10 ก.พ. เวลา 08:48 • หุ้น & เศรษฐกิจ

🗳️ แกะรอยเศรษฐศาสตร์ นักการเมืองได้หน้า ประชาชนรับหนี้! วงจรอุบาทว์ที่คนไทยต้องรู้ทัน

สวัสดีค่ะทุกคน กลับมาเจอกันอีกแล้วกับเรื่องเงินๆ ทองๆ ที่ฟังดูเหมือนไกลตัวแต่จริงๆ แล้วมันกำลังหายใจรดต้นคอพวกเราทุกคนอยู่ วันนี้ขออนุญาตเปิดโหมดดึงสติกันหน่อย เพราะช่วงนี้เห็นกระแสการ “เปย์” ของภาครัฐที่ออกมากันโครมคราม หลายคนดีใจที่ได้เงินก้อน ได้สวัสดิการเพิ่ม
แต่ในฐานะคนที่อยู่กับตัวเลขมาตลอด อยากจะบอกด้วยความหวังดีว่า “ของฟรีไม่มีในโลก” และทุกบาทที่รัฐจ่ายไปในวันนี้ มันมีบิลใบเสร็จรอเก็บเงินเราคืนในวันหน้าเสมอ ภายใต้หัวข้อที่เราต้องคุยกันให้เคลียร์ชัดๆ ไปเลยว่า “ทำไมรัฐ pay แหลกในวันนี้ ถึงเท่ากับการขึ้นภาษีในวันหน้า” รับรองว่าอ่านจบแล้ว ภาพการมองนโยบายประชานิยมของคุณจะเปลี่ยนไปตลอดกาล (หรืออาจจะไม่เปลี่ยน ถ้าคุณไม่ได้เป็นคนจ่ายภาษี)
เรามาเริ่มต้นปูพื้นฐานความเข้าใจให้แน่นกันก่อน เหมือนเวลาเราจะสร้างบ้านต้องลงเสาเข็ม เรื่องนี้ต้องเริ่มที่คำว่า “งบประมาณขาดดุล” หรือ Budget Deficit ซึ่งเป็นคำศัพท์หรูๆ ที่แปลเป็นภาษาชาวบ้านง่ายๆ ว่า “ถังแตก” ในเชิงบัญชีค่ะ
ลองจินตนาการดูว่ารัฐบาลก็เหมือนกับหัวหน้าครอบครัวที่มีกระเป๋าสตางค์ใบใหญ่ รายได้หลักของครอบครัวนี้คือ ภาษีที่เก็บจากพวกเรา แต่พอนโยบายหาเสียงมันเยอะ โปรเจกต์แจกแหลกมันแยะ รายจ่ายมันเลยพุ่งทะลุรายรับไปไกลลิบ
สมมติรัฐหาเงินได้ 100 บาท แต่ใช้ไป 150 บาท อีส่วนต่าง 50 บาทที่เกินมานี่แหละค่ะคือ “การขาดดุล” แล้วรัฐเอาเงิน 50 บาทนี้มาจากไหน? ก็ต้อง “กู้” สิคะ กู้มาโปะ กู้มาแจก ซึ่งการกู้ก็เท่ากับ “หนี้”
และกฎเหล็กของจักรวาลการเงินคือ หนี้ทุกก้อนมีเจ้าหนี้ มีดอกเบี้ย และต้องชำระคืน รัฐบาลไม่สามารถเสกเงินจากอากาศหรือรูดบัตรเครดิตไปเรื่อยๆ โดยไม่จ่ายบิลได้ เพราะสุดท้ายปลายทาง รัฐต้องหารายได้ในอนาคตมาคืนหนี้ก้อนนี้อยู่ดี
1
ทีนี้มาถึงจุดพีคค่ะ ในทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ รัฐบาลมีเมนูในการหาเงินมาใช้หนี้อยู่แค่ 4 วิธีหลักๆ เท่านั้น ไม่หนีไปจากนี้
👉🏻 วิธีแรกคือ หารายได้เพิ่ม ซึ่งแปลตรงตัวคือการ “ขึ้นภาษี”
👉🏻 วิธีที่สองคือ “กู้เพิ่ม” เอาหนี้ใหม่มาโปะหนี้เก่า หมุนเงินไปเรื่อยๆ แต่วิธีนี้ทำได้จำกัดเพราะถ้าหนี้ท่วมหัว ความน่าเชื่อถือจะพังทลาย
👉🏻 วิธีที่สามคือท่าไม้ตายสายดาร์กอย่างการ “พิมพ์เงิน” ออกมาเยอะๆ เพื่อให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ หรือที่เรียกว่า inflate debt away คือทำให้ค่าเงินมันเล็กลง มูลค่าหนี้ที่แท้จริงจะได้ลดลงตามไปด้วย (แต่มูลค่าเงินในกระเป๋าเราก็พังด้วยนะ)
👉🏻 และวิธีสุดท้ายซึ่งเป็นวิธีพระเอกสุดหล่อคือการทำให้เศรษฐกิจ หรือ GDP ของประเทศโตขึ้น ถ้ารายได้ประเทศโตเร็วกว่าหนี้ สัดส่วนหนี้ต่อรายได้ก็จะลดลงไปเองโดยที่เราไม่ต้องเจ็บตัวมากนัก
แต่เดี๋ยวก่อนค่ะ‼️ อย่าเพิ่งคิดว่าเราจะทำได้ทุกท่าเหมือนในตำรา เพราะบริบทของ “ประเทศไทย” กับมหาอำนาจอย่าง “สหรัฐอเมริกา” มันหนังคนละม้วนเลยค่ะ
สหรัฐฯ เขามีอภิสิทธิ์ชนที่เรียกว่า Exorbitant Privilege เพราะสกุลเงินดอลลาร์เป็นสกุลเงินหลักของโลก เขาเลยสามารถพิมพ์เงินอัดฉีดเข้าระบบได้มหาศาล หรือจะกู้เพิ่มจนเพดานหนี้ทะลุฟ้าก็ยังพอถูไถไปได้ เพราะทั่วโลกยังต้องถือดอลลาร์ แต่ไทยเราทำแบบนั้นไม่ได้ค่ะ
ถ้าเราอุตริไปพิมพ์เงินบาทออกมาล้างหนี้แบบเขา ค่าเงินบาทจะพังพินาศ เกิดเงินเฟ้อรุนแรง ข้าวของแพงหูฉี่ เหมือนวิกฤตต้มยำกุ้งหรือแย่กว่านั้น ดังนั้นตัดช้อยส์การพิมพ์เงินทิ้งไปได้เลย ส่วนการกู้เพิ่มเรื่อยๆ ก็มีเพดานวินัยการคลังค้ำคออยู่ ถ้ากู้เกินตัว นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นทิ้งพันธบัตร ประเทศจะเจ๊งเอา
เมื่อทางเลือกเราจำกัดขนาดนี้ หวยมันเลยล็อคมาที่วิธีที่คลาสสิกและเจ็บปวดที่สุด นั่นคือ “การขึ้นภาษี” ค่ะ (ท่าเดิมนั่นแหละ)
แต่ความโหดร้ายของเกมการเมืองคือ รัฐบาลไม่สามารถสุ่มสี่สุ่มห้าขึ้นภาษีได้ทุกตัว โดยเฉพาะภาษีที่เก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยที่สุดอย่าง “ภาษีมูลค่าเพิ่ม” หรือ VAT
การจะขยับ VAT ขึ้นจาก 7% เป็น 10% หรือมากกว่านั้น เป็นเรื่องที่ “แทบเป็นไปไม่ได้” ในทางการเมือง เพราะ VAT กระทบคนทั้งประเทศ ตั้งแต่คนรวยล้นฟ้าไปจนถึงคนรากหญ้าที่หาเช้ากินค่ำ การขึ้น VAT คือการทุบหม้อข้าวตัวเองและทำลายฐานเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมือง รัฐบาลไหนกล้าแตะ VAT มักจะอยู่ไม่ครบเทอม หรือไม่ก็สอบตกในการเลือกตั้งครั้งหน้าแน่นอน
แล้วใครล่ะคือ “ผู้โชคร้าย” ที่จะต้องมารับจบหนี้ก้อนโตนี้? 🤔
คำตอบคือกลุ่มคนที่หนีไปไหนไม่ได้ หรือที่เรียกว่า “หมูในอวย” นั่นเองค่ะ และกลุ่มนี้คือคนที่อยู่ในระบบภาษีอย่างโปร่งใสที่สุด ซึ่งก็คือ มนุษย์เงินเดือน และ ชนชั้นกลาง
พวกเรานี่แหละค่ะ คือกลุ่มเป้าหมายหลัก รัฐรู้ทุกเม็ดว่าเรามีรายได้เท่าไหร่ผ่านการหักภาษี ณ ที่จ่าย จะเลี่ยงก็ไม่ได้ จะหนีก็ไม่พ้น แม้ว่าคนกลุ่มนี้จะเป็นคนส่วนน้อยของประเทศเมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมด แต่กลับต้องแบกรับภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นสัดส่วนหลักของรายได้รัฐ
วิธีการที่รัฐจะใช้ในอนาคตอาจจะไม่ใช่การประกาศขึ้นภาษีโต้งๆ ให้เราด่า แต่จะมาในรูปแบบที่แนบเนียนกว่านั้น เช่น การไม่ปรับฐานภาษีให้สอดคล้องกับเงินเฟ้อ (Fiscal Drag) การตัดลดค่าลดหย่อนต่างๆ (อย่าง TISA) หรือการเข้มงวดตรวจสอบภาษีย้อนหลัง สรุปง่ายๆ คือ คนกลุ่มนี้คือกระดูกสันหลังที่ต้องแบกรับต้นทุนของนโยบายประชานิยมทั้งหมด
👉🏻 Fiscal Drag ถ้าอธิบายให้ละเอียดคือ เมื่อเกิดเงินเฟ้อ เงินเดือนของคุณอาจจะถูกปรับขึ้นเพื่อให้พอกินพอใช้ แต่ถ้ารัฐบาลไม่ยอมปรับโครงสร้างขั้นบันไดภาษีตามเงินเฟ้อ คุณจะพบว่าตัวเองถูกผลักขึ้นไปเสียภาษีในฐานที่สูงขึ้น ทั้งที่อำนาจการซื้อที่แท้จริงของคุณเท่าเดิมหรือลดลงด้วยซ้ำ นี่คือวิธีการขึ้นภาษีทางอ้อมที่นักการเมืองไม่ต้องประกาศกฎหมายใหม่ แต่ได้เงินเข้ารัฐเพิ่มขึ้นจากกระเป๋าของมนุษย์เงินเดือนเต็มๆ
ถึงจุดนี้หลายคนอาจจะตั้งคำถามด้วยความหวังว่า “แล้วทำไมรัฐไม่เลือกวิธีลงทุนสร้างเศรษฐกิจให้โต (GDP Growth) ล่ะ?”
ถ้าเศรษฐกิจดี รัฐก็เก็บภาษีได้เยอะขึ้นโดยไม่ต้องรีดเลือดกับปูไม่ใช่เหรอ? ถูกต้องที่สุดค่ะ นั่นคือทางออกที่ยั่งยืนและสวยงามที่สุด แต่ในโลกความเป็นจริงของนักการเมือง มันมีกับดักที่เรียกว่า “วาระการดำรงตำแหน่ง” และ “การเลือกตั้ง” เข้ามาเกี่ยวข้อง
ลองคิดดูนะคะ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การปฏิรูปการศึกษา หรือการแก้กฎหมายเพื่อดึงดูดการลงทุน เพื่อให้ GDP โตอย่างแข็งแกร่ง มันต้องใช้เวลาบ่มเพาะ 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปีกว่าจะเห็นผล ซึ่งตอนนั้นรัฐบาลชุดนี้อาจจะไม่อยู่แล้ว กลายเป็นการ “ปลูกต้นไม้ให้คนอื่นไปนั่งร่มเงา” ผลงานไปตกอยู่กับรัฐบาลสมัยหน้าแทน
ดังนั้น แรงจูงใจของนักการเมืองจึงบิดเบี้ยวค่ะ พวกเขาจะมองแค่ผลประโยชน์ระยะสั้น (Short-termism) คือทำยังไงให้ได้คะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้า (Reelection) ให้เร็วที่สุด คำตอบก็เลยออกมาเป็นการแจกเงิน การอุดหนุนราคา การลดแลกแจกแถม เพราะมันเห็นผลทันที ประชาชนรู้สึกดีเดี๋ยวนี้ คะแนนเสียงมาเดี๋ยวนี้
ส่วนภาระหนี้สินระยะยาว หรือโครงสร้างเศรษฐกิจที่พังทลาย กลายเป็นระเบิดเวลาที่ถูกเตะถ่วงไปข้างหน้า ให้เป็นปัญหาของรัฐบาลชุดต่อไป หรือพูดให้เจ็บกว่านั้นคือ ให้เป็นปัญหาของ “ประชาชนผู้เสียภาษี” ในอนาคตต้องมาตามเช็ดตามล้าง
บทสรุปของเรื่องนี้จึงอยากให้ทุกคนตระหนักไว้เสมอค่ะว่า เวลาเห็นนโยบายรัฐบาลที่ทุ่มงบไม่อั้น แจกแหลก แจกสะบัด อย่าเพิ่งรีบดีใจไปกับตัวเลขในบัญชีที่เพิ่มขึ้นชั่วคราว เพราะในทางเศรษฐศาสตร์แล้ว รัฐบาลไม่มีเงินของตัวเอง เงินของรัฐคือเงินของประชาชน และการใช้จ่ายเกินตัวในวันนี้ คือการยืมเงินจากอนาคตของพวกเรามาใช้
เมื่อประเทศไทยเราไม่สามารถพิมพ์แบงก์เองได้เหมือนอเมริกา และนักการเมืองมักเลือกทางลัดเพื่อคะแนนเสียง ทางออกสุดท้ายของสมการนี้จึงมักจะจบลงที่การรีดภาษีเพิ่มจากกลุ่มคนที่หนีไม่ได้อย่างมนุษย์เงินเดือนและชนชั้นกลาง
เตรียมใจและเตรียมวางแผนภาษีกันไว้ให้ดีๆ นะคะ เพราะบิลค่าเสียหายจากการ Pay แหลกในวันนี้ กำลังจะถูกส่งไปเก็บที่หน้าบ้านคุณในรูปแบบของการขึ้นภาษีในวันหน้าอย่างแน่นอน
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่ารัฐบาลจะพยายามบิดเบือนกลไกตลาดหรือซ่อนเร้นภาระหนี้ไว้ใต้พรมด้วยวิธีการที่ซับซ้อนเพียงใด แต่ความจริงข้อหนึ่งที่ไม่มีใครหนีพ้นคือ สมการทางบัญชีที่ต้องลงตัวเสมอ รายจ่ายที่เกิดขึ้นวันนี้ จะต้องถูกชำระคืนในวันหน้าไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของนโยบาย ไม่ใช่แค่เรื่องของการเมือง แต่มันคือกฎเหล็กของจักรวาลการเงินที่ทำงานเที่ยงตรงเหมือนกฎแรงโน้มถ่วง It's the law, it's physics. No one can escape that. เพราะในโลกนี้ไม่มีสสารใดที่สูญหาย และไม่มีหนี้ก้อนใดที่ระเหยกลายเป็นไอโดยไม่มีใครต้องจ่ายราคาของมัน...
ปล. จริงๆ มีอีกวิธีคือ ลดรายจ่ายภาครัฐ แต่ถามจริงเหอะ แม่มจะมีรัฐบาลไหนทำ 555
1
ปล2. หลายคนอาจจะคิดว่าไม่ใช่ปัญหาของตัวเองที่ต้องใช้หนี้ (เพราะคงอยู่ไม่ถึง) แต่อย่าลืมสุดท้ายมันก็ตกไปอยู่ที่คนรุ่นลูกรุ่นหลานของคุณอยู่ดี
โฆษณา