปนั้น เห็นว่าถึงมิได้ประชวนก็เปนการเกินสมควรที่จะเสด็จเข้าไป เสียดายที่หญิงพิลัยมาอยู่หวิบหวับเพียงสองวันก็กลับเสีย
รำคาญใจที่ได้ทราบข่าวว่าฝ่าพระบาทประชวนยังไม่หาย แต่เบาใจที่ประชวนพระโรคอันมิได้ร้ายแรง ซึ่งหวังว่าไม่ช้าคงจะหาย แล้วทรงสบายตามเดิม ได้ทราบข่าวความเปนอยู่ของสมเด็จกรมพระสวัสดิจากหญิงพิลัย ให้มีจิตต์คิดสงสารเปนกำลัง
ตามที่กราบทูลขอพระอนุเคราะห์มาเรื่องถาวรนั้น เปนด้วยคิดว่าอาจดักพบกันได้โดยโอกาศแห่งเวลาที่เธอจะมาถึงหาดใหญ่ ในเมื่อเกล้ากระหม่อมอยู่จังหวัดสงขลา แต่เมื่อได้ทราบว่าเธอจะไปชะวาก่อนกลับกรุงเทพฯ ก็เปนอันสิ้นหวังที่ว่าจะได้พบกัน เพราะเกล้ากระหม่อมจะลงเรือวันที่ ๒๓ เดือนนี้ ไปขึ้นเที่ยวที่บ้านดอนสัก ๗ วัน
แล้วจะไปเที่ยวชุมพรสัก ๓ วัน แล้วจะไปหัวหินพักที่สำนักดิศกุล ตามที่โปรดประทานอนุญาตไว้จนเข้าวรรษาแล้วจึงจะกลับเข้าไปกรุงเทพฯ โอกาศที่จะได้พบถาวรตามทางไม่มีแล้ว เพราะฉะนั้นตามที่ทรงพระเมตตาจะคอยสืบข่าวนั้น ไม่ต้องสืบเลยแล้ว ต่อแต่วันที่ ๒๓ ไปลายพระหัตถ์ที่จะประทานไปถึงเกล้ากระหม่อมนั้นควรงด ไปต่อเอาเมื่อถึงหัวหินซึ่งจะได้กราบทูลมาให้ทราบฝ่าพระบาท
ได้ถวายรูปคณะอภิรัฐมนตรีมาด้วยแผ่นหนึ่ง พบเฃ้าในร้านที่หาดใหญ่ มีอยู่แผ่นเดียวเท่านี้ แล้วจะไม่มีต่อไป
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๘ น
​บ้านสุคนธหงส์ หาดใหญ่ สงขลา
วันที่ ๑๘ มิถุนายน ๒๔๗๘
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ทราบฝ่าพระบาท
ได้รับลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๑๕ พร้อมทั้งซองบุหรี่ ๒ ใบ ซึ่งโปรดประทานไปโดยทางไปรษณีย์แต่เมื่อวานนี้แล้ว เปนพระเดชพระคุณล้นเกล้า ได้แต่สองใบก็ไม่เปนไร ที่ทูลขอสี่ใบนั้นเตรียมไว้เผื่อทำเสีย ถ้าทำสำเร็จเหมือนคิด ใบแรกจะส่งมาถวายฝ่าพระบาทเปนประเดิม
พระดำริในมูลเหตุเรื่องชื่อเมืองชื่อตำบลนั้น เปนทางที่ถูกต้องแท้แล้ว เมืองในแหลมมลายูนี้ มีชื่อเปนปรากฏเห็นรูปเปนภาษาบาลีสสกฤตอยู่อีกหลายแห่ง เช่น (Kuala) Lumpur รูปเปน รมปุระ Negri Sembilan คำแรกรูปเปน นครี เห็นได้ว่าชาวฮินดูเปนผู้มาจับจองได้ที่เหล่านี้ก่อนคน ส่วนเรื่องภาษาเขมรนั้น พระราชกฤษฎีกาอักษรเขมรภาษาเขมรซึ่งตรัสว่ามีอยู่ในหอพระสมุดนั้น เกล้ากระหม่อมไม่ได้เห็น แต่ได้เห็นฉะ
บับอื่นมีอยู่มากตามวัดในหัวเมืองปักษ์ใต้ เอาเปนแน่ได้ว่ามีชนชาติเขมรในปกครองอำนาจไทย ได้มาตั้งภูมิลำเนาอยู่ในปักษ์ใต้คราวหนึ่ง ได้โปรดทรงกำหนดพระทัยไว้สอบสวนหาหลักฐานต่อไป หอสมุดเวลานี้ถูกนักเลงดีลงหนังสือพิมพ์แหนบเอายับ ด้วยแต่งคำนำหนังสือแจกงานพระศพองค์หญิงขาวออกมา จะว่ากะไรบ้างเกล้ากระหม่อมไม่เห็น เพราะไม่ได้รับสมุดนั้น ลางทีฝ่าพระบาทจะได้ทรงรับ แต่ที่หนังสือพิมพ์ลงติว่าผิดนั้นผิดจริงแน่ เพราะเห็นลงหนังสือพิมพ์บอกแก้คำที่ผิดอยู่ชุลมุน
เรื่องภาษาของชาติที่อยู่ใกล้เคียงกันมีคำเหมือนกัน ตามที่กราบทูลมาก่อนแล้วนั้น ไม่ใช่มีซ้ำกันแต่คำ แม้เรื่องนิทานก็มีซ้ำกันอีกด้วย เช่นเรื่องพระยาแกรกและพระสี่เสาร์เปนต้น เขมรก็มีเหมือนกัน เรื่องลูกกษัตริย์ที่ไปเที่ยวพิพาสป่าพบนางนาค ได้
สมจรกับนางนาคเกิดบุตรเปนผู้มีบุญ ซึ่งเรายกให้แก่พระร่วงนั้น เขมรก็มีเหมือนกัน เรียกว่าเรื่องพระโถงนางนาค แต่เปนอยู่เอง ที่ลูกเกิดแต่นางนาคนั้นจะต้องไม่เปนพระร่วง เรื่องนั้นนิยมชมชอบกันจนถึงเอามาให้ชื่อเพลง เราก็รับเพลงนั้นมาเล่นเหมือนกัน เพลงพระโถง เราเรียกเพี้ยนไปว่าพระทอง เพลงนางนาคนั้นคงที่ บันดาเพลงทั้ง
หลายที่เราเล่นอยู่ ก็มีเพลงของชาติต่าง ๆ ที่ใกล้เคียงเข้ามาปะปนอยู่มากดุจถ้อยคำเหมือนกัน ตามที่กราบทูลนี้มิใช่หมายถึงเพลงเขมรมอญลาวฝรั่ง ซึ่งพวกปี่พาทย์สมัยใหม่เก็บเอามาทำลูกหมดหรือลิเกกัน อันเรียกว่า “ออกภาษา” นั้นก็หาไม่ กราบทูลหมายถึงเพลงที่เราถือกันว่าเปน​เพลงไทยแล้ว ดั่งจะถวายตัวอย่างซึ่งฝ่าพระบาทจะพึงทรงพิจารณาเห็นตามได้ เช่นเพลงพญาเดิรเปนต้น เกล้ากระหม่อมเห็นว่าเปนเพลงจีนทีเดียว สรรพทั้งเนื้อเพลงและไม้กลอง
เกล้ากระหม่อมจะกลับเข้าไปตำหนักหัวยางในสงขลาเย็นวันนี้ จะอยู่ที่นั่นจนวันที่ ๒๓ จึงจะลงเรือไปสุราษฎรธานี
ได้ทราบความแต่หญิงพิลัย ว่าหญิงจงไปรักษาตัวอยู่โรงพยาบาล มีอาการฟื้นขึ้น และหมอว่าโรคที่เจ็บไม่มากเกินกว่าที่จะพึงรักษาให้หายได้ เปนข่าวดีที่ทำให้เบาใจไปมาก
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๘ ดร
​Cinnamon Hall,
206 Kelawei Road, Penang. S.S.
วันที่ ๒๐ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๘
ทูล สมเด็จกรมพระนริศร ฯ
หญิงพิลัยกับชายใหม่ไปเฝ้าท่านที่หาดใหญ่ กลับมาถึงปีนังเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๖ หน้าตาเบิกบานราวกับได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พวกหม่อมฉันอยู่ที่นี่ก็พากันเบิกบานด้วยทั่วหน้า ฟังเล่าเรื่องที่ไปตั้งแต่กลางคืนแล้วมาฟังตอนเช้าอีกก็ยังไม่จบ ลายพระหัตถ์ที่โปรดให้หญิงพิลัยเชิญมากับรูปหมู่อภิรัฐมนตรีสำหรับปลงพระไตรลักษณ์นั้น หม่อมฉันก็ได้รับแล้วขอบพระเดชพระคุณเปนอันมาก
สังเกตดูระยะทางที่จะเสด็จกลับตามตรัสบอกมาในลายพระหัตถ์ หม่อมฉันประมาณว่าคงจะเสด็จโดยทางรถไฟจากชุมพรไปหัวหิน และถึงหัวหินราวสัปดาหะต้นของเดือนกรกฎาคม ดูจะไม่มีเวลาประทับที่หัวหินได้สักกี่วัน ก็จะถึงเข้าพรรษา แต่ถึงกระนั้นก็ยังยินดี หม่อมฉันได้บอกไปที่บ้านให้เขาสั่งให้เตรียมเรือนที่สำนักดิศกุลรับเสด็จแล้ว
ลักษณที่ท่านเสด็จเที่ยวอย่าง “เพ็ชรลอยล่อง” นั้นดูก็เข้าทีดีอยู่ ถ้าจะเที่ยวอย่างนี้ ต่อไปก็คือว่าจัดของใส่หีบไว้เสมอ สบพระหฤทัยขึ้นมาเมื่อใด ก็เสด็จออกจากกรุงเทพฯ ได้ภายใน ๒๔ ชั่วโมงไม่ต้องเสียเวลาตระเตรียม แต่เห็นจะต้องมีที่ประทับตามหัวเมืองให้หวังได้แน่นอน ว่าเสด็จไปเมื่อใดก็เสด็จได้ไม่ต้องเที่ยวสืบถามหาหรือขอยืมใคร หม่อมฉันขอถวายอนุญาตที่สำนักดิศกุลประจำไว้แห่งหนึ่ง จะเสด็จไปเมื่อใดจงโปรดให้ไปบอกหญิงใหญ่ หรือหญิงมารยาตร์ หรือชายน้อยดิศศานุวัติก็
เปนได้กัน ขอทูลตักเตือนอย่างหนึ่งว่าหัวเมืองนั้น มีระดูที่เหมาะและไม่เหมาะสำหรับที่ทุกแห่ง เสด็จไปที่ไหนไปให้เหมาะระดูจึงจะสบาย เปนต้นว่าระดูมรสุมตะวันตกทางปักษ์ใต้ตั้งแต่หัวหินตลอดแหลมมลายูสบาย ถ้าถึงระดูมรสุมลมเหนือทางแถบนั้นลมและฝนแรงเกินไป ระดูน้ำแต่เดือนตุลาคมจนพฤศจิกายนทางอยุธยาสบาย ระดูลมเหนือแต่เดือนพฤศจิกายนจนธันวาคม ทางทะเลตะวันออกเช่นเมืองชลลงไปจนเมืองจันทบุรีสบาย ถ้าล่าไปถึงเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ เสด็จไปเชียงใหม่ก็ได้ เวลานั้นไม่สู้หนาวจัดแล้ว
หม่อมฉันทูลผัดไว้ในจดหมายฉะบับก่อน ว่าจะทูลอธิบายถึงเรื่งออกญาเสนาภิมุข (ยามาดา ยี่ปุ่น) เมื่อเขียนจดหมายนี้ หนังสือซึ่งปรากฏรายการเรื่องออกญาเสนาภิมุขมี ๒ เรื่อง คือจดหมายเหตุของวันวลิต พ่อค้าฮอลันดา ซึ่งเข้ามาอยู่ในกรุงศรีอยุธยาเมื่อ​รัชชกาลพระเจ้าปราสาททองแต่งไว้เรื่อง ๑ จดหมายเหตุที่เมืองยี่ปุ่น เซอรเออเนสต์สะเตาซึ่งเคยเปนอุปทูตอยู่ในกรุงเทพฯ ไปค้นพบเมื่อไปเปนราชทูตอยู่กรุงโตกิโอ แปลเปนอังกฤษแล้วเรียบเรียงพิมพ์ไว้เรื่อง ๑
อธิบายตามเรื่องพงศาวดาร เดิมพวกยี่ปุ่นเปนแต่ใช้เรือเล็กไปมาค้าขายตามประเทศที่ใกล้เคียงกับเมืองของตน เช่นเมืองเกาหลีและเมืองจีน ครั้นพวกโปรตุเกตสามารถแล่นเรือกำปั่นออกจากยุโรปได้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๐๔๐ เที่ยวค้าขายไปจนถึงเมืองยี่ปุ่น พวกยี่ปุ่นรับจ้างเปนลูกเรือโปรตุเกต จึงเปนเหตุให้พวกยี่ปุ่นไปเที่ยวหากินถึงต่าง
ประเทศที่เปนเมืองไกลมากขึ้นเปนลำดับมา บางพวกก็ต่อเรือใหญ่ไปเที่ยวค้าขายเอง บางพวกก็ไปตั้งภูมิลำเนาหากินอยู่ในต่างประเทศเช่นกรุงศรีอยุธยาเปนต้น ครั้นนานมาการที่พวกยี่ปุ่นที่ไปเที่ยวหากินถึงต่างประเทศเปนเหตุร้ายขึ้น ๒ อย่าง คือพวกยี่ปุ่นไปเข้ารีตถือสาสนาคริสตัง แล้วพาสาสนานั้นเข้าไปตั้งในเมืองยี่ปุ่น เกิดวิวาทบาดทะเลาะกันเองขึ้นด้วยสาสนาอย่าง ๑ ยี่ปุ่นพวกที่แล่นเรือของตนเองเที่ยว
ค้าขาย ไปกลายเปนสลัดปล้นสดมภ์ตามหัวเมืองต่างประเทศ ในจดหมายเหตุของพวกฮอลันดามีว่าเคยปล้นเมืองเพ็ชรบุรีเมื่อในรัชชกาลสมเด็จพระเอกาทศรฐ และเข้าไปเกะกะถึงกรุงศรีอยุธยาก็ครั้งหนึ่ง (ในปูมโหรก็มีว่าเมื่อ พ.ศ. ๒๑๕๓ “ยี่ปุ่นเข้าเมือง”) ในแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรฐเหมือนกัน ตามคำฝรั่งว่าเพราะเมื่อตอนปลายรัชชกาลนั้นในกรุงไม่สู้เรียบร้อย ด้วยสมเด็จพระเอกาทศรฐมีอาการประชวรเสียพระสติอย่างเราเรียกว่า “เดือนมืด” เปนคราว ๆ
ฝ่ายเมืองยี่ปุ่นในสมัยนั้น วิธีปกครองมีอุปราชเรียกว่า โชกุน เปนผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน โชกุนเห็นว่าพวกยี่ปุ่นไปเที่ยวทำจุ้นจ้านต่าง ๆ ดังว่ามา จึงประกาศห้ามมิให้ยี่ปุ่นไปค้าขายต่างประเทศ และบังคับให้ตัดเสากระโดงเรือให้เตี้ยลงทั้งหมด มิให้แล่นใบไปไกลได้ ส่วนพวกยี่ปุ่นที่ไปตั้งภูมิลำเนาอยู่ตามต่างประเทศ ก็ห้ามมิให้กลับไปบ้านเมือง จึงมีพวกยี่ปุ่นไปค้างเติ่งอยู่ตามต่างประเทศหลายแห่ง ที่ในกรุงศรีอยุธยาก็มียี่ปุ่นเช่นนั้นอยู่มาก ได้พระราชทานที่ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ใต้ปากน้ำแม่เบี้ย เหนือบ้าน
พวกฮอลันดา และได้รับอนุญาตให้เปนทหารอาสาพวก ๑ เหมือนอย่างชาวต่างประเทศชาติอื่นมีพวกจามเปนต้น ที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอยู่ในกรุงศรีอยุธยา ยามาดาจะได้เปนที่ออกญาเสนาภิมุขเจ้ากรมอาสายี่ปุ่น มาแต่ในรัชชกาลสมเด็จพระเอกาทศรฐหรือในรัชชกาลพระเจ้าทรงธรรม ข้อนี้หม่อมฉันจำไม่ได้ แต่เมื่อพระเจ้าปราสาททองเปนขบถนั้น ได้ออกญาเสนาภิมุข (ยามาดา) กับพวกอาสายี่ปุ่นเปนกำลังช่วยปราบปรามเอาชนะศัตรูได้ เมื่อพระเจ้าปราสาททองได้ราชสมบัติแล้วไม่ไว้
พระทัยออกญาเสนาภิมุข (ยามาดา) กับพวกอาสายี่ปุ่น จึงอุบายตั้งให้ออกญาเสนาภิมุขเปนเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ให้พาพวกยี่ปุ่นของตนออกไปอยู่เสียให้ห่างไกล ออกญาเสนาภิมุขออกไปตายที่เมืองนครศรีธรรมราช ​ลูกได้เปนที่แทนต่อมา แต่ไม่สามารถจะควบคุมพวกยี่ปุ่นไว้ได้ ลงปลายเกิดวิวาทบาดทะเลาะกันเอง ผู้คนก็ร่อยหรอลงทุกที ในที่สุดปรากฏว่ายี่ปุ่นพวกออกญาเสนาภิมุขพากันออกจากเมืองนครศรีธรรมราช ไปทางเมืองเขมรแล้วเลยสูญไป เรื่องตามที่หม่อมฉันจำได้เปนดังทูลมา
มีเรื่องที่จะทูลบันเล็งอีกเรื่อง ๑ เดิมหม่อมฉันได้ทราบจากศาสตราจารย์ฟูแซร์ ฝรั่งเศสผู้ชำนาญเรื่องศิลปะทางพระพุทธสาสนาในอินเดีย ว่าแกแต่งหนังสือขึ้นใหม่แสดงอธิบายรูปภาพเรื่องพุทธประวัติ และรัฐบาลอินเดียได้พิมพ์หนังสือนั้นแล้ว ถ้าหม่อมฉันปราร์ถนาจะอ่านจะส่งมาให้ หม่อมฉันนึกว่าจะน่าดูจึงขอให้แกส่งมา หมาย
ว่าจะถวายท่านในวันเฉลิมพระชันสาปีนี้ คอย ๆ ก็หายไปพึ่งได้มาเมื่อสามสี่วันนี้ ตัวสมุดนั้นเองไม่เปนหนังสืออย่างใหญ่โตงดงามถึงสมควรเปนของถวาย หม่อมฉันจึงมิได้ส่งมา แต่เมื่ออ่านดูอธิบายในหนังสือนั้นได้ความรู้แปลกดีจึงจะทูลปริยายพอเปนเค้าต่อไปนี้ คือ
๑. มูลของรูปภาพในพระพุทธสาสนา ศาสตราจารย์ฟูแชร์ตรวจหลักฐานที่มีอยู่ เห็นว่าเดิมจะเกิดขึ้นณที่บริโภคเจดีย์ ๔ แห่ง คือ ที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพาน ก่อนที่อื่น ด้วยมีเงินตอกตราเปนรูปดอกบัวเปนเครื่องหมายที่ประสูติ รูปต้นโพธิ์เปนเครื่องหมายที่ตรัสรู้ รูปธรรมจักรเปนเครื่องหมายที่ปฐมเทศนา และรูป
สถูปเปนเครื่องหมายที่ปรินิพพาน ปรากฏเปนของเก่าก่อนเจดียวัตถุของพระเจ้าอโศกมหาราชช้านาน เงินตราเหล่านั้นตามประเพณีอินเดียแต่โบราณเปนของพ่อค้าจำหน่าย (เหมือนเช่นทำในเมืองจีนชั้นหลัง) จึงสันนิษฐานว่าพวกพ่อค้าตามที่บริโภคเจดีย์ทั้ง ๔ แห่งนั้น คิดทำรูปภาพเช่นนั้นขึ้นตีตราเงินขายเปนอนุสสรณ์แก่สัปรุษผู้อุตสาหะไปนมัสการถึงพระบริโภคเจดีย์ณที่นั้น ๆ เปนปฐมเหตุที่จะมีรูปภาพ
เครื่องหมายในพระพุทธสาสนา ครั้นต่อมาตั้งแต่พระเจ้าอโศกมหาราชยกพระพุทธสาสนาขึ้นเปนสาสนาสำหรับประเทศ และสร้างเจดียวัตถุใหญ่โตต่าง ๆ อันประกอบด้วยฝีมือช่าง พวกช่างเอาเครื่องหมายในเงินตรานั้นมาคิดประกอบเปนลวดลายของเจดียสถาน ในสมัยนั้นยังห้ามมิให้ทำพระพุทธรูป จึงทำดอกบัวเปนเครื่องหมายปางประสูติ บัลลังก์กับต้นโพธิ์เปนเครื่องหมายปางตรัสรู้ ธรรมจักรกับกวางเปนเครื่องหมายปางปฐมเทศนา พระสถูปเปนเครื่องหมายปางปรินิพพาน
๒. ครั้นจำเนียรกาลนานมา พวกช่างใช้รูปดอกบัว (เพราะอาจจะผูกเปนลวดลายให้งามกว่าวัตถุอีก ๓ ปาง) เปนเครื่องหมายกว้างออกไป จนกลายเปนเครื่องหมายว่าพระพุทธสาสนา เมื่อจะต้องทำรูปภาพให้เห็นชัดว่าหมายตรงปางประสูติ ช่างบางคนก็ทำเปนรูปรอยพระบาท หรือมิฉะนั้นก็ทำรูปม้าหลังเปล่าหมายเมื่อพิเณศกรม แต่โดยมากคิดเครื่องประกอบดอกบัวนั้นเอง เพิ่มเติมขึ้นต่าง ๆ เปนชั้น ๆ มา คือทำเป
นรูปหม้อน้ำที่เกิดของกอบัวเพิ่มเข้าบ้าง เท่านั้นยังไม่พอเพิ่มรูปพระนางมายา ยืนหรือนั่งขัดสมาธิหรือนั่งห้อยเท้า (เรียกนั่งท่านี้ว่าลีลาสน์) บนดอกบัวบ้าง และที่สุดเติมรูปช้างพ่นน้ำร้อนน้ำเย็น​เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติเข้าด้วยบ้าง มาจนถึงสมัยเมื่อพวกโยนกชาวคันธารราษฐ์คิดทำพระพุทธรูปขึ้น จึงเอาเครื่องหมายอย่างอื่นออกเสีย คงไว้แต่รูปพระนางมายายืน และทำรูปพระโพธิสัตว์ประสูติจากสีข้างพระนางมายา
๓. รูปพระนางมายานั่งบนดอกบัวและมีช้างยืนพ่นน้ำ ๒ ตัวนั้น พวกถือสาสนาพราหมณ์ก็อ้างว่าเปนรูปนางลักษมี แต่ศาสตราจารย์ฟูแชร์ยืนยันว่าพวกพราหมณ์เอารูปในพระพุทธสาสนาไปสมมต เพราะลายจำหลักที่มหาเจดียสถานต่าง ๆ มีรูปพระนางมายาเช่นว่านั้นเปนเครื่องหมายปางประสูติอยู่เปนสำคัญ ถ้าเปนรูปนาง
ลักษมีของพราหมณ์จะเอามาปนเปนวัตถุที่บูชาในพระพุทธสาสนาอย่างไรได้ ข้อนี้หม่อมฉันก็มีเหตุที่จะรับรองด้วยมีศิลาธรรมจักรที่พระปฐมเจดีย์จำหลักรูปพระนางมายากับช้าง ๒ ตัวไว้ตรงที่ต่อฐาน เห็นชัดว่าต้องเปนปูชนียวัตถุในพระพุทธสาสนาด้วยกันมาแต่เดิม.
เมื่อเร็ว ๆ นี้หม่อมฉันสดุ้งใจด้วยเห็นในหนังสือพิมพ์ เรียกทูลกระหม่อมหญิงกับกรมขุนชัยนาทว่า พระเจ้าบรมวงศเธอ รู้สึกว่าถ้าเรียกตามแบบเก่า “เราก็เปน พระเจ้าอัยกาเธอ แล้วหนอ” จึงเลยคิดตรวจถอยหลังขึ้นไป ว่าเจ้านายแต่ก่อนจะได้เปนพระเจ้าอัยกาเธอในเวลาดำรงพระชนม์อยู่สักกี่พระองค์ ดูเหมือนจะเริ่มมีใช้ในรัชชกาลที่
๓ พระองค์ ๑ คือเจ้าครอกวัดโพธิ์ ต่อมาในรัชชกาลที่ ๔ ไม่มี ถึงรัชชกาลที่ ๕ มีสมเด็จกรมพระยาสุดารัตนราชประยูรกับกรมหลวงวรเสรษฐสุดา ก็นับทางสมเด็จพระชนนี มาถึงรัชชกาลที่ ๖ มีอีกพระองค์ ๑ คือ พระองค์แม้นเขียน แล้วก็มาถึงพวกเรา มีขึ้นถึง ๑๐ พระองค์ในคราวเดียวกันดูน่าพิศวงอยู่.
จดหมายฉะบับนี้หม่อมฉันรีบเขียนส่งมาถวายในคราวเมล์วันศุกรที่ ๒๑ เพราะถ้ารอไว้จนวันจันทรตามเคย ท่านจะเสด็จไปจากสงขลาเสียแล้ว ต่อนี้ไปจะต้องหยุดจดหมายเสียคราวหนึ่งหรือสองคราว บางทีจะฝากชายแถมไปถวายที่ชุมพรได้สักคราว ๑ ด้วยเธอกำหนดจะกลับไปให้ทันรับเสด็จที่ชุมพร ต่อนั้นเมื่อเสด็จถึงหัวหินแล้วก็จะส่งจดหมายถวายได้ไม่ยาก.
หม่อมฉันหวังใจว่าท่านจะทรงเปนสุขสบายตลอดทางในขากลับเหมือนกับเมื่อขามา และคุณโตก็จะไม่เมาคลื่นหรือไม่มีคลื่นพอคุณโตจะเมาได้ให้ตลอดทาง เมื่อเสด็จถึงชุมพรถ้าโปรดโทรเลขถึงหญิงมารยาตรให้ทราบก่อนว่าจะเสด็จถึงหัวหินวันใด เห็นจะเปนการสดวกดี.
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๘ น
​สุราษฎรธานี
วันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒๔๗๘
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ทราบฝ่าพระบาท
เกล้ากระหม่อมได้รับลายพระหัตถ์ซึ่งลงวันที่ ๒๐ เมื่อวันที่ ๒๒ ซึ่งเปนวันที่เกล้ากระหม่อมจะออกจากสงขลา เร็วเข้ากว่าที่กราบทูลมาก่อนวันหนึ่งโดยความเอื้อเฟื้อของกับตันโวสเปียน ตามปกติเรือขาเข้าถึงสงขลาวันเสาร์เวลากลางคืน แกเห็นว่าจะ
ลงเรือกลางคืนนั้นลำบาก แม้ถึงจะลงเอารุ่งเช้าก็ลำบากอยู่นั่นเอง เพราะตื่นนอนก็จะต้องตาลีตาลานเก็บของ สู้ลงเวลาเย็นไม่ได้ แกจึงมีโทรเลขไปถึงกับตันเรือมาลินี ว่าควรรีบไปให้ถึงสงขลาในวันเสาร์ก่อนค่ำ กับตันเรือมาลินีก็ตกลงรับจะให้ถึงสงขลาก่อนบ่าย ๔ โมง เพราะเหตุดั่งนั้นกำหนดกลับจึงได้ร่นเรวเข้ามาวันหนึ่ง
ทีนี้จะกราบทูลตอบความลางข้อในลายพระหัตถ์นั้นต่อไป ตามที่กราบทูลจะกลับกรุงเทพฯ เมื่อเข้าวรรษาแล้วนั้น ใช่ว่าพอพ้นวันเข้าวรรษาแล้วจะกลับก็หามิได้ เปนกำหนดถวายอย่างกว้าง ด้วยมีใจตั้งอยู่ว่าจะไม่กลับก่อนเข้าวรรษาเท่านั้น
ตามที่ทรงพระเมตตาโปรดปวารณาสำนักดิศกุล ให้เปนที่พักได้ทุกเมื่อกับทั้งตรัสแนะนำที่เที่ยวอันพึงเลือกให้ชอบด้วยฤดูกาลนั้น เปนหนทางที่มีประโยชน์ยิ่ง เปนพระเดชพระคุณล้นเกล้า แต่เข้าใจว่าที่มีพระดำรัสแนะนำในครั้งนี้เพราะทรงพระดำริเห็นการซึ่งเกล้ากระหม่อมขึ้นไปรับร้อนที่บางปะอินเมื่อตรุสสงกรานต์นั้นเปนเหตุ จึงขอประทานกราบทูลให้เข้าพระทัยไว้บ้าง คือในการที่เกล้ากระหม่อมเที่ยว “เพชรลอยล่อง” นั้นไม่ต้องการความสนุกสบายอย่างเดียวต้องการจะเล่นระเบงด้วย เมื่อถึง
บท “โอละพ่อขวางหน้าอยู่ใย โอละพ่อหลีกไปให้พ้น” ก็ทำท่าไปตามบท ที่ไปบางปะอินเมื่อตรุสสงกรานต์นั้น ก็ตระหนักอยู่เหมือนกันว่าจะถูกร้อน แต่ก็ยอมทน เพราะต้องการหลีกแต่เพียงสี่ห้าวันด้วยจะรีบกลับเข้ากรุงเทพฯ เพื่อปฏิบัติบูชาพระปฐมบรมราชานุสรณ์ จะไปทางไหนในเวลาอันน้อยวัน เห็นว่าที่ไหนก็สู้บางปะอินไม่ได้ เพราะทางใกล้เสียเวลาเดินทางเพียง ๒ ชั่วโมง แล้วถ้าหากว่ามีกิจสิ่งใดก็ใช้คนวิ่งขึ้นล่องได้ตั้งวันละ ๕ เที่ยว และเที่ยวหนึ่งก็ ๙๐ สตางค์เท่านั้น
เรื่องพระยาเสนาภิมุข (ยามาดา) ตามที่ตรัสเล่าประทานนั้น เข้ารอยตามที่หนังสือพิมพ์เขากล่าว พระราชพงศาวดารของเราเห็นจะหลงปี เอาโจรญี่ปุ่นครั้งแผ่นดินสมเด็จพระเอกาทศรถ มาเปนแผ่นดินพระเจ้าทรงธรรม
​เรื่องของประทานวันเกิดนั้น ไม่จำเปนว่าจะต้องเปนของดีงามอะไร ๆก็สำคัญอยู่ที่ความจำนงพระทัยรำลึกถึงนั้นเปนยอดแห่งความดีใจ ความเห็นของศาสตราจารย์ฟูแชร์นั้นชอบกลหนักหนา แต่ว่าจะต้องตราไว้ก่อน เพราะเปนแต่ความเห็น กงจักรที่มีรูปพระลักษมีกับช้างนั้น ทำให้เกล้ากระหม่อมยุ่งใจมาแล้วเหมือนกัน ทำให้เชื่อลงไม่ได้ว่าตราจักรนั้น จะเปนของทางพุทธหรือทางไสย ตำนานก็มีอยู่ว่าพระเจ้าจักรพรรดินั้นทำตราจักรติดไว้ที่ประตูวัง เคยนึกสงสัยว่าธรรมจักรจะคิดทำขึ้นประมูลจักรพรรดิ
อุณาโลมจะเทียบประมูลตาที่สามของพระอิศวร หรือหนึ่งพวกพระอิศวรและพวกจักรพรรดิจะคิดทำประมูลพวกพระพุทธก็ได้เหมือนกัน การตีคลุมเอากันและกันนั้น มีเปนแน่ทั้งสองฝ่าย เวลาศาสนาพระพุทธรุ่งเรือง ฝ่ายศาสนาพราหมณ์ก็ขอยืมไปจูงศาสนาของตน เช่น พุทธาวตาร เปนต้น เวลาศาสนาพราหมณ์รุ่งเรือง ศาสนาพระพุทธก็ยืมเทวดาพราหมณ์ไปจูงเหมือนกัน มีวัชรปาณี และศรัทธาศิวะ ในพุทธศาสนาทางมหายานเปนต้น เรื่องมันยุ่งอยู่อย่างนี้
เงินตราเมืองเรารุ่นก่อนกรุงรัตนโกสินทร์ ที่เรียกว่า ตรา “ราชวัต” นั้นมีสองตรา ตราหนึ่งเปนจักรรถ จะหมายความว่าเปนเมืองพุทธศาสนาก็ได้หรือหมายว่าเปนจักรพรรดิก็ได้
กรมหมื่นพิทยาลงกรณ๑เธอเดาเรื่องพระพุทธบาทลงในหนังสือพิมพ์ประมวญมารค อ่านแล้วทำให้คิดถึงฝ่าพระบาท เธอว่าต้นโพธิหมายปางตรัสรู้ ธรรมจักรหมายปางปฐมเทศนา รอยพระบาทหมายปางพุทธจริยา คือเที่ยวจารึกไปโปรดสัตว สถูปหมายปางปรินิพพาน ปางประสูตินั้นเธอว่านับเข้าไม่ได้ เพราะยังไม่ได้เปนพระพุทธเจ้า รอยพระพุทธบาทนี้ก็อีกอย่างหนึ่ง รอยวิษณุบาทก็มีเปนของประมูลกัน ฝ่ายไหนจะทำแข่งฝ่ายไหนก็ไม่ทราบ ปัทมาสนะ และกมลาสนะ ก็ต่างมีและชื่นชอบอยู่ด้วยกัน จะประมูลกันหรือเปนของชอบทั่วกันมาแต่ไหนแต่ไรก็ไม่ทราบ
เกล้ากระหม่อมลงเรือออกจากสงขลาวันที่ ๒๒ เวลาบ่าย ๔ โมง เข้าไปถึงปากอ่าวบ้านดอนวันที่ ๒๓ เวลา ๒ ยาม รุ่งขึ้นเข้าวันที่ ๒๔ ผู้จัดการห้างอีสตเอเชียติกที่บ้านดอนเขาออกไปรับ พาเข้ามาอยู่ที่เรือนพักในโรงเลื่อยของบริษัท สบายดั่งเทวดา แต่มีปัญหายุ่งใจอยู่ในเรื่องสุราษฎร์ธานี มีแต่ฝ่าพระบาทเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาประทาน
ให้แจ้งได้ เพราะได้ทราบความมาแล้วแต่ก่อนว่า ยกตำบลท่าทองขึ้นเปนเมืองกาญจนดิฐ แล้วตั้งเมืองกาญจนดิฐเปนที่ว่าการมณฑล เรียกว่ามณฑลสุราษฎร์ธานี เดี๋ยวนี้ลดลงเปนจังหวัดสุราษฎร์ธานี ตามความรู้เช่นนี้ บ้านท่าทอง เมืองกาญจนดิฐ และจังหวัดสุราษฎร์ธานี ​ควรจะอยู่ในที่อันเดียวกัน แต่เมื่อตรวจดูแผนที่เห็น
กระจัดกระจายอยู่ จะว่าแต่ทางทิศตะวันออกมาก่อน เมืองกาญจนดิฐจดลงไว้ในแม่น้ำกะแดะตำบลกะแดะ บ้านท่าทองจดลงไว้ในแม่น้ำอะไรอ่านไม่ออกอยู่ในตำบลทุ่งกง จังหวัดสุราษฎร์ธานีจดลงไว้ที่บ้านดอน ในแม่น้ำตาปีตำบลบางกุ้ง เปนการขัดกับความรู้ที่รู้มาก่อนคงจะมีความเปลี่ยนแปลงมาเปนลำดับ ซึ่งฝ่าพระบาทอาจทรงอธิบายได้ อนึ่งตำบลท่าข้ามซึ่งสถานีรถไฟตั้งอยู่บัดนี้ เปนที่ข้ามไปไหนมาไหนกัน ขอประทานพระดำรัสอธิบายให้เข้าใจ จะเปนพระเดชพระคุณล้นเกล้า
เรื่องพระราชนิพนธ์ของทูลกระหม่อม ว่าด้วยการน้อมคำนับตามคำในภาษาบาลี ซึ่งทรงพระเมตตาโปรดคัดประทานไปนั้น เกล้ากระหม่อมได้คัดส่งไปให้พระงั่วถวายสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์พิจารณา เธอมีหนังสือตอบมาว่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ไม่อยู่ ออกไปเมืองชล แต่พระงั่วก็ใส่ใจในเรื่องนั้นไม่น้อยเหมือนกัน เธอว่าเธอจะลองตรวจดู ในขณะเดียวกันเธอคัดระเบียบการเคารพของพระ ซึ่งมีพระมหาสมณ
าณัติลงไว้ในแถลงการณ์คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๕๘ ส่งมาให้ตามที่เกล้ากระหม่อมได้คัดสำเนาถวายมาอีกต่อหนึ่งนี้แล้ว แต่มีคำที่ต้องกับพระราชนิพนธ์บ้างไม่ต้องบ้าง เห็นจะเปนด้วยคำกระทำการเคารพนั้นมีอยู่มากมาย แต่อย่างไรก็ดี พระมหาสมณาณัตินั้นทำความให้กระจ่างดีขึ้นมาก ศัพท์ อภิวาท และ วันทนะ ท่านทรงตัดสินว่ายืนไหว้ เกล้ากระหม่อมชอบใจที่ท่านเอากิริยาระวังตรงทอดตาแลของทหารไปให้พระใช้ อ้างหลักว่าพระพุทธเจ้าได้ทรงปฏิบัติ ตามที่เรียกกันว่าพระถวายเนตร
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
๑. พระราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส กรมหมื่นพิทยาลงกรณ ↩
ระเบียบแห่งการแสดงความเคารพของภิกษุ
สำเนา คัดจากแถลงการณ์คณะสงฆ์ เล่ม ๓ ภาค ๖ พ.ศ. ๒๔๕๘
สมเด็จพระมหาสมณะ กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงพระปรารภว่าการแสดงความเคารพเปนธรรมเนียมอันดี ภิกษุรู้จักทำให้สมควรแก่ตนแก่ท่านแก่กาละเทศะแล้ว จัดว่าเปนปริสัญญผู้รู้จักบริษัท อาจยังความเลื่อมใสของบริษัทให้เกิด เป็นเกียรติของพระพุทธศาสนา จึงทรงวางระเบียบไว้ เพื่อเปนทางสำเหนียกของภิกษุทั้งหลาย ดังต่อไปนี้ฯ
๑. การแสดงความเคารพมาในบาฬี ๔ อย่าง คือ อภิวาท หรือ วันทนะ คือ กราบหรือไหว้ ๑ อุฏ์ฐานะ คือลุกยืน ๑ อัญชลิกรรม คือ ประณมมือ ๑ สามีจิกรรมคือแสดงอัชฌาสัย ๑ ฯ
๒. อภิวาท ในบาฬีพระสูตร ไม่ได้กล่าวถึงท่าทางไว้ว่าทำอย่างไร มีแต่เพียงว่าแรกมาทำก่อนนั่ง เมื่อกลับ ลุกจากที่นั่งก่อนจึงทำ แลกล่าวการหมอบซุบแทบเท้าเมื่อขอขะมาไว้โดยโวหารอื่น น่าจะได้แก่ยืนไหว้ ใช้เปนการไหว้อย่างสูงได้ เช่นข้าราชการถวายบังคมสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินในกาลก่อน นั่งคุกเข่าท่าพรหม ประณมมือยกขึ้น
เหนือศีษะสามคาบ แสดงเคารพแก่เจ้านาย ใช้หมอบกราบ คือหมอบลง ประณมมือ ก้มศีษะลงบนมือคาบเดียวฯ วันทนะนั้นในบาฬีพระวินัยบางแห่ง บ่งว่ากราบ เช่นคำว่าให้วันทนะเท้าภิกษุทั้งหลาย ฯ สองศัพท์นี้ ในยุคอรรถกถาเข้าใจว่ากราบฯ ใช้แปลกันมาว่ากราบก็ได้ ไหว้ก็ได้ ชอบแก่เหตุฯ
๓. อภิวาท คือ กราบหรือไหว้นี้ ในพระวินัยให้ทำเฉพาะแก่ภิกษุผู้แก่พรรษากว่า แต่พระเถระมหานิกายโดยมาก ยอมทำแต่สมเด็จพระมหาสมณะ ก่อนแต่ทรงรับพระมหาสมณุตตมาภิเษกมาแล้ว เปนการผิดระเบียบพระวินัย แต่เปนสามีจิกรรม แสดงความอ่อนน้อมแก่การปกครอง เพื่อเปนตัวอย่างสำหรับภิกษุอื่นให้นิยมตาม ทั้งไม่ลักลั่นในเมื่อจะเข้าเฝ้าพร้อมด้วยผู้น้อย ฯ
๔. ในเวลาไปหาท่านผู้ใหญ่ ในสถานที่ใช้นั่งบนพื้น ควรใช้กราบสามหนด้วยเบญจางคประดิษฐ คือ จดหน้าผาก ฝ่ามือ ๒ และเข่า ๒ ลงที่พื้น ฯ พระเถระมหานิกายบางรูป เข้าเฝ้าสมเด็จพระมหาสมณะใช้หมอบกราบดังกล่าวในข้อ ๒ ไม่กราบด้วยเบญจางคประดิษฐ แสดงอาการอย่างทำแก่เจ้านาย ไม่ใช่ทำในทางพระ มีกลเม็ดเข้าทีอยู่ดูไม่ขัดตา ฯ เข้าหาท่านในสถานที่ใช้นั่งเก้าอี้ ควรใช้ยืนไหว้ประณมมือ ยกขึ้นเหนือศีษะหรือพอเสมอหน้า โดยฐานานุรูปของท่านเปนที่เคารพมาก ยกเหนือศีษะ เปนที่เคารพพอประมาณ ยกเสมอหน้า ก้มศีษะลงน้อยหนึ่งทำคาบเดียว ฯ
​๕. อภิวาทนี้ ไม่ควรทำในบ้านและตามทางนอกอาราม ไม่ควรทำเมื่อห่มจีวรคลุมสองบ่า ควรแสดงสามีจิกรรมดังจะกล่าวข้างน่า ฯ
๖. อนึ่งขณะที่นั่งอยู่ในสำนักท่านผู้ใหญ่กว่า ไม่ควรทำอภิวาทแก่ท่านผู้อื่น เว้นไว้แต่มีบทให้ทำ เช่นขะมาลงมาโดยลำดับฯ
๗. อุฏ์ฐานะ คือ ลุกยืนนั้น เปนธรรมเนียมที่ใช้อยู่ครั้งพุทธกาลก่อนแต่นี้ในเมืองเราใช้ธรรมเนียมหมอบคลานเปนเคารพ ยืนไม่เคารพ ขัดกันอยู่ จนไม่เข้าใจ หนังสือแต่งในปูนหลัง แก้ประเพณีเทวดามายืนเฝ้าสมเด็จพระบรมศาสดา ไถลนอกทางไป นอกจากเทวดา ภิกษุยืนรับเสด็จ ภิกษุนียืนเฝ้าก็ยังมี รูปพระสาวกที่ทำยืนน่าพระพุทธรูปก็ยังมีเปนตัวอย่าง ในบัดนี้ประเพณีเมือง ใช้ยืนเปนเคารพ เข้ารอยกันแล้วฯ
๘. การลุกยืนนี้ ควรใช้เมื่อเห็นพระเถระผู้ใหญ่กว่ามาในที่ไม่ได้ใช้นั่งบนพื้น ยืนตรงตัวหันหน้าไปทางท่าน ท่านยังไม่นั่งลงเพียงใด อย่าเพิกนั่งลงเพียงนั้น ต่อท่านนั่งลงแล้ว จึงนั่งได้ฯ
๓. ในเวลานั่งเข้าแถวหรือเข้าประชุมอยู่ในหมู่สงฆ์บนอาสนสงฆ์หรือในสถาน ใช้นั่งบนพื้น เห็นพระเถระผู้ใหญ่กว่ามา ไม่ควรลุกยืน ควรแสดงสามีจิกรรมดั่งจะกล่าวข้างน่าฯ
๑๐. ในขณะนั่งอยู่ในสำนักท่านผู้ใหญ่กว่า เห็นท่านผู้อื่นมา ไม่ควรลุกยืนฯ
๑๑. อัญชลิกรรม คือ ประณมมือนั้น ยกขึ้นเพียงอก ทำแก่ท่านผู้ใหญ่ใช้ได้ทั้งขณะยืนขณะนั่ง แต่ไม่จำจะต้องทำอยู่ตลอดคราว ควรทำเวลาฟังคำสั่งเปนต้นฯ ควรใช้เวลาว่าคำนมัสการพระ สวดมนต์ ทำวินัยกรรม ฟังพระปาติโมกข์ ฟังพระธรรมเทศนา แลกิจอื่นอันควรแก่เคารพฯ ใช้ทำแก่ผู้น้อยหรือแม้แก่คฤหัสถ์ก็ได้ เช่นรับกราบไหว้ ประสิทธิพรให้เขา ขะมาโทษเขา แต่ควรยกขึ้นไม่ถึงอกฯ
๑๒. ถ้านับการไหว้เข้าในอัญชลิกรรมด้วย เปนอัญชลิกรรมอย่างสูง ควรทำเฉพาะแก่ผู้ใหญ่กว่า อัญชลีกรรมอันกล่าวแล้วในข้อ ๑๑ เปนอัญชลีกรรมอย่างต่ำใช้ทำได้ทั่วไปฯ
๑๓. สามีจิกรรม คือ การแสดงอัชฌาสัย เช่นเดิรหลัง นั่งหลัง ให้ที่นั่ง หลีกทาง ลดร่ม ถอดรองเท้า เปนตัวอย่าง พึงรู้จักทำแก่ผู้แก่กว่าและอ่อนกว่าโดยสมควรแก่ประเภทแห่งการ บางอย่างควรทำแม้แก่คฤหัสถ์ เช่นมีเปนวัตรของภิกษุ ไม่สรวมรองเท้า ไม่กั้นร่มเข้าไปในบ้าน ในที่นี้จักแสดงเฉพาะบางประการฯ
๑๔. ในขณะนั่งเข้าแถวหรือเข้าประชุมอยู่ในหมู่สงฆ์ บนอาสนสงฆ์หรือในสถานที่ใช้นั่งบนพื้น เห็นท่านผู้ใหญ่กว่ามา พึงนั่งท่าตรง มีอาการสำรวมทอดตาดูท่าน แสดงมนสิการในท่านฯ พบท่านในบ้าน ที่ไม่ควรจะลุกยืน ไม่ควรอภิวาท ก็พึงทำเช่นนั้นฯ
๑๕. เดิรไปตามทาง พบท่านเข้า พึงหยุดยืนหันหน้าไปทางท่าน และทำอาการดังกล่าวแล้วในข้อ ๑๔ นั้น อาการเช่นนี้ มีมาในปกรณเปนปางพระถวายเนตร กล่าวว่าสมเด็จพระศาสดา ทรงแสดงเคารพแก่พระมหาโพธิ์พฤกษ์ด้วยอาการอย่างนั้น ฯ ถ้ากั้นร่มอยู่พึงหุบลง หรือเบนจากศีษะ โดยฐานานุรูปของท่าน ถ้าสรวมรองเท้า พึงถอดออก ถ้าท่านสรวมด้วย ไม่จำเปนฯ นั่งอยู่ในที่ควรจะลุกยืนได้ พึงทำอย่างนั้น และแสดงอาการแห่งสามีจิกรรมฯ
๑๖. เดิรไปตามทาง พบสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินหรือพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่เสด็จผ่านมา พึงหยุดยืนแสดงอาการถวายเนตร เช่นแสดงแก่พระเถระผู้ใหญ่ดังกล่าวแล้วในข้อ ๑๕ นั้น ถ้าไปในยาน พึงนั่งท่านั้นฯ
๑๗. พบผู้อื่นแสดงความเคารพตามทาง ควรแสดงมนสิการในเขา ด้วยยกมือขึ้น หรือเบนร่ม แต่อย่าใช้พยักหน้าฯ
๑๘. ไปพบศพ พึงหยุดยืน หรือนั่ง สุดแต่สถานที่ แสดงอาการดุษณีคือนิ่งทอดตาดูศพ นึกให้ส่วนบุญ หรือนึกปลงกรรมฐานก็ตาม ฯ
๑๙. ภิกษุอันประเพณีห้ามไม่ให้อภิวาทผู้อื่นจากภิกษุผู้แก่พรรษากว่า ไม่ควรจะทนงตัวทำเย่อหยิ่ง สมเด็จพระบรมศาสดาหาได้ทรงส่งเสริมในทางนั้นไม่ ชะรอยจะมีเหตุเช่นเปนธรรมเนียมของบรรพชิตมาแต่เดิมแล้ว ควรแสดงความเคารพแก่ท่านผู้อื่น โดยควรแก่ฐานของตนแก่ฐานของท่านฯ
๒๐. อันการแสดงความเคารพ ของบางหมู่ ย่อมมีพิธีแปลกจากของหมู่อื่น เช่นของทหาร ของภิกษุก็เปนเช่นนั้น ควรทำตามระเบียบของตน ไม่เพิกเฉยเสียแล้ว ก็เปนใช้ได้ฯ
ระเบียบนี้ทรงวางไว้ณะวันที่ ๑๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๕๘
<กรม-วชิรญาณวโรรส>
วันที่ ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๘ ดร
​บ้านซินนามอน ปีนัง
วันที่ ๒๗ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๘
ทูล สมเด็จกรมพระนริศรฯ
ชายแถม๑ จะกลับจากปีนังมารับเสด็จท่าน เปนโอกาส หม่อมฉันจึงเขียนจดหมายฉะบับนี้ฝากมาถวาย เรื่องราวอะไรที่จะทูลในจดหมายฉะบับนี้ก็ไม่ใคร่มี เพราะเมื่อตอนหม่อมฉันป่วยเปนลัมเบโก มักมีอาการเมื่อยขบติดตัว ไม่มีความผาสุกพอจะตรวจตราหาความรู้แปลก ๆ แต่มีเรื่องราวขัดข้องอย่างปลาดอยู่เรื่อง ๑ ซึ่งควรจะเล่าถวายได้ หม่อมฉันเคยทูลไปแต่ก่อนแล้วว่า ได้สั่งหนังสือซึ่งศาสตราจารย์ฟูแซ
ฝรั่งเศสแต่งขึ้นใหม่ว่าด้วยพระพุทธรูปคันธารราษฐ์ หมายว่าจะเปนหนังสือมีรูปภาพงดงามหรูหรา จะได้ถวายท่านในวันประสูติปีนี้ แต่กว่าจะได้หนังสือนั้นมาต้องรออยู่จนพ้นวันประสูติ ทั้งไม่เปนหนังสือหรูหราน่าถวายเหมือนอย่างคาด หม่อมฉันจึงเปนแต่เก็บเนื้อความในหนังสือนั้นทูลมาในจดหมายฉะบับก่อน เมื่อไม่ได้หนังสือเปนของถวายแล้วไปคิดขึ้นถึงไม้เท้าที่หม่อมฉันชอบใช้อยู่ เรื่องประวัติของไม้เท้าอันนั้นเมื่อหม่อมฉันกลับจากชะวาปีกลายนี้ โดยสารเรือบอริงเกียกำปั่นยนต์ของห้างอิสต์เอ
เซียติคจากสิงคโปร์มาปีนัง เรือนั้นแวะรับสินค้าตามระยะทาง เมื่อทอดอยู่หน้าเมืองมละกา มีแขกชาวเมืองคน ๑ เอาไม้เท้าหวายเทศลงมาขายคนโดยสาร หม่อมฉันนึกว่าหวายเทศนั้นฝรั่งเขาเรียกว่า “หวายมละกา” ไปถึงเมืองมละกาน่าจะซื้อมาเปนที่ระลึก จึงไปเลือกเห็นเปนหวายเทศลายแปลกตาและทำเปนไม้เท้าด้ามกระดูกขัดเหมือนงา ลองถือดูก็พอใจ ด้วยได้ลักษณทั้งเบาและเหนียวสมควรใช้ได้ หม่อมฉันถามราคามันบอกผ่านว่า ๕ เหรียญ ต่อ ๓ เหรียญมันไม่ให้ ต้องทำเชิงกันอยู่จนเรือ
ถอนสมอมันจึงเข้ามาบอกว่าจะยอมขายให้ ๓ เหรียญครึ่ง หม่อมฉันก็ซื้อมา เมื่อซื้อแล้วมันจึงบอกว่าไม้เท้าอันนั้นทำที่เมืองไทร ตั้งแต่ได้ไม้เท้าอันนั้นมาถือก็คิดถึงท่าน ว่าถ้ามีไม้เท้าเช่นนั้นก็คงโปรดกว่าไม้เท้าเหล็กที่ทรงถืออยู่เพราะเบากว่าแต่เหนียวเหมือนกัน หม่อมฉันจึงตั้งใจจะหาส่งไปถวายสักอัน ๑ เมื่อหม่อมฉันไปเมืองไทรให้เที่ยวหาซื้อตามร้านก็ไม่มี ก็ต้องรอมาจนถึงหาหนังสือถวายไม่สมประสงค์ หม่อมฉันหวนรำลึกขึ้นถึงไม้เท้านึกว่าบางทีจะหาได้ตามร้านในเมืองปีนังนี้ จึงไปที่
ร้านดาสิลวา ชาวลังกาซึ่ง​ขายของแปลก ๆ คล้ายกับร้านเกรเลิศครูช่างทองที่วังกรมหลวงสรรพศาสตร์ฯ เอาไม้เท้าของหม่อมฉันไปให้ดู เขาบอกว่ามีขายที่ร้านนั้นแล้วเอาออกมาให้ดูอันหนึ่งเหมือนกัน แต่เมื่อไปถามราคาบอกว่าจะขายถึง ๑๕ เหรียญ หม่อมฉันก็ออกฉุน บอกว่าไม้เท้าอันที่หม่อมฉันถือหม่อมฉันซื้อมาแต่เมืองมละการาคาเพียง ๓ เหรียญครึ่งเท่านั้น เหตุใดจึงจะขายของเขาถึง ๑๕ เหรียญ เขาบอกอธิบายว่าไม้เท้าที่เขาขายนั้นด้ามงาแท้ ไม้เท้าอันที่หม่อมฉันถือด้ามเปนของยี่ปุ่
นทำด้วยกระดูกสัตว์ปลอมเปนงา ส่งมาขายให้ทำไม้เท้าในเมืองมลายูราคาจึงผิดกัน ก็เปนอันได้ความรู้ตลอดเรื่อง คือว่ายี่ปุ่นทำด้ามไม้เท้าเช่นนั้นส่งมาขายราคาราวเหรียญหนึ่ง พวกมลายูซื้อไปต่อกับหวายเทศทำเปนไม้เท้า จึงขายได้เพียงราคา ๓ เหรียญครึ่ง ถึงกระนั้นก็ยังดี หม่อมฉันเที่ยวค้นคว้าหาต่อไปในเมืองปีนังนี้ก็ยังหาไม่ได้ จึงเปนอันจนใจไม่สามารถจะถวายไม้เท้าสมประสงค์ได้อีกอย่างหนึ่ง จะรอหาอะไรต่อไปก็จะไม่ทันชายแถมกลับ จึงฝากบุหรี่ร๊อดไชลด์มาถวายหีบ ๑
พระยาอนุรักษ์ราชมณเฑียรออกมาเมื่อรถเมล์คราวที่ล่วงมาแล้วแวะมาหาหม่อมฉัน บอกว่าผู้สำเร็จราชการแผ่นดินได้ทราบว่าสมเด็จกรมพระสวัสดิ์ฯ ประชวรมาก จึงให้ออกมาอยู่ประจำเหมือนอย่างเช่นท่านเคยโปรดให้มาเมื่อประชวรคราวตกรถ ที่จริงประชวรแต่คราวนั้นมาไม่ได้กลับหายเปนปกติ อาการค่อยทรุดลงโดยลำดับ แต่ในวัน
สองวันนี้หมอว่าค่อยฟื้นขึ้นสักหน่อย พอหม่อมฉันออกจากบ้านได้ก็ได้ไปเยี่ยม แต่ขออย่าให้ใครไปทูลรบกวน ได้พบแต่พระองค์หญิงอาภา บอกว่าพระอาการบางวันก็ฟื้นขึ้น บางวันก็กลับทรุดลง ด้วยโรคมีสมุห์ฐานหลายแห่ง บางวันมีอาการพระหฤทัยอ่อน บางวันมีพระอาการบังคลเบาน้อยชักเชื่อมซึม ถ้าวันไหนไม่มีอาการเหล่านั้นก็ค่อยแจ่มใส ในสองวันนี้พอลุกขึ้นประทับได้
ซองบุหรี่ไม้อย่างที่ท่านโปรดนั้นมีมาขายอีกแล้ว คราวนี้ขายราคายิ่งถูกลงไปเพียง ๒๐ เซนต์ หม่อมฉันฝากชายแถมมาถวายอีก ๒ ซองพร้อมกับจดหมายฉะบับนี้ นึกว่าถึงมีเหลือกลับไปก็จะได้ประทานเปนของฝาก เช่นพระงั่วเปนต้นก็คงจะชอบ หม่อมฉันเคยฝากซองบุหรี่ไปถวายเธออย่าง ๑ ที่บุหรี่กระโดดได้ เข้าใจว่าจะได้ทอดพระเนตร์เห็นแล้ว แต่ซองอย่างนั้นเมื่อใช้นานเข้าพอฝาหลวมมันมักกำเริบ เปิดและกระโดดเอาเองจุ้นจ้านที่ในกระเป๋าเสื้อ หม่อมฉันเลิกไม่ได้ใช้แล้ว.
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
๑. หม่อมเจ้าอนันตนรไชย เทวกุล ↩
โฆษณา