Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
วินทร์ เลียววาริณ
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
12 ก.พ. เวลา 00:00 • หนังสือ
เมื่อนักเขียนคนหนึ่งหายไป
บทความโดยพี่เรืองเดช จันทรคีรี บรรณาธิการและผู้ผลิตหนังสือมาหลายสิบปี อ่านบทความก่อน ผมค่อยเสริมตอนท้าย
ทำไมสำนักพิมพ์ขนาดเล็กจึงรอดยาก
ตั้งง่าย ตายง่าย ในโครงสร้างอุตสาหกรรมหนังสือไทย
ผม (เรืองเดช จันทรคีรี) เคยให้ความเห็นหลายครั้งว่า ผู้ประกอบการสำนักพิมพ์เล็กในประเทศไทยต้องเผชิญกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายประการ ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิต ความสามารถในการตั้งราคาหน้าปก และท้ายที่สุดคือความอยู่รอดในระยะยาว
ปัญหาเหล่านี้มิได้เกิดจาก "ความไม่เก่ง" หรือ "การบริหารผิดพลาดเฉพาะราย" หากแต่เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของอุตสาหกรรมหนังสือไทยที่เอื้อต่อผู้เล่นรายใหญ่ และผลักผู้เล่นรายเล็กให้อยู่ในภาวะเปราะบางตั้งแต่ต้นน้ำ
1. พิมพ์น้อย ต้นทุนต่อหน่วยสูง: กับดักของปริมาณการผลิต
ปัจจัยที่มีผลต่อต้นทุนการผลิตหนังสือต่อหน่วยมากที่สุดคือ "ปริมาณการพิมพ์" ต้นทุนหลายรายการในกระบวนการผลิตเป็นต้นทุนคงที่ เช่น ค่าออกแบบปก ค่าจัดหน้า ค่าเพลท ค่าบรรณาธิการ ซึ่งไม่เพิ่มขึ้นตามจำนวนเล่ม แต่จะถูกเฉลี่ยลงตามปริมาณการพิมพ์
สำนักพิมพ์ขนาดกลางและขนาดใหญ่ซึ่งสามารถพิมพ์ในปริมาณมาก จึงมีต้นทุนต่อหน่วยต่ำกว่าโดยธรรมชาติ
ในทางตรงกันข้าม สำนักพิมพ์ขนาดเล็กซึ่งพิมพ์จำนวนน้อย ต้นทุนคงที่เหล่านี้จะถูกเฉลี่ยต่อเล่มในอัตราที่สูงกว่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตัวอย่างเช่น ค่าออกแบบปก 8,000 บาท หากพิมพ์ 1,000 เล่ม ต้นทุนค่าออกแบบปกอยู่ที่ 8 บาทต่อเล่ม แต่หากพิมพ์ 2,000 เล่ม ต้นทุนจะลดลงเหลือ 4 บาทต่อเล่มทันที
แม้แต่ต้นทุนผันแปรบางประเภท เช่น ค่าลิขสิทธิ์ ซึ่งโดยทั่วไปคิดเป็นร้อยละของราคาปก ก็ยังมีลักษณะกึ่งคงที่ในทางปฏิบัติ เพราะสำนักพิมพ์ที่มีปริมาณการผลิตสูงย่อมมีอำนาจต่อรองมากกว่า สามารถเจรจาอัตราที่ต่ำลงได้ ในขณะที่สำนักพิมพ์ขนาดเล็กแทบไม่มีพื้นที่ต่อรองเลย
2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม: ภาระที่ซ่อนอยู่ในต้นทุน
แม้รัฐจะกำหนดให้หนังสือเป็นสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% เพื่อให้ราคาหน้าปกไม่สูงเกินไป แต่ในทางปฏิบัติ สำนักพิมพ์ยังคงต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มในทุกขั้นตอนของต้นทุนการผลิต ไม่ว่าจะเป็นค่าพิมพ์ ค่าออกแบบ ค่ากระดาษ หรือค่าบริการอื่นๆ โดยไม่สามารถนำภาษีเหล่านี้ไปเครดิตคืนได้
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ อุตสาหกรรมหนังสืออยู่ในสภาวะ "มีภาษีขาเข้า แต่ไม่มีภาษีขาออก" ภาระภาษีดังกล่าวจึงถูกดูดซับเข้าไปในต้นทุน และสุดท้ายย่อมสะท้อนกลับมาในราคาหน้าปกไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
สำหรับสำนักพิมพ์ขนาดเล็กที่ไม่สามารถสั่งซื้อปัจจัยการผลิตในปริมาณมากเพื่อเฉลี่ยภาระภาษีให้ต่ำลงได้ ภาระภาษีต่อหน่วยจึงสูงกว่าสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่โดยเปรียบเทียบ
นี่ไม่ใช่ปัญหาการจัดการ แต่เป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง
3. Backlist ยังไม่ทันออกดอก
ในทางทฤษฎี หนังสือที่สามารถพิมพ์ขายซ้ำได้ต่อเนื่อง หรือที่เรียกว่า Backlist คือหัวใจสำคัญของความมั่นคงทางการเงินของสำนักพิมพ์ เพราะช่วยลดต้นทุนต่อหน่วยลงอย่างต่อเนื่อง และสร้างรายได้ระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ความคุ้มค่าของ Backlist จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสำนักพิมพ์มีอายุการดำเนินกิจการยาวพอ และมีทุนหมุนเวียนเพียงพอที่จะรอผลตอบแทนในระยะยาว
สำนักพิมพ์ขนาดกลางและขนาดใหญ่ซึ่งมีสายป่านยาวย่อมได้เปรียบในจุดนี้
ในขณะที่สำนักพิมพ์ขนาดเล็กจำนวนมากไม่สามารถอยู่รอดได้นานพอให้ Backlist ทำงาน หนังสือจึงยังไม่ทันกลายเป็นสินทรัพย์ ก็ต้องกลายเป็นภาระต้นทุนไปเสียก่อน
4. สวมหมวกได้ใบเดียว กับต้นทุนที่สูงกว่าเสมอ
สำนักพิมพ์ขนาดใหญ่จำนวนไม่น้อยสามารถลดต้นทุนและเพิ่มสภาพคล่องได้ด้วยการดำเนินกิจการแบบครบวงจร คือเป็นทั้งผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และร้านหนังสือในเวลาเดียวกัน
เมื่อรายได้จากการขายเกิดขึ้นในเครือเดียวกัน เงินสดจึงสามารถหมุนกลับมาใช้ผลิตหนังสือล็อตถัดไปได้ทันที
ตรงกันข้าม สำนักพิมพ์ขนาดเล็กส่วนใหญ่สวมหมวกได้เพียงใบเดียวในฐานะผู้ผลิต จำเป็นต้องพึ่งพาสายส่งและร้านหนังสือ ซึ่งมักหักส่วนแบ่งจากราคาปกในอัตรา 40–45% ภาระดังกล่าวทำให้สำนักพิมพ์ต้องตั้งราคาปกสูงขึ้นเพื่อให้โครงสร้างต้นทุนไม่ติดลบ
ยิ่งไปกว่านั้น รายได้จากการขายหนังสือยังไม่ได้ไหลกลับมาทันที แต่ต้องรอรอบบัญชีของร้านหนังสือและสายส่ง ซึ่งอาจใช้เวลาหนึ่งเดือนหรือมากกว่า ปัญหาสภาพคล่องจึงกลายเป็นแรงกดดันซ้ำซ้อน โดยเฉพาะกับสำนักพิมพ์ที่มีทุนจำกัด
บทสรุป: ไม่ใช่ตั้งง่ายเพราะใครก็ทำได้ แต่ตายง่ายเพราะโครงสร้างไม่รอใคร
สำนักพิมพ์ขนาดเล็กในไทยไม่ได้ล้มเหลวเพราะขาดอุดมการณ์หรือความสามารถ
หากแต่ดำเนินกิจการอยู่ในโครงสร้างที่ต้นทุนสูง อำนาจต่อรองต่ำ สภาพคล่องตึงตัว และต้องแบกรับค่าโสหุ้ยที่มักถูกมองไม่เห็น
เมื่อไม่เข้าใจหรือไม่นำค่าโสหุ้ยมาใส่ในโครงสร้างราคา การคำนวณจุดคุ้มทุนย่อมคลาดเคลื่อน และความอยู่รอดก็กลายเป็นเพียงภาพลวงตา
สำนักพิมพ์ขนาดเล็กจึง "ตั้งง่าย" เพราะใครก็เริ่มได้ แต่ "ตายง่าย" เพราะโครงสร้างไม่เปิดโอกาสให้ลองผิดลองถูกได้นานพอ
หากอุตสาหกรรมหนังสือไทยจะพูดถึงความยั่งยืนอย่างจริงจัง คำถามจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ว่า ใครทำไม่ดีพอ แต่ควรถามต่อว่าโครงสร้างแบบใดที่ทำให้คนตัวเล็กมีโอกาสรอดได้จริง
หมายเหตุ วินทร์ เลียววาริณ :
บทความของพี่เรืองเดชพูดถึงต้นทุนการผลิต ซึ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่อีกจุดหนึ่งที่ไม่ได้พูดถึงและส่งผลต่อวงการหนังสือ คือพฤติกรรมการอ่านและซื้อที่ลดลง ทำให้ราคาหนังสือสูงขึ้นมหาศาล
ช่วงสองปีนี้ผมเปิดการขายแบบ pre-order ทำมาหลายรอบ เพราะเป็นทางรอดที่เหลืออยู่ แต่ดูจากตัวเลขหลายรอบที่ผ่านมายังต่ำอยู่ คาดว่าคงอยู่ได้อีกไม่นาน เพราะเมื่อยอดสั่งซื้อต่ำ ราคาก็ยิ่งสูง ราคายิ่งสูง ยอดซื้อก็ยิ่งต่ำ เป็นวงจรอ่อนใจ
สำหรับงานของผม คนที่ไม่มีงบ สามารถอ่านจากห้องสมุดได้ฟรี (เรายังพยายามเข็นโครงการเติมหัวใจใส่ห้องสมุดไปจนกว่าจะหมดเงิน) ถ้ามีงบ ก็ควรอุดหนุนบ้าง เพราะนักเขียนแบกได้ถึงจุดจุดหนึ่งเท่านั้น
อีกประการ เมื่อตัวเลขสั่งซื้อสูงขึ้น ราคาก็จะลงมาเอง
เพจนี้ไม่เก็บเงินสมาชิก ให้อ่านงานจากหนังสือที่ตีพิมพ์ฟรีมาตลอด คัดสรรงานที่มีสาระมาให้เสพ ลงรูปประกอบที่จ่ายเงินมา ต้องอ่านข้อมูล ต้องรีเสิร์ช ต้องแปลมาให้อ่าน แต่หากนักอ่านยังอยากอ่านอยู่ ก็ต้องช่วยให้นักเขียนอยู่รอด ไม่งั้นก็ต้องเลิก
นี่ไม่ได้ขู่ ไม่ได้ขอร้อง ไม่ได้น้อยใจ แค่บอกความจริงว่าตลาดหนังสือมาถึงจุดนี้แล้ว จะได้ไม่แปลกใจเมื่อนักเขียนคนนี้หายไป
3 บันทึก
15
2
3
15
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย