Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
มินิซีรี่ย์
•
ติดตาม
4 ชั่วโมงที่แล้ว • หนังสือ
วันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ ดร
Cinnamon Hall,
206 Kelawei Road, Penang. S.S.
วันที่ ๓๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๗๘
ทูล สมเด็จกรมพระนริศร ฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์ฉะบับลงวันที่ ๒๖ ตุลาคมแล้ว ของเสบียงที่โปรดฝากแช่ม จุลดิศ มาประทานก็ได้รับแล้ว ขอขอบพระคุณและขอบใจคุณโตด้วยเปนอันมาก
ข้อที่ตรัสสงสารหญิงพูนที่ต้องดีดพิมพ์แทนนายแก้ว และทรงแนะให้หม่อมฉันรอเรื่องเมืองตะกั่วป่า อย่าให้เธอต้องดีดพิมพ์มากนักนั้น เธอรู้สึกว่าเสด็จอาว์ทรงพระกรุณาอยู่เสมอ ส่วนหม่อมฉันก็เต็มใจที่จะรอไปอีกสักสัปดาหะหนึ่ง เพราะเปนเรื่องยากกว่าคาด ด้วยต้องสอบหนังสืออื่นหลายเรื่อง ถ้าหากโดยรีบร้อนจะพลาดพลั้งมากนัก นายแก้วก็กลับมาแล้วแต่วันพุธที่ ๒๓ แต่เผอิญเอาโรคสุกใสมาออกในชั่วโมงที่มาถึงยังป่วยอยู่ แต่อาการค่อยคลายแล้วไม่อีกกี่วันคงจะดีดพิมพ์ได้
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๗ แช่มพาสามเณร (ต่อ) วิบูลยดิศ ลูกชายคนเล็กของเขาออกมาให้หม่อมฉันเห็นชายผ้าเหลือง หม่อมฉันอยู่ข้างจะปลาบปลื้มที่ทราบว่าอุตสาห์เรียนเข้าสอบความรู้นักธรรมตรีได้ (นัยว่าอยู่ในพวกที่นับเปนชั้นที่ ๑ ด้วย) แต่เวลาอายุยังไม่เต็ม ๑๓ ปี เห็นว่ามีอุปนิสัยในทางข้างจะดี ได้ยินว่าสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
ท่านอยากให้บวชอยู่ต่อไป แต่จุลดิศพ่ออยากให้ศึกกลับมาเรียนในชั้นมัธยมให้สำเร็จเพื่อจะส่งไปเรียนเมืองยุโรปเปนที่สุด ส่วนตัวสามเณรเองก็อยากบวชอยู่ต่อไปแต่เกรงใจพ่อ เมื่อใครถามความสมัคก็บอกว่า “แล้วแต่เสด็จปู่โปรดอย่างไรก็จะทำอย่างนั้น” หม่อมฉันจึงต้องเปนผู้ชี้ขาดเรื่องการเล่าเรียนของสามเณรต่อ แต่ก็ไม่เห็น
เปนการยากอย่างไร ด้วยไม่มีทางอื่นจะดีกว่าให้บวชเรียนต่อไป เพราะใจตัวเองก็สมัคและมีอุปนิสัยเห็นชัดแล้วว่าอาจจะดีในทางนั้น ไม่ต้องป่วยกล่าวไปถึงข้อเกี่ยวข้องกับพระราชวงศ หรือความอบรมของนักเรียนที่เปนคฤหัสฐ์ หม่อมฉันจึงตัดสินให้สามเณรต่อบวชต่อไป และจะมอบการฝึกสอนอบรมถวายไว้ในสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
เมื่อสามเณรหลานมาถึงปีนัง หม่อมฉันพาไปฝากให้พักที่วัดปุโลติกุส ด้วยอยู่ใกล้กับ Cinnamon Hall ท่านสมภารก็เอาเปนธุระเอื้อเฟื้อมาก จัดกุฏิให้อยู่หลังหนึ่งและเลี้ยงดูด้วย ในพวกไทยที่มาจากกรุงเทพฯ ก็ทำบุญ หม่อมฉันทราบว่าเทศน์ได้ เมื่อวันที่ ๒๙ จึงนิมนต์มาเทศน์ที่ Cinnamon Hall พวกไทยชาวกรุงเทพฯ พร้อมกันมาฟังธรรมมาก สามเณรออกจะรวยเครื่องกัณฑ์ วันที่ ๓๐ พระองค์หญิงประเวศฯ ทรง
บาตนิมนต์ท่านสมภารไปนำ บอกว่านานๆ จะได้รับบาตที่ปีนังเพราะเขาไม่ใส่บาตกันตามบ้านเปนประเพณีเหมือนในเมืองไทย วันที่ ๑ พฤศจิกายน กรมหลวงสิงห์ฯ จะทรงบาตเช่นเดียวกัน วันที่ ๒ สามเณรจะกลับกรุงเทพฯ หม่อมฉันถวายพระกุศลที่ได้ทำบุญแด่ท่านด้วย
ในจดหมายฉะบับนี้หม่อมฉันจะทูลสนองความในลายพระหัตถ์ ๒ ข้อ ข้อต้น วัตถุที่เรียกว่า “โต๊ะ” และ “โตก” นั้น จับมูลได้ว่าต่างกันดังนี้ คือ โต๊ะ เปนคำภาษาจีน เรียกที่ตั้งเครื่องบูชาและตั้งของกินตรงกับที่อังกฤษเรียก Table คำว่า โตก เปนภาษาไทยเดิมใช้เรียกถาดมีเชิง ภายหลังมาจึงเอาคำโต๊ะของจีนมาเรียกโตกเปนโต๊ะไป เห็นจะ
เปนเพราะเสียง ๒ คำนั้นคล้ายๆ กัน และตัววัตถุก็สำหรับใช้วางของด้วยกัน คำโตกจึงหายไปคงมีแต่ในหนังสือเก่า แต่เมื่อหม่อมฉันขึ้นไปมณฑลพายัพครั้งแรกในรัชชกาลที่ ๕ เขาเลี้ยงอาหารใช้ตั้งในถาดไม้ทาสีแดงมีเชิงเปนลูกมะหวด (เหมือนอย่างที่เคยเห็นใส่ของถวายพระกันแต่ก่อน) ในมณฑลพายัพเรียกว่า “สะโตก” เขาบอกอธิบายด้วยว่าใช้ได้แต่เจ้า ไพร่จะใช้สะโตกไม่ได้ ถาดมีเชิงที่เรียกว่า “โต๊ะสามขา” ก็มาแต่สะโตกนั้นเอง
แต่ก่อนมาช้านานแล้วหม่อมฉันเห็นในหนังสือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มีรายชื่อเครื่องยศอย่างหนึ่งเรียกว่า “โต๊ะเท้าช้าง” หม่อมฉันอยากรู้ว่ามันเปนอย่างไรก็ค้นไม่พบ เห็นโต๊ะสามขาก็เปนเล็บสิงห์ คิดไม่เห็นว่าโต๊ะเท้าช้างจะเปนอย่างไร มาจนวันหนึ่งดูเหมือนจะเปนในรัชชกาลที่ ๖ คุณหญิงเนื่อง ภรรยาพระยาเพ็ชรรัตนสงคราม (เลื่อน)๑
สมุหเทศาภิบาลมณฑลเพ็ชรบูรณ์ มาหามารดาหม่อมฉัน มีลูกไม้ใส่โต๊ะสามขามาให้หม่อมฉันแลดูเห็นขาโต๊ะใบนั้นทำเปนรูปเท้าช้างเปนใบแรก จึงได้คิดว่าที่เรียกว่าโต๊ะเท้าช้างคือโต๊ะนั้นเองแต่ชั้นเดิมเห็นจะทำขาเปนเท้าช้างโดยมากจึงเรียกว่าโต๊ะเท้าช้าง ครั้นภายหลังยักไปทำเปนรูปเท้าสิงห์แต่คนยังเรียกอยู่อย่างเดิม หม่อมฉัน
นึกอยากได้ไว้ ดูจะออกปากขอในเวลานั้นก็นึกขวยใจจึงนิ่งอยู่ ครั้นนานมาอีกหลายปีพบคุณหญิงเพ็ชรรัตนฯ อีกหม่อมฉันถามว่าโต๊ะเท้าช้างใบนั้นยังอยู่หรือ แกบอกว่าทูลกระหม่อมเล็กท่านโปรด ถวายท่านไปเสียแล้ว หม่อมฉันยังพยายามหาต่อมา หมายจะให้มีโต๊ะเท้าช้างไว้ในพิพิธภัณฑ์สถานสักใบ ๑ ขอให้คุณท้าวภัณฑสารฯ ค้นดูในคลังในก็ได้มาเปนแต่เท้าสิงห์ จึงเปนอันได้เคยเห็นโต๊ะเท้าช้างครั้งเดียวดังทูลมาพอเข้าใจว่าเปนของมีจริง
ข้อที่จะทูลอีกข้อหนึ่งนั้น คือมาคิดถึงการที่รดน้ำให้กัน พิจารณาเห็นว่ามีลักษณเกิดแต่มูล ๒ อย่าง คืออย่างหนึ่งด้วยเจตนาให้ความสุขแก่กัน อีกอย่างหนึ่งเพื่อประกาศสิทธิดังจะยกตัวอย่างต่อไป เช่น รดน้ำสงกรานต์ รดน้ำมนตร์ รดน้ำเมื่อขึ้นเรือนใหม่ หรือถ้าจะเรียกรวมกันว่า “ซัดน้ำ” เหล่านี้เปนเจตนาเพื่อให้ความสุข แต่รดน้ำอีก
อย่างหนึ่ง เช่นพระเวสสันดรหลั่งน้ำบนมือชูชกเพื่อให้ ๒ กุมาร ตลอดมาจนกรวดน้ำเมื่อทำบุญและหลั่งน้ำเมื่อถวายที่สีมา เหล่านี้เปนการแสดงว่าพ้นจากให้เปนสิทธิเด็ดขาด เปรียบเหมือนตัดให้ขาดจากตนไป ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงหลั่งน้ำเมื่อแสดงความเปนอิสสระของประเทศสยาม ก็จะอยู่ในประเภทนี้ ยังมีการรดน้ำที่น่า
พิจารณาว่าอยู่ในประเภทใดก็หลายอย่าง ดังเช่นราชาภิเศกพระเจ้าแผ่นดินตามตำราทางอินเดีย ว่าให้สาวพรหมจารีย์หลั่งน้ำบนพระเศียรถวายอภิเศก ท่าจะหมายความว่าถวายสิทธิแห่งพระราชาธิบดี การรดน้ำเมื่อโกนจุกหมายการย้ายฐานะจากทารกไปสู่สิทธิหนุ่มสาว และรดน้ำแต่งงานหมายเปลี่ยนจากเปนโสดไปสู่สิทธิแห่งสามีภริยาจะได้หรือไม่ ขอให้ทรงพิจารณาค้นหาหลักฐานในการรดน้ำให้กัน ดูว่าน่าจะลงยัติอย่างไร.
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
๑. พระยาเพ็ชรรัตนสงคราม (เลื่อน ภูมิรัตน์) ↩
พฤศจิกายน
วันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๘ น
ตำหนักปลายเนีน คลองเตย
วันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๔๗๘
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ทราบฝ่าพระบาท
ในเรื่องต่างๆ ซึ่งได้ทูลถวายมาแล้ว ย่อมขาดข้อความอยู่โดยหลงสืบบ้าง โดยคิดเห็นขึ้นใหม่บ้าง จึงจะกราบทูลเพิ่มเติมถวายต่อไปนี้
เพิ่มเติมเรื่องแต่งงานที่เมืองสุพรรณ
บาตรน้ำมนต์นั้น เขาตั้งไว้หน้าที่บูชาพระทางด้านหุ้มกลอง เวลาจะซัดน้ำจึงยกออกไปที่นอกชาล เวลาซัดน้ำพระสวดชยันโต
นึกข้อไขขึ้นได้อีกข้อหนึ่ง ที่ใช้คำว่าซัดน้ำ ไม่ใช่ว่ารดน้ำนั้น เพราะเหตุที่เจ้าสาวเจ้าบ่าวอาย จึงจัดแก้ให้มีเพื่อนสาวเพื่อนบ่าวเข้าคลุกคละเพื่อไม่ให้ปรากฏว่าคนไหนเปนเจ้าสาวเจ้าบ่าว ตามเหตุนั้นผู้รดน้ำจึงต้องรดไปทั่วทุกคน เจ้าสาวเจ้าบ่าวนั่งเบียดกันอยู่กับเพื่อนเปนกลุ่ม ผู้รดน้ำจะบุกเข้าไปรดให้โดยละม่อมทั่วทุกคนไม่ได้ จึงต้องใช้กิริยาสาดหรือซัดน้ำให้ถูกทั่วกัน
เพิ่มเติมเรื่องโกศ
๑ ลองโกศโถ จะต้องเก่าก่อนลองอย่างอื่นหมด เพราะมีสัญฐานกลม ก้นรัด ปากผาย ฝาเปนทรงปริก เหมือนกับโกศนั้นเอง เห็นได้ว่าทำถ่ายเอารูปโกศมาโดยตรง เพื่อฉลักเฉลาแล้วประกอบเข้ากับโกศให้ดูงาม
๒ ลองอย่างฝาเปนหลังคา จะต้องเปนความคิดอันเกิดขึ้นเปนที่สอง สืบมาแต่มณฑปที่ตั้งศพเหนือชั้นไพที ถ้าจะอ้างแบบเก่าก็คือที่ปรากฏในเรื่องสิบสองเหลี่ยม หรือจะชี้แบบใหม่ก็คือพระเมรุพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเอามาย่นเล็กลงเปนชั้นตั้งศพ ซึ่งเรียกว่าเครื่องศพ อย่างที่พระทำไว้ให้เช่าตามวัดแต่ก่อนฉะนั้น ที่ชั้นแต่ละชั้นมีพะนักและซุ้มรูปภาพซุ้มประตู อย่างเดียวกับชั้นบวรพุทโธที่ประเทศชะวา ขาด
แต่บันไดเพราะเปนของเล็ก ไม่มีกิจที่จะพึงขึ้นก็ไม่ได้ทำ ส่วนตัวมณฑปนั้น สมมตเอาหีบเปนตัวเรือน ต่อยอดเปนกูฎาคารอันเรียกกันว่าเหม เชื่อว่าโกศชะนิดยอดเปนกูฎาคารตั้งชั้นเบญจานั้น เอาอย่างแบบเครื่องศพหีบมาทำ จึงมีอยู่ด้วยกันได้ทั้งศพโกศศพหีบ ถ้าศพโกศคิดทำขึ้นก่อนศพหีบจะมีเหมือนไม่ได้ ด้วยจะต้องถูกห้าม หรือมิฉะนั้นก็ไม่กล้าทำเอง เพราะเห็นต่ำสูง
๓ ลองอย่างฝามงกุฎนั้น คงเกิดจากยอดโกศที่ทำทรงฝาสูงเปนกูฎาคารขึ้นได้นั้นนำไป ให้มีความคิดเปลี่ยนแปลงเปนทรงมงกุฎตามยศศพซึ่งจะพึงสรวมมงกุฎได้ขึ้นอีก นับว่าเปนอย่างที่สาม และมิใช่จะทำแต่ยอดโกศเท่านั้นยังทำเปลี่ยนแปลงไปถึงยอดประตูและยอดมณฑปจริงๆ อีกด้วย
๔ โกศศพกับโกศกระดูกนั้นมีสัญฐานไม่เหมือนกัน โกศศพมีสัณฐานอ้วนเตี้ย โกศกระดูกมีสัญฐานผอมสูง แล้วก็แปลกกันที่โกศศพนั้นจะใส่ได้แต่ศพผู้มีศักดิสูง ส่วนโกศกระดูกนั้นใส่ได้ไม่ว่ากระดูกใครแม้เปนคนสามัญ จึงนำให้เห็นได้ว่าโกศกระดูกนั้นเปนของสามัญซึ่งมีมาก่อน โกศศพเอาอย่างไปทำทีหลังเปนของพิเศษ เมื่อเปน
ดังนั้น โกศกระดูกจะมาแต่สิ่งใดเล่าโดยพิจารณาเห็นมีสัณฐานผอมสูงใกล้ไปทางกล่องของโบราณ เช่นกล่องพระราชสาสน์ กล่องพระสุพรรณบัตร กล่องดวงใจที่เขาเขียนในเรื่องรามเกียรติ ตลอดจนกล่องเข็มที่กลึงไม้ใช้บวชนาคกันมาแต่ก่อน ย่อมเปนรูปเดียวกัน คงเอากล่องที่มีโล่อะไรอยู่ในเรือนนั้นเองมาใช้ใส่กระดูกก่อน ภายหลังจึงคิดทำฐานทำยอดให้วิจิตรพิสดารประกอบขึ้น
----------------------------
เรื่องวัจจกุฏินั้น พระงั่วมาให้ข่าวว่าค้นพบแล้วในบาลีพระวินัย แต่ติดศัพท์มาก ไม่ค่อยจะเข้าใจ รูปความก็คือว่าแต่ก่อนพระก็เที่ยวถ่ายอุจจาระกันเรี่ยราด ทำให้ปฏิกูลเปนที่เดือดร้อนกันทั่วไป พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติให้ไปรวมถ่ายกันในที่อันเดียว อาศัยพื้นดินที่เปนหลุมเปนแอ่ง การถ่ายร่วมในที่เดียวมากด้วยกันนั้น สิ่งโสโครกหมักหมมมูลมอง ทำให้เกิดไม่สดวกแก่ผู้ถ่ายขึ้นด้วยประการต่าง ๆ เปนชั้นๆ มา ที่ติดศัพท์ก็ที่สิ่งซึ่งทรงอนุญาตให้ทำขึ้นนั้นแหละเปนศัพท์จำเพาะสิ่งนั้นซึ่งลางศัพท์
ก็ทราบไม่ได้ว่าเปนสิ่งใด จะหาอภิธานช่วยก็ไม่มีในอภิธาน ถามผู้ใหญ่แม้จะมีอกถึงสามศอกก็ไม่สามารถที่จะบอกได้ ฟังเล่าเท่าที่เธออ่านเข้าใจดูศรีวิลัยมากอยู่ ที่ถ่ายนั้นให้ต่อฐานยกสูงขึ้นไปแล้วเจาะล่องมีเขียงรองท้าวบนฐานนั้นด้วย ล่องนั้นให้มีฝาปิด แล้วให้มีหลักชัยปักไว้ที่ข้างฐานนั้นด้วย สำหรับพระแก่จะได้ยึดปีนขึ้นบนฐาน เพราะเคยมีท่านผู้แก่ปีนขึ้นหกล้มตกลงมา อะไรก็ไม่รู้สึกจับใจเท่ากับที่สั่งให้มีรั้ว
ล้อมวัจจกุฏิรอบนอก และมีประตูประกอบอีกชั้นหนึ่งด้วย เห็นว่าดีกว่าวัจจกุฏิที่มีอยู่ตามวัดซึ่งเห็นอยู่ทั่วไปในเมืองเรานี้ อาจที่จะกันไม่ให้สัตวเข้าไปขุดคุ้ยให้สิ่งโสโครกกระจุยกระจายได้ ทั้งกันคนมิให้เข้าใกล้วัจจกุฏิซึ่งจะรู้สึกสอิดสเอียนที่สิ่งโสโครก และกันความจุ้นจ้านอันจะเปนที่รำคาญแก่พระสงฆ์ซึ่งเปนผู้ไปถ่ายนั้นด้วย ได้บอกให้เธอจดบันทึกตามที่เธอเข้าใจมาให้เมื่อได้มาแล้วจะส่งมาถวาย
ฝ่ายทางนายชิต ซึ่งขอให้ช่วยสืบเมืองชุมพรเก่าให้นั้น ก็ได้ส่งจดหมายบันทึกของคนแก่ ซึ่งแกไปไล่เลียงได้ความมาให้ ยังไม่ได้เรื่องเมืองเก่าจริงแต่ก็ดีพอใช้ที่ไล่ขึ้นไปได้จนถึงครั้งเมืองตั้งอยู่ที่ตำบลท่าแซะ ได้คัดสำเนาถวายมานี้แล้ว เขาว่าเขายังสืบต่อไป แผ่นดินเมืองชุมพรเห็นจะงอกออกมาใหม่มาก เมืองเก่าจึงเข้าไปอยู่ลึกลับ
เมื่อวันที่ ๒๒ เดือนก่อน ได้ทำบุญอุทิศกุศลถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่บ้านคลองเตย อนี้ทูลถวายเพื่อทรงอนุโมทนา ครั้นรุ่งขึ้นวันที่ ๒๓ เวลาบ่าย ๕ โมง เกล้ากระหม่อมพร้อมด้วยครอบครัว พากันเข้าไปถวายบังคมพระบร
มอัฏฐิในพระที่นั่งจักรี แล้วพากันไปที่พระบรมรูปปัญจมราชานุสสรณ์ได้พยายามทําธงดอกไม้สดพร้อมด้วยเครื่องสักการอื่น ไปบูชาถวายบังคม ปีนี้เปลี่ยนมือเปนสำนักพระราชวังจัดการ แต่ก็ได้ยินว่ากระทรวงมหาดไทยได้ช่วยอยู่มาก ดูรูปงานก็ไม่มีเปลี่ยนแปลงอะไรไป ดอกไม้ผูกร้อยอย่างประณีตมีไปถวายมาก เปนของคณะ
ข้าราชการ ของโรงเรียนต่าง ๆ ของสมาคมต่าง ๆ และร้านต่างๆ ก็มี แต่เสียใจที่เอาไปตั้งประดับไว้อย่างซับซ้อนจนดูเห็นยากเต็มที เพราะมีเนื้อที่น้อยนัก ถ้าหากมีที่กว้างจัดเรียงรายให้เห็นจะแจ้งได้จะน่าชมไม่น้อยเลย ผู้ให้อย่างพระอนุสสรณ์นั้นมีใจคับแคบเต็มที ไม่มีอะไรนอกจากมีหลักฐานขึ้นไปรับพระบรมรูป ลักษณเหมือนเอาอิฐตะแคงไปตั้งไว้แผ่นหนึ่งแล้วก็ปักหลักขึงโซ่ล้อมไว้แคบ ๆ เท่านั้น ที่ท้องพระลานยังมีกว้างอยู่อีกถมไป จะคิดทำให้ผึ่งผายกว่านั้นอีกหน่อยก็ทำได้
ท่านเม้าทูลลาไปปรโลกเสียแล้ว ดูก็สมควรแก่กาละ เพราะอายุก็มากแล้ว ทั้งทุพพลภาพอยู่หนักด้วย
เวลานี้ในกรุงเทพฯ ฝนกำลังตกหนักเอาในปลายรดู ตกเสียวันยังค่ำคืนยังรุ่งก็มี เกือบเหมือนที่หาดใหญ่ ตามหัวเมืองต่างๆ ก็ตกหนัก มีบอกข่าวน้ำท่วมหลายหัวเมืองด้วยกัน
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
ประวัติย่อของเมืองชุมพรเก่าตอนหนึ่ง
ชุมพรเดิมตั้งเมืองอยู่ที่บ้านนาสร้าง ท่าแซะ ซึ่งเปนกิ่งอำเภอท่าแซะอยู่เดี๋ยวนี้ ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำชุมพร (แม่น้ำชุมพรเก่า เคยกราบทูลมาในหนังสือฉบับก่อนแล้ว) ต่อมาได้ย้ายลงมาตั้งเมืองอยู่ที่บ้านนากะ อยู่ทางทิศใต้ของบ้านนาสร้าง แต่คงตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำชุมพรเก่าเหมือนกัน ค่อนลงมาทางใต้ของลำน้ำ เพื่อจะให้ใกล้ทะเล และต่อมาอีกได้ย้ายเมืองมาตั้งอยู่ที่ตำบลคลองน้ำหัก ทางฝั่งขวาของแม่น้ำชุมพรใหม่
(คนละสายกับแม่น้ำชุมพรเก่า) ที่นั่นได้สร้างทำเนียบสำหรับข้าราชการทำงาน ได้สร้างวัดขึ้นวัดหนึ่งให้ชื่อว่าวัดสุบรรณนิมิตรและยังคงเปนวัดโบราณและมีพระสงฆ์อยู่จนบัดนี้ ตำบลนี้มีเขตรติดต่ออยู่กับตำบลบ้านตากแดด (คือสถานีบ้านแสงแดดเดี๋ยวนี้) และต่อมาอีกได้ย้ายเมืองจากที่นั่นข้ามฟากมาตั้งเมืองใหม่ทางฝั่งซ้าย ตำบลท่าตะเภา เปนที่ตั้งมณฑล แล้วเปนจังหวัดอยู่จนเดี๋ยวนี้
ประวัติของเจ้าเมืองเก่า ๆ เท่าที่รวบรวมได้
พระยาเพ็ชรกำแหงสงคราม เดิมชื่อ ซุ่ย เปนเจ้าเมือง (แต่ไม่ปรากฏว่าเปนเจ้าเมืองเมื่อเมืองตั้งอยู่ที่ไหนและเมื่อใด) ชาวพื้นเมืองในสมัยนั้นพากันเรียกว่า พระยาตับเหล็ก ได้ทำการรบพุ่งกับพะม่าหลายครั้ง ในรัชกาลที่ ๒ ได้เคยพระราชทานดาพอาญาสิทธิ์ ๑ เล่ม กับหอกสำหรับออกรบ ๑ เล่ม ในการที่รบพะม่ามีชัย
เมื่อพะม่ายกทัพมาตีเมืองชุมพร เมืองตั้งอยู่ที่ตำบลคลองน้ำหัก ครั้งหนึ่งพะม่าได้เข้าตีตำบลบ้านตากแดดก่อน ได้จับชาวบ้านเอาหวายร้อย แล้วขุดหลุมเผาทั้งเปนในป่าตำบลนั้น พระยาเพ็ชรกำแหงได้ยกทัพออกต่อสู้ พะม่าแตกหนีไปทางเมืองมะริด (มะเว้) ในระหว่างที่พะม่ารอนแรมกลับ พม่าต้องเสียชีวิตไปเปนอันมาก เพราะเมื่อถึงตำบลท่าไม้ลาย ได้เลือกเอาหาดทรายริมฝั่งแม่น้ำเปนที่พักนอน พะม่าได้เอาใบลังตังช้างปูนอน เพราะเห็นว่าเปนใบไม้ใหญ่ แต่กลับเกิดเปนพิษขึ้น ต้องเจ็บล้มตายเปนอันมาก
พระยาเพ็ชรกำแหงสงคราม เปนผู้สร้างวัดท่าตะเภาเหนือ ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของทางรถไฟ และยังปรากฎเปนวัดโบราณอยู่จนบัดนี้ โรงเรียนศรียาภัย ตั้งอยู่ในวัดนี้
เจ้าเมืองต่อมา
พระยาครุธ ฯ (ไม่ได้ชื่อเต็ม) ว่าเปนผู้สร้างวัดสุบรรณนิมิตร ภายหลังพระยาเพ็ชรกำแหง ฯ
พระยาชุมพร ฯ (ยัง) บุตรพระยากำแหงสงคราม
พระยารัตนเศรษฐี (เทศ) ตามที่เล่ากันมาว่าเปนจีน
วันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๘ ดร
Cinnamon Hall,
206 Kelawei Road, Penang. S.S.
วันที่ ๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๗๘
ทูล สมเด็จกรมพระนริศรฯ
เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน หม่อมฉันได้เห็นหนังสือพิมพ์ Straits Times ซึ่งออกที่เมืองสิงคโปร์เมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม ในนั้นมีจดหมายของ Mr. Baxter ซึ่งเปนที่ปรึกษากระทรวงพระคลังอยู่ก่อน เล่าเรื่องฝิ่นเถื่อนรายใหญ่ที่เกิดขึ้นและเปนเหตุให้ Mr. Baxter ลาออกนั้นโดยพิสดาร และมีคำนำของผู้แต่งหนังสือพิมพ์ด้วย หม่อมฉันได้
เห็นหนังสือพิมพ์นั้นเข้า นึกว่าเปนเรื่องสำคัญอยู่แต่จะหาหนังสือพิมพ์นั้นดูในกรุงเทพฯ เห็นจะยาก หนังสือพิมพ์ในกรุงเทพฯ เองก็คงไม่กล้าเอาสำเนาไปพิมพ์ หม่อมฉันมีโอกาสที่จะฝากจดหมายถวายตรงถึงพระองค์ท่านได้ จึงให้ตัดหนังสือพิมพ์เรื่องนั้นสอดซองส่งมาถวายกับจดหมายฉะบับนี้
หม่อมฉันปลาดใจและคิดไม่เห็นเค้าเงื่อนอยู่อย่างหนึ่ง ว่าเหตุใดหนังสือพิมพ์ Straits Times จึงพึ่งพิมพ์จดหมายของ Mr. Baxter เพราะเมื่อมิสเตอรแบกสเตอร์จะไปยุโรป ทราบว่าไปพักอยู่เมืองสิงคโปร์หลายวัน เหตุไรจึงไม่ให้พิมพ์แต่ในเวลานั้น ในเวลานี้ตัวก็ไปอยู่ยุโรป เหตุใดจึงส่งจดหมายมาลงพิมพ์ต่อปานนี้ คิดพิเคราะห์เหตุไม่เห็น.
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๘ ดร
วันที่ ๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๗๘
ทูล สมเด็จกรมพระนริศรฯ
ในสัปดาหะที่ล่วงมา นอกจากจดหมายประจำสัปดาหะที่ถวายท่าน หม่อมฉันต้องเขียนจดหมายขอบคุณผู้ที่เขาฝากอาหารให้แช่ม จุลดิศพามาให้อีกหลายฉะบับ เห็นหญิงพูนต้องดีดพิมพ์เหนื่อยอยู่บ้าง นายแก้วแผลสุกใสก็กำลังตกเสก็ดยังดีดพิมพ์ไม่ได้ ต้องทูลขอรอเรื่องเมืองตะกั่วป่าต่อไปอีกสักคราวหนึ่ง ในจดหมายฉะบับนี้จะทูลสนองแต่ข้อความในลายพระหัตถ์ฉะบับลงวันที่ ๒ พฤศจิกายน
เรื่อง “รดน้ำ” ในการพิธี หม่อมฉันได้ทูลเพิ่มเติมไปในจดหมายสัปดาหะที่ล่วงมา แคล้วกันกับลายพระหัตถ์ฉะบับนี้
เรื่อง “ลองประกอบโกศลักษณต่างๆ” ที่ทรงพิจารณานั้น ดูเปนหลักฐานดี พิเคราะห์ตามประเพณีที่พวกฮินดูทำกันในอินเดีย หรือแม้มาอยู่ในปีนังนี้ พอตายแล้วก็เอาไปเผาในวันต่อมา เปนแต่เอาศพวางบนแคร่คลุมผ้าไม่ใส่หีบ ต่อจะเอาศพฝังไว้ เช่นพวกอิสลามหรือพวกจีนจึงเอาศพใส่หีบฝัง การที่คนบางจำพวกใช้ประเพณีเผาศพ เอาศพใส่โกศหรือใส่หีบ แสดงว่าเพราะจะรอการเผาช้าวันไปเพื่อทำเมรุเปนต้น เห็น
ว่าเดิมคงใช้ใส่หีบเปนสามัญ แม้จนพระศพพระพุทธองค์ก็ใส่หีบ ประเพณีที่เอาศพใส่โกศน่าจะเกิดขึ้นต่อภายหลัง ด้วยความคิดของพวกถือสาสนาพราหมณ์ เมื่อหม่อมฉันไปนครวัดไปเห็นเทวสถานแห่งหนึ่ง ซึ่งพระองค์ท่านก็คงได้ทอดพระเนตรเห็น เรียกว่า “ปักษีจำกรง” อยู่ริมทางเข้าไปนครธม ทำทรวดทรงเหมือนอย่างโกศตั้งบนชั้นเบญจา พอหม่อมฉันเห็นก็นึกขึ้นถึงประเพณีที่เอาศพใส่โกศ สันนิษฐานว่าจะเกิดแต่ถือคติว่า พระเปนเจ้าอวตารลงมาเปนพระเจ้าแผ่นดิน เมื่อพระวิญญาณเสด็จคืน
ไปสู่องค์พระเปนเจ้าแล้วก่อนถวายพระเพลิงจึงต้องแต่งพระสรีระ ทรงเครื่องอาภรณ์ประดิษฐานไว้เปนที่สักการบูชา ให้สมกับเปนเทวาวตาร (มูลของทองปิดหน้าศพ น่าจะมาแต่คตินั้น) แล้วทำพระโกศใส่พระศพให้เหมือนประทับอยู่ในปราสาท เดิมน่าจะมีแต่พระศพพระเจ้าแผ่นดินแล้วจึงให้ใส่โกศเปนเกียรติยศต่อลงไปถึงพระศพพระ
ชายา เทพบุตรและเทพธิดาและที่สุดถึงศพเทพามาตย์ เมื่อเกิดนิยมเกียรติยศที่ศพได้ใส่โกศ พวกถือพระพุทธสาสนาก็รับใช้บ้าง ด้วยถือคติว่าพระเจ้าแผ่นดินเปนพระโพธิสัตว์เสมอเทพเจ้าเหมือนกัน ปลาดอยู่ที่ในเมืองไทย แม้สมัยปัจจุบันนี้ยังมีศพใส่
โกศเชลยศักดิ์ โดยอ้างว่าเคยเปนธรรมเนียมมาแต่โบราณหลายแห่ง หม่อมฉันเห็นทีแรกที่วัดประดู่โรงธรรมณพระนครศรีอยุธยา มีโกศลุ้งสี่เหลี่ยมตั้งอยู่ที่ศาลาใบ ๑ หม่อมฉันปลาดใจ ถามพระบอกว่าโกศนั้นทำใส่ศพท่านสมภารองค์ก่อน และบอกอธิบายว่าศพสมภารวัดประดู่ฯ เคยใส่โกศเปนธรรมเนียมมาทุกองค์ ต่อมามาได้ยินที่เมืองเพ็ชรบุรีว่าศพสมภาร (บางวัด) ใส่โกศ และครั้งสุดท้ายมาเห็นศพพระอาจารย์จีนวงศสมาธิวัตร (แมว) ใส่โกศลุ้งเช่นนั้น เห็นว่าจะมาแต่คติฝ่ายมหายานเก่าแก่ ที่
ถือว่าพระมหาเถรเปนพระโพธิสัตว์ ที่เมืองเพ็ชรบุรียังคงใช้ธรรมเนียมเดิมอีกอย่างหนึ่ง ที่เผาเมรุไปด้วยกันกับศพ ด้วยเหตุนั้นที่เมืองเพ็ชรบุรีจึงยังมีช่างมาก เพราะมีการทำเมรุเครื่องกระดาดอยู่เสมอ ที่หัวหินก็เอาอย่างเมืองเพ็ชรฯ ไปทำอย่างนั้น หม่อมฉันเคยเห็นเผาเมรุ (ปะรำ) ด้วยกันกับศพที่วัดหัวหินหลายครั้ง ยังพวกพรามณ์ที่เมืองพัทลุง ตัวหัวหน้ามี ๔ คน เมื่อตายเขาบอกก็ใส่โกศเหมือนกันเห็นจะเปนเพราะสมมตว่าเปนไวทึกมาแต่ก่อนเก่านั่นเอง
เรื่อง “วัจจกุฏิ” ที่ทรงสืบได้ความจากมหางั่วกว้างขวางออกไปอีกนั้นดีนัก เปนอันได้ความรู้เพิ่มเติมขึ้นว่าที่มี “ถาน” ตามวัดทุกวัดนั้น เพราะพระวินัยบังคับให้ต้องมี มิใช่พระสงฆ์คิดทำตามอำเภอใจ แต่น่าจะทรงพยายามไล่เลียงท่านผู้รู้ต่อไปให้รู้ศัพท์ซึ่งมหางั่วแปลไม่ออกนั้น
เรื่อง “เมืองชุมพร” ที่นายชิตสืบได้ความทูลต่อมาก็ดี หม่อมฉันสงสัยมานานแล้ว ว่าเพราะเหตุใดลำน้ำที่ตั้งเมืองจึงเรียกว่า “ลำน้ำท่าตะเภา” และมีลำน้ำที่ไม่ได้ตั้งเมืองอยู่อีกสายหนึ่งไม่ห่างกันนัก กลับเรียกว่า “ลำน้ำชุมพร” เมื่อมาทราบความที่ประทานมาว่าเดิมตั้งเมืองริมลำน้ำชุมพรข้างตอนเหนือ ในท้องที่กิ่งอำเภอแซะ แล้วย้ายเมืองเลื่อนลงมาตามลำน้ำหลายครั้ง จนที่สุดจึงมาตั้งที่ริมน้ำท่าตะเภา ก็เข้าใจแจ่มแจ้ง อันที่ตั้งเมืองแต่โบราณต้องอาศัยหลัก ๒ อย่าง คือมีที่ทำนาอย่างหนึ่ง ซึ่งท้องที่กิ่ง
อำเภอท่าแซะเปนทำเลนาดีอย่างยิ่งในแขวงเมืองชุมพร และต้องมีลำน้ำเปนทางโคจรและอาศัยใช้น้ำบริโภคด้วยอีกอย่างหนึ่ง ลำน้ำท่าตะเภาและลำน้ำชุมพรข้างตอนใต้น้ำเค็มเห็นจะยังขึ้นถึงจึงต้องตั้งเมืองลึกเข้าไป ส่วนการปกครองแต่ก่อนก็ไม่มีสถานที่ของรัฐบาล บ้านเจ้าเมืองเรียกกันว่า “จวน” อยู่ที่ไหนก็ว่าราชการเมืองที่นั้นมีแต่ศาลาโถง ปลูกไว้ข้างหน้าบ้านหลัง ๑ เรียกว่า “ศาลากลาง” เปนที่สำหรับชำระความและประชุมกรมการ กับมีตรางขังคนโทษอีกหลัง ๑ มักปลูกในบริเวณจวน
เจ้าเมือง เพื่อให้มั่นคงและได้ใช้คนโทษด้วย ใครได้เปนเจ้าเมือง ถ้าเปนคนแปลกถิ่นไปจากที่อื่น ก็ต้องไปหาที่ดินสร้างจวนกับทั้งศาลากลางและตรางขังนักโทษด้วยทุนทรัพย์ของตนเอง อันนี้เปนมูลเหตุที่ย้ายเมือง เพราะเมืองเดิมมีบ้านเรือนหนาแน่นหาที่ตั้งจวนให้เหมาะไม่ได้ และมีเหตุอีกอย่างหนึ่ง ด้วยเจ้าเมืองได้แต่ค่าธรรมเนียมความเปนผลประโยชน์โดยตรง ต้องอาศัยทำมาหากินเช่นทำนาเปนต้น เปนการเลี้ยงชีพด้วย ถ้าหาที่ในเมืองเดิมไม่ได้ ก็เที่ยวตรวจหาที่ว่างซึ่งเหมาะแก่ความ
ประสงค์ แล้วขอแรงราษฎรให้ช่วยโก่นสร้างถางถากทำจวนอยู่และเบิกไร่นาต่อไปในตำบลนั้น เจ้าเมืองไปอยู่ไหนผู้ที่มีกิจธุระก็ต้องตามไป ในไม่ช้าก็เกิดตลาดยี่ศาลบ้านเรือนเปนที่ประชุมชนขึ้นอีกแห่งหนึ่ง เรียกว่า “เมืองใหม่” ด้วยประการฉะนี้ เมืองชุมพรที่ย้ายลงมาข้างใต้ คงอาศัยเหตุอื่นอีกหลายอย่าง คือฝั่งทะเลงอกเปนเหตุให้น้ำเค็มถอยลงไปอย่างหนึ่ง สิ้นหวาดศึกพะม่าเพราะเมืองมอญตกเปนของอังกฤษ พะม่าจะยกกองทัพมาไม่ได้ดังแต่ก่อนอย่างหนึ่ง
เรื่องเจ้าเมืองชุมพรที่นายชิตทูลนั้นหม่อมฉันทราบเรื่องพอจะทูลเพิ่มเติมได้บ้าง พระยาชุมพร (ซุย) นั้น เห็นจะได้เปนเจ้าเมืองชุมพรด้วยมีความชอบครั้งรบพะม่าที่มาตีเมืองชุมพรในรัชชกาลที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๒ จริง เค้าเงื่อนมีอยู่ที่ชื่อพระยาชุมพรตามทำเนียบเปน “พระยาเคางะธราธิบดี ศรีสุรัตวลุมนัก” เปลี่ยนเปน “พระยาเพ็ชรคำแหงสงคราม” (มิใช่ คำแหงสงคราม อย่างนายชิตว่า คงเริ่มใช้นามนั้นเมื่อตั้งพระยาชุมพร (ซุย) แต่เสียใจที่จะทูลว่าพระยาชุมพร (ซุย) นั้นลงปลายต้องตกยาก
เหตุด้วยเมื่อต้นรัชชกาลที่ ๓ อังกฤษเกิดรบกับพะม่าเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๗ อังกฤษมาชวนไทยเปนสัมพันธมิตรช่วยกันตีเมืองพะม่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับทางไมตรีอังกฤษ โปรดฯ ให้เจ้าพระยามหาโยธา (ทอเรีย คชเสนี) เปนแม่ทัพบกยกไปทางด่านพระเจดีย์สามองค์ ไปสมทบกองทัพอังกฤษที่เมืองเมาะตมะ และเตรียมกองทัพหลวงจะให้กรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพเปนจอมพลอีกทัพหนึ่ง จะให้ยกตามไป แต่กองทัพนั้นหาได้ไปไม่ ส่วนกองทัพเรือนั้นโปรดฯ ให้พระยา
ชุมพร (ซุย) เปนแม่ทัพ คุมกองทัพเรือไปตีเมืองมะริด เมืองตะนาวศรี พระยาชุมพรตีได้เมืองมะริดแล้ว กองทัพเรือที่อังกฤษให้ลงมาช่วยจึงลงมาถึง มาเกิดวิวาทกันขึ้นด้วยวิธีทำสงครามผิดกัน ข้างฝ่ายไทยพอได้เมืองมะริดแล้วก็กวาดครอบครัวพะม่า ที่เปนพลเมืองมะริดเอามาเมืองไทย ฝ่ายอังกฤษห้ามขออย่าให้เทครัวอย่างนั้น ข้างไทยไม่ยอมอังกฤษ จับพวกนายกองของพระยาชุมพร (ซุย) ที่ไปกวาดครัวไว้ได้หลายกองแต่ส่วนตัวพระยาชุมพร (ซุย) หลบมาได้ ถูกพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า
เจ้าอยู่หัวกริ้ว ว่าไปประมาทให้อังกฤษจับนายทัพนายกองไปได้ ให้ถอดเสียจากตำแหน่งผู้ว่าราชการเมือง เมื่อเสร็จสงครามคราวนั้นไทยต้องคืนเชลยพะม่าที่กวาดเอามากลับไปบ้านเมือง มีเรื่องเกี่ยวกับพระยาชุมพร (ซุย) ต่อมาอีก ด้วยเมื่อกวาดครัวมานั้นพระยาชุมพร (ซุย) ได้หญิงสาวพะม่ามาเปนภรรยาคน ๑ เมื่อต้องส่งครัวคืนหญิงคนนั้นมีครรภ์ติดไป ไปคลอดลูกเปนชาย (หม่อมฉันเคยรู้จักชื่อ แต่ลืมเสียแล้ว) เมื่อเติบใหญ่ขึ้นมีความรู้และประพฤติตัวดี ถึงอังกฤษตั้งให้เปนนายอำเภอที่เมือง
มะริด แต่ถือตัวว่าบิดาเปนไทย .นับพวกเชื้อสายของพระยาชุมพร (ซุย) ว่าเปนญาติ นายอำเภอคนนั้นมีลูกชายให้ชื่อว่า จันทรพงศ เมื่อตัวจะตายสั่งว่าให้เข้ามารับราชการในเมืองไทยตามสกุล นายจันทรพงศเข้ามาหาพระยาวจีสัตยารักษ์ (ขำ ศรียาภัย) ซิวเยีย ซึ่งเปนหลานของพระยาชุมพร (ซุย) ให้พามาถวายตัวต่อหม่อมฉันเมื่อยังว่าการมหาดไทย เวลานั้นนายจันทรพงศยังพูดไทยไม่ได้ แต่เรียนภาษาอังกฤษพูดรู้ดี หม่อมฉันจึงให้ไปรับราชการในกรมป่าไม้ ต่อมาได้เปนขุนนาง จะเปนขุนหรือ
เปนหลวง ให้มีราชทินนามอย่างใด หม่อมฉันจำไม่ได้ และไม่ทราบว่าจะตายหรือยังอยู่ในเวลานี้ เรื่องที่ว่าพะม่าตายเพราะพิษใบไม้นั้นก็เห็นจะจริง หม่อมฉันเคยเดินบกข้ามแหลมมลายูทางเมืองกระหลายครั้ง มีหาดอยู่กลางทางแห่งหนึ่งเรียกกันว่า “หาดพะม่าตาย” เขาเล่าเรื่องให้ฟังว่าเมื่อพะม่ายกมาตีเมืองชุมพร มาพักนอนที่หาดนั้นไม่รู้จักใบตะลังตังช้างเห็นแต่เปนใบไม้ขนาดใหญ่ก็ตัดเอามาปูนอน ถูกพิษใบไม้ตายสัก ๓๐ คน เคยได้ยินมาอย่างนี้ พระยาชุมพรต่อพระยาชุมพร (ซุย) มา คนที่ชื่อ
ครุธ หม่อมฉันไม่ทัน แต่พระยาชุมพร (ยัง) นั้นหม่อมฉันรู้จัก คนต่อนั้นมาที่นายชิตเขียนลงในบัญชีว่า “พระยารัตนเศรษฐี (เทศ) ตามที่เล่ากันมาว่าเปนจีน” นั้น น่าพิศวง ด้วยมิใช่คนอื่นคือพระยาดำรงสุจริต (คอซิมก้อง ณะระนอง บิดาของพระยาปฏิพัทธภูบาล) นั่นเอง เปนเทศาคนแรกเมื่อตั้งมณฑลชุมพรเมื่อเร็วๆ นี้เอง ควรและหรือถึงลืมชื่อลืมตำแหน่งกันเสียแล้ว ดูออกเปนธรรมสังเวช ต่อนั้นมีพระยาเพ็ชรกำแหงอีกคน ๑ ชื่อ มลิ ออกจากราชการแล้วแต่ตัวยัง หม่อมฉันเข้าใจว่าท่านคงรู้จัก
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๘ น
วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๗๘
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๓๑ เดือนก่อน ได้รับประทานแล้ว
เจ้ากรรมจริงๆ ที่นายแก้วเกิดออกสุกใสขึ้น โรคนี้ชาวเราไม่เห็นสำคัญ ไม่ต้องวิ่งหาหมอรักษากันก็ได้ ชั่วแต่พยาบาลกันในบ้านก็หายไปเอง แต่เฃาว่าฝรั่งกลัวกันหนัก เห็นเปนโรคสำคัญ จะเปนด้วยเมืองหนาวอาบน้ำยาก สิ่งสกปรกเกรอะกรังอยู่ทำให้เกิดพิษ ส่วนบ้านเราอาบน้ำกันได้มาก ล้างสิ่งซึ่งสกปรกให้ตกไปเสีย จึ่งไม่มีพิษอะไรเลย
เรื่องสามเณรหลานต่อ ทรงตัดสินให้บวชเรียนอยู่ต่อไปนั้น เกล้ากระหม่อมเห็นชอบด้วย เพราะว่าเจ้าตัวมีใจสมัคร คนเราไม่ว่าเรียนทางไร ถ้าเรียนรู้ได้ก็ใช้ได้ทั้งนั้น สำคัญอยู่ที่ตัว เรียนเมืองนอกได้วิชาเฃ้ามาช่วยตัวไม่ได้ก็มี บุราณว่า “ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด” เปนฃองมีจริง
เรื่อง โต๊ะ โตก ที่ตรัศอธิบายไปนั้นดีหนัก ข้อสำคัญอยู่ที่ได้ทอดพระเนตรเห็นโต๊ะสามฃาทำฃาเปนรูปท้าวช้าง เปนอันไขความที่สงสัยให้หลุดหมด ญัตติตกลงได้เปนดั่งนี้
๑ โต๊ะ เปนคำจีน ตรงกับม้าฃ้างไทย หรือ table ฃ้างฝรั่ง
๒ โตก เปนคำไทย คือว่าถาดต่อท้าวให้สูง ตามได้เห็นสี่อย่าง
ก. ถาดไม้ท้าวกลึงเปนลูกมะหวด เปนของชาวพายัพใช้ เรียกว่า สโตก
ข. ถาดโลหะ ต่อฃาสามฃาทำเปนรูปท้าวช้าง เปนของไทย เรียกว่าโตกท้าวช้าง
ค. ถาดโลหะ ต่อฃาสามฃาทำเปนรูปท้าวสิงห์ เปนของไทย
ง. ถาดโลหะ ต่อท้าวเปนรูปบัวคว่ำอย่างเชิงพาน เปนของไทย
ปัญหาอีกข้อหนึ่ง ตรรัสชวนให้วินิจฉัยในเรื่องรดน้ำ นึกดูอย่างหยาบๆ เห็นว่ามีความหมายเปนหลายอย่างด้วยกัน ความหมายของไทยกับของฮินดูไม่เหมือนกันเปนแน่ แต่เรารับอย่างมาทำปนเปกันจึ่งพาหลง
ฃ้างไทยเห็นจะถือเอารดน้ำมนต์ เปนการไล่ผี ไล่โรค ไล่เสนียดจัญไรให้พ้นตัว ให้มนต์เฃ้าสิงเปนสวัสดิมงคลแทนที่ จะว่าถึงการทำประจำในชีวิตก่อน
๑ รดเมื่อโกนผมไฟ เดิมก็จะเพื่อชำระกายให้สอาด พ้นจากแปดเปื้อนผมที่โกน แล้วทีหลังเอาน้ำมนต์เฃ้าแถม เพื่อให้เปนสวัสดิมงคลด้วย
๒ รดเมื่อโกนจุก เปนอย่างเดียวกับโกนผมไฟ
๓ รดเมื่อแต่งงาน เพื่อเปนสวัสดิมงคลอย่างเดียว
๔ เมื่อตาย รดน้ำศพด้วยน้ำท่าและน้ำหมอ เปนการแต่งเนื้อแต่งตัวให้หมดจดงดงาม เพื่อขึ้นไปไหว้พระจุฬามณี เมื่อพระเจ้าศรีสวัสดิจวนถึงทิวงคต ยังได้เอารูปพระจุฬามณีมาแขวนถวาย ไม่ใช้น้ำมนต์ในที่นี้เพราะไม่ต้องการสวัสดิมงคล
การรดน้ำพิเศษก็ยังมีอีกหลายอย่าง เช่นสรงน้ำพระ รดน้ำญาตผู้ใหญ่ ในยามสงกรานต์ซึ่งอากาศร้รอน เปนการทำให้ชุ่มชื่น นี่เปนทางสังคหะ
รดน้ำมนต์ ๗ วัด เปนการไล่โรค ไล่ผี ไล่เสนียดจัญไร ตามที่ตนเฃ้าใจว่าจะมีอะไรมาพ้องพาน
รดน้ำของสมเด็จพระนเรศวรเมื่อฃ้ามแดนนั้นแปลก เปนไปในทางปฏิญญาสาบาน ท่วงทีอย่างเดียวกับแช่งน้ำถือน้ำ
ส่วนทางฮินดูลางทีก็จะเปนหลายอย่าง ซึ่งเราไม่รู้การกระทำของเฃาดี อภิเษกต่างๆ นั้นแสดงการให้แน่นอน พระเวสสันดรหลั่งน้ำให้ชูชกก็แสดงการให้ มีที่แปลกไปอีกตามที่นึกได้ก็คือตรวจน้ำให้แก่เปรต ดูจะเปนการเซ่น มีนิทานที่พระเจ้าพิมพิสารทำบุญให้แก่เปรต ตรวจน้ำแล้วปรากฎผลเห็นประจักษ์ตา ว่าเกิดเปนสระน้ำ พวกเปรตได้ลงอาบกิน
นึกพลุ่งขึ้นมาได้ยุ่งอย่างนี้ ทูลถวายมาเสียที พอเปนตัวอย่างได้ทรงพิจารณาต่อไป
มีเรื่องเสียใจระคนด้วยแค้นใจที่จะกราบทูลรายงาน ด้วยเรื่องซองบุหรี่ญี่ปุ่นซึ่งโปรดประทานไป เห็นฃ้างนอกทาสีเปนไม้เทียม แต่ฃ้างในเปนไม้แท้ ทำให้เฃ้าใจว่าเปนไม้ทั้งตัว คิดว่าถ้าขูดสีออกขัดเนื้อไม้เสียให้ดีก็จะเปนของดีขึ้น จึ่งขอประทานเติมอีกสี่ใบ นี่เปนเรื่องเมื่ออยู่ที่หาดใหญ่ ตั้งใจว่ากลับกรุงเทพฯ จะเอาไปให้เจ๊ก มันชื่อหมิง
ฝ่อ ซึ่งเคยใช้ทำไม้ให้มันขัด ครั้นกลับถึงกรุงเทพฯ เจ้าหมิงฝ่อห้างล้มตัวไปไหนเสียก็ไม่ทราบ งานจึ่งเลยค้างเที่ยวหาเจ๊กที่จะให้ทำให้ได้ต่อไป บัดนี้หาได้ จึ่งส่งซองไปให้มันขัด มันวิ่งตาเหลือกเอามาให้ดู พอขัดเอาสีออก ปรากฎไส้ในเปนกระดาษ หาใช่ไม้ไม่ ญี่ปุ่นมันเอาขี้กบปะกระดาษไว้ตบตาเท่านั้น เปนอันความคิดล้ม
หญิงอามเจ็บ ไม่มีใครดีดพิมพ์ ต้องเขียน
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๘ ดร
Cinnamon Hall,
206 Kelawei Road, Penang. S.S.
วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๗๘
ทูล สมเด็จกรมพระนริศรฯ
พอหม่อมฉันเปิดซองลายพระหัตถ์ฉะบับลงวันที่ ๙ ก็ร้องออกมาว่าเออ นี่อย่างไรจึงทรงเขียนด้วยฝีพระหัตถ์ หญิงเหลือนั่งอยู่ด้วยที่นั่นตอบทันทีว่าหญิงอามคงเจ็บ ครั้นอ่านลายพระหัตถ์ไปถึงตอนปลายก็ได้ความตามหญิงเหลือว่า หม่อมฉันนึกสงสารและออกรำคาญใจ แต่หวังว่าจะไม่เจ็บป่วยมากมายอะไร ขอท่านได้โปรดถามข่าวแทนหม่อมฉันด้วย
ทางนี้นายแก้วหายเจ็บมาดีดพิมพ์ได้แล้ว เรื่องมาออกสุกใสที่เมืองฝรั่ง แม้เพียงเมืองปีนังก็ลำบากจริงดังทรงปรารภ พอนายแก้วเจ็บหม่อมฉันก็ให้ไปหาหมอจีนคน ๑ ซึ่งรู้วิชชาแพทย์ฝรั่ง แต่ใจดูเหมือนจะยังเลื่อมใสอย่างชาวตะวันออก ตรวจนายแก้วว่าเปนโรคสุกใส แล้วเลยกำชับว่าอย่าให้ไปเที่ยวพูดว่าไปให้เขาตรวจ แต่ฝ่ายข้างพวกเราพอรู้ว่าเปนสุกใสก็สิ้นวิตก รักษาด้วยให้กินยาเขียวอย่างข้างไทยไม่กี่วัน
ก็หาย ได้ความว่าที่นี่รัฐบาลเขามีโรงพยาบาลสำหรับโรคระบาทว์แห่ง ๑ ใครเปนโรคที่เข้าใจว่าอาจจะติดต่อถึงผู้อื่น ก็บังคับเอาตัวไปขังรักษาในโรงพยาบาลนั้น ใช่แต่เท่านั้นคนในบ้านที่เกิดโรคเช่นนั้นก็ถูกกัก ห้ามมิให้ออกจากบ้านตั้งเดือน แต่บางทีจะเปนแต่คำเล่าลือดังทูลมา
มีความที่จะทูลสนองลายพระหัตถ์ข้อหนึ่ง เรื่องซองบุหรี่ยี่ปุ่น ซึ่งสำคัญว่าทำด้วยไม้ กลายเปนทำด้วยกระดาดไปนั้นเปนการถูกตบตาอย่างสาหัศ แต่จะโทษยี่ปุ่นก็ไม่ควร เปรียบเหมือนเขาเอาของที่แลเห็นเหมือนทองคำมาขาย เรียกราคาเพียงเท่าๆ
เครื่องเงิน เราก็ควรจะรู้ว่าเปนของกาไหล่ เพราะใช่วิสัยมนุษย์ที่จะทำทองคำขายราคาถูกถึงเท่านั้นได้ ฝรั่งเขาจึงว่าของยี่ปุ่นราคาถูกจริง แต่ไม่ทนทานเหมือนของฝรั่งทำ ข้อนี้มีอังกฤษคนหนึ่ง ที่เมืองสิงคโปร์เคยปรารภกับหม่อมฉัน ว่าที่รัฐบาลอังกฤษอยากจะให้ซื้อผ้าทอที่เมืองแมนเชสเตอร์ โดยอ้างว่าถึงแพงก็ทนกว่าผ้ายี่ปุ่นนั้น ไม่คิดถึงอกคนซื้อ ด้วยธรรมดาคนโดยมากมีรายได้จำกัดประจำเดือนประจำปี
ต้องแบ่งเปนส่วนสำหรับซื้อของที่ต้องใช้ ถ้าซื้อผ้ายี่ปุ่นได้เพียงราคาเหรียญ ๑ แต่ซื้อผ้าแมนเซสเตอร์ต้องเสีย ๒ เหรียญ การประหยัดทรัพย์ผิดกันมาก ข้อที่ว่าผ้าแมนเซสเตอร์จะทนกว่าผ้ายี่ปุ่นนั้นไม่เปนการสำคัญเท่าที่ผู้ซื้อต้องเสียเงินน้อยกว่า มาคิดถึงซองบุหรี่ที่ว่าก็เปนทำนองเดียวกัน หม่อมฉันยังใช้อยู่ใบ ๑ เดี๋ยวนี้ จะตั้งใจลองดูว่ามันจะทนทานไปได้สักเท่าใด นึกว่าก็เห็นจะไม่ผิดกับซองบุหรี่ฝรั่งที่ราคาแพงอย่างไรนัก
ในสัปดาหะนี้ หม่อมฉันถวายอธิบายเรื่องเมืองตะกั่วป่ามาตอนหนึ่งก่อน ยังไม่หมดเรื่อง เพราะเขียนเข้ามันออกสนุกก็เลยค้นคว้าขยายความออกไป จึงเปนเรื่องยืดยาว ยังกำลังตรวจตอนหลังอยู่ จะส่งถวายในสัปดาหะหน้า
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
อธิบายเรื่องเมืองตะกั่วป่า
ตอนที่ ๑ วินิจฉัยเรื่องเมืองโบราณในแหลมมลายู
๑. ในแหลมมลายู ยังมีโบราณสถานที่พวกชาวอินเดียสร้างไว้แต่ดึกดำบรรพ์ เปนสำคัญว่าได้มาตั้งภูมิลำเนาเปนบ้านเปนเมืองที่ตรงนั้น ปรากฏอยู่หลายแห่ง และปลาดที่อยู่ในแดนประเทศสยามบัดนี้แทบทั้งนั้น นับแต่เหนือลงไปใต้
ทางฝ่ายทะเลตะวันตก
ก. ในจังหวัดตะกั่วป่า (ดอกเตอร์เวลส์ได้ตรวจเมื่อเร็ว ๆ นี้) มีเทวสถานอยู่ณตำบล “ทุ่งตึก” ที่เกาะคอเขาตรงปากน้ำแห่งหนึ่ง ที่บน “เขาพระหน่อ” แห่งหนึ่ง และที่ “เขาพระนารายน์” แห่งหนึ่ง
ข. ในจังหวัดตรัง มีกรุบรรจุพระพิมพ์ดินดิบอยู่ที่ถ้ำ “วัด(วิ)หาร” กับที่ตำบลอื่นอีก (แต่จำชื่อไม่ได้) พระพิมพ์ดินดิบอย่างว่านี้ทราบว่ายังทำในประเทศธิเบต เมื่อปลงศพพระมหาเถรที่คนนับถือมากแล้วย่อมเอาอัษฐิประสมดินทำพระพิมพ์เปนประเพณี
ค. ในแขวงจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่อำเภอ (เมือง) ไชยา มีปราการเมืองและมีพระเจดีย์หลายแห่ง ดูเหมือนจะเปนเมืองใหญ่กว่าที่อื่นหมด
ฆ. ในแขวงจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ตำบลเวียงสระ มีปราการเมืองขนาดย่อม มีพระเจดีย์และศิลาจารึก
ง. ที่เมืองนครศรีธรรมราช มีเจดีย์สถานและเดิมน่าจะมีเมืองด้วย แต่สร้างเมืองใหญ่ทับเสียจึงศูญไป
จ. ที่เมืองพัทลุง มีกรุที่บรรจุพระพิมพ์ดินดิบในถ้ำ “เขาคูหาสวรรค์” และ “เขาอกทลุ”
ฉ. ที่เมืองยะลา มีพระนอนใหญ่สร้างไว้ในถ้ำและมีกรุที่บรรจุพระพิมพ์ดินดิบที่ในถ้ำ “เขาตะเภา”
เคยได้ยินว่าที่เมืองไทร ก็มีทั้งพระเจดีย์และกรุที่บรรจุพระพิมพ์ดินดิบ แต่สูญไปเสียแล้ว เมืองอื่นๆ ข้างใต้เมืองยะลาและเมืองไทรลงไป ได้ยินว่ามีแต่สังหาริมวัตถุเช่นศิลาจารึกและขุดพบพระพุทธรูปเปนต้น หาปรากฏว่ามีโบราณสถานที่สร้างประจำที่ไม่
เมื่อพิจารณาดูแผนที่แหลมมลายูยังได้ความต่อไป ว่าเมืองต่างๆ ที่พรรณนามานั้น เมืองที่อยู่ทางฝ่ายทะเลตะวันตกเปนท่าเรือของพวกชาวอินเดีย สำหรับเดินบกข้ามแหลมมลายูมายังเมืองที่ตั้งทางฝ่ายทะเลตะวันออกทุกแห่ง คือ
ก. เมืองตะกั่วป่า เปนต้นทางมาเมืองไชยาและเมืองเวียงสระ (บางทีต้นทางมาเมืองเวียงสระ จะขึ้นที่ลำน้ำปะกาไสแขวงเมืองกระบี่ แต่ยังไม่พบหลักฐาน)
ข. เมืองตรัง เปนต้นทางมาเมืองนครศรีธรรมราชและเมืองพัทลุง
ค. เมืองไทร เปนต้นทางมาเมืองยะลา (ทางอำเภอเบตงบัดนี้) ใต้นั้นลงไปคงเปนเพราะแหลมมลายูกว้างมาก และมีภูเขาซับซ้อนกันหลายเทือกเดินบกลำบากนัก จึงมีแต่เมืองน้อยๆ ตั้งตามชายทะเลไปมาหากันแต่โดยทางเรือ
๒. มูลเหตุที่ชาวอินเดียมาสร้างบ้านเมืองและเจดียสถานไว้ในแหลมมลายู ก็อยู่ในเรื่องเดียวกันกับพวกชากอินเดียพาสาสนาและอาริยธรรมมาประดิษฐานในประเทศต่างๆ ทางตะวันออกนี้ พิเคราะห์ดูเหมือนจะมาเป็น ๒ ทาง พวกที่มาแต่แรก (ที่สร้างพระปฐมเจดีย์) เห็นจะเปนชาวอินเดียตอนกลาง มาขึ้นที่เมืองมอญเดินมาทางลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา อีกพวกหนึ่งมาทีหลังเปนชาวอินเดียตอนใต้ แล่นเรือมาทางแหลม
มลายู พวกนักปราชญ์โบราณคดีค้นเรื่องชาวอินเดียที่มาทางเมืองมอญยังไม่ได้เท่าใดนัก รู้แต่ว่ามาแต่เมื่อชาวอินเดียยังถือพระพุทธสาสนาอย่างคติหินยาน ชาวอินเดียทางสายใต้มาเมื่อถือคติพระพุทธสาสนาอย่างมหายาน แต่สืบได้ความรู้เรื่องชาวอินเดียที่มาทางสายใต้มาก จึงแต่งพงศาวดารกำหนดเรื่องเปน ๓ ภาค คือมลายูภาค ๑ ชะวาภาค ๑ และกัมพูชาภาค ๑ เอาภาคมลายูเปนต้นเรื่อง เพราะพวกชาวอินเดียมาตั้งอาณาเขตต์ในแผ่นดินมาลายู (คือรวมทั้งแหลมมลายูและเกาะสุมาตรา
กับทั้งเกาะอื่นๆ ในช่องเตร็ดมลัคกา Straits of Malacca) ก่อน แล้วจึงขยายอาณาเขตต์และอาริยธรรมต่อไปถึงประเทศชะวาและกัมพูชา ข้อนี้พวกนักปราชญ์ทั้งที่ในชะวาและกัมพูชาชี้หลักฐานชอบกล ว่าเจดียสถานของโบราณที่สร้างในเมืองเขมรก็มีแบบศิลปของเขมร ที่ในเมืองชะวาก็มีแบบศิลปของชะวา แม้แปลกก็รู้ได้ว่ามิใช่คิดขึ้นใหม่ เปนแต่แก้ไขมาจากแบบศิลปของชาวอินเดีย พึงสันนิษฐานว่าในชั้นแรกคงสร้างตามแบบอินเดีย แล้วจึงคิดแก้มาโดยลำดับ จนเกิดเปนแบบเขมรและแบบชะวา
ขึ้นต่างหาก แต่ไฉนโบราณสถานที่ปรากฎอยู่ในกรุงกัมพูชาและเกาะชะวาจึงมีแต่สร้างเมื่อแบบศิลปของเขมรและชะวาสมบูรณ์แล้ว แต่ที่สร้างในสมัยเมื่อศิลปกำลังเปลี่ยนแปลงจึงหาพบไม่ อธิบายข้อนี้ศาสตราจารย์ปามองเตียพิจารณาทางกรุงกัมพูชา เห็นว่าในสมัยเมื่อเปลี่ยนแปลงนั้นคงยังสร้างด้วยเครื่องไม้ ฝ่ายศาสตราจารย์บอชทางประเทศชะวาเห็นว่าน่าจะเปนเพราะพวกช่างทางชะวา ได้อาศัยแต่เรียนคัมภีร์ “ศิลปศาสตร์” ซึ่งมาจากอินเดียเปนเค้าที่คิดแบบสร้างเจดียสถานขึ้น ที่จริงจะ
เปนอย่างไรยังไม่ยุติเปนหลักฐาน การค้นแบบศิลปจึงเปนข้อสำคัญในพงศาวดารภาคมลายูอยู่อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้เมืองไชยาเปนที่สำคัญขึ้น เพราะยังมีโบราณสถาน “สมัยมลายู” เหลืออยู่มากกว่าแห่งอื่นนอกจากที่เมืองปะเลมบัง ในเกาะสมาตรา ที่เข้าใจกันว่าเป็นราชธานี “ศรีวิชัย” ในสมัยนั้น แต่ที่เมืองปะเลมบังรัฐบาลฮอลันดาก็ยังไม่ได้ตรวจค้นแขงแรงเท่าใดนัก เรื่องประวัติของแบบศิลปจึงยังเปนปัญหาซึ่งจะต้องรอฟังต่อไป
๓. เรื่องพงศาวดารฉะเพาะภาคมลายูนั้น ในหนังสือเรื่องมลายะ (Malaya) ซึ่งนายพันตรี เอนรีเคส (Major Enriquez) แต่ง กล่าวว่ามีหลักฐานทราบความได้ ว่า มนุษย์ที่เปนชาวแหลมมลายูแต่เดิม พวกเงาะอยู่ข้างตอนเหนือ พวก “มลายูเก่า” อยู่ข้างตอนใต้ มนุษย์ทั้ง ๒ พวกนั้นเดี๋ยวนี้ก็ยังมีเหลืออยู่ แต่หลบลี้เข้าไปอยู่ตามเทือกภูเขาข้างกลางแหลมมลายู เลยกลายเปนคนป่า พวกมลายูที่อยู่ข้างตอนใต้ในบัดนี้เปนพวก
“มลายูใหม่” ซึ่งเดิมเปนชาวเกาะอยู่ที่อื่น ย้ายมาตั้งภูมิลำเนาในแหลมมลายู ส่วนทางข้างเหนือในหนังสือนั้นว่ามีมนุษย์ชาติหนึ่ง “ซึ่งพูดภาษามอญเขมร” (ตรงกับพวกลาวหรือลว้า ที่หม่อมฉันเคยถวายวินิจฉัยไปแต่ก่อน) ลงมาจากข้างเหนือ มาชิงดินแดนของพวกเงาะตั้งเปนภูมิลำเนา ข้อนี้อ้างหลักฐานว่าภาษาของพวกเงาะยังมีคำมอญเขมรระคนอยู่ เพราะได้เคยส้องเสพกับพวกลาว พวกชาวอินเดียเริ่มมามี
อำนาจในแหลมมลายูในสมัยเมื่อพวกลาวปกครองท้องถิ่น และเชื้อสายของชาวอินเดียได้ปกครองแหลมมลายูมาประมาณ ๒๐๐ ปี เมื่อเสื่อมอำนาจลงพวกเขมร (เมืองละโว้) ลงมาชิงได้บ้านเมือง แต่เขมรปกครองอยู่ไม่ช้า ชนชาติไทยได้เปนใหญ่ในประเทศสยาม (ณกรุงสุโขทัย) ก็ขยายอำนาจลงมาได้แหลมมลายูตอนข้างเหนือ ไว้เปนอาณาเขตต์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๘๐๐ เศษเปนต้นมา ในพงศาวดารของไทยเราว่าไทยได้แหลมมลายูตลอดลงไปจนสุดปลายแหลม มีหลักฐานอยู่ในกฎมณเฑียรบาล
และในเรื่องพงศาวดารครั้งรัชชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ปรากฏว่าไทยได้ยกกองทัพลงไปตีถึงเมืองมลัคกา แต่เมื่อพิจารณาดูก็เห็นว่าตรงกัน คือเมื่อครั้งพระเจ้ารามคำแหงมหาราช คงขยายราชอาณาเขตต์ลงไปตลอดแหลมมลายู แต่ให้ไทยลงไปปกครองแต่ตอนที่ราษฎรเปนลว้า ข้างใต้ลงไปราษฎรเปนมลายูจึงให้มลายูปกครอง แต่วิธีปกครองคงเปนอย่างประเทศราชหรือพระยามหานครทั้งนั้น ในหนังสือเก่าเช่นเรื่องชินกาลมาลินีและสิหิงคนิทาน จึงเรียกเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชว่า “ราชา”
๔. หลักฐานเรื่องพงศาวดารภาคมลายู นอกจากศิลาจารึกและแบบศิลป มีหนังสือบางเรื่องซึ่งนักปราชญ์ผู้คนเรื่องพงศาวดารได้อาศัยสอบสวน เรื่องหนึ่งเปนหนังสือในอินเดียข้างฝ่ายใต้เรียกว่า “ไศเลนทรวงศ” (น่าแปลว่า “วงศพระเจ้าเขาหลวง”) อีกเรื่องหนึ่งเปนจดหมายเหตุจีนเรียกว่า “ซู-ฟัน-ซี” (Chu-fan-chi) (แปลความว่า
“จดหมายเหตุต่างประเทศ”) แต่งเมื่อราว พ.ศ. ๑๗๖๘ นอกจากนั้นมีจดหมายเหตุของพวกแขกอาหรัปประกอบอีกบ้าง แต่การสอบสวนอยู่ข้างลำบากเพราะหนังสือเหล่านั้นเรียกชื่อบ้านเมืองไม่ตรงกัน ถึงกระนั้นก็ได้เรื่องราวดังจะกล่าวแต่โดยย่อต่อไปนี้ คือ
เมื่อราว พ.ศ. ๑๑๐๐ พวกชาวอินเดียเริ่มตั้งราชอาณาเขตต์ภาคมลายู เรียกว่า “ประเทศศรีวิชัย” ตั้งเมืองหลวงใกล้เมืองปะเลมบัง ในเกาะสุมาตราบัดนี้ แต่สมัยนั้นยังถือสาสนาพราหมณ์อย่างลัทธิศิเวทแผ่ลัทธิสาสนานั้นไปถึงประเทศชะวาและกัมพูชา ต่อมามีชาวอินเดียฝ่ายใต้อีกพวกหนึ่งซึ่งถือพระพุทธสาสนาอย่างคติมหายาน มาได้เปนใหญ่ในภาคมลายู (แต่ในหนังสือไศเลนทรวงศเรียกนามอาณาเขตต์ว่า “ประเทศชาวกะ” (Javaka) ในจดหมายเหตุจีนเรียกว่า “ประเทศสัน-โฟฉี” (an-fo-tsi) ในจดหมายเหตุพวกอาหรัปเรียกว่า “ประเทศสบัค” (Zabag) แต่
พิเคราะห์ที่กล่าวถึงภูมิประเทศ เห็นได้ว่าเปนอาณาเขตต์แห่งเดียวกัน) กษัตริย์ไศเลนทรวงศที่ปกครองภาคมลายู มีอานุภาพสืบกันมาหลายชั่ว แต่ตั้งราชธานีอยู่ที่ไหนเถียงกันอยู่ ทางอินเดียว่าตั้งราชธานีอยู่ในแหลมมลายูที่เมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งในศิลาจารึกเรียกว่า “เมืองตามรลิงค์” (Tamralinga) หรือที่เมืองไชยา ซึ่งในศิลาจารึกเรียกว่า “เมืองครหิ” (Grahi) แต่เค้าเงื่อนทางอื่นว่าตั้งราชธานีอยู่ณเมืองปะเลมบัง ซึ่งเปนราชธานีเดิมครั้งศรีวิชัยนั่นเอง (ในหนังสือนี้จะคงเรียกนามประเทศว่า “ศรี
วิชัย” ต่อไป) ในจดหมายเหตุจีนว่าพระเจ้ากรุงศรีวิชัยมีอาณาเขตต์กว้างขวาง ระบุชื่อเมืองใหญ่ในราชอาณาเขตต์ (เรียกตามเสียงจีน) ไว้ถึง ๑๕ เมือง ว่าเปนเมืองประเทศราชบ้างเปนหัวเมืองบ้าง มีชื่อเมืองตันมาลิง (Tan-ma-ling) ตรงกับชื่อเมืองนครศรีธรรมราช ที่เรียกในศิลาจารึกว่า “ตามรลิงค์” และเมืองเกียโลหิ ตรงกับเมืองไชยาซึ่งเรียกว่าเมือง “ครหิ” ในศิลาจารึก อยู่ใน ๑๕ เมืองนั้นด้วย เนื้อความในศิลาจารึกเมืองไชยาที่ศาสตราจารย์ยอช เซเดส์ แปล ก็ปรากฏว่าไศเลนทรวงศนั้นภาย
หลังแยกกันเปน ๕ สาขา ต่างมีบ้านเมืองเปนอาณาเขตต์ในภาคมลายู เหตุที่พวกเชื้อสายชาวอินเดียจะหมดอำนาจในภาคมลายูนั้น ว่าเพราะกษัตริย์ราชวงศไศเลนทรองค์ ๑ ทรงนามว่า “จันทรภาณุ” (เห็นจะเปนใหญ่คล้ายราชาธิราชในภาคมลายู) ยกกองทัพไปช่วยพวกทมิฬตีเมืองลังกา ไปปราชัยย่อยยับ อาณาเขตต์ก็แตกฉานและยังซ้ำประจวบพวกอาหรัปมาเกลี้ยกล่อมพวกมลายู ให้เข้ารีตถือสาสนาอิสลามด้วย แต่นั้นพระพุทธสาสนาก็เลยเสื่อมทรามลง บ้านเมืองก็เลยแยกกันไปตามยถากรรม
๕. แต่ในสมัยเมื่อราชวงศไศเลนทรครองภาคมลายูนั้น ให้เที่ยวสั่งสอนและทำนุบำรุงพระพุทธสาสนาอย่างคติมหายานเจริญแพร่หลายเปนต้นเหตุที่จะสร้างเจดียสถาน ณ ที่ต่างๆ ในแหลมมลายูที่พรรณนามาข้างต้น และนับถือพระพุทธสาสนากันแพร่ไปจนถึงประเทศชะวา แต่พระพุทธสาสนาอย่างคติมหายานที่เข้าไปถึงประเทศสยามนั้น ศาสตราจารย์ ยอช เซเดส์ เคยบอกหม่อมฉันว่าขึ้นไปจากเมืองไชยา ด้วยมีในศิลาจารึกปรากฏว่าผู้ครองเมืองไชยาองค์ ๑ ได้ขึ้นไปครองเมืองละโว้แล้วเชื้อวงศ
ได้ออกไปครองกรุงกัมพูชา และมีในศิลาจารึกที่เมืองละโว้ว่าในสมัยเมื่อจารึกนั้น ที่เมืองละโว้มีทั้งพระสงฆ์ฝ่ายหินยานและพระสงฆ์ฝ่ายมหายานอยู่ด้วยกัน ความส่อว่าพระสงฆ์นิกายหินยานอยู่ในประเทศสยามสืบมาแต่พวกสร้างพระปฐมเจดีย์ พระสงฆ์พวกมหายานขึ้นไปจากเมืองไชยากับเจ้าแผ่นดินองค์ที่ว่านั้น ยังมีเรื่องต่อไป หม่อมฉันเคยบอกความเห็นแก่ศาสตราจารย์ปามองเตียครั้งหนึ่ง ว่าหม่อมฉันเข้าใจว่ากรุง
กัมพูชาได้สาสนาพราหมณ์มาจากทางเมืองชะวา พระพุทธสาสนานั้นได้คติอย่างหินยานไปจากประเทศสยาม แต่ได้คติอย่างมหายานมาจากทางเมืองชะวา แกรับรองความเห็นของหม่อมฉันในข้อสาสนาพราหมณ์ แต่ในส่วนพระพุทธสาสนาแกยืนยันว่าได้ไปจากประเทศสยามทั้งอย่างหินยานและมหายาน ดูเหมือนแกจะสอบสวนหาหลักฐานได้แล้ว ถ้าเช่นนั้นพระพุทธสาสนาอย่างมหายานขึ้นมาจากเมืองไชยา มาประดิษฐานที่เมืองละโว้ก่อน แล้วจึงแพร่หลายลงไปกรุงกัมพูชา ความ
ที่อ้างนี้ดูก็มีเค้าเงื่อนชอบกล ด้วยสังเกตปรางค์หินที่มีในประเทศสยาม ทั้งในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและบนแผ่นดินสูงทางโคราช ที่เปนชั้นเก่าเช่นปรางค์สามยอดที่เมืองละโว้ก็ดี วัดพระพายหลวงที่เมืองสุโขทัยก็ดี ปรางค์หินที่เมืองพิมายก็ดี สร้างเปนสถานในพระพุทธสาสนาอย่างมหายานทั้งนั้น ที่เปนเทวสถานเช่นที่เขาพนมรุ้งเปนต้นก็สร้างตามคติวิษณุเวท ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังพระพุทธสาสนาอย่างมหายาน เทวสถานอย่างศิเวทที่มาก่อนพระพุทธสาสนาอย่างมหายานหาใคร่จะพบไม่ นึกถึง
เมืองพิมาย พิเคราะห์ดูยิ่งเหมาะกับเรื่องเพราะตัวปรางค์ที่เปนประธานสร้างเปนวัตถุในพระพุทธสาสนาอย่างมหายาน แต่ตามวิหารทิศที่พระระเบียงมีลายจำหลักเรื่องรามเกียรติ์ เปนคติวิษณุเวททางสาสนาพราหมณ์ ส่อให้เห็นว่าเปนของสร้างเพิ่มเติมในภายหลัง เมื่อความเลื่อมใสสาสนาพราหมณ์ตามคติวิษณุเวทรุ่งเรืองทางกรุงกัมพูชา แล้วแพร่หลายมาถึงประเทศสยาม เพราะตามคติวิษณุเวทถือว่าพระพุทธเจ้าเปนพระนารายน์อวตาร จึงเชื่อมกันได้ด้วยเหตุนั้น.
วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๘ ดร
ตำหนักปลายเนีน คลองเตย
วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๗๘
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๖ พฤศจิกายน ได้รับประทานแล้ว
เรื่องวิธีจัดศพนั้นสันนิษฐานยากเต็มที จะทูลถวายเรื่องศพใส่ลุ้ง ครั้งแรกได้ไปเห็นศพพระอาจารย์จีนวัดเล่งเนยยี่ คืออาจารย์ของพระอาจารย์แมวอีกทีหนึ่ง เพราะเที่ยวเดินดูหาทางตัดถนนพลับพลาไชยเดี๋ยวนี้ บุกเฃ้าไปในตรอกวัดโคก เห็นมีงานอึกทึกที่หลังวัดเล่งเนยยี่ จึ่งแวะเฃ้าไปดู เห็นปลูกเมรุสูงใหญ่ ในนั้นตั้งชั้น บนชั้นมีลุ้งสี่เหลี่ยมตั้ง หมดนั้นประดับด้วยกระดาษและดอกไม้จีนอย่างเครื่องกงเต๊ก ถามได้ความว่าศพท่านสมภาร ทำให้สดุดใจว่า อ่อ จีนก็ใช้โกศเหมือนกัน
ครั้นเมื่อถึงคราวช่วยฝ่าพระบาทแต่งตำนานโกศหีบ นึกขึ้นมาว่าทางฃ้างจีนเฃาจะอย่างไรในการจัดศพใส่โกศใส่หีบ จึ่งแล่นไปหาพระอาจารย์แมวเรียนถามท่านว่า ฃ้างจีนจัดแบ่งชั้นในการใส่ลุ้งใส่หีบเปนลำดับศักดิอย่างไร ท่านชี้แจงว่าหาได้อยู่ที่ศักดิไม่ อยู่ที่นั่งตายหรือนอนตาย ถ้านั่งตายก็ทำลุ้งใส่ ถ้านอนตายก็ทำหีบใส่ ด้วยเฃาไม่อยากจะถูกต้องแผ้วพานกับศพมากนัก ตายท่าไหนก็เอาไว้ท่านั้น อรรถาธิบายถึงการนั่งตายนั้นคือทำสมาธิไปจนตาย ซึ่งทางจีนนับถือหนักว่าเปนทาง
เลิศของบรรพชิต ฝ่าพระบาทคงได้ทรงทราบอยู่แล้ว ทางเมืองจีนถึงกระทำความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ ปิดประตูทำสมาธิในกุฏจนตายไปคาที่ ในเมืองเราก็มีทำกัน เลยวิเศษไปถึงร่างกายไม่เน่าเปื่อย ตั้งไว้อวดไม่ใส่อะไรให้บูชากันอยู่ช้านานก็มี แต่ที่พระอาจารย์แมวว่านั้นไม่ถึงทำความเพียรอย่างอุกฤษฏ์เช่นนั้น เปนแต่ว่าท่านผู้ที่ยิ่งในทางวิปสัสนา เมื่อรู้ตัวว่าจะตายก็ไม่ปล่อยใจให้ตายไปด้วยใจกระสับกระส่าย ตั้งตัวพิงทำสมาธิไปจนถึงแก่ความตาย แต่ใครจะรับประกันได้ เมื่อถือกันว่าอย่างนั้น
เปนดี แม้จะนอนตายจับนั่งขึ้นทีหลังก็ได้ สมภารวัดประดู่โรงธรรมก็เปนตำแหน่งที่ขลังในทางวิปสัสนา จะเอาอย่างจีนมาทำใส่ลุ้งบ้าง เพื่อไม่ให้น้อยหน้าแก่จีนก็ได้ ทางพราหมณ์เฃาก็มีนักบวชผู้ทรงสิทธิศักดิเรียกว่าฤษี มีทางดำเนินไปในฌานสมาบัติเหมือนกัน พราหมณ์ผู้ใหญ่ในเมืองเขมร ได้ราชทินนามก็มีคำอิสีอยู่ในนั้น เพราะฉะนั้นศพพราหมณ์ผู้ใหญ่จะใส่ลุ้งนั่งอย่างศพพระจีนด้วยก็ตามที แต่ที่ลามมาถึงขัตติยด้วยยังแลไม่เห็นทาง เพราะฉะนั้นศพโกศของเราน่าจะมาทางอื่นกระมัง
การแต่งศพใส่โกศของเราด้วยเครื่องแต่งตัวอย่างประณีตมีทองปิดหน้า เปนไปใกล้ทางฃ้างศพอิยิปต์ อันศพอิยิปต์นั้นได้ทราบอย่างหยาบๆ ว่า แต่งนอนก็มี แต่งนั่งก็มี แต่งยืนก็มี แต่จะอาศัยเหตุผลกลใดหาทราบไม่
ปราสาทปักษีจำกรงซึ่งตรัสถึงนั้น เกล้ากระหม่อมได้เห็นเหมือนกัน แต่เห็นว่าสิ่งนั้นเปนไปในทางฃ้างเจดีย์ จึ่งไม่ได้อ้างมากล่าวเปนตัวอย่าง เมื่อวันที่ ๘ เดือนนี้ได้ไปทำบุญให้กรมหมื่นอนุวัตน์ นั่งดูลองกุดั่นเกิดญาณหยั่งเห็นขึ้นว่า ลองซึ่งมีผ้าเปนหลังคา ถ้าไม่ทำเปนแปดเหลี่ยมแล้ว จะไม่มีมุมที่ปักนาคปกได้เลย ลองแปดเหลี่ยมคงคิดแก้มาจากกลมพร้อมกับทำผ้าเปนหลังคานั้นเอง
การเผาศพทั้งเมรุนั้นเปนแบบโบราณ เฃาทำพนมศพบนตะเฆ่ (ดั่งปรากฎในเรื่องพระลอ ถ้าจะแปลคำนั้นก็ว่าภูเฃาศพ) อันพนมศพนั้นคือว่าศพวางบนกองพื้น แต่แต่งปิดให้เห็นวิจิตรเปนอย่างอื่น แล้วญาตช่วยกันชักตะเฆ่ไปเฃ้าเมรุซึ่งทำขึ้นในทุ่ง จึ่งเรียกว่าชักศพ เมรุนั้นไม่วิจิตรพิสดารอะไร มีไม้สี่ต้นเปนเสา มีหลังคาและบังเงาเพื่อ
กันแดดเวลาทำบุญเท่านั้น แล้วก็จุดไฟเผาศพ อะไรๆ ก็ไหม้ไปจนหมด แล้วกวาดเท่าไปก่อพระเจดีย์บัญจุไว้เปนจบ การเผาศพทางเหนือเฃายังใช้พื้นกองใหญ่ พระยาประทุมเทวาลงมากรุงเทพฯ กาลนั้นได้ไปเผาศพนายโหมด กระษาปน์ กลับมาบ่นอู้ว่าที่นี่เฃาปิ้งผี ไม่ใช่เผาผี เหม็นจะตาย
ขอบพระเดชพระคุณที่ประทานอธิบายในเรื่องพระยาไชยาซุย ทั้งได้ความรู้พิเศษว่า “ซิวเยีย” ก็เปนหลานพระยาไชยาคนนั้นด้วย เปนผู้มีสกุลเหล่าไชยามาแต่ดั้งเดิม พระยาเพชรกำแหงมลิรู้จักดี เมื่อเร็วๆ นี้ไปรดน้ำแต่งงานก็ยังได้พบ พระยาวรสิทธิไต้ฮักเปนเทศาภิบาลระหวางไหน ต่อพระยาดำรงสุจริตหรือมิใช่
เมื่อวันที่ ๑๓ นายห้างมารเกรตต์มาเผาจะเอาตำนานการทำเครื่องถม เกล้ากระหม่อมก็ทราบน้อยเต็มที แต่แน่ใจว่าเปนของมีมาแต่ครั้งกรุงเก่าแล้ว ทราบโดยสังเกตเหนขะบวรลายและรูปภาพมีชั้นฝีมือช่างกรุงเก่า แต่เรื่องราวในชั้นกรุงเก่าไม่เคยได้ฟังที่ไหนเลย มาทราบเอาชั้นกรุงเทพฯ มีช่างตั้งทำอยู่ที่หมู่บ้านพานถมตำบล
บางขุนพรหม แล้วก็ไปเกิดขึ้นในครศรีธรรมราชอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งฝ่าพระบาทเฃ้าพระทัยว่าเจ้าพระยานครศรีธรรมราชบำรุงขึ้นในรัชชกาลที่ ๓ เอาช่างบ้านพานถมกรุงเทพฯ นี้เอง ไปเปนครูฝึกหัดชาวนครศรีธรรมราชทำ ทราบเพียงเท่านี้
ทราบว่าที่หัวหินฝนตกน้ำท่วม น้ำพัดเอาบ้านเรือนเสียหายไปหลายหลัง ว่าที่บ้านคุณหญิงโชดึก ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับตำหนักสำนักดิศกุลก็เสียหายมาก น้ำพัดเอาพื้นชั้นล่างไหลลงทะเลไป จนชั้นล่างกลายเปนสระเสาลอยหมด แต่ยังไม่พัง ส่วนที่ตำหนักไม่ได้ยินว่ามีภยันตรายอย่างใด
หญิงอามเจ็บยังไม่หาย เปนไข้จับวันเว้นวัน คราวก่อนไม่ได้กราบทูลว่าเจ็บอะไร เพราะอาการยังไม่ปรากฎเห็นชัด กลัวจะเปนเหตุให้เกิดหนักพระทัย จึ่งกราบทูลให้ทรงทราบ ไม่หนักหนาอะไร แต่เห็นจะยาวเวลา
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๘ ดร
Cinnamon Hall,
206 Kelawei Road, Penang. S.S.
วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๗๘
ทูล สมเด็จกรมพระนริศร ฯ
เรื่องเมืองตะกั่วป่า แต่เดิมหม่อมฉันคาดว่าจะทูลให้หมดได้ในสองตอน แต่เมื่อมาเขียนเรื่องมันยืดยาว จะเขียนให้หมดเรื่องในสองคราวจดหมายไม่เรียบร้อยได้ จะต้องเพิ่มเปนสามคราว จึงถวายตอนกลางมากับจดหมายฉะบับนี้ จะถวายตอนท้ายในสัปดาหะหน้าต่อไป
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์ฉะบับลงวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ยังรู้สึกรำคาญด้วยเรื่องหญิงอามเจ็บอยู่นั่นเอง แม้ทราบว่าอาการไม่หนักหนาเพียงใด ที่เปนไข้เว้นวันจับเปนมะลาเรียอาจจะติดอยู่นานวัน และอาจจะกลับถ้าไม่ระวังตัวให้ดี เช่นรีบกลับทำการงานให้เหนื่อยเกินกำลัง เปนต้น ทั้งรำคาญที่ท่านต้องทรงเขียนลายพระหัตถ์เอง เป
นการเหน็ดเหนื่อยเพิ่มขึ้นด้วย แต่จะทูลขอให้หยุดลายพระหัตถ์ ก็นึกว่าอาจจะรำคาญยิ่งขึ้นทั้งพระองค์ท่านและตัวหม่อมฉัน เพราะขาดความชื่นใจที่ไม่ได้อ่านจดหมายมีไปมาถึงกันทุกสัปดาหะมาช้านาน จึงทูลขอแต่ว่าถ้ายังต้องทรงเขียนเอง ไม่ต้องเขียนให้ยืดยาวก็ได้ สักแต่ว่าสัปดาหะหนึ่งให้ได้เห็นลายพระหัตถ์ครั้ง ๑ อย่าให้ขาดไปเสียก็พอ ส่วนข้างหม่อมฉันมีคนดีดพิมพ์จะทูลบันเล็งตามเคย
เรื่องประวัติพระยาวรสิทธิเสวีวัตร์ (ไต้ฮัก) นั้น หม่อมฉันลืมไปเสียบ้างแล้ว นึกได้แต่ว่าเดิมออกไปรับราชการอยู่ที่เมืองภูเกตก่อน ไปทำความดีอย่างใดอย่างหนึ่ง จึงได้เลื่อนขึ้นเปนเทศามณฑลชุมพรต่อพระยาดำรงสุจริต (คอซิมก้อง ณะระนอง) หม่อมฉันยังจำได้แต่ว่าครั้งหนึ่งหม่อมฉันเดินทางข้ามแหลมมลายูทางเมืองกระ ไปพบพระยาวรสิทธิ ฯ กำลังเดินทางจากเมืองภูเกตจะมาเมืองชุมพร มาเจ็บลงกลางทาง ต้อง
พักรักษาตัวอยู่ที่อำเภอกระ พระยาวรสิทธิเสวีวัตร์มาเปนเทศาอยู่ไม่ช้าก็ถึงอนิจกรรม พระยามหิบาลบริรักษ์๑ ได้เปนแทนต่อมาแล้วลาออก ต่อนั้นพระยาคงคาธราธิบดี (เปนนามซึ่งสมเด็จพระมงกุฎเกล้า ฯ ทรงแก้จาก “เคางะธราธิบดี”) ชื่อ พลอย เปนบุตรของพระยาเสนานุชิต (นุช ณะนคร) ผู้ว่าราชการเมืองตะกั่วป่า ได้เปนเทศามาจนเลิกมณฑลสุราษฎร์ธานีเอาไปสมทบกับมณฑลนครศรีธรรมราช
หม่อมฉันรู้สึกยินดีที่ทราบจากลายพระหัตถ์ ว่าพระยาเพ็ชรกำแหง (มลิ) ยังอยู่ เขาเปนคนซื่อตรง หากไปป่วยเปนโรคเส้นประสาทเรื้อรัง ไม่สามารถจะรับราชการได้ จึงต้องลาออกโดยอำเภอใจตนเอง.
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
๑. พระยามหิบาลบริรักษ์ (สวัสดิ์ ภูมิรัตน) ↩
อธิบายเรื่องเมืองตะกั่วป่า ตอนที่ ๒
ตอนที่ ๒ ว่าด้วยประวัติเมืองตะกั่วป่า
๖. เรื่องเมืองตะกั่วป่ามีปัญหาเปนข้อต้น ว่าเพราะเหตุใดจึงเรียกชื่อว่า “ตะกั่วป่า” คำเปนภาษาไทยส่อว่าไทยขนานนามนั้นเมื่อได้ปกครอง (ภายหลัง พ.ศ. ๑๘๐๐) แต่เอาอะไรเปนนิมิตรที่ให้เรียกว่าเมืองตะกั่วป่า จะว่าเพราะเปนทำเลที่มีตะกั่วอยู่ในป่า
มาก คู่กับเมืองตะกั่วทุ่งอันมีตะกั่วในท้องทุ่งมากหรือ ก็เห็นว่ามิใช่ ถ้าหมายความเช่นนั้นคงเรียกว่า “เมืองป่าตะกั่ว เมืองทุ่งตะกั่ว” ตามไวยากรณ์ภาษาไทย อีกประการหนึ่งแร่โลหธาตุอันมีมากในท้องที่ก็เปนแร่ดีบุก มิใช่ตะกั่ว เพราะเหตุนั้นในประกาศเทวดา พิธีตรุสรัชชกาลที่ ๔ (ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ หรือมิฉะนั้นก็คงได้ทรงตรวจทาน) จึงใช้คำภาษามคธเรียกชื่อเมืองตะกั่วป่าว่า “ตีปุกะวัน” เรียกชื่อเมืองตะกั่วทุ่งว่า “ตีปุกังคณะ” จะว่าไทยในสมัยเมื่อ
ขนานนามเมืองไม่รู้ว่าดีบุกกับตะกั่วเปนโลห ๒ อย่างต่างกัน ดูก็ใช่เหตุ เพราะฉะนั้น น่าจะเอานิมิตรอื่นมาตั้งชื่อเมืองตะกั่วป่า ข้อนี้พระสารสาสนพลขัน (เจรินี) ว่าพบในหนังสือภูมิศาสตร์ปะโตเลมีแต่งเมื่อราว พ.ศ. ๘๐๐ พรรณนาชื่อเมืองทางแหลมมลายูนี้ ว่ามีเมืองหนึ่งชื่อ “ตะโกละ” (Takola) เปนที่ค้าขาย (Mart) พระสารสาสน ฯ ตีความว่าน่าจะเปนเมืองตะกั่วป่านี่เอง เมื่อมาคิดพิเคราะห์ดูในเวลานี้ก็เห็นชอบกล ด้วยมีเค้าเงื่อนอยู่หลายอย่างคือ
ก. ที่เมืองตะกั่วป่า มีโบราณวัตถุสถานอยู่เปนสำคัญว่าเคยเปนสถานีของชาวอินเดียแห่ง ๑
ข. พิเคราะห์ในแผนที่ ส่อให้เห็นว่าที่ตรงเมืองตะกั่วป่าคงเปนสถานีที่เรือแล่นข้ามอ่าวเบงคอลไปมา ในระหว่างเมืองอินเดียฝ่ายใต้กับแหลมมลายู
ค. มิสเตอร สก๊อต ซึ่งเคยเปนเจ้ากรมราชโลหกิจแต่ก่อน เคยบอกหม่อมฉันว่าไปตรวจแร่ในเกาะที่ปากน้ำตะกั่วป่าครั้งหนึ่ง (เห็นจะเปนเกาะคอเขา ที่ดอกเตอร์ เวลส์ พบทรากเทวสถานของชาวอินเดียนั้นเอง) ขุดพบทองคำทรายจมกระจายอยู่ในใต้ดินมาก พิเคราะห์ดูเห็นว่ามิใช่แร่ในท้องที่นั้นเอง เพราะไม่มีสัญญาอย่างไรตาม
ทางวิชชาวิทยาศาสตร์ว่ามีเทือกแร่ทองณเมืองตะกั่วป่า แกสันนิษฐานว่าที่ตรงนั้น เดิมคงจะเปนสถานีที่ตั้งค้าขายแต่ดึกดำบรรพ์ ทองคำทรายนั้นเปนสินค้าซื้อหามาจากที่อื่น เมื่อเอามาพักไว้เผอิญประจวบเกิดเหตุเช่นข้าศึกหรือโจรปล้นเผาบ้านเรือนไหม้หมด ทองคำทรายจึงเลยจมดินอยู่ตรงนั้น
ตามที่ว่ามา ความสันนิษฐานเรื่องเมืองตะกั่วป่าของพระสารสาสน์พลขัน ดูมีมูลอยู่บ้าง บางทีเมืองตะกั่วป่าจะมีชื่อซึ่งเสียงเรียกคล้าย ๆ กับตะกั่วป่าอยู่ก่อน เมื่อไทยลงไปปกครองเรียกชื่อนั้นแปร่งมาตามสำเนียงไทย จึงกลายเปน “ตะกั่วป่า” ตามสดวกปาก ก็เลยเรียกตามกันสืบมา
๗. ในทำเนียบ (ศักดินา) หัวเมือง ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาไม่มีชื่อเมืองตะกั่วป่า เพราะเหตุนั้นรู้ได้ว่าเมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยา เมืองตะกั่วป่า เปนแต่เมืองขึ้นของหัวเมืองใหญ่เมืองใดเมืองหนึ่ง หัวเมืองใหญ่ที่ไทยปกครองในแหลมมลายู มีชื่ออยู่ในทำเนียบสมัยนั้น ๕ เมือง นับแต่เหนือลงไปใต้ คือ
๑. เมืองตะนาวศรี เปนเมืองชั้นโท (แต่ตกไปเปนของพะม่าเสียเมื่อครั้งเสียพระนครศรีอยุธยา หาได้กลับมาอีกไม่)
๒. เมืองชุมพร เปนเมืองชั้นตรี
๓. เมืองไชยา เปนเมืองชั้นตรี
๔. เมืองนครศรีธรรมราช เปนเมืองชั้นเอก
๕. เมืองพัทลุง เปนเมืองชั้นตรี
มีเค้าเงื่อนที่จะสันนิษฐานว่าหัวเมืองทั้ง ๕ นี้ เมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยา อาณาเขตต์ตกทะเลทั้งสองฝ่ายทุกเมือง ด้วยยังเปนอย่างนั้นอยู่จนในสมัยกรุงรัตนโกสินทรก็หลายเมือง เช่นเมืองระนองและเมืองกระ แต่ก่อนก็เปนเมืองขึ้นของเมืองชุมพร เมืองสงขลา เมืองกระบี่และเมืองตรัง ก็เปนเมืองขึ้นของเมืองนครศรีธรรมราช เมืองปะเหลียน (ซึ่งภายหลังลดลงเปนอำเภอ) ก็เปนเมืองขึ้นของเมืองพัทลุง เมืองปราณ
เมืองกุย และเมืองคลองวาฬ (ซึ่งย้ายขึ้นไปตั้งที่เกาะหลักและขนานนามว่า เมืองประจวบคีรีขัณฑ์เมื่อภายหลัง) และบางตะพานซึ่งตั้งเปนเมืองกำเนิดนพคุณ เดิมก็เห็นจะอยู่ในอาณาเขตต์ของเมืองตะนาวศรี แต่เมื่อพะม่าได้เมืองตะนาวศรีไปไม่สามารถจะปกครองข้ามเขาบรรทัดมาได้ ตามชายทะเลตอนนั้น จึงเปนหัวเมืองอย่างร่องแร่งมาจนจัดมณฑลในรัชชกาลที่ ๕ กรุงรัตนโกสินทร ส่วนเมืองตะกั่วป่า เมืองตะกั่วทุ่ง และเมืองถลางนั้น น่าสันนิษฐานว่าเดิมเห็นจะเปนเมืองขึ้นของเมืองไชยา
๘. เรื่องประวัติของเมืองตะกั่วป่าในสมัยกรุงรัตนโกสินทรนี้ เริ่มปรากฏแต่ในรัชชกาลที่ ๑ ด้วยเมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๘ พะม่ายกกองทัพ (คราวศึกลาดหญ้า) มาตีเมืองไทย ๕ ทาง ครั้งนั้นทางปักษ์ใต้พะม่าตีได้เมืองชุมพร เมืองไชยา และเมืองนครศรีธรรมราช ทางฝ่ายตะวันตกเมืองตะกั่วป่าและเมืองตะกั่วทุ่งก็เสียแก่พะม่า ถูกพะม่าริบทรัพย์จับ
ผู้คนไปเปนเชลยบ้านเมืองยับเยิน แต่เมืองถลางต่อสู้พะม่ารักษาเมืองไว้ได้ เมื่อเสร็จสงครามคราวนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรด ฯ ให้เจ้าพระยาสุรินทราชา (จันทร์ ผู้เปนต้นสกุล จันทโรจนวงศ) ลงไปสำเร็จราชการหัวเมืองฝ่ายตะวันตก (ทำนองเดียวกับเปนสมุหเทศาภิบาล) อยู่ที่เมืองถลางทำนุบำรุงเมืองทางฝ่าย
ตะวันตก จึงให้โอนเมืองตะกั่วป่าและเมืองอื่นๆ จนต่อแดนเมืองกระบี่ของนครศรีธรรมราช ไปขึ้นเมืองถลางแต่นั้นมา แต่เมื่อเจ้าพระยาสุรินทราชาถึงอสัญญกรรมแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีใครออกไปแทน ต่อมาพอขึ้นรัชชกาลที่ ๒ พะม่าก็ยกกองทัพมาตีหัวเมืองไทยในแหลมมลายูอีกเมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๒ ครั้งนี้พะม่าจู่มาหมายแต่จะปล้นทรัพย์จับเชลย ทางปักษ์ใต้ พะม่าตีได้เมืองชุมพรเมืองเดียว กองทัพไทยลงไปทัน แต่ทางฝ่ายทะเลตะวันตก เสียเมืองตะกั่วป่าเมืองตะกั่วทุ่งและเมืองถลาง
แล้วกองทัพไทยจึงลงไปถึง บ้านเมืองยับเยินอีกครั้งหนึ่งเห็นจะถึงเปนเมืองร้างทั้ง ๓ เมือง ด้วยปรากฏว่าให้รวบรวมคนที่หนีพะม่ารอดได้ไปรวมกันที่ปากน้ำพังงา เปนมูลเหตุที่จะตั้งเมืองพังงาเมื่อภายหลัง เมื่อเสร็จศึกพะม่าครั้งนั้นแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชดำริว่า เจ้าพระยานคร ฯ (พัฒน) แก่ชะรา จึงโปรดฯ ให้เลื่อนเปนเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี แล้วทรงตั้งพระบริรักษ์ภูเบศร์ (น้อย) ซึ่งมีความชอบในการรบพะม่าครั้งนั้นขึ้นเปนพระยานครศรีธรรมราช ต่อมาได้เปน
เจ้าพระยานคร ฯ ในรัชชกาลที่ ๓ เจ้าพระยานคร ฯ (น้อย เปนโอรสลับของพระเจ้ากรุงธนบุรี) ปกครองบ้านเมืองเข้มแข็งกว่าเจ้าเมืองแต่ก่อน ถึง พ.ศ. ๒๓๖๓ พะม่าเตรียมจะมาตีเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง ในครั้งนี้พะม่าชวนพระเจ้าแผ่นดินญวน ด้วยทราบว่าเปนอริกับไทยทางเมืองเขมร และชวนเจ้าพระยาไทร (ปะแงรัน) ด้วยทราบว่าเปนอริกับเจ้าพระยานคร ฯ ให้ยกกองทัพญวนและกองทัพมลายู มาระดมตีเมืองไทยด้วยกันกับพะม่าเปน ๓ ทางพร้อมกัน ญวนไม่รับ แต่เจ้าพระยาไทรรับจะช่วยพะ
ม่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงดำรัสสั่งให้เจ้าพระยานคร ฯ ยกกองทัพลงไปตีเมืองไทรเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๔ เมื่อตีได้เมืองไทรแล้วให้ไทยลงไปปกครอง ทรงตั้งพระภักดีบริรักษ์ (แสง) บุตร์ของเจ้าพระยานคร ฯ คน ๑ เปนพระยาไทร (สันนิษฐานว่าเห็นจะมีราชทินนามว่า “พระยาบริรักษ์ภูธร”) และทรงตั้งบุตร์เจ้าพระยานคร ฯ อีกคน ๑ ชื่อ นุช เปนที่พระเสนานุชิตปลัดเมืองไทร แต่การที่ไทยลงไปปกครองเมืองไทรเกิดลำบาก เพราะพลเมืองเปนมลายู และอังกฤษที่เมืองปีนัง
เปนใจอุดหนุนพวกเจ้าพระยาไทร เกิดขบถตีเมืองไทรได้ในรัชชกาลที่ ๓ ถึงต้องยกกองทัพลงไปปราบถึง ๒ ครั้ง ครั้งหลัง (คือที่หลวงอุดมสมบัติเขียนจดหมาย) ประจวบเวลาเจ้าพระยานคร (น้อย) ถึงอสัญญกรรม พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริว่าถ้าให้ไทยลงไปปกครองอีกก็คงไม่เรียบร้อยได้ จึงเอาวิธีที่เคยแก้ไขทางเมืองปัตตานีเมื่อรัชชกาลที่ ๑ มาจัดที่เมืองไทรเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๓ คือให้แยกอาณาเขตต์เมืองไทรเดิมออกเปน ๔ เมือง แล้วทรงตั้งพวกมลายูที่มีความ
สวามิภักดิ์เปนเจ้าเมือง เปนอิสสระแก่กัน เนื่องต่อการที่จัดครั้งนั้นทรงพระราชดำริจะบำรุงหัวเมืองทางฝ่ายตะวันตกที่ยับเยินให้คืนดีด้วย จึงตั้งเมืองพังงา เมืองตะกั่วทุ่ง และเมืองตะกั่วป่า เปนหัวเมืองขึ้นกรุงเทพ ฯ โปรด ฯ ให้พระยาไทร (แสง) เปนผู้ว่าราชการเมืองพังงา ให้พระเสนานุชิตปลัดเมืองไทรเลื่อนขึ้นเปนพระยา ฯ ผู้ว่าราชการเมืองตะกั่วป่า เมืองตะกั่วทุ่งนั้นทราบแต่ว่าผู้ที่ได้เปนพระยาตะกั่วทุ่งชื่อถิน ส่วนเมืองถลางซึ่งเปนหัวเมืองขึ้นกรุงเทพ ฯ มาแต่รัชชกาลที่ ๑ แล้ว แต่มาร้างเมื่อพะม่าตีครั้ง
หลังนั้น (มีพงศาวดารแต่ไม่มีฉะบับที่นี่ ว่าตามที่จำได้) ให้แบ่งชาวเมืองถลางที่หนีไปอยู่เมืองพังงากลับไปตั้งเมืองถลางขึ้นอีก แต่ตั้งเมืองใหม่ทางด้านตะวันออกของเกาะ เพราะเห็นว่าเมืองเดิมอยู่ทางหน้านอกรักษายาก หัวเมืองชายทะเลตะวันตกมีสิริด้วยเปนที่มีแร่ดีบุกมาก เมื่อพะม่าเสียเมืองมอญข้างฝ่ายใต้ไปแก่อังกฤษจะมาตีเมืองไทยไม่ได้อีกแล้ว ก็มีคนไปตั้งขุดและค้าแร่ดีบุกตามหัวเมืองเหล่านั้นมากขึ้นเปนลำดับมา ถึงรัชชกาลที่ ๔ โปรด ฯ ให้ตั้งเมืองกาญจนดิษฐ์ซึ่งเปนเมืองขึ้นของ
เมืองนครศรีธรรมราชมาแต่ก่อน กับเมืองกระและเมืองระนองซึ่งเปนเมืองขึ้นของเมืองชุมพร ทั้งเมืองภูเกตซึ่งเปนเมืองขึ้นของเมืองถลาง เปนหัวเมืองขึ้นกรุงเทพ ฯ ทั้ง ๔ เมือง ต่อมาในรัชชกาลที่ ๕ โปรด ฯ ให้ตั้งเมืองหลังสวนซึ่งเปนเมืองขึ้นของเมืองชุมพร กับเมืองกระบี่ และเมืองตรัง ซึ่งเปนเมืองขึ้นของเมืองนครศรีธรรมราชเปนหัวเมืองขึ้นกรุงเทพ ฯ เพิ่มขึ้นอีก ๓ เมือง เรื่องตั้งหัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายตะวันตก ยุติเพียงเท่านี้.
วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๘ น
ตำหนักปลายเนีน คลองเตย
วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๔๗๘
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๑๔ เดือนนี้ ได้รับประทานแล้ว
เรื่องซองบุหรี่ญี่ปุ่นนั้นไม่ใช่เคืองญี่ปุ่น เคืองตัวของตัวเองที่คาดผิดคิดว่าเขาทำด้วยไม้ผนึกอัด อย่างที่เคยซื้อไม้อัดได้ในกรุงเทพ ฯ เอามาทำเพดานเรือน ราคาก็ไม่แพงเกินกว่าควรที่ญี่ปุ่นจะเอาไม้ล้วนอัดได้ แต่เขาฉลาดกว่าเอากระดาษแซมในแทนไม้ ทำให้รู้สึกตัวว่าโง่ไปมากนัก
ขอบพระเดชพระคุณเปนอย่างยิ่ง ที่ทรงพระเมตตาโปรดประทานอธิบายเรื่องเมืองตะกั่วป่าไป เปนการที่ทรงพระอุตสาหะเรียบเรียงโดยยืดยาวอย่างถี่ถ้วนดีอย่างยิ่ง เกินกว่าที่อยากทราบกราบทูลถามมานั้นเปนอันมาก แต่ไม่เสียหลาย เปนประโยชน์ที่เกล้ากระหม่อมได้ความรู้กว้างขวางออกไปและหวังว่าลางทีจะมีประโยชน์แก่ผู้อื่น ที่มีใจใคร่ทราบต่อไปในภายหน้าก็ได้ด้วย
เมื่อเกล้ากระหม่อมอ่านบันทึกซึ่งตรัสอธิบายนั้น ลางข้อสดุดใจทำให้คิดประสมประเสเปนข้อควรสังเกตขึ้น เห็นว่าควรทราบทูลถวาย ลางทีจะเปนเครื่องประดับพระปัญญาบารมีบ้าง ดังต่อไปนี้
๑ ชื่อตำบล “ทุ่งตึก” เปนสำเนาเดียวกันกับตำบล “พงตึก” และสืบไปจนถึงทางเมืองเขมรก็มีตำบล “ไพรคุก” อยู่ในแขวงกำพงธน คุก แปลว่า ตึกเล็กๆ ก็คือเทวสถานเหมือนกัน ชื่อเหล่านี้รู้ได้ว่าเปนของตั้งขึ้นเรียกในภายหลัง เมื่อเทวสถานนั้นร้างอยู่ในป่าแล้ว คำว่า “คุก” ที่ขังนักโทษของเรา ลางทีจะเปนคำเขมร โดยที่มีคำปรากฎอยู่ว่า “ขังตึกมืด”
๒ ประหลาดใจที่ว่าทำไมพวกนักปราชญ์จึงไม่เห็นการก่อสร้างในเมืองเขมร ซึ่งเปลี่ยนแปลงมาจากแบบอินเดีย เกล้ากระหม่อมไปเที่ยวได้เห็นทุกอย่าง ที่เปนแบบอินเดียแท้ และฝีมือคนอินเดียทำทีเดียวก็มี คือที่ตำบลไพรคุกตามที่กราบทูลมาในข้อ ๑ นั้น ที่เปนแบบอินเดีย แต่เปนฝีมือเขมรทำก็มี เช่นปราสาทที่ตำบลภูมปราสาท
เปนต้น ที่เปนแบบเขมรยังปนกับแบบอินเดียอยู่ก็มีเช่นที่สูตรนิคม ที่เปนแบบเขมรปนกับชะวาก็มี จะเปนที่ปราสาทแปรรูปหรือเมบนก็จำไม่แม่นเสียแล้ว พอเกล้ากระหม่อมเห็นก็ออกปากทัก ศาสตราจารย์เศเดส์รับรองว่าจริง แล้วแกยังได้วินิจฉัยต่อไปว่า พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่สร้างนี้ เมื่อยังรุ่นได้หนีหรือถูกเนรเทศออกไปอยู่เมือง
ชะวา เมื่อกลับมาได้เสวยราชย์คงจะได้ช่างชะวาติดมาด้วย สร้างปราสาทนี้จึงเจือด้วยแบบชะวา ทางเขมรพวกอินเดียได้มาสร้างปราสาทแบบอินเดียลงก่อนแน่ อิฐก็มี หินก็มี แล้วเขมรทำตาม แก้รูปร่างเข้าหาปราสาทไม้ของเดิมของเขมร แต่ก็ไม่เหมือนปราสาทไม้ไปทีเดียว เพราะเหมือนไม่ได้ คงเปนไปอีกอย่างหนึ่งตามที่เห็นอยู่โดยมากในบัดนี้ ที่เรียกว่าปรางค์เขมร ส่วนทางชะวานั้นยังทูลไม่ถูก เพราะยังไม่เคยไปเที่ยวดู
๓ ได้เคยเห็นแผนที่ของวิลันดา จะเปนในหนังสืออะไรก็จำไม่ได้ เขาลงหนังสือตัวโตไว้บนแหลมมะลายูว่า MALACCA ต้องเข้าใจว่าชื่อมะลักกานั้นเปนชื่อแหลมมะลายูทั้งอัน ไม่ใช่ชั่วแต่เกาะมะลักกานิดหนึ่งซึ่งคงมีชื่ออยู่บัดนี้ ทั้งนี้ก็สมด้วยช่องทะเลซึ่งเรียกว่า “สเตรตส์ ออฟ มะลักกา” อยู่จนบัดนี้ ถ้าถือเอาเหตุนี้ ตามที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารว่าไทยได้ยกกองทัพลงไปถึงเมืองมะลักกานั้น ไม่จำเปนจะต้องลงไปถึงเกาะมะลักกาเดี๋ยวนี้ก็ได้
๔ “ไศเลนทรวงศ” วงศ์แห่งพระเจ้าแผ่นดินชื่อนั้น น่าที่จะตั้งอยู่ในประเทศที่เปนภูเขา
๕ “ตามรลิงค” แปลว่านิมิตรทองแดง จะหมายเอาอันใดที่ในนครศรีธรรมราช น่าสงสัยมาก ภาษาจีนนั้นเต็มสู้ หนังสือของแกเขียนให้ถูกเสียงคนทั่วไปไม่ได้
๖ เรื่องที่กษัตริย์ไศเลนทรวงศเสื่อมสูญไปนั้น เปนอุทธาหรณ์ให้เห็นได้ว่า กษัตริย์วงศ์ใด จะรุ่งเรืองก็ด้วยรบ จะเสื่อมสูญก็ด้วยรบเหมือนกัน
๗ พระธาตุไชยา ลักษณเปนชะวาไม่กระดิกเลย
๘ พระพุทธศาสนากับศาสนาพราหมณ์ เห็นจะต่อสู้แข่งขันกันมามากที่เข้ากันติดด้วยยกพระพุทธเจ้าเปนนารายณ์อวตารก็ดี หรือเอาเทวรูปต่างๆ ไปประกอบทางศาสนาพระพุทธทางมหายานก็ดี คงมีใครคนหนึ่งคิดอลุ้มอล่วยในครั้งหนึ่ง แม้กระนั้นก็ดียังไม่เข้ากันได้เสมอไป ที่ในเมืองเขมรเห็นสถานพุทธศาสนาทางมหายานถูกขุดรูปพระออก หรือฉลักแก้เปนฤษีก็มี แก้เปนดอกจันทน์ก็มีเข้าใจว่าพราหมณ์ทำ
ได้ส่งหนังสือซึ่งพิมพ์แจกในงานพระศพกรมหมื่นอนุวัตนมาถวาย ๒ เล่ม โดยทางไปรษณีย์ต่างหาก จะทรงสังเกตเห็นได้ในประวัติ เขาเปลี่ยนเรียกพระโกศเปนพระลองตามหนังสือสมเด็จพระบรมศพนั้นแล้ว แม้ในหมายกำหนดการก็ได้เรียกเปลี่ยนไปแล้วเหมือนกัน
กราบทูลถึงหนังสือแจกงานพระศพกรมหมื่นอนุวัตน นึกขึ้นมาได้ว่าในหนังสือปฐมกกา หรือปฐมมาลา ซึ่งหมอปลัดเลตีพิมพ์ อันมี “ไข่ไก่อยู่ในตะกร้า” นั้น ตอนท้ายเขาเอาตำราหน้าที่มหาดเล็กมาพิมพ์ต่อไว้ ในนั้นมีกำหนดให้จัดของตั้งถวายในการพระราชทานเพลิงศพ คือให้จัดธูปเทียนเข้าตอกดอกไม้กับท่อนจันทน์ นึกแปลเอาว่า ธูปเทียนเข้าตอกดอกไม้นั้นสำหรับทรงขมาศพ ท่อนจันทน์ (เปนฟืน) สำหรับเผาศพ ภายหลังมาประดิษฐแก้ไขเปนดอกไม้จันทน์ไปเสีย
ที่กรุงเทพ ฯ อากาศหนาวมาแล้ว แต่ฝนก็ยังไม่สิ้น
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๘ ดร
Cinnamon Hall,
206 Kelawei Road, Penang. S.S.
วันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๗๘
ทูล สมเด็จกรมพระนริศร ฯ
เห็นลายพระหัตถ์ฉะบับลงวันที่ ๒๓ พฤศจิกายน เปนหนังสือดีดพิมพ์ ก็ออกชื่นใจด้วยรู้ว่าหญิงอามหายแล้ว สมุด ๒ เล่มพิมพ์แจกในงานพระศพกรมหมื่นอนุวัตร ฯ ที่โปรดประทานมาก็ได้รับแล้ว ขอบพระเดชพระคุณเปนอันมาก พระศพกรมหมื่นอนุวัตร ฯ เมื่อตั้งที่วัง พระโกศประกอบลองกุดั่นน้อย หม่อมฉันอดอยากรู้อยู่ว่าแห่ออกพระเมรุจะประกอบลองอย่างใด เห็นรูปในหนังสือพิมพ์ ฝาลองเปนทรงหลังคาก็เข้าใจว่าประกอบลองกุดั่นใหญ่ ถูกหรือไม่ แต่พระเมรุนั้นเห็นรูปทรงในหนังสือพิมพ์ออกเสียใจ
สัปดาหะนี้ประจวบหญิงโหลจะกลับกรุงเทพ ฯ หม่อมฉันจึงให้ถือจดหมายฉะบับนี้ และมีโอกาสฝากของให้พามาถวายด้วย ของถวายนั้นเปนของแปลกที่หม่อมฉันไปเห็น เขาทำขายในงานปีของโรงเรียนคอนเวนต์ เปนของทำในชั้นหัตถกรรมเบ็ดเตล็ดซึ่งหญิงโหลได้ไปเรียนและคงจะเล่าถวาย หม่อมฉันไม่ต้องพรรณนาในจดหมายว่าทำอะไรบ้าง ของที่หม่อมฉันซื้อมาอยู่ในจำพวกที่เขาเอาของซึ่งจะทิ้งเสีย มาทำกลับให้ใช้เปนประโยชน์ได้ อย่างหนึ่งคือเอาจานเสียงที่สึกเสียแล้วมากัด
ทำเปนกระบะ อีกอย่างหนึ่งเอาแผ่นตะกั่วย้อมสีต่างๆ ที่ห่อช๊อกกอเล็ตมาตัดปิดเปนลายชามแก้ว อนึ่งหญิงโหลกลับเปนโอกาสที่จะฝากของ หม่อมฉันให้เที่ยวดูลูกไม้ เวลานี้ลูกไม้ที่ดีจับมีขึ้นแต่ลูกองุ่น แต่ว่ามาตามคราวเมล์ทุกวันพฤหัสบดี หม่อมฉันสั่งให้เขาซื้อจะได้หรือไม่ได้ยังไม่ทราบ ถ้าได้จะฝากมาเปนของให้คุณโตกับหลาน ๆ ที่เติบใหญ่ ส่วนหลานที่ยังเด็กนั้นมีตุ๊กกระตายี่ปุ่นมาขายใหม่อย่างหนึ่งทำเปนคนลงปาราชุตเห็นแปลกดี หม่อมฉันจึงส่งมาให้เล่นคนละอัน
หม่อมฉันยินดีที่โปรดเรื่องเมืองตะกั่วป่า ได้ส่งมาถวายกับจดหมายฉะบับนี้อีกตอนหนึ่ง แต่ยังไม่จบเรื่องจะยังมีต่อไปอีก เพราะเมื่อมานึกรวบรวมเรื่องเมืองตะกั่วป่า อันเกี่ยวกับหัวเมืองทางฝ่ายทะเลตะวันตก มีเรื่องที่ยังไม่รู้กันแพร่หลายอยู่มาก นึกว่าไหนๆ ได้ค้นเขียนลงเปนลายลักษณ์อักษร ก็จะเขียนไว้เสียด้วยกัน จะได้เปนประโยชน์แก่บุคคลภายหน้าด้วย แต่ความที่หม่อมฉันเขียนถวาย รายการคงจะพลาดพลั้งบ้างมิมากก็น้อย เพราะเขียนด้วยความจำไม่มีหนังสือสอบที่ปีนังนี้
หม่อมฉันได้งดเขียนหนังสือสำหรับพิมพ์โฆษณาในสมัยนี้มานานแล้ว บัดนี้มีความจำเปนเกิดขึ้นจะต้องแต่งให้เขาพิมพ์เรื่อง ๑ คือประวัติของพระยาพฤฒาธิบดี (อ่อน โกมลวรรธน) ด้วยพวกลูกเขาวิงวอนขอให้หม่อมฉันแต่ง เพื่อจะพิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพพระยาพฤฒาธิบดี ท่านเคยเปนอาจารย์และเปนโอกาสครั้งหลังที่หม่อมฉันจะสนองคุณ ทั้งมีแต่หม่อมฉันคนเดียวที่รู้เรื่องประวัติพระยาพฤฒาธิบดีโดยพิสดาร จึงไม่ขัดเขา.
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย