9 ก.พ. เวลา 11:40 • การ์ตูน

EP : 1,349 Golden Kamuy .... จบ

ถ้ามองจากปีนี้ 2025 ก็ต้องบอกว่ากว่า 6 ปีแล้ว หลังจากที่ผมเคยได้รีวิวเรื่องนี้ไว้ ซึ่ง 6 ปีที่ผ่านมานอกเหนือจากมังงะเรื่องนี้ได้จบลงแล้ว สิ่งที่ต้องพูดก็คือด้วยความนิยมเรื่องนี้ถูกหยิบไปสร้างเป็นไลฟ์แอคชั่น และต่อด้วยซีรีย์หลายตอนต่อเนื่อง และแม้ผมจะไม่ได้ไปดูทุกตอนที่ถูกสร้าง
ก็ต้องบอกว่าในเวอร์ชั่นไลฟ์แอคชั่นของเรื่องนี้ถือว่าทำออกมาได้ดีมากๆ เรื่องนึงเลย เพราะแทบจะสร้างโดยอิงต้นฉบับจากมังงะมาเกือบทั้งหมด ใจความการเดินเรื่องทำออกมาได้เคารพต้นฉบับเอามากๆ ที่สำคัญนักแสดงทุกคนตรงปกเหมือนถอดออกมาจากเรื่องนี้เลย
จริงๆเรื่องนี้ออกมาจนจบซักพักใหญ่แล้ว แต่ผมเพิ่งหยิบมาอ่านใหม่จนจบนี่แหล่ะ ส่วนสำคัญคือผมให้ความสำคัญกับการกลับไปอ่านย้อนตั้งแต่เล่มแรกใหม่ และด้วยจำนวนเล่มที่มันเยอะถึง 31 เล่มจบนั้น การจะอ่านให้จบโดยไวในตอนที่ตัวผมเองมีภารกิจมากมายนั้นเป็นไปได้ยากเอามากๆครับ
ซึ่งจะว่าไปก่อนอ่านจนจบผมก็แอบกลัวนะ กลัวว่าเรื่องนี้ที่ผมชอบมากๆ ท้ายสุดสุดท้ายเมื่อถึงบทสรุปมันจะออกมาแบบที่ผมไม่ได้ถูกใจอย่างที่ควรเป็น เพราะมังงะสนุกๆมากมายที่เริ่มต้นด้วยดีและตายกันตอนจบเมื่อถึงบทสรุป สำหรับแฟนมังงะเรื่องนี้แบบผมแล้วก็แอบจะกังวลเรื่องนี้ไม่ได้ แต่เมื่อถึงเวลาผมก็ต้องหยิบมาอ่าน และนี่คือรีวิว(อีกครั้ง)ของมังงะชั้นยอดในยุคนี้ที่ผมชอบเอามากๆ ในตอนที่ได้อ่านเรื่องนี้ก่อนหน้านี้ใน “GOLDEN KAMUY” ครับ
สำหรับใครที่ยังไม่เคยอ่านเรื่องนี้ ก่อนที่จะอ่านรีวิวในครั้งนี้ ผมขอแนะนำให้ไปอ่านรีวิวเก่าที่ผมบอกเล่าเรื่องราวคร่าวๆของ GOLDEN KAMUY ไว้ตอนที่อ่านไปถึงเล่ม 10 แล้ว ในลิงค์นี้ได้เลยนะครับ ผมจะไม่ได้เล่าเรื่องราวย้อนไปเพื่อทำให้เนื้อหามันไม่ยาวเกินไปครับ(มั้ง)
หรือในบ้านอีกหลังดังนี้ครับ
ผมไม่ได้กลับไปอ่านนะว่าครั้งที่แล้วผมเขียนอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้บ้าง เพราะฉะนั้นในรีวิวครั้งนี้อาจจะมีบางส่วนที่พูดซ้ำกันไปบ้างก็ต้องขออภัยล่วงหน้านะครับ
หลังจากอ่านเรื่องนี้จบ ถ้าจะบอกว่าอะไรคือสิ่งที่เรื่องนี้ทำออกมาได้ดีและเด่นมากๆ ผมก็จะบอกว่า “หลายอย่างเลยนะ” ที่เรื่องนี้สามารถสร้างสรรค์ออกมาได้น่าจดจำ อ่ะ อย่างแรกที่อยากจะบอกคือ ตั้งแต่ต้นจนจบ
เรื่องนี้สามารถสร้างคาเรทเตอร์ตัวละครแต่ละตัวให้ออกมาได้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งพฤติกรรมและบทบาท จะเรียกว่าแต่ละคนที่ออกมา เราจะจดจำเขาได้ทุกคน ส่วนสำคัญในการสามารถสร้างออกมาได้จี๊ดจ๊าด ชวนจดจำขนาดนี้ ผมว่าเป็นเพราะสารตั้งต้น ที่ อ. เซ็ทเอาไว้ว่านี่คือเรื่องของ นักโทษแหกคุกครับ
ด้วยความที่ตัวละครหลักต่างๆ ที่มีอยู่มากมาย คือคนคุก การใส่ความฉูดฉาดของนิสัยและพฤติกรรมจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เราจะจดจำได้ดีว่าแต่ละคนมีความผิดปกติ ในเรื่องใด หรือก่อคดีใด หรือมีปัญหาทางการแสดงออกมาผิดเพี้ยนแค่ไหน สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่คนอ่านอย่างผมไม่รู้สึกต่อต้านในการทำความรู้จักของแต่ละคนเลย ด้วยพื้นหลังที่เป็นคนจากคุกครับ
แต่ส่วนสำคัญมากๆที่ อ. ใช้ผสมออกมาให้ความฉูดฉาดที่ว่านี้มันกล่มกล่อม แม้จะมีความผิดเพี้ยนจนบางครั้งแตะไปถึงวิปริตแต่คนอ่านไม่รู้สึกรังเกียจอะไรนัก นั่นคือการเล่าด้วยบรรยากาศและแนวตลกขบขัน หรือตลกร้ายครับ การนำเสนอออกมาแนว black humor ไปตลอดทั้งเรื่องได้อย่างราบลื่น การนำเสนอด้วยความตลกร้ายนี่แหล่ะคือส่วนผสมสำคัญที่ อ. ทำออกมาได้ดีมากๆ
ตรงจุดนี้ผมยกให้ว่าเป็นความสามารถของ อ. Satoru Noda เลยนะครับ ที่สามารถทำออกมาได้พอดี พอเหมาะ ไม่รู้สึกว่าล้ำเส้นเกินไป และไม่รู้สึกว่ามันตลกไร้สาระจนกลายเป็นมังงะที่ขายแค่ความขบขัน เพราะนอกจากผสมความตลกร้ายออกมาได้ดีด้วยลักษณะของความเกินปกติของเหล่าตัวละครต่างๆจากคุกแล้ว การบอกเล่าเรื่องราวด้วยการนำเสนอความเป็นชนเผ่าไอนุ กับการใช้ชีวิตของพวกเขาให้เรารับรู้แล้ว มันเป็นส่วนผสมที่ทำให้รู้สึกถึงมิติและน้ำหนักของโลกแห่งความหลากหลายเป็นอย่างมาก
คงมีไม่กี่เรื่องที่สามารถหยิบเรื่องราวของชนเผ่าดั้งเดิมมานำเสนอไปกับเรื่องราวความโหดดิบและวาไรตี้ของแอคชั่นสั่นประสาทได้แบบในเรื่องนี้ มันเป็นส่วนผสมที่ผมเชื่อว่าคนอ่านเรื่องนี้ย่อมสนุกและสนใจไปกับเรื่องราวของคนท้องถิ่นในประเทศญี่ปุ่นและรัสเซียเช่นเดียวกับผมแน่ๆ การเลือกนางเอกจากเผ่าไอนุมาเล่นแบบนี้ ด้วยวิธีการแบบนี้ทำให้รู้สึกขึ้นไปอีกว่า อ. Satoru Noda นี่ของแท้จริงๆเลย
แม้ผมจะให้นำหนักไปกับภาพการนำเสนอของเหล่าคนคุกที่ทำออกมาได้น่าสนใจโครตๆ ก็ตาม แต่ก็ต้องบอกว่า ตัวละครอื่นๆที่ไม่ใช่คนคุกก็ทำออกมาได้มีมิติและน่าสนใจด้วยฉากหลังของเรื่องราว ที่เต็มไปด้วยความดราม่า และความเป็นมนุษย์ที่ต่างมีปัญหาและหาคำตอบให้กับการยังคงมีชีวิตอยู่เช่นกัน มีตัวละครมากมายหลายตัวละครที่แม้ไม่ใช่ตัวดี เราก็ยังรัก กับการมีบทบาททั้งในแง่ร้ายและแง่ดี
ตรงนี้คือความสามารถสร้างสรรค์และเฉลี่ยบทบาทให้คนอ่านรักและจดจำได้ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
สิ่งที๋โดดเด่นอย่างมากในแง่การกระจายบทบาทที่ชวนให้จดจำสำหรับผมแล้ว นั่นคือการทำให้ตัวละครใช้แล้วทิ้งอย่างคนในกองพลที่ 7 ซึ่งเป็นหน่วยทหารหลักของเรื่องนั้น ดูแข็งแกร่งและดูทรงพลังเกือบทุกคน เพราะแม้หลายตัวละครจะโผล่มาแล้วหายไปแค่ฉากสองฉาก
เราก็จะรับรู้ว่า เขาแข็งแกร่งและดุดันสมกับผ่านสงครามและรอดมีชีวิตมาได้ ไม่เหมือนกับเรื่องอื่นๆ ที่มักจะทำให้เรารู้สึกว่าคนเหล่านี้เป็นแค่หนึ่งในตัวเบี้ย ที่ใช้เพื่อฉายภาพให้ตัวเอกคนอื่นเก่งขึ้น จากการปราบเบี้ยเหล่านี้ แม้จะเป็นอย่างนั้นเช่นกันสำหรับเรื่องนี้ แต่เชื่อเลยว่าใครที่ได้อ่านจะรู้สึกเหมือนผมว่า เบี้ยในเรื่องนี้แต่ละคน มันโหดและไม่ได้ออกมาเพื่อให้เคี้ยวและหายไปในพริบตา ความรู้สึกแบบนี้สำหรับผมแล้ว ผมรู้สึกจากเรื่องนี้เรื่องแรกเลยครับ
จุดเด่นที่ชวนให้เราจดจำเรื่องนี้ได้ดีอีกอย่างคือการเลือกใช้ฉากหลังของสงครามที่แตกต่างจากเรื่องอื่นๆ นั่นคือสงคราม ญี่ปุ่น vs รัสเซีย และสงครามโบชินและยุทธการไอซุ มาเล่า ซึ่งสงครามสองส่วนนี้ผมไม่ค่อยเจอเรื่องไหนหยิบมาเล่านะครับ มักจะไปเน้นที่สงครามโลกครั้งที่ 2 หรือไปยุคเซ็นโกคุ อะไรประมาณนั้นมากกว่า แม้มันจะเกิดจากการที่วางเรื่องราวให้เกิดในฮอกไกโดเป็นสำคัญก็ตาม
แต่แค่ในส่วนที่หยิบสงครามสองช่วงนี้มาเล่า ทำให้ผมได้รับรู้เรื่องราวหลายๆอย่างมากขึ้นและแน่นอนหากอนาคตพูดถึงสงครามสองช่วงนี้ ผมจะนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอย่างไม่ยากเย็นเลย
ผมไม่รู้ว่า อ. เขาใช้เนื้อหาอะไรจากในเรื่องนี้เป็นตัวตั้งเพื่อจะเขียนเรื่องนี้ในตอนแรกนะ จะใช้สงครามเป็นที่ตั้ง หรือพล็อตเรื่องแนวปล้นตามหาสมบัติ เป็นสารตั้งต้นหรือเปล่าอันนี้ก็ไม่ทราบได้ แต่ต้องยอมรับว่ามันเป็นเนื้อเดียวกันหมด ถ้ามองจากการอ้างอิงสงครามทั้ง 2 ส่วนนี้แล้ว มันสนับสนุนเรื่องราวต่างๆที่เล่าในเรื่องได้เป็นอย่างดีมากๆ ดูไม่ลอย น่าเชื่อถือและมีน้ำหนักอย่างมาก
เพราะฉะนั้นผมจึงรู้สึกถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นของเรื่องนี้ ไม่รู้สึกขัดแย้ง เมื่อเรื่องนี้หยิบยกตัวละครในประวัติศาสตร์หลายคนมาใช้ในเรื่องนี้ ด้วยไทม์ไลน์มันสอดคล้องและไม่หนีจากช่วงที่หยิบมาเล่า มันก็สร้างความตื่นเต้นและสนุกอย่างมากกับการได้เห็นคนในหน้าประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงหลายคนอยู่ในเรื่องนี้ เมื่อรวมกับการนำเสนอที่มีมิติชวนให้จดจำด้วยบทบาทและภาพที่ใส่เข้าไป ใครที่ชอบแนวประวัติศาสตร์แบบผมรับรองอิ่มไปกับเรื่องราวที่ได้อ่านในเรื่องนี้แน่ๆครับ
แน่นอนเรื่องที่เต็มไปด้วยฉากการตามล่าและต่อสู้ในเรื่องนี้นั้น อ. นำเสนออกมาได้ตอบโจทย์มากๆ แม้จะมีความหักเหลี่ยมเฉือนคมมากในหลายๆครั้ง แต่สิ่งที่ใส่มาเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ตามสภาพแวดล้อมและดูสมจริงในแง่สายทหารที่เข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องที่แม้จะเต็มไปด้วยความสนุก ฉูดฉาดของตัวละคร
และฉากหลังที่อัดแน่นไปด้วยประวัติศาสตร์อันน่าสนใจที่ไม่ได้เห็นจากเรื่องอื่นๆแบบนี้ มันก็ยังมีภาพของการตามล่า ต่อสู้เพื่อชิงสมบัติ แบบที่ต้องมีให้เราได้อ่านอย่างไม่ขาดเกินครับ
และสิ่งที่สมควรจะมีอย่างยิ่งกับงานแนวต่อสู้ตามล่าของเหล่าตัวละครอันมากมายที่สร้างเอาไว้ได้น่าสนใจและจดจำนั่นก็คือ ฉากจบของแต่ละตัวละครที่สำคัญต่างๆให้ออกมาได้น่าประทับใจ เรื่องนี้ทำได้ และทำได้ดี แม้จะเป็นเรื่องปกติกับจุดจบของตัวละครต่างๆที่จะต้องเกิดขึ้น แต่หลายเรื่องทำออกมาได้ไม่ดี บางเรื่องบิ้วไว้เยอะ แต่จบแบบไม่น่าจดจำก็เยอะ ตรงกับข้ามกับเรื่องนี้ที่ทำออกมาได้สมศักดิ์ศรีของที่มาที่ไปและบุคลิกของตัวละครที่ได้สร้างสรรค์เอาไว้ได้เป็นอย่างดี
นี่คือจุดที่ผมประทับใจเอามากๆ เพราะตั้งแต่ต้นเรื่องที่จะต้องมีตัวละครอันมีเอกลักษณ์และความฉูดฉาดที่ได้สร้างเอาไว้ จากไปเรื่อยๆ ด้วยเนื้อหาของการตามล่านั้น แทบจะไม่มีคนไหนที่จากไปอย่างไม่น่าจดจำเลย แม้บางรายจะไปอย่างน่าอนาถก็ตาม แต่ทุกการจากไป ล้วนน่าจดจำและสมศักดิ์ศรีของเนื้อแท้ของตัวละครแต่ละคนยิ่งนัก
นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผมเห็นในทุกๆเรื่องที่ได้อ่านนะครับ น้อยมากครับ ที่จะสร้างความประทับใจของการลาจากโรงละครที่เรื่องได้สร้างเอาไว้ แต่เรื่องนี้ทำได้ดี แทบทุกตัวละครเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าตอนนั้นจะเล่าถึงสถานการณ์และนิสัย พฤติกรรมของตัวที่จะจากไปแบบไหน บทส่งท้ายของการจากไปนั้น มันจะชวนสนุก น่าสงสาร ดูตื่นเต้น จะแบบไหนเราก็จะจดจำถึงการลาโรงของพวกเขาได้เป็นอย่างดี อันนี้เป็นสิ่งที่ผมประทับใจมากๆ
โดยเฉพาะช่วง 2-3 เล่มสุดท้ายที่เช้าสู่บทสุดท้าย แม้ก่อนหน้านี้อาจจะมีบางช่วงที่รู้สึกเรื่องมันเริ่มอืดอยูบ้างก็ตาม และเนื้อหาของสมรภูมิรบสุดท้ายของ 2 ฝ่ายจะออกมาไม่ได้ชวนตื่นเต้นสำหรับผมในตอนได้เห็นก็ตาม แต่เมื่อมันเริ่มเดิน ทุกอย่างก็ออกมาลงตัวได้อย่างดีมากๆ ทั้งดุเดือด และประทับใจในบทบาทของแต่ละตัวละครที่กำลังเกิดขึ้น รวมถึงเมื่อต้องจากกัน สิ่งที่เราได้เห็นคือจุดสิ้นสุดที่ชวนจดจำของเหล่าตัวละครเอกที่มีบทในช่วงท้ายนี้ ส่วนตัวผมแล้ว นี่เป็นบทส่งท้ายที่อ่านแล้ววางไม่ลงอีกเรื่องนึงเลยครับ
รวมถึงงานวาดด้วยเช่นกัน แม้ผมอาจจะไม่ได้รู้สึกว่างานวาดของ อ. จะบอกว่าเทพหรือสวยระดับขึ้นหิ้งก็ตาม แต่นี่คืออีกเรื่องที่วาดออกมาได้ดีมากๆ โดดเด่นตั้งแต่การออกแบบตัวละคร รวมถึงสิ่งสำคัญอย่างฉากและซีนต่างๆ ที่ทำออกมาได้สมบูรณ์แบบมากๆ ฉากรบ ก็ดุเดือด ฉากหลังของการใช้ชีวิตหรือเกี่ยวข้องกับชนเผ่าต่างๆ ที่สมบูรณ์ด้วยรายละเอียด
หรือฉากซีนแสดงอารมณ์และความสุดโต่งของตัวละครแต่ละตัวที่มีให้เห็นตลอดทั้งเรื่องก็สื่อสารออกมาได้ดีมากๆ ทำให้โดยรวมของผลงานครั้งนี้ มันคืองานวาดที่สร้างสรรค์ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ เต็มไปด้วยเอกลักษณ์อันน่าจดจำเรื่องนึงเลยครับ
“Golden Kamuy” เรื่องและภาพโดย อ. Satoru Noda ในไทยเจ้าของ LC คือ SIC ออกมาครบถ้วน 31 เล่มจบเรียบร้อย ตอนนี้น่าจะหาอ่านได้ไม่ยากนัก ใครเก็บยังไม่ครบรีบจัดเลยนะครับ อย่าชะล่าใจล่ะ
นี่เป็นอีกเรื่องสำหรับผม ที่ทำออกมาได้อย่างน่าประทับใจอย่างมาก แม้ไม่ใช่ตลอดทั้งหมด 31 เล่มที่อ่านแล้ววางไม่ลงก็ตาม อาจจะมีบางช่วงที่รู้สึกว่าเรื่องมันนิ่งๆ หรือวิ่งวนลูปของวิธีการนำเสนอของเรื่องนี้ก็ตาม นั่นก็เป็นเพราะตัวละครในเรื่องนี้มันเยอะเอามากๆ ไม่แปลกที่จะมีช่วงเวลาอย่างนั้นให้เรารู้สึกกันบ้างครับ
แต่แม้จะเป็นอย่างนั้น แต่ก็ต้องยอมรับจริงๆว่าเรื่องนี้คืออีกเรื่องที่สามารถสร้างความจดจำให้กับคนอ่านอย่างผมได้อย่างมาก ผมเชื่อว่าผมจะจดจำเรื่องนี้ไปได้ตลอดชีวิตของผมเลยนะ โดยส่วนตัวแล้วนี่เป็นอีกเรื่องที่ไม่อยากให้คนชอบอ่านงานสนุกๆ พลาด มันเต็มไปด้วยรายละเอียดและความเฉพาะของมันจริงๆ แต่ก็มาพร้อมวิธีการนำเสนอและรูปแบบความฉูดฉาดของยุคสมัยนี่เช่นกัน งานดีๆแบบนี้ไม่ได้มาบ่อยๆ แนะนำว่าห้ามพลาดครับ
ภาพ 9.5 /10
เรื่อง 9.8/10
ความประทับใจ 10/10
#Manga #รีวิวการ์ตูน #จบ #SiamInterComics #การ์ตูนแนวอิงประวัติศาสตร์ #การ์ตูนแนวตลกร้าย #MangaAnimeReviews #การ์ตูนแนวต่อสู้ #10คะแนน #GoldenKamuy #หนังสือการ์ตูน #Rate15 #31เล่มจบ #เธอๆอ่านเรื่องนี้หรือยัง
โฆษณา