10 ก.พ. เวลา 05:12 • การเมือง

The money election

Lesson learn จากการลงพื้นที่อย่างหนักเพื่อทำการเมืองบริสุทธิ์ ในพื้นที่เลือกตั้งแห่งหนึ่ง ในชนบทแห่งหนึ่ง ของประเทศไทย ที่มีผู้มีสิทธิออกเสียงประมาณ 1 แสนคน
เราพบว่า ความพยายามของเราในการเปลี่ยนความคิดของคนไม่ได้ผลเลย (ดูจากผลคะแนน) ในระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา เพราะ
1. แม้เราจะลงเดินอย่างหนักเพื่อพบปะผู้คนถึง 150 หมู่บ้านจาก 288 หมู่บ้าน และตั้งใจจะเดินให้ครบถ้ายังมีเวลาอีก แต่คนที่เราไปเจอคือคนแก่ที่อยู่ในหมู่บ้าน ไม่ใช่คนทำงานที่อยู่ตามไร่นา ซึ่งคนกลุ่มนั้นมีจำนวนมากกว่ามาก และไม่เล่นโซเชียล คนที่จะเข้าถึงได้คือหัวคะแนนเท่านั้น
2. คนจนยังมีอยู่มาก เค้าจึงไม่สนใจอุดมการณ์ที่เราขาย หรือแม้แต่นโยบายพรรคที่จะทำให้ชีวิตเค้าดีกว่าเงินที่จะได้ 500 700 แต่เค้าก็เลือกเงินที่จะได้รับในตอนนี้เลยมากกว่า (ทุกคนรู้เรื่องนี้ดี มีไม่รู้คนเดียวคือ กกต.)
3. ด้วยความเดียงสา ช่วงแรกๆ เราเข้าใจว่าหัวคะแนนคือคนที่ผู้สมัครส่งเข้าไปไล่ซื้อตามหมู่บ้าน แต่พอใกล้วันสุดท้าย จึงค่อยๆ มองออกว่า ในความเป็นจริง มีธุรกิจหัวคะแนนฝังอยู่ในแต่ละหมู่บ้าน และยืนยันในวันคะแนนออกว่า เมื่อเค้าขายเราไม่ได้ เค้าก็เอารายชื่อที่มีในมือไปขายผู้สมัครคนอื่นที่จะ “สู้”
ตอนที่มาถึงพื้นที่วันแรกๆ หัวคะแนนกลุ่มนี้ต่างวิ่งเข้ามาหา และบอกว่าพร้อมจะช่วยเรา และขอให้เราสู้ ซึ่งเราไม่เข้าใจความหมายของคำว่า “สู้”ตามแนวทางของเค้า เพราะตามแนวทางของเรา คำว่า “สู้” คือการเดินหน้าเข้าหาประชาชนและพยายามทำให้ประชาชนเข้าใจและเปลี่ยนใจว่า สิ่งที่เค้าควรได้จาก สส. คืออะไร และเค้าจะได้หากเป็นเรา และสิ่งที่พรรคจะให้เค้าได้หากได้เข้าไปทำนโยบายตามที่ประกาศไว้ จะทำให้เค้าได้มากกว่าเงิน 500 700 ที่เค้าได้ในวันนี้อย่างเทียบไม่ติด
แต่เราเข้าใจผิด
เราเพิ่งเข้าใจคำว่า “สู้” ของหัวคะแนนหมู่บ้านที่เคยทำงานให้ผู้สมัครคนที่ผ่านๆ มาว่า คือการ “ซื้อสู้” เมื่อเราไม่ “สู้” ตามแบบของเค้า คำว่า รักเรา ก็หายไป
4. คนที่ทำ “ธุรกิจ” หัวคะแนน แม้เค้าจะรักเรา แต่หากเค้าขายรายชื่อที่มีอยู่ในมือให้เราไม่ได้ เค้าก็จะขาดรายได้ และไม่ใช่รายได้เฉพาะในครั้งนี้ แต่หมายถึงรายได้จากการเลือกตั้งครั้งหน้าและครั้งถัดๆ ไปด้วย เมื่อเราไม่ซื้อ แต่เค้าต้องการขาย เค้าจึงต้องไปหาคนซื้อใหม่ และแสดงผลงานผ่านคะแนนที่สัญญา เพื่อให้ลูกค้าในอนาคตมั่นใจว่า ถ้าซื้อผ่านเค้า เงินที่จ่ายไปจะมีประสิทธิภาพ
จริงอยู่หัวคะแนน “บางคน” จะขายให้กับผู้สมัครทั้งสองฝั่งที่แข่งกัน แต่เค้าจะเลือกสัญญากับฝั่งเดียว ตามกระแสทางการเมืองของประชาชนที่เป็นรายชื่อในมือของเค้า เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือ ส่วนอีกฝั่งหนึ่ง หากยังจะซื้อผ่านเค้า เค้าก็จะซื้อให้ แต่จะบอกไปตรงๆ ว่า อันนี้เค้าไม่รับประกัน แต่ซื้อผ่านเค้าได้ เพราะเค้าเป็นคนกุมรายชื่อ และมีอิทธิพลทางความคิดหรืออิทธิพลทางกำลังต่อกลุ่มรายชื่อในมือ
มันคือวิถีของธุรกิจทั่วไป ที่เมื่อมี demand ก็ต้องมี supply
5. คนที่เป็นหัวคะแนน ส่วนใหญ่จะเป็นนักการเมืองท้องถิ่น หรือ เกี่ยวข้องกับนักการเมืองท้องถิ่น เพราะมีรายชื่อที่ตัวเองเคยซื้ออยู่แล้วสมัยที่ลงเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ด้วยเหตุนี้ หัวคะแนนจึงมักแบ่งเป็นสองฝ่ายตามการต่อสู้ทางการเมืองในระดับท้องถิ่น เราจึงเห็นได้ว่า หากฝั่งนี้วิ่งเข้าหาเรา อีกฝั่งจะไม่วิ่งมา และผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สส. ก็จะจับกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหลัก แต่หากมีศิลปะที่ดีหรือมีอิทธิพลมากพอ ก็สามารถเข้าหาหัวทั้งสองฝั่งได้
6. การเอารายชื่อไปขายผู้สมัครเลือกตั้ง สส. เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักการเมืองท้องถิ่น โดยเฉพาะคนที่สอบตก เพราะมันคือแหล่งรายได้สำคัญที่จะทำให้เค้ามีทุนทำการเมืองต่อในการเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง เค้าต้องมีเงินไปซื้อเสียง ทางนึงที่จะสร้างรายได้ให้เค้าคือการเป็นหัวคะแนนให้กับการเลือกตั้ง สส. เมื่อเราไม่ซื้อ เค้าจึงต้องไปขายคนอื่น
7. ค่านิยมของ voters
a. ผู้สมัครคนไหน ไม่ให้เงินถือว่าไม่รักกัน เป็นวัฒนธรรมว่า ถ้าแคร์กัน ต้องให้เงิน
b. เมื่อรับเงินแล้วต้องกาให้เพราะ กลัวบาป หรือ กลัวอิทธิพล
c. ถ้ารับเงินจากสองทาง 1st priority คือ อิทธิพลของหัวคะแนน 2nd ถ้าไม่มีเรื่องอิทธิพลจึงจะเลือกคนที่ชอบ
สำหรับพื้นที่ประเภทนี้ (ซึ่งน่าจะเป็นพื้นที่จำนวนมากโดยเฉพาะในภาคอีสาน) พรรคที่ขายนโยบายเป็นหลักเช่น เพื่อไทย ต้องเข้าใจและยอมรับว่านโยบายของตนไม่สามารถขายได้แบบเดิมแล้ว เพราะไม่ว่าจะมีนโยบายขายฝันแค่ไหน หากไม่มีบ้านใหญ่ที่มีกระสุนมากพอ (ซึ่งเมื่อก่อนมี แต่ตอนนี้น้อยลงมาก) ก็ยากจะชนะได้ เพราะภูมิใจไทยมีกำลังมากกว่าเยอะมากแล้ว พรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องกู้พรรคด้วยวิธีใหม่ กับคนรุ่นใหม่ เพราะคนรุ่นเดิมที่รักเพื่อไทย ส่วนหนึ่งหายไปกับเงิน อีกส่วนหนึ่งหายไปกับอายุขัยตามกาลเวลา
แต่สถานการณ์นี้ไม่เกิดกับพรรคประชาชน เพราะลูกค้าของพรรคประชาชนคือคนชั้นกลางที่ความต้องการทางการเมืองชัดเจนกว่าคนยากจน
แต่ประเทศนี้ยังคงมีคนจนอยู่มาก และด้วยผลการเลือกตั้งที่มีที่มาแบบนี้ ก็ยังมองไม่เห็นทางออกของประเทศนี้
โฆษณา