9 ก.พ. เวลา 00:13 • ธุรกิจ

🏳️‍🌈 ครบรอบ 1 ปี สมรสเท่าเทียม: ไทยพร้อมสำหรับก้าวต่อไปแล้วหรือยัง?

หนึ่งปีหลังการบังคับใช้ “กฎหมายสมรสเท่าเทียม” เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 ไทยได้ขยับจากการยอมรับเชิงสัญลักษณ์ มาสู่การรับรองสิทธิทางกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่ากฎหมายผ่านแล้วหรือยัง แต่คือกฎหมายนี้เปลี่ยนชีวิตผู้คนได้มากแค่ไหน และ เราพร้อมเดินต่อไปหรือยัง
💗 ภาพรวมตัวเลข: ความต้องการที่เคยถูกกดทับ
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา มีการจดทะเบียนสมรสเพศเดียวกันทั่วประเทศ 26,286 คู่ แบ่งเป็นหญิง–หญิง 20,083 คู่ และชาย–ชาย 6,203 คู่ ในจำนวนนี้ กรุงเทพมหานครคิดเป็น 6,537 คู่ หรือราวหนึ่งในสี่ของทั้งประเทศ เมื่อเทียบกับการสมรสต่างเพศ 239,530 คู่ จะพบว่าสมรสเพศเดียวกันคิดเป็นเกือบ 10% ของการสมรสทั้งหมด
นี่ไม่ใช่กลุ่มเล็กหรือเรื่องเฉพาะตัว หากเป็นอุปสงค์ทางสังคมที่ถูกเลื่อนเวลามานาน
🏆 1 ปีที่ผ่าน เราได้อะไร
🫂 คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
การจดทะเบียนสมรสทำให้คู่รักเพศเดียวกันเข้าถึงสิทธิพื้นฐานที่เคยถูกปิดกั้น ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจด้านการรักษาพยาบาลแทนกัน การใช้สวัสดิการคู่สมรสของภาครัฐและเอกชน การจัดการทรัพย์สินหรือผลประโยชน์จากประกัน รวมถึงสิทธิการลดหย่อนภาษี สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นรายละเอียดทางเทคนิค แต่ในชีวิตจริงคือ “ความมั่นคง” และ “ศักดิ์ศรี” ของการเป็นครอบครัว
👨‍👨‍👦‍👦 สังคมที่เริ่มปรับตัว
สัญญาณเชิงบวกเกิดขึ้นทั้งในระดับท้องถิ่นและองค์กร กทม. ขยายบริการด้านสุขภาพที่เป็นมิตรกับ LGBTQIA+ หน่วยงานการศึกษาและที่ทำงานเปิดพื้นที่ให้การแสดงออกทางเพศมากขึ้น โรงเรียนเริ่มสื่อสารเรื่องความหลากหลายอย่างเป็นระบบ แม้การเปลี่ยนแปลงจะไม่สม่ำเสมอ แต่ทิศทางโดยรวมชี้ว่า “บรรทัดฐานใหม่” กำลังก่อตัว
🫶 ผลต่อเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ประเทศ
ในมุมเศรษฐศาสตร์ นี่คือ soft power ที่จับต้องได้ ไทยถูกมองว่าเป็นประเทศที่เป็นมิตรกับความหลากหลายทางเพศ ส่งผลบวกต่อการท่องเที่ยว งานแต่ง การบริการ โรงแรม และอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการตัดสินใจลงทุนของบริษัทต่างชาติในระยะยาว
📝 ก้าวต่อไปของความเท่าเทียมทางเพศ
แม้ก้าวแรกจะสำเร็จ แต่ความเท่าเทียมในชีวิตจริงยังไม่สมบูรณ์ กฎหมายลูกราว 50 ฉบับยังต้องแก้ไขให้สอดคล้อง ระบบแพทย์เจริญพันธุ์และการอุ้มบุญยังผูกกับกรอบครอบครัวแบบเดิม การรับรองอัตลักษณ์ทางเพศของคนข้ามเพศในเอกสารราชการยังไม่เกิดขึ้น คู่รักต่างสัญชาติยังติดเงื่อนไขเอกสารจากประเทศต้นทาง ข้อมูลการจดทะเบียนรายจังหวัดยังไม่เปิดเป็น Open Data และการเลือกปฏิบัติในที่ทำงานยังพบได้ในทางปฏิบัติ
🧐 เรื่องไม่เล็ก แต่เราไม่รู้
1️⃣ ความเท่าเทียมทางเพศมีความสัมพันธ์กับการพัฒนาเศรษฐกิจ
ข้อมูลเชิงเปรียบเทียบระดับประเทศ พบว่า ประเทศที่คุ้มครองสิทธิ LGBTQIA+ ดีกว่า มักมีดัชนีคุณภาพชีวิต การศึกษา และนวัตกรรมสูงกว่า ไม่ใช่เพราะ “ความหลากหลายทำให้รวย” แต่เพราะ “ระบบที่ไม่เลือกปฏิบัติ เปิดโอกาสให้คนใช้ศักยภาพได้เต็มที่”
2️⃣ นวัตกรรมต้องการ “พื้นที่ปลอดภัยทางความคิด”
เศรษฐกิจยุคใหม่ขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์ การตั้งคำถาม และการท้าทายกรอบเดิม สังคมที่ยอมรับความหลากหลายทางเพศ มักเป็นสังคมที่เปิดรับความแตกต่างทางความคิดด้วยเช่นกัน นี่คือเหตุผลที่ประเทศที่มีสิทธิ LGBTQIA+ สูง มักมีดัชนีนวัตกรรม การวิจัย และสตาร์ตอัปที่แข็งแรงกว่า เพราะคนกล้าคิด กล้าลอง และกล้าล้มเหลว โดยไม่กลัวถูกตัดสินจากอัตลักษณ์ส่วนตัว
3️⃣ ต้นทุนแฝงของการเลือกปฏิบัติ
การเลือกปฏิบัติไม่ใช่แค่ปัญหาศีลธรรม แต่มีต้นทุนทางเศรษฐกิจจริง ทั้งในรูปค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพจิต ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ และภาระทางสังคมในระยะยาว ประเทศที่ไม่จัดการปัญหานี้ มักต้องจ่ายแพงกว่าในอนาคต ผ่านระบบสาธารณสุขและสวัสดิการที่ตึงตัวขึ้น
🎉 ความเท่าเทียมทางเพศไม่ใช่ “นโยบายใจดี” แต่คือ นโยบายเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเศรษฐกิจ ประเทศที่เปิดโอกาสให้ทุกคนใช้ศักยภาพได้เต็มที่ ย่อมมีฐานการเติบโตที่กว้างกว่า แข็งแรงกว่า และยั่งยืนกว่า
หนึ่งปีที่ผ่านมา ไทยพิสูจน์แล้วว่า ความต้องการความเท่าเทียมมีอยู่จริง และพร้อมถูกปลดล็อกทันทีเมื่อกรอบกฎหมายเอื้ออำนวย แต่บททดสอบที่แท้จริงคือ การทำให้ “ความเท่าเทียมบนกระดาษ” กลายเป็น “ความเท่าเทียมในชีวิตจริง” ที่ต้องอาศัยการปรับทั้งระบบกฎหมาย และทัศนคติของสังคมไปพร้อมกัน
และเราจะทำให้ก้าวนี้ไม่หยุดอยู่แค่ก้าวแรกได้อย่างไร
เรื่องและภาพ: สิทธิศักดิ์ ชุณหรุ่งโรจน์ Economist, Bnomics
════════════════
Bnomics - Be an Economist for Everyone
วิเคราะห์ เจาะทุกประเด็นเศรษฐกิจ ให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับคุณ
════════════════
#สมรสเท่าเทียม #กฎหมาย #จดทะเบียนสมรส #LGBTQIA+ #ธนาคารกรุงเทพ #Bnomics #BBL #BangkokBank
โฆษณา