วันนี้ เวลา 04:00 • ธุรกิจ

ไม่แต่งงานช้า ไม่หย่า ไม่มีเมียน้อย กฎเหล็กกงสี ซอสหอยนางรม Lee Kum Kee

ที่อยากส่งต่อธุรกิจให้ถึง 1,000 ปี
แปลกใจใช่ไหม ว่าทำไมกฎที่เหมือนจะเอาไว้ใช้สำหรับเรื่องส่วนตัว ถึงอยู่ในธรรมนูญครอบครัว ซึ่งมีหน้าที่ไว้ดูแลผลประโยชน์ทางธุรกิจของตระกูล Lee
เจ้าของแบรนด์ซอสหอยนางรม อายุ 138 ปี อย่าง Lee Kum Kee ที่ปัจจุบันมีทรัพย์สินรวมกันกว่า 500,000 ล้านบาท
แม้กฎเหล็กนี้ จะไม่ได้ถูกเขียนขึ้นแบบวัวหายล้อมคอก จากการที่คนในตระกูลไปทำสิ่งไม่เหมาะสมเหล่านี้มา แล้วค่อยมาเขียนกฎป้องกันใหม่
แต่ธรรมนูญครอบครัวที่ทายาทรุ่นที่ 3 อย่างคุณ Lee Man Tat และทายาทรุ่นที่ 4 อย่างคุณ Sammy Lee ร่วมกันวางไว้ ก็ใส่มันลงไป เพื่อตั้งใจจะรักษาความมั่งคั่งของตระกูลให้ได้ถึง “1,000 ปี”
หลังจากตระกูลมหาเศรษฐีแห่งฮ่องกงนี้ ต้องเก็บกู้ซากความสัมพันธ์ที่พังทลายถึง 3 ครั้ง จากการกระทบกระทั่งเรื่องผลประโยชน์ของคนในครอบครัว
แล้วธรรมนูญครอบครัวของตระกูล Lee ครอบครัวมหาเศรษฐีของฮ่องกง มีหน้าตาเป็นอย่างไร ?
MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ
ในปี ค.ศ. 1972 ผ่านมาแล้ว 84 ปี หลังจากที่บรรพบุรุษรุ่นแรกของตระกูล เริ่มออกขายซอสหอยนางรม ที่ตัวเองค้นพบจากการต้มซุปหอยนางรมไว้นานเกินไป
แม้ตอนนี้ธุรกิจของ Lee Kum Kee จะใหญ่กว่าในวันแรกที่เริ่มต้นมากแล้ว
แต่คุณ Lee Man Tat ทายาทรุ่นที่ 3 ก็มีความคิดที่จะขยับขยายธุรกิจให้เติบโตยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยการวางแผนว่าจะเพิ่มแบรนด์สินค้าแบบ Mass Product ที่ลดคุณภาพลงเล็กน้อย แต่ราคาถูกลงมาก เพื่อขยายฐานลูกค้า
เพราะตัวแบรนด์ Lee Kum Kee จะเน้นการขายในตลาด Premium ด้วยราคาแพง ๆ มาโดยตลอด
อีกทั้งยังพยายามจะออกสินค้าใหม่ ๆ เช่น ซีอิ๊ว และซอสฮอยซิน ไม่ได้ขายเพียงแค่ซอสหอยนางรมเพียงอย่างเดียว
แม้ 2 กลยุทธ์นี้อาจเป็นสิ่งที่ช่วยให้ Lee Kum Kee เติบโตก้าวกระโดดไปข้างหน้า แต่ก็มีข้อเสียคือ อาจเสียภาพลักษณ์แบรนด์หรู กับต้องใช้เงินลงทุนเพิ่ม เพื่อเปิดไลน์การผลิตสินค้าใหม่
1
ซึ่งข้อเสียที่ได้กล่าวมานั้น คือสิ่งที่อยู่ในใจของเหล่าคุณอา ทายาทรุ่นที่ 2 ผู้เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ในบริษัท Lee Kum Kee จนนำไปสู่ความขัดแย้งกับคุณ Lee Man Tat ผู้เป็นหัวเรือใหญ่
เมื่อตกลงกันไม่ได้ แต่ไม่ว่าอย่างไรธุรกิจก็ต้องเดินหน้าต่อ คุณ Lee Man Tat ที่ได้รับการสนับสนุนจากคุณพ่อ จึงทุ่มเงินซื้อหุ้นคืนจากเหล่าคุณอาทั้งหมด แลกกับอำนาจบริหาร
การทำแบบนี้ ถ้ามองด้วยสายตาของนักธุรกิจ ก็ไม่ใช่ว่าคุณ Lee Man Tat ผลักไสญาติ ๆ ออกจากธุรกิจโดยตรง แถมเหล่าคุณอาก็คงจะได้เงินไปมากมายจากการขายหุ้น
ส่วนตระกูลสายหลัก อย่างคุณ Lee Man Tat ที่ตอนนี้ถือหุ้น 60% กับน้องชายที่ถือหุ้น 40% ก็ได้อำนาจบริหารไป
1
แต่เมื่อมองด้วยสายตาของคนในตระกูลเดียวกันแล้ว การกระทำแบบนี้ก็สร้างความรวดร้าวในจิตใจ ที่เงินมากมายแค่ไหนก็ไม่สามารถเยียวยาให้ดีขึ้น
เวลาล่วงเลยมาถึงปี ค.ศ. 1986 บริษัท Lee Kum Kee ก็เติบโตก้าวกระโดด ตามวิสัยทัศน์ที่คุณ Lee Man Tat วาดไว้ แถมชื่อเสียงแบรนด์ยังดังไกลไปถึงสหรัฐอเมริกาและทวีปยุโรป
เมื่อเป็นแบบนี้ คุณ Lee Man Tat จึงต้องการจะลงทุนขยายกำลังการผลิตจำนวนมาก เพื่อรองรับฐานลูกค้าจากตลาดใหญ่ในแดนไกล
แต่สิ่งที่ฉุดรั้งแผนของเขาไว้ในครั้งนี้ ก็คือน้องชายที่คลานตามกันมาของคุณ Lee Man Tat ผู้ถือหุ้นบริษัทอยู่ 40%..
ความขัดแย้งนำไปสู่การขึ้นโรงขึ้นศาลมากมาย แต่สุดท้ายก็จบลงด้วยการที่คุณ Lee Man Tat ขอซื้อหุ้นส่วนที่เหลือจากน้องชาย จนกลายเป็นผู้ถือหุ้นบริษัท 100% แต่เพียงผู้เดียว
ราคาของชัยชนะในครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงแค่ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวที่พังทลาย
แต่ยังรวมถึงตัวธุรกิจเองที่ประสบปัญหาการเงินอย่างหนัก ด้วยภาระหนี้มหาศาล จากการที่เขากู้เงินมาซื้อหุ้นจากน้องชาย
ถึงอย่างนั้น คุณ Lee Man Tat ก็ยังไม่ย่อท้อ และบริหารธุรกิจของ Lee Kum Kee ให้เติบโตต่อไป
เช่นเดียวกันกับลูก ๆ ของเขาที่เริ่มจะเติบใหญ่ พร้อมกลายเป็นทายาทรุ่นที่ 4 ของธุรกิจต่อไปในอนาคต
ในปี ค.ศ. 1992 ลูกชายคนสุดท้องอย่างคุณ Sammy Lee ได้ชักชวนให้คุณพ่อขยายไปทำธุรกิจขายสมุนไพรจีน โดยมีเขาเป็นผู้ดูแล
แต่ผ่านไป 7 ปี ธุรกิจนี้กลับไม่เคยทำกำไรเลย จนคุณ Lee Man Tat ตัดสินใจจะตัดขาดทุนด้วยการขายธุรกิจนี้ทิ้งไป
แต่ลูกชายของเขาที่ค้านการตัดสินใจอย่างหัวชนฝา เพราะมองว่าธุรกิจยังมีอนาคตอยู่ ก็ทิ้งท้ายการเจรจาอันดุเดือด ด้วยประโยคเสียดแทงใจผู้เป็นพ่อว่า
“ผมจะขายหุ้นธุรกิจซอสส่วนของตัวเองทิ้งให้หมด แล้วเอาบริษัทนี้ออกไปทำเอง”
คุณ Lee Man Tat ผู้เคยต้องสะบั้นความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวมาแล้วถึง 2 ครั้ง ย่อมไม่อยากเสียใครไปอีกแล้ว ยิ่งครั้งนี้คู่กรณีของเขาคือ ลูกชายผู้สืบสายเลือดของตัวเองโดยตรง
สุดท้ายเขาทั้ง 2 คนจึงปรับความเข้าใจ โดยคุณ Lee Man Tat จะยอมให้คุณ Sammy Lee ทำธุรกิจนี้ต่อไปอีก 5 ปี ถ้ายังไม่มีกำไร จึงค่อยขายทิ้ง
เหตุการณ์นี้ได้ทำให้ทั้งพ่อและลูก เข้าใจตรงกันว่า ธุรกิจครอบครัวจะเดินต่อไปได้ ทุกคนต้องเข้าใจและคิดถึงครอบครัวก่อนตนเองเสมอ
ซึ่งถอดคำได้ออกมาเป็นภาษาจีนสั้น ๆ ว่า 思利及人 (อ่านว่า ซือลี่จี๋เหริน) อันกลายเป็นรากฐานสำคัญของธรรมนูญครอบครัว ที่คุณ Lee Man Tat และลูก ๆ ร่วมกันร่างขึ้นมา ในปี ค.ศ. 2002
เพื่อแยกธุรกิจออกจากครอบครัวให้ชัดเจน ด้วยการใช้ “สภาครอบครัว” ดูแลผลประโยชน์และความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว ส่วน “บอร์ดบริหาร” ก็ใช้ดูแลธุรกิจ
คนที่จะได้ถือหุ้นก็คือคนที่มีสิทธิ์ทางสายเลือดโดยตรงของคุณ Lee Man Tat และลูกเท่านั้น แม้กระทั่งลูกสาว ที่ปกติมักจะไม่ได้หุ้น พร้อมกับไม่มีการจ้างเขยและสะใภ้เข้ามายุ่งวุ่นวายในกิจการ
3
โดยเหล่าสมาชิกครอบครัวผู้เป็นกรรมการบริษัทด้วย จะต้องทำตามกฎเหล็กสุดแปลก 3 ข้อ ที่คุณ Lee Man Tat ใส่เอาไว้ นั่นก็คือ “ไม่แต่งงานช้า ไม่หย่า ไม่มีเมียน้อย”
2
เพราะกฎเหล็กเหล่านี้ นอกจากจะเป็นการรักษาภาพลักษณ์ของวงศ์ตระกูลแล้ว การทำแบบนี้ยังช่วยรักษาความเป็นเจ้าของธุรกิจให้ยังอยู่กับคนในครอบครัวด้วย
- ไม่แต่งงานช้า จะได้มีลูกไว้สืบทอดกิจการต่อไป ถ้ายิ่งแต่งงานตอนอายุมากขึ้นเท่าไร ก็จะยิ่งมีลูกยากขึ้น
1
- ไม่หย่า หุ้นของบริษัทที่มีอยู่จะได้ไม่ตกไปอยู่ในมือคนนอก ผ่านการแบ่งสินทรัพย์ตอนหย่าร้าง
2
- ไม่มีเมียน้อย ป้องกันการฟ้องร้องวุ่นวาย โดยเฉพาะลูกนอกสมรส ที่เสี่ยงจะทำให้หุ้นของบริษัทรั่วไหลไปอยู่ในมือคนนอกเช่นกัน ถ้ามีการทำพินัยกรรม หรือรับรองบุตรไว้
3
ซึ่งถ้าใครทำตามกฎเหล็กทั้ง 3 ข้อนี้ไม่ได้ ก็จะถูกไล่ออกจากการเป็นกรรมการบริษัท และหุ้นที่ถืออยู่ก็จะได้รับแค่เงินปันผล แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงในการบริหารธุรกิจครอบครัวอีกต่อไป
3
และจากข้อมูลล่าสุดที่มี ตอนนี้ก็ยังไม่มีสมาชิกครอบครัวคนไหน ทำการแหกกฎนี้เลยแม้แต่คนเดียว
1
นอกจากนี้ทายาทคนไหน อยากจะกลับเข้ามาทำงานในกงสีของบ้าน ต้องออกไปทำงานกับบริษัทอื่น อย่างน้อย 3 ถึง 5 ปี และต้องยื่นใบสมัครเข้ามาแบบคนทั่วไป
3
แม้คุณ Lee Man Tat จะเสียชีวิตในปี ค.ศ. 2021 แต่อาณาจักรของ Lee Kum Kee ก็ยังคงเติบโตอย่างมั่นคง
แถมไม่ได้หยุดแค่ธุรกิจซอส และธุรกิจขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรของคุณ Sammy Lee ที่ตอนนี้ทำกำไรอย่างงดงามแล้วเท่านั้น แต่ยังขยายไปถึงธุรกิจอสังหาฯ
รวมถึงการตั้งกองทุน Venture Capital สำหรับลงทุนในธุรกิจสตาร์ตอัปทั่วโลก ชื่อว่า Happiness Capital เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของ “แผนส่งต่อกิจการ 1,000 ปี”
โดยกำไรจากธุรกิจทั้งหมดของอาณาจักร Lee Kum Kee จะถูกแบ่งคืนให้กับธุรกิจต่าง ๆ ไปลงทุนตามนี้
- 70% ให้ลงทุนธุรกิจหลัก นั่นก็คือ ธุรกิจซอส
- 20% ให้ลงทุนธุรกิจสร้างการเติบโต
- 10% ให้ลงทุนธุรกิจใหม่ ผ่าน Happiness Capital
ซึ่งกองทุน Happiness Capital นี้เอง ก็เป็นพื้นที่ให้ทายาทรุ่นที่ 5 และรุ่นที่ 6 ได้ลับคมความสามารถในการบริหารธุรกิจ เพื่อเป็นกำลังหลักในอนาคตต่อไป
จากเรื่องนี้เอง คำพูดที่ว่า “พ่อสร้าง ลูกใช้ หลานทำพัง” อาจจะไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในธุรกิจครอบครัวเสมอไป
2
ถ้ามีเครื่องมือที่ใช้จัดแจงผลประโยชน์ของครอบครัวไว้ เป็นลายลักษณ์อักษรอย่าง ธรรมนูญครอบครัว
1
แต่อีกสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การพยายามทำความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างคนในครอบครัว
เพราะความสัมพันธ์ที่ได้พังทลายลงไป เงินแค่ไหนก็ไม่เพียงพอที่จะซื้อคืน
เหมือนกับที่คุณ Lee Man Tat ผู้ล่วงลับ ได้เรียนรู้ผ่านบทเรียนอันแสนเจ็บปวด จากการแตกหักกับเหล่าคุณอาและน้องชาย
จนกลายเป็น ข้อตกลงและกฎเหล็กมากมาย เพื่อพยายามรักษาทั้งความมั่งคั่งและความสัมพันธ์ของคนในตระกูล Lee ให้ยั่งยืนต่อไป
ไม่ว่าในอนาคตอีก 1,000 ปีต่อไป จะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม..
#วางแผนการเงิน
#หลักวางแผนการเงิน
#ธุรกิจครอบครัว
โฆษณา