15 ก.พ. เวลา 04:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

Vanguard Group บริษัทที่เปลี่ยนแปลง โลกการลงทุน ไปตลอดกาล

รู้หรือไม่ว่า Vanguard Group เป็นบริษัทแรกในโลก ที่คิดค้นกองทุนอิงดัชนีขึ้นมา
โดยกองทุนกองแรกนี้ มีการลงทุนอิงดัชนี S&P 500 ของสหรัฐอเมริกา ชื่อว่า Vanguard 500 Index Fund
ปัจจุบัน Vanguard มีทรัพย์สินทั้งหมดภายใต้การบริหารจัดการ เท่ากับ 12 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
คิดเป็นมูลค่ามากถึง 372 ล้านล้านบาท ซึ่งเกือบเท่ากับ GDP ของญี่ปุ่น อินเดีย และเยอรมนี รวมกันเลย..
นอกจากนั้น 6 ใน 10 ของกองทุน ที่มีทรัพย์สินใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา ยังเป็นของ Vanguard ด้วย
โดยตัวกองทุนที่ใหญ่ที่สุดก็คือ Vanguard S&P 500 ETF ซึ่งมีทรัพย์สินประมาณ 46 ล้านล้านบาท
แล้วทำไม Vanguard ถึงได้รับการขนานนาม ว่าเป็นผู้ที่เข้ามาเปลี่ยนโลกการลงทุนไปตลอดกาล ?
MONEY LAB จะย่อยเรื่องการเงิน การลงทุน ให้เข้าใจง่าย ๆ
ย้อนกลับไปในสมัยปี 1974 หรือราว 52 ปีก่อน ตลาดเงินทุนของประเทศสหรัฐอเมริกา
ได้เผชิญหน้ากับทั้งช่วงที่รุ่งเรือง และช่วงที่ตกต่ำ สลับกันไปมาอยู่โดยตลอด
โดยหนึ่งในธุรกิจที่เข้ามามีบทบาทต่อตลาดทุน ก็คือ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน
หรือที่เรียกว่า บลจ. เพราะพวกเขาดำเนินธุรกิจ จากการนำเงินของเราไปสร้างผลตอบแทน
หลัก ๆ แล้ว ก็คือการลงทุนในหุ้น โดยมีดัชนี Standard and Poor’s 500
หรือที่เรารู้จักกันว่าดัชนี S&P 500 เป็นตัวเปรียบเทียบผลงาน
ในขณะเดียวกัน บริษัทเหล่านี้ก็จะคิดค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการรายปี
หรือที่เรียกกันว่า Expense Ratio ในอัตราเฉลี่ยในสมัยนั้นราว 0.6% ต่อปี
สำหรับผู้จัดการกองทุน ส่วนใหญ่ก็จะมีเป้าหมายเพียงซื้อและขายหุ้น เพื่อเอาชนะผลตอบแทนตลาด
ในเวลาต่อมา เราเรียกกองทุนที่มีแนวทางการลงทุนแบบนี้ว่า Active Fund
ทีนี้ คำถามที่ตามมาเลยก็คือ กองทุนอิงดัชนี มันเกิดขึ้นเมื่อไร ?
สำหรับจุดเริ่มต้นของกองทุนอิงดัชนีกองแรกของโลกนั้น
ก็ได้รับแรงบันดาลใจ จากงานของนักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันคนแรก ที่ได้รับรางวัลโนเบล
โดยเขามีชื่อว่า “คุณ Paul Samuelson”
โดยคุณ Samuelson พบว่าเมื่อได้ศึกษาย้อนหลัง
ไปถึงผลตอบแทนของกองทุน ที่ต้องการเอาชนะตลาดแล้ว
พบว่ามีผู้จัดการกองทุนใน Wall Street เพียงแค่หยิบมือเดียว ที่สามารถสร้างผลตอบแทนเอาชนะดัชนี S&P 500 ได้
และเมื่อมาพิจารณาถึงค่าธรรมเนียมที่สูงแล้ว
นักลงทุนก็จะยิ่งได้รับผลตอบแทนที่น้อยลงเข้าไปอีก
ดังนั้นคุณ Samuelson จึงมีความคิดว่า นักลงทุนจะได้รับผลประโยชน์อย่างมาก
ถ้ามี บลจ. สักแห่งหนึ่งที่ทำกองทุน โดยลงทุนเลียนแบบดัชนี S&P 500 และเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการ ในอัตราที่ต่ำลง และนั่นจะทำให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีที่สุด
จุดนี้เองที่ทำให้ “Vanguard” หนึ่งในบริษัทบริหารจัดการกองทุนยักษ์ใหญ่ในสหรัฐอเมริกา กลายมาเป็นเจ้าแรก ที่ทำให้คำแนะนำของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลเกิดขึ้นจริง
Vanguard ก่อตั้งขึ้นในปี 1975 โดยคุณ John C. Bogle ผู้ล่วงลับ
หรือที่คนในวงการโลกการเงิน และคุณ Warren Buffett ชอบเรียกว่าคุณ Jack Bogle
โดยจุดเริ่มต้นของบริษัทแห่งนี้ ก็มาจากในช่วงปี 1974 คุณ Bogle โดนไล่ออกจากการเป็นซีอีโอ ของบริษัท Wellington Management Company
ในช่วงที่ชีวิตของคุณ Bogle ต้องเผชิญหน้ากับอุปสรรคหลายอย่างทางหน้าที่การงานที่มารุมเร้านั้น คุณ Bogle ก็พยายามทำทุกวิถีทาง เพื่อยังให้ตัวเองมีอนาคตทางหน้าที่การงานที่ดี
1
และนั่นก็นำมาสู่การก่อตั้ง Vanguard Group
คุณ Bogle เองก็มีความเชื่อที่เหมือนกับคุณ Samuelson ที่ว่า
ในเมื่อถ้าเราไม่สามารถลงทุน แล้วสร้างผลตอบแทนเพื่อเอาชนะดัชนีได้ในระยะยาวแล้ว ทำไมเราจึงไม่เข้าร่วมด้วยการลงทุนในดัชนีเองเสียเลยล่ะ ?
เพราะนั่นเป็นวิธีที่ง่าย และสร้างผลตอบแทนในระยะยาวอย่างยั่งยืนได้
มีวาทกรรมในตำนานของคุณ Bogle ที่นักลงทุนสายกองทุนอิงดัชนี ยังสามารถนำมาใช้ได้จนถึงทุกวันนี้ ก็คือ “อย่ามัวมามองหาเข็มในมหาสมุทร ให้ซื้อทั้งมหาสมุทรนั้นเลย”
นักลงทุนที่ไม่มีความมั่นใจ และไม่มีความสามารถที่มากพอ ในการเลือกหุ้นรายตัวเพื่อเอาชนะดัชนี จะได้ประโยชน์อย่างมาก ในการลงทุนในกองทุนอิงดัชนี ที่ให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนี
รู้ไหมว่า ถ้าเราลงทุนในกองทุนอิงดัชนี S&P 500 ของ Vanguard ที่คิดค่าธรรมเนียมในการจัดการทั้งหมดที่ 0.03% ต่อปี ด้วยเงินต้นจำนวน 1,000,000 บาท ตั้งแต่ปี 1975 จนถึงปี 2025
ผลตอบแทนรวมกับเงินต้นหลังหักค่าธรรมเนียมแล้วจะเป็นเท่าไร ?
คำตอบคือ 251,320,000 บาท นั่นเอง
โดยผลตอบแทนเฉลี่ยของดัชนี S&P 500 โดยรวมจะเป็นการเอาเงินปันผลที่ได้กลับไปลงทุนเพิ่ม
แล้วในระหว่างปี 1975 ถึงปี 2025 จะได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 11.80%
แต่เมื่อ Vanguard คิดค่าธรรมเนียมในอัตราที่ต่ำ โดยอยู่ที่ 0.03% ต่อปี ผลตอบแทนเฉลี่ยของนักลงทุน ที่ลงทุนในกองทุนอิงดัชนี S&P 500 ตกเฉลี่ยอยู่ที่ 11.77% ต่อปี
เมื่อดูจากค่าธรรมเนียมที่ต่ำแล้ว ในระยะเวลา 50 ปีนี้
นักลงทุนก็ยังเสียค่าธรรมเนียมให้กับทาง Vanguard ในจำนวนแค่ 3,780,000 บาทเท่านั้น
ซึ่งนับว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่ได้รับ ที่มากกว่า 250 เท่า
เมื่อลองมาคำนวณดูแล้ว ก็จะพบว่า เงินจำนวน 3,780,000 บาท ที่เสียไปเป็นค่าธรรมเนียม
คิดเป็นแค่ 1.5% เท่านั้น จากผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุน
จะเห็นได้ว่า เมื่อมีการคิดค่าธรรมเนียมในอัตราที่ต่ำมาก
นักลงทุนย่อมจะได้รับประโยชน์ที่สูงมากตามไปด้วย
ด้วยความเชื่อของ Vanguard ที่ว่ายิ่งกองทุนขยายใหญ่ขึ้น โดยมีปริมาณเงินจากนักลงทุนเพิ่มมากขึ้น กองทุนควรจะลดค่าธรรมเนียมลง ไม่ใช่เพิ่มค่าธรรมเนียมขึ้น
ทำให้จากที่ในช่วงเริ่มต้นก่อตั้งกองทุน Vanguard เอง ก็เคยคิดค่าธรรมเนียมในการจัดการทั้งหมด ที่ประมาณ 0.43% ต่อปี
แต่เมื่อผลตอบแทนจากกองทุนอิงดัชนีเริ่มมากขึ้น และมีนักลงทุนจำนวนมาก สนใจมาลงทุนในกองทุนอิงดัชนีของ Vanguard
ทำให้ Vanguard มีปริมาณเงินในการบริหารจัดการที่มากขึ้น Vanguard จึงได้ทำการลดค่าธรรมเนียมลง จนในปัจจุบัน กองทุนอิงดัชนียอดฮิตของ Vanguard 3 กอง คือ
- Vanguard S&P 500 Index Fund
- Vanguard Total Bond Index Fund
- Vanguard Total Stock Market Index Fund
คิดค่าธรรมเนียมในระดับที่ต่ำกว่า 0.05% ต่อปีเข้าไปแล้ว
นอกจากจะมีกองทุนอิงดัชนี ที่เลียนแบบดัชนี S&P 500 แล้ว
Vanguard ก็ยังมีกองทุนที่ลงทุนในดัชนีของประเทศอื่น ๆ
ไม่ว่าจะเป็น ยุโรป กลุ่มตลาดเกิดใหม่ บริษัทขนาดเล็กและขนาดกลาง ดัชนีหุ้นกู้ด้วย
รวมไปถึงกองทุนที่ลงทุนหุ้นทั่วโลก อย่างกองทุน Vanguard Total World Stock ETF หรือ VT ที่ลงทุนในหุ้นจากทั่วโลกเกือบ 10,000 ตัว ที่มีค่าธรรมเนียมเพียง 0.06%
แม้ว่า Vanguard จะขึ้นชื่อเรื่องกองทุนแบบอิงดัชนี
แต่ Vanguard เองก็ยังมีกองทุนแบบ Active ด้วยเช่นกัน ซึ่งคิดค่าธรรมเนียมมากที่สุดเท่ากับ 1.31%
ในขณะที่ค่าธรรมเนียมต่ำสุดจะเท่ากับ 0.07% เท่านั้น
ด้วยรูปแบบการทำธุรกิจ ที่มองว่านักลงทุนทุกคน ที่นำเงินมาลงทุนในกองทุนของ Vanguard ก็คือผู้ถือหุ้นของ Vanguard
ดังนั้นการคิดค่าธรรมเนียมที่ต่ำ จึงจะทำประโยชน์ให้กับเหล่าผู้ถือหุ้นของ Vanguard มากที่สุดตามไปด้วย
โดยคุณ Bogle มองว่า เมื่อกองทุนขยายใหญ่ขึ้น โดยมีปริมาณเงินจากนักลงทุนเข้ามามากขึ้น แต่ทีมงานของ Vanguard Group ไม่ได้ขยายใหญ่ขึ้นมาก
1
การลดค่าธรรมเนียมการจัดการที่เรียกเก็บต่อปีลง ก็ไม่ได้ทำให้ Vanguard ขาดทุนแต่อย่างใด แถมยังทำให้ผู้คนอยากเข้ามาลงทุนใน Vanguard มากขึ้น เพราะคิดค่าธรรมเนียมถูก
นอกจากนี้ เงินส่วนใหญ่ของคุณ Bogle เอง ก็ลงทุนแค่ในกองทุนอิงดัชนีของ Vanguard เช่นเดียวกัน
แถมคุณ Bogle ยังให้คำแนะนำอันชาญฉลาด ถึงนักลงทุนทุกคนก็คือ ให้ลงทุนแค่ 2 กองทุนอิงดัชนีเท่านั้น
ได้แก่ Vanguard Total Stock Market Index Fund ที่เป็นกองทุนอิงดัชนีหุ้น และ Vanguard Total Bond Index Fund ที่เป็นกองทุนอิงดัชนีหุ้นกู้ แล้วเลือกปรับพอร์ตแค่ปีละ 1 ครั้งก็พอ
กองทุนอิงดัชนีหุ้น จะสร้างความมั่งคั่งให้กับเราในระยะยาว ส่วนกองทุนอิงดัชนีหุ้นกู้ จะสร้างรายได้และปกป้องเราจากความผันผวนระยะสั้น
และจากความสำเร็จเป็นอย่างสูงของ Vanguard จึงทำให้ บลจ. อื่น ๆ ในสหรัฐอเมริกาเริ่มปรับตัว
โดยการสร้างกองทุนอิงดัชนี ที่เก็บค่าธรรมเนียมในอัตราที่ต่ำออกมามากขึ้น
และจากความสำเร็จของการลงทุน ในรูปแบบของกองทุนอิงดัชนี
ก็ทำให้ปัจจุบันนี้ ส่วนแบ่งการตลาดของกองทุนอิงดัชนีนี้ ต่อกองทุนทั้งหมด
เติบโตขึ้นจาก 2% ในปี 1993 มาเป็น 58% แล้วในปี 2025
ซึ่งถือว่ามาไกลมาก จากในช่วงที่เริ่มก่อตั้ง Vanguard นั้น เป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะเงินลงทุนที่ระดมมาได้จากนักลงทุน สามารถหามาได้แค่ 389.6 ล้านบาทเท่านั้น จากที่เคยคาดหวังว่าจะระดมเงินได้ 5,314 ล้านบาท
เรียกได้ว่า Vanguard ที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเคยมองว่า จะไม่มีทางประสบความสำเร็จได้ กลับสร้างปาฏิหาริย์ในโลกของการลงทุน
พร้อมทะยานขึ้นมาเป็น บลจ. ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก่อนที่จะโดนทาง BlackRock แย่งตำแหน่งไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง
ในปัจจุบันนี้ Vanguard เป็น บลจ. กองทุนรวมที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก ตามหลัง BlackRock ที่มีทรัพย์สินภายใต้การดูแลทั้งหมดเกือบ 420 ล้านล้านบาท
และทั้งหมดนี้แหละคือ Vanguard บริษัทที่มองลูกค้า
มองเงินของนักลงทุน เสมือนกับพวกเขาเป็นผู้ถือหุ้นคนหนึ่งของบริษัท
และการคิดค้นกองทุนอิงดัชนี รวมถึงการตั้งค่าธรรมเนียมจัดการกองทุนให้ต่ำลง เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของนักลงทุน ก็ได้กลายมาเป็นสุดยอดการค้นพบ ที่ได้เปลี่ยนแปลงโลกของการลงทุนไปตลอดกาล..
TLWORLD-X เป็นกองทุนเปิดชนิดกองทุนสะสมมูลค่า จากบลจ. ทาลิส จะเข้าไปลงทุนใน VT ทั้งหมด
โดยมีจุดเด่นได้แก่
✅กำไรหุ้นนอกไม่เสียภาษี
✅ค่าจัดการต่ำ 0.1% ต่อปี ซื้อได้ไม่จำกัด
✅ไม่มีต้นทุนการทำประกันความเสี่ยงค่าเงิน
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดและเริ่มต้นลงทุนได้ที่แอป WealthX โดย บล.เวลท์เอกซ์ บริษัทในกลุ่ม LTMH และ ลงทุนแมน 02-6669477 LINE ID: @wealthx
------------
สนับสนุนโดย บล.เวลท์เอกซ์
ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะ เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงของกองทุนรวมก่อนตัดสินใจลงทุน บริษัทอาจมีความสัมพันธ์หรือความเกี่ยวข้องกับผู้ออกหรือผู้จัดการกองทุนที่ปรากฏในเนื้อหานี้ และควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน
*ค่าธรรมเนียมการจัดการที่ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งไม่รวมค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายอื่น เช่น ค่านายทะเบียนหน่วยลงทุน ค่าผู้ดูแลผลประโยชน์ ค่าธรรมเนียมซื้อ ค่าธรรมเนียมขาย เป็นต้น
📞สอบถามเพิ่มเติม: LINE ID @wealthx
WealthX – Wealth for the People
📲ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ทั้ง App Store และ Play Store
#ลงทุน
#กองทุน
#Vanguard
References
-หนังสือ The Bogle Effect: How John Bogle and Vanguard Turned Wall Street Inside Out and Saved Investors Trillions (2022) โดย Eric Balchunas
-หนังสือ Stay The Course (2018) โดย John C. Bogle
-หนังสือ The Little Book of Common Sense Investing (2011) โดย John C. Bogle
-หนังสือ Common Sense on Mutual Funds: New Imperatives for the Intelligent Investor (1999) โดย John C. Bogle
-หนังสือ In Pursuit of the Perfect Portfolio: The Stories, Voices, and Key Insights of the Pioneers Who Shaped the Way We Invest (2021) โดย Andrew W. Lo และ Stephen R. Foerster
โฆษณา