12 ก.พ. เวลา 01:14 • การเมือง

เปิดประวัติ อภิชาติ ดำดี สว.และนักพูดฝีปากกล้าขวัญใจชาวบ้าน

อภิชาติ ดำดี เกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2503 ที่จังหวัดกระบี่ เป็นบุตรคนที่ 4 ของอาจารย์ดวลและอาจารย์วรรโณ ดำดี ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 8 คน จากครอบครัวที่บิดาและมารดารับราชการครู
สำเร็จการศึกษาระดับชั้นประถมที่โรงเรียนอิศรานุสรณ์และโรงเรียนโภคาพาณิชย์นุกูลที่จังหวัดกระบี่ จากนั้นเข้ามาศึกษาต่อระดับมัธยมที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2516 จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ระดับปริญญาโทด้านการจัดการภาครัฐและภาคเอกชนจากคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(NIDA) ด้วยผลการเรียนขั้นเกียรตินิยม และระดับปริญญาเอกด้านการพัฒนาและการปฏิรูปองค์การ จากมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ซีบู ประเทศฟิลิปปินส์
นอกจากนั้นยังได้รับประกาศนียบัตรชั้นสูงจากหลักสูตรการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยสำหรับนักบริหารระดับสูง สถาบันพระปกเกล้าพร้อมรางวัลโล่พระราชทาน“เอกสารวิชาการส่วนบุคคลดีเด่น” เรื่อง“หลักพระพุทธศาสนากับการส่งเสริมวิถีชีวิตประชาธิปไตย"
ช่วงสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เคยได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนเยาวชนประเทศไทยเข้าร่วมโครงการ เรือเยาวชนเอเชียอาคเนย์(The Ship for Southeast Asian Youth Program) การเข้าร่วมโครงการระดับนานาชาติครั้งนี้ทำให้มีมุมมองที่เข้าถึงความเป็นไทย
อภิชาติมีชื่อเสียง จากการเป็นนักพูดระดับแนวหน้าของเมืองไทย ตั้งแต่เป็นนักศึกษา ด้วยบุคลิกที่มีอารมณ์ขัน เป็นกันเอง มีวิธีการสื่อสารที่สนุกสนาน เข้าใจง่ายและเข้าถึงชาวบ้าน ทำให้การพูด การบรรยายมีเสน่ห์ชวนติดตาม เอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นคือการผสมผสานทักษะทางภาษา,ศิลปวัฒธรรมและภูมิปัญญาไทยเข้ากับการนำเสนออย่างกลมกลืน
ความเป็นนักพูดขวัญใจชาวบ้านนั้นประจักษ์ได้จากการที่ผู้ชมรายการโทรทัศน์ได้ร่วมกันลงคะแนนให้เป็นนักพูดยอดนิยม ได้รับรางวัลเข็มกลัดทองคำฝังเพชร “นักพูดดีเด่น” จากรายการ“ทีวี-วาที 9 ใหม่” ทีมีกรรณิกา ธรรมเกษร เป็นผู้ผลิตรายการ และอีกผลงานที่สร้างชื่อ ก็คือ การเป็นพิธีกรรายการ ผู้ใหญ่บ้านดำดี ทางช่อง 9 MCOT HD รวมทั้งการเป็นนักจัดรายการวิทยุและงานเขียนหนังสือ
อภิชาติเริ่มต้นทำงานการเมือง โดยได้รับการคัดสรรจากพรรคประชาธิปัตย์ให้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.) ในเขตกรุงเทพมหานคร ในการเลือกตั้งทั่วไป ปี 2529 และการเลือกตั้งซ่อม ปี 2530 แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
ต่อมาเมื่อปี 2549 ได้ตัดสินใจกลับมาทำงานการเมืองอีกวาระหนึ่ง โดยรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา(สว.) ที่จังหวัดกระบี่บ้านเกิดและครั้งนี้ก็ได้รับเลือกตั้ง แต่ยังไม่ทันได้ปฏิบัติหน้าที่ ก็เกิดการรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 แต่ต่อมาได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ 18 การทำหน้าที่สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ เขาได้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญฉบับ 2550
ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดกระบี่ ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา จำนวน 58 คน เมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2557 เข้าปฏิญาณตนปฏิบัติหน้าที่สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดกระบี่ เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม ปีเดียวกัน และได้ทำหน้าที่โฆษกคณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ปปช. ตั้งแต่วันแรกของการเข้าทำงาน ต่อมาในวันที่ 9 พฤษภาคม วุฒิสภาได้มีการประชุมเพื่อลงมติเลือกประธานและรองประธานคนที่ 2
เป็นหนึ่งในแกนนำสมาชิกวุฒิสภาจากภาคใต้ที่ช่วยกันสนับสนุนเลือก สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ในขณะนั้นให้เป็นประธานวุฒิสภา และสนับสนุนให้ พีระศักดิ์ พอจิต สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นรองประธานวุฒิสภาคนที่ 2
โฆษณา