Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
“วันละเรื่องสองเรื่อง”
•
ติดตาม
9 ก.พ. เวลา 06:06 • ธุรกิจ
ธุรกิจคุณเป็นแค่ “ท่อส่งของ” (Pipe) หรือกำลังสร้าง “เวทีปล่อยของ” (Platform)?
เมื่อโมเดล “ผลิตเอง ขายเอง” อาจโตไม่ทันโลกยุค AI และการเชื่อมต่อทุกสิ่ง?
ลองนึกภาพธุรกิจร้านอาหารสองร้านในย่านเดียวกัน
* ร้านแรกลงทุนทำครัวอย่างดี พัฒนาสูตรอาหาร ปรับเมนูใหม่ ทำโปรโมชันเอง และหวังให้ลูกค้าเดินเข้าร้านมากขึ้นทุกปี
* อีกร้านหนึ่งอาจไม่ได้เก่งเรื่องครัวมากกว่า แต่เขาเข้าไปอยู่ในแพลตฟอร์มสั่งอาหารที่ลูกค้าใช้เป็นประจำ ทำแคมเปญร่วมกับแอป มีรีวิวผู้ใช้จริงจำนวนมาก และสามารถเข้าถึงลูกค้าใหม่ได้ตลอดเวลา
คำถามคือ ในโลกปัจจุบัน ร้านไหนมีโอกาสโตง่ายกว่า?
* นี่ไม่ใช่แค่เรื่องร้านอาหาร แต่คือภาพสะท้อนของการเปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจในแทบทุกอุตสาหกรรม
ธุรกิจจำนวนมากยังคงทำงานแบบเดิม คือ
“ผลิตสินค้า → ทำการตลาด → ส่งของไปถึงลูกค้า”
ซึ่งเป็นโมเดลที่เคยใช้ได้ดีมาหลายสิบปี และสร้างองค์กรขนาดใหญ่จำนวนมากในอดีต
แต่ในโลกที่ทุกอย่างเชื่อมต่อผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล และ AI เข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญสำหรับผู้บริหารวันนี้ คือ “โมเดลธุรกิจของเรายังเหมาะกับโลกใหม่หรือไม่?”
เพราะหลายธุรกิจเริ่มพบความจริงที่ไม่ง่ายนักว่า การ “ทำของให้ดีขึ้น” อย่างเดียว อาจไม่เพียงพออีกต่อไป และบางครั้ง ต่อให้คุณทำของดีที่สุดในตลาด แต่ถ้าไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่ลูกค้าใช้เวลาอยู่ คุณก็อาจถูกมองไม่เห็น
====
ธุรกิจแบบท่อ (Pipe) โมเดลที่ทุกคนคุ้นเคย แต่เริ่มเหนื่อยขึ้นทุกปี
ธุรกิจดั้งเดิมส่วนใหญ่ทำงานในลักษณะที่เรียกว่า Pipe Model หรือโมเดลแบบท่อ
* คือบริษัทสร้างสินค้าเอง แล้วพยายามผลักสินค้าไปถึงลูกค้าให้มากที่สุด
* ยิ่งขายได้มาก ยิ่งเติบโต
* ร้านค้าปลีก โรงงานผลิตสินค้า ธุรกิจบริการ โรงแรม สายการบิน หรือแม้แต่บริษัทสื่อในอดีต ต่างเติบโตมาด้วยวิธีคิดแบบนี้
ปัญหาคือ ในยุคดิจิทัล ลูกค้ามีตัวเลือกมากขึ้น และเปลี่ยนใจได้เร็วขึ้นกว่าที่ธุรกิจเคยชิน
* การซื้อโฆษณาเพิ่ม ไม่ได้ทำให้ยอดขายเพิ่มเหมือนเมื่อก่อน
* ต้นทุนการหาลูกค้าใหม่สูงขึ้นทุกปี ขณะที่ความภักดีต่อแบรนด์ลดลง
* ลูกค้าไม่ได้ต้องการแค่ “สินค้า” อีกต่อไป แต่ต้องการประสบการณ์ ความสะดวก ความเร็ว และความรู้สึกว่าถูกเข้าใจ
* ร้านค้าที่เคยขายดี อาจพบว่าลูกค้าหายไปซื้อผ่านออนไลน์
* โรงแรมที่เคยมีลูกค้าประจำ อาจถูกแพลตฟอร์มจองห้องพักเข้ามาแทรกระหว่างโรงแรมกับลูกค้า
* ผู้ผลิตจำนวนมากเริ่มพบว่า ตนเองกลายเป็นเพียง “ผู้ส่งของ” ให้แพลตฟอร์มที่ถือครองลูกค้าแทน
* ท่อที่เคยส่งรายได้ให้ธุรกิจ จึงเริ่มแคบลง และแข่งขันยากขึ้นเรื่อยๆ
“และเมื่อการแข่งขันต้องใช้เงินโฆษณามากขึ้น กำไรยิ่งบางลงโดยที่เจ้าของธุรกิจทำงานหนักขึ้นกว่าเดิม"
====
สิ่งนี้เกิดขึ้นกับธุรกิจรอบตัวเราแล้ว?
ภาพนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในต่างประเทศ แต่เกิดขึ้นกับธุรกิจไทยแทบทุกวัน
* ร้านอาหารจำนวนมากเคยพึ่งลูกค้า Walk-in แต่เมื่อแพลตฟอร์มส่งอาหารอย่าง GrabFood, LINE MAN Wongnaiหรือแพลตฟอร์มเดลิเวอรีอื่นๆ เติบโต ร้านที่เข้าไปอยู่ในระบบสามารถเข้าถึงลูกค้าใหม่ได้ตลอดเวลา แม้ร้านจะอยู่ในซอยลึก หรือไม่มีหน้าร้านใหญ่
ในทางกลับกัน ร้านที่ยึดโมเดลเดิม แม้อาหารดี แต่ลูกค้าอาจไม่เห็นร้านเลยในโลกออนไลน์ เพราะผู้บริโภคจำนวนมากเริ่มค้นหาร้านผ่านแอปก่อนตัดสินใจ
* ธุรกิจโรงแรมไทยจำนวนมากก็เผชิญสถานการณ์คล้ายกัน ลูกค้าจำนวนมากไม่ได้โทรจองตรงกับโรงแรมอีกต่อไป แต่เลือกผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Agoda,
Booking.com
หรือ Traveloka ที่รวมตัวเลือกและรีวิวไว้ในที่เดียว
* ห้างสรรพสินค้าและร้านค้าปลีกเองก็เจอแรงกดดันจากตลาดออนไลน์อย่าง Shopee, Lazada และ TikTok Shop ที่เปิดให้ผู้ขายทั่วประเทศเข้าถึงลูกค้าได้ทันที แม้ไม่มีหน้าร้านหรือทำเลทองเหมือนในอดีต
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะธุรกิจเหล่านี้ทำไม่ดี แต่เพราะ “พื้นที่ที่ลูกค้าใช้เวลา” เปลี่ยนไป ใครอยู่ในพื้นที่นั้นก่อน ย่อมได้เปรียบ
====
ธุรกิจแบบเวที (Platform) ใครสร้างพื้นที่ให้คนอื่นเติบโตได้ จะโตเร็วกว่า
ในขณะที่ธุรกิจแบบท่อพยายามผลิตทุกอย่างเอง ธุรกิจแบบ Platform กลับใช้วิธีสร้าง “เวที” ให้คนอื่นเข้ามาสร้างคุณค่าร่วมกัน
* แพลตฟอร์มที่พักไม่ได้สร้างโรงแรมเอง แต่เชื่อมเจ้าของห้องกับผู้เข้าพัก
* แพลตฟอร์มส่งอาหารไม่ได้ทำอาหาร แต่ช่วยให้ร้านเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้น
* ตลาดออนไลน์ไม่ได้ผลิตสินค้า แต่ทำให้ผู้ขายเจอลูกค้าทั่วประเทศ
* แพลตฟอร์มวิดีโอไม่ได้สร้างคอนเทนต์เองทั้งหมด แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้สร้างทั่วโลก
หัวใจสำคัญคือ เมื่อผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น ระบบยิ่งมีคุณค่า
* ยิ่งมีคนขายมาก ลูกค้ายิ่งอยากเข้ามา
* ยิ่งมีลูกค้ามาก ผู้ขายยิ่งอยากเข้ามา
* สิ่งนี้เรียกว่า Network Effect ซึ่งทำให้แพลตฟอร์มเติบโตเร็วกว่าโมเดลธุรกิจแบบเดิม
* บริษัทไม่ต้องสร้างทุกอย่างเอง แต่สร้างระบบให้คนอื่นช่วยสร้าง และเมื่อระบบแข็งแรง บริษัทก็เติบโตไปพร้อมกับทุกคนในเครือข่าย
====
กรณีศึกษา "ใครที่เปลี่ยนจากผู้ขาย เป็นผู้สร้างระบบ กำลังโตเร็วกว่า"
เราเริ่มเห็นธุรกิจไทยหลายรายขยับจากการเป็นผู้ขายสินค้า ไปสู่การเป็นผู้สร้างระบบให้คนอื่นขายอย่างชัดเจนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Shopee, Lazada และ TikTok Shop ที่ไม่ได้ขายสินค้าเองเป็นหลัก แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้ค้ารายเล็กทั่วประเทศเข้าถึงลูกค้าได้ทันที แม้ไม่มีหน้าร้านหรือทุนโฆษณาจำนวนมาก
* ผู้ผลิตอาหาร เสื้อผ้า หรือสินค้า SME ไทยจำนวนมากสามารถเติบโตได้ผ่านระบบเหล่านี้ โดยอาศัยแพลตฟอร์มเป็น “เวที” ให้สินค้าไปถึงผู้ซื้อทั่วประเทศโดยไม่ต้องเปิดสาขาเพิ่ม
* ในขณะเดียวกัน ผู้เล่นค้าปลีกรายใหญ่ของไทย เช่น Central, The Mall หรือเครือค้าปลีกที่พัฒนา Marketplace ออนไลน์ของตนเอง ก็เริ่มปรับจากการขายเฉพาะสินค้าของตัวเอง ไปสู่การเปิดระบบให้ร้านค้าอื่นเข้ามาขายบนแพลตฟอร์มเดียวกัน เพื่อดึงลูกค้าให้อยู่ในระบบของตนให้นานที่สุด
ธุรกิจที่เข้าใจว่าอนาคตไม่ใช่แค่ “ขายเก่ง” แต่ต้อง “เชื่อมคนเก่ง” เข้าด้วยกัน และสร้างระบบให้คนอื่นเติบโตไปพร้อมกัน กำลังได้เปรียบในระยะยาวมากขึ้นเรื่อยๆ
====
ทำไม AI ทำให้ Platform ทิ้ง Pipe ห่างออกไปอีก
เหตุผลสำคัญคือ AI ทำให้แพลตฟอร์ม “เข้าใจผู้ใช้” ได้ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว คือ เวลาคุณเปิดแอปดูวิดีโอ ฟังเพลง หรือเลือกซื้อสินค้า ระบบสามารถแนะนำสิ่งที่คุณสนใจได้แม่นยำขึ้นเรื่อยๆ
เพราะ AI เรียนรู้พฤติกรรมของผู้ใช้ตลอดเวลา?
* แพลตฟอร์มเรียกรถสามารถจับคู่คนขับกับผู้โดยสารได้รวดเร็ว
* แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสามารถแนะนำสินค้าที่คุณมีแนวโน้มจะซื้อ
* แพลตฟอร์มงานสามารถแนะนำตำแหน่งที่เหมาะกับทักษะของคุณ
* ยิ่งมีผู้ใช้มาก ข้อมูลยิ่งมาก = AI ยิ่งเก่ง = และคู่แข่งยิ่งตามทันได้ยาก
นี่คือเหตุผลที่แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในโลกยุค AI
====
ข่าวดีคือ ธุรกิจไม่จำเป็นต้องทิ้งของเดิมทั้งหมด
ผู้ประกอบการจำนวนมากกังวลว่า หากไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยี จะปรับตัวอย่างไร?
* ความจริงคือ ไม่จำเป็นต้องเลิกทำธุรกิจแบบเดิม แต่ต้องคิดเพิ่มว่า จะสร้าง “พื้นที่” ให้ลูกค้า คู่ค้า หรือผู้ใช้งานมีส่วนร่วมมากขึ้นได้อย่างไร
* ร้านค้าปลีกอาจสร้างชุมชนลูกค้าออนไลน์
* ผู้ผลิตสินค้าอาจสร้างระบบให้คู่ค้าหรือผู้แทนจำหน่ายขายได้ง่ายขึ้น
* ธุรกิจบริการอาจสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญให้ลูกค้าเข้าถึงได้สะดวกขึ้น
แทนที่จะคิดเพียงว่า “จะขายอะไรเพิ่ม” อาจต้องเริ่มถามว่า "จะทำอย่างไรให้คนอื่นสร้างคุณค่าบนระบบของเราได้?"
* ธุรกิจที่ยังขายสินค้าได้เหมือนเดิม แต่เพิ่มแพลตฟอร์มเข้าไป มักสร้างการเติบโตระยะยาวได้ดีกว่า
* เพราะไม่ได้พึ่งยอดขายของบริษัทเพียงอย่างเดียว แต่พึ่งการเติบโตของทั้งระบบ
====
โลกใหม่ไม่ได้วัดกันแค่ของที่คุณมี แต่ดูว่าคุณเชื่อมใครได้บ้าง
ในโลกยุคเก่า ใครมีทรัพยากรมากกว่า มักเป็นผู้ชนะ แต่ในโลกยุคใหม่ ใครเชื่อมโยงคนได้มากกว่า มักเป็นผู้ชนะ
* ธุรกิจที่แบกทุกอย่างเอง อาจเหนื่อยขึ้นทุกปี
* แต่ธุรกิจที่สร้างระบบให้คนอื่นเติบโตไปด้วย จะขยายได้เร็วกว่า
คำถามที่ผู้บริหารควรถามตัวเองวันนี้ คือ
"ธุรกิจของเรากำลังเป็นแค่ท่อส่งสินค้า หรือกำลังสร้างเวทีให้คนอื่นเข้ามาสร้างคุณค่าร่วมกัน?"
เพราะในโลกยุค AI อนาคตอาจไม่ใช่ของคนที่มีสินค้าเยอะที่สุด แต่อาจเป็นของคนที่สร้างระบบให้ผู้คนจำนวนมากเติบโตไปด้วยกันได้ และเมื่อถึงวันนั้น
"ธุรกิจที่แข็งแรงที่สุด อาจไม่ใช่บริษัทที่ผลิตเก่งที่สุด แต่คือบริษัทที่ทำให้ทั้งระบบเติบโตไปพร้อมกัน"
"คุณช่วยให้คนอื่นขาย ช่วยให้คนอื่นสร้าง ช่วยให้คนอื่นเติบโต บนเวทีของคุณได้มากแค่ไหน?"
เพราะในโลกใหม่ คนที่สร้าง “เวที” ได้ก่อน มักเป็นคนที่กำหนดเกมในระยะยาว
#วันละเรื่องสองเรื่อง
#PlatformStrategy
#BusinessModelInnovation
#AIinBusiness
#DigitalTransformation
ธุรกิจ
โมเดลธุรกิจ
บันทึก
2
3
2
3
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย