Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ลงทุนแมน
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
เมื่อวาน เวลา 10:12 • หุ้น & เศรษฐกิจ
รู้จัก Jiban “ระบบบ้านใหญ่” สไตล์ญี่ปุ่น ที่สร้างความเจริญให้ท้องถิ่น
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประเทศญี่ปุ่น ก็มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไป
โดยฝั่งประเทศญี่ปุ่น มีพรรคที่ชนะก็คือ พรรค LDP หรือพรรคเสรีประชาธิปไตย ที่นำโดย ซานาเอะ ทากาอิจิ ที่สามารถเอาชนะแบบแลนด์สไลด์ โดยสามารถครองเสียงข้างมากในสภามากกว่า 2 ใน 3
ซึ่งแน่นอนว่า สิ่งที่ผลักดันให้พรรค LDP ของซานาเอะ ทากาอิจิ ได้รับชัยชนะในครั้งนี้
ก็คือระบบ Jiban หรือเป็นระบบที่สมาชิกในพรรค เป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ และนำงบมาพัฒนาพื้นที่ให้เจริญเทียบเท่ากับเมืองหลวง
แล้วระบบ Jiban หรือกลุ่ม “บ้านใหญ่” ผู้มีอิทธิพลในแบบญี่ปุ่น นั้นเป็นอย่างไร
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
1
ก็ต้องบอกว่า ญี่ปุ่น มีพรรคการเมืองพรรคหนึ่งที่เก่าแก่ของประเทศ นั่นก็คือ พรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP)
ซึ่งพรรคนี้ ถือเป็นพรรคอันดับ 1 ที่มีอิทธิพลอย่างมาก ตั้งแต่ช่วงที่ญี่ปุ่นสร้างชาติหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
โดย LDP เป็นแกนนำหลักในการจัดตั้งรัฐบาล และบริหารประเทศญี่ปุ่นมานานเกือบทุกสมัย
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน พรรค LDP เปรียบเสมือนเป็นพรรคที่หลอมรวมระบบบ้านใหญ่ เข้ากับโครงสร้างของรัฐได้อย่างแนบเนียน
โดยระบบบ้านใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็คือกลุ่มตระกูล สส. และนักการเมืองท้องถิ่น ของแต่ละพื้นที่ หรือแต่ละเขตในญี่ปุ่น ก็จะมีรูปแบบการทำงาน คล้ายกันกับ สส. ของประเทศไทย นั่นก็คือ
- จะเป็นผู้ดีลงบประมาณ ที่มาจากส่วนกลาง เข้ามาพัฒนาพื้นที่ต่างจังหวัด
- จะปรากฏตัวในงานเทศกาลของเมืองต่าง ๆ หรือที่เรียกว่า Matsuri
รวมถึงมาร่วมงานบุญ หรืองานศพ ของคนในพื้นที่ เพื่อแสดงถึงความเป็นกันเอง และมีการสนับสนุนเงินลงทุนเพื่อจัดพิธีกรรมสำคัญต่าง ๆ ด้วย
ซึ่งการที่ Jiban หรือก็คือ สส. และนักการเมืองท้องถิ่น เข้าไปฝังตัวกับชาวบ้านหรือคนในพื้นที่แบบนี้
ก็เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับปัญหาและความต้องการของชาวบ้าน
ถึงแม้ว่า สส. หรือนักการเมืองท้องถิ่น จะเข้าไปมีส่วนร่วมผูกพันกับชาวบ้าน แต่สิ่งที่พวกเขาจะต้องปฏิบัติภายใต้กฎกติกาเดียวกันก็คือ การห้ามแจกซอง หรือแจกเงิน ให้กับชาวบ้านเพื่อซื้อเสียง
เพราะการทำแบบนี้ตามธรรมเนียมของญี่ปุ่น ก็เหมือนเป็นการดูถูกดูหมิ่น
และลดทอนคุณค่าของคนในพื้นที่
คล้าย ๆ กับการให้ทิปกับพนักงานในร้านอาหารของญี่ปุ่น ซึ่งชาวญี่ปุ่นถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ
นอกจากการแจกเงินซื้อเสียง จะเป็นสิ่งที่ผิดในเชิงวัฒนธรรมญี่ปุ่นแล้ว
ในทางกฎหมายเอง การแจกเงินซื้อเสียง ถือเป็นจุดจบทางการเมืองที่รุนแรงและเด็ดขาดด้วย
โดยญี่ปุ่น มีกฎหมายเลือกตั้งที่มีบทลงโทษรุนแรง อย่างกฎหมาย Koshoku Senkyo Ho ซึ่งเป็นกฎหมายปราบโกงฉบับหลัก ที่นักการเมืองญี่ปุ่นกลัวมากที่สุด
กฎหมายนี้จะห้ามแจกเงิน หรือการให้ผลประโยชน์ทางวัตถุใด ๆ แก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตของตัวเอง แม้แต่ในงานพิธี
ถ้าถูกจับได้ว่ามีการแจกเงินซื้อเสียง สส. นักการเมืองท้องถิ่น และผู้ที่เกี่ยวข้องก็จะผิดทันที
และถูกแบนจากการลงสมัครเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี
ซึ่งในบริบทของท้องถิ่นประเทศญี่ปุ่น การหายไป 5 ปี ก็เท่ากับเสียฐานเสียงบ้านใหญ่ให้คนอื่นไปถาวร
ถึงแม้ว่าการแจกเงิน จะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องทั้งในเชิงวัฒนธรรม แถมยังมีบทลงโทษทางกฎหมายที่รุนแรงในญี่ปุ่น
แต่ในมุมของนักการเมือง หรือ สส. ที่มาจากบ้านใหญ่แล้ว
ถ้าไม่สามารถแจกเงินได้ ก็จะใช้วิธีการ “แจกอนาคต” แทน
โดยท้องถิ่นญี่ปุ่น จะมีระบบที่เรียกว่า Doken Kokka หรือการเปลี่ยนงบประมาณรัฐ ให้กลายเป็นรายได้ของท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ
ด้วยวิธีการดีลโครงการเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ เพื่อดึงเม็ดเงินให้เข้ามาลงทุนในพื้นที่ให้มากที่สุด
อย่างเช่น การสร้างทางด่วน ทำระบบขนส่งสาธารณะ การปรับปรุงทางเดินเท้า สวนสาธารณะ สถานีรถไฟ ไปจนถึงการผลักดันให้มีการสร้างเส้นทางรถไฟชิงกันเซ็ง
ซึ่งการดึงเม็ดเงินเข้ามา ก็เพื่อสร้างอนาคตที่ Win-Win กับชาวบ้าน คือมีเม็ดเงินจากส่วนกลางไหลไปหาพื้นที่ จนสามารถดึงผู้คนให้เข้ามาอยู่อาศัย หรือดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเที่ยวในพื้นที่
และชาวบ้านก็จะได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว ที่มีมูลค่ามากกว่าตัวเงิน
นอกจากนี้ในวัฒนธรรมท้องถิ่นญี่ปุ่น จะมีสิ่งที่เรียกว่า Kyodo-ai หรือ คิโยโด-ไอ หรือเป็นความรักและความผูกพันในถิ่นฐานบ้านเกิด
ซึ่ง DNA นี้ของคนในพื้นที่ ก็ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบการเมืองท้องถิ่น
จากสิ่งที่เรียกว่า Kyodo-ai ทำให้ชาวบ้านรักและหวงแหนเมืองของตัวเอง
จนกลายเป็นหูเป็นตา ที่ทรงพลังที่สุด ที่จะผลักดันให้ สส.เขต ที่ได้รับเลือก รวมถึงนักการเมืองท้องถิ่น อย่างผู้ว่าราชการจังหวัด และนายกเทศมนตรี
ให้ขยันทำงานเพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนในพื้นที่ เช่น การปรับปรุงให้บ้านเมืองสะอาด ปลอดภัย และคนพื้นที่ มีคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีที่สุด
ซึ่งความรักในบ้านเกิดนี้ ไม่ได้หยุดอยู่แค่การรักษามาตรฐานภายในเมืองของตัวเองเท่านั้น
แต่ยังแผ่ขยายไปถึงการแข่งกันสร้าง “ความโดดเด่น” เฉพาะด้าน เพื่อไม่ให้เมืองที่อาศัยอยู่เอง น้อยหน้าไปกว่าเมืองอื่น ๆ ในประเทศ ยกตัวอย่างเช่น
- แข่งกันสร้าง KPI ของเมืองด้วยการประกวด
โดยเมืองต่าง ๆ ของญี่ปุ่น มีการจัดประกวด หรือแข่งขันกันในเรื่องต่าง ๆ มากมาย
จากหน่วยงานที่เป็นองค์กรอิสระ หรือสมาคมต่าง ๆ เช่น
งานประกวดเมืองที่มี Skyline ยามค่ำคืน ที่สวยงามที่สุด โดยเมืองที่ได้แชมป์บ่อย ๆ ก็คือ
เมืองนางาซากิ เมืองซัปโปโร และเมืองคิตาคีวชู
การประกวดเมืองที่มีทัศนียภาพสวยที่สุด โดยเมืองที่ได้แชมป์ในด้านนี้บ่อย ๆ ก็คือเมืองรอง อย่างเมืองโทยามะ และเมืองคานาซาวะ
การประกวดเมืองที่น่าอยู่ที่สุด โดยเมืองโยโกฮามา ก็มักจะติดอันดับต้น ๆ จากการวางผังเมืองที่โดดเด่น และทุกคนสามารถเดินเล่นภายในเมือง ได้อย่างสะดวกสบายและปลอดภัย
นอกจากนี้ หลาย ๆ เมืองท้องถิ่น ก็ยังได้ออกนโยบายแข่งกัน เพื่อแย่งเม็ดเงินเข้าเมือง แย่งภาษี ไปจนถึงแย่งคนให้ย้ายเข้าไปอยู่
- แย่งเม็ดเงินจากการท่องเที่ยว ผ่านโครงการ One Village, One Product หรือ OVOP เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อเสียง และดึงดูดเม็ดเงินจากการท่องเที่ยว
- แย่งภาษี เพื่อมาพัฒนาเมือง ผ่านโครงการ Furusato Nozei หรือระบบภาษีบ้านเกิด
ซึ่งโครงการนี้ จะให้คนเมืองสามารถเลือกโอนภาษีบางส่วน ไปให้ท้องถิ่นที่ตัวเองรักได้ เพื่อแลกกับของขวัญตอบแทนจากเมืองนั้น ๆ
โดยระบบนี้ ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นต้องเร่งพัฒนาเมือง และสินค้าชุมชนให้มีคุณภาพสูงสุด เพื่อจูงใจให้คนจากทั่วประเทศ ส่งเงินภาษีกลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตน
- แย่งชิงประชากร ผ่านสวัสดิการของท้องถิ่น ในภาวะที่ญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เมืองแต่ละเมืองจึงต้องแข่งกันออกนโยบายเพื่อดึงดูด “คนรุ่นใหม่” ให้กลับไปสร้างครอบครัวในบ้านเกิด
เราจึงเห็นรัฐบาลท้องถิ่นแข่งกันลดค่าเทอมโรงเรียนอนุบาล แจกเงินขวัญถุงเด็กแรกเกิด หรือแม้แต่การพัฒนาพื้นที่ส่วนกลาง ให้สะอาดและปลอดภัยมากกว่าเมืองหลวง
ดังนั้น เราจึงเห็นว่าการเมืองท้องถิ่นที่มี สส. หรือนักการเมืองท้องถิ่น เป็นตัวตั้งตัวตี
ต่างก็ยึดโยงกับคนในพื้นที่ ที่มีความรักและความผูกพันกับท้องถิ่น หรือเมืองบ้านเกิดของตัวเอง
และอยากพัฒนาท้องถิ่นของตัวเองให้ดี และน่าอยู่มากขึ้น
เพราะหาก สส. หรือนักการเมืองท้องถิ่น ที่ถึงแม้ว่าจะมีสังกัดอยู่ในพรรคใหญ่ระดับชาติ แต่ถ้าไม่สามารถทำตาม KPI หรือความคาดหวังของคนในพื้นที่ได้
สส. หรือนักการเมืองท้องถิ่นคนนั้น ก็จะไม่ได้รับเลือกจากประชาชน ให้มาดูแลเมืองหรือจังหวัดนั้น ๆ อีก
อีกหนึ่งข้อที่ทำให้เมืองหรือจังหวัดต่าง ๆ ของญี่ปุ่นมีความเจริญพอ ๆ กับเมืองหลวง ก็คือระบบที่คอยตรวจสอบมาตรฐานการก่อสร้าง และตรวจสอบการทุจริต ผ่านกฎหมายที่ถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็น
กฎหมายการก่อสร้าง ที่ไม่สามารถลดสเป็กงานได้
คือถ้ามีโครงการจะสร้างถนน สะพาน สนามกีฬา ศูนย์การแพทย์ หรือพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ในท้องถิ่น โครงการเหล่านี้แม้จะใช้งบประมาณก่อสร้างที่สูง
แต่กฎหมายการก่อสร้างของประเทศญี่ปุ่น จะไม่สามารถให้ลดสเป็กวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างได้แม้แต่นิดเดียว
โดยการก่อสร้างโครงการต่าง ๆ ของรัฐ จะต้องอ้างอิงไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น หรือ JIS
ซึ่งวัสดุทุกชิ้นจะต้องมีเครื่องหมาย JIS ก่อนถึงจะสามารถนำไปก่อสร้างได้
และสำหรับโครงสร้างพื้นฐานแต่ละประเภท ก็จะมีมาตรฐานเฉพาะทาง ที่ออกโดยหน่วยงานส่วนกลาง ที่กำกับดูแลอย่างเคร่งครัด ยกตัวอย่างเช่น
ถนนและสะพาน ก็จะอ้างอิงจากมาตรฐานการก่อสร้าง จากกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น
ซึ่งหน่วยงานของกระทรวงนี้ จะคอยกำหนดความหนาของชั้นดิน การบดอัด และเกรดของคอนกรีต ที่ต้องทนต่อแรงแผ่นดินไหวขั้นรุนแรง
ด้วยมาตรฐานการก่อสร้างนี้ ทำให้เมืองต่าง ๆ ในญี่ปุ่นโดยส่วนใหญ่ มีตึกอาคารที่แข็งแรง ปลอดภัยจากแผ่นดินไหว มีถนนและทางเท้าที่เรียบเนียน สะอาด และปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน
อีกหนึ่งกฎหมายที่น่าสนใจคือ กลไก “นกต่อ” หรือ “Leniency Program”
ที่ญี่ปุ่นเอาไว้ใช้ตรวจสอบการฮั้วประมูลของบริษัทรับเหมา โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทรับเหมาในท้องถิ่น
โดยวิธีการของกลไกนี้คือ สมมติว่ามีบริษัทผู้รับเหมา 3 เจ้า ประมูลงานแข่งกัน
หากมีการฮั้วประมูล ถ้ามีบริษัทหนึ่งเข้าไปสารภาพกับคณะกรรมการการค้า
ว่ามีการฮั้วประมูลกับหน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานท้องถิ่น ก่อนเป็นบริษัทแรก
บริษัทนั้น ก็จะได้รับการยกเว้นโทษปรับ และไม่ถูกแบนจากการประมูลงานครั้งต่อไปของรัฐ
โดยผลจากกลไกนี้ ทำให้บริษัทผู้รับเหมาทั้ง 3 เจ้าจะระแวงกันเอง และไม่กล้าจับมือกันโกง
นอกจากนี้ การก่อสร้างในญี่ปุ่น ยังมีระบบการตรวจสอบที่เรียกว่า Kouji Kansetsu
หรือก็คือ การตรวจสอบหน้างานอย่างเข้มงวด
Kouji Kansetsu เป็นระบบออดิตการก่อสร้าง ที่จะเป็นการตรวจเช็กทุกขั้นตอน โดยจะมีเจ้าหน้าที่จากส่วนกลาง หรือที่ปรึกษาอิสระ เข้ามาสุ่มตรวจสเป็กงานก่อสร้างต่าง ๆ ในหน้างานจริง
หากไม่ตรงตามแบบ หรือไม่ตรงตามมาตรฐานที่กำหนด
ก็จะต้องทุบทิ้งและให้สร้างใหม่ทันทีโดยไม่มีข้อยกเว้น..
และถ้าหากโครงการมีปัญหาในอนาคต เช่น ถนนพัง หรืออุโมงค์ถล่ม
นักการเมืองท้องถิ่น นายกเทศมนตรี หรือผู้ว่าราชการจังหวัด ที่อนุมัติงบประมาณและโครงการก่อสร้าง
ก็จะต้องถูกลงโทษทางกฎหมาย และหมดอนาคตในการทำงานการเมืองไปตลอดชีวิต
1
ตระกูลนักการเมือง จะถูกแบนจากประชาชน และบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้าง ก็จะถูกแบล็กลิสต์ทันที..
ทั้งหมดนี้ ก็เป็นโมเดลการเมืองในรูปแบบ Jiban หรือเป็น “บ้านใหญ่” ในแบบญี่ปุ่น ที่ถึงแม้ว่ากลุ่ม สส. หรือนักการเมืองท้องถิ่นเหล่านี้ จะมีความสัมพันธ์กับพรรคการเมืองใหญ่
แต่กลุ่มนักการเมืองเหล่านี้ ก็ได้ยึดโยงกับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งต้องการคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีพอ ๆ กับเมืองหลวงนั่นเอง..
เศรษฐกิจ
40 บันทึก
36
34
40
36
34
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย