14 ก.พ. เวลา 11:50 • หนังสือ

📚 สรุปแนวคิดสำคัญจากหนังสือ “Million Dollar Weekend”

ธุรกิจสร้างได้ไม่ยากใน 48 ชั่วโมง โดย Noah Kagan
หนังสือเล่มนี้จะเอาประสบการณ์ตรงของผู้เขียนมาเล่าให้ฟังว่าการสร้างธุรกิจนั้นเขาทำยังไงบ้าง ซึ่งเขาก็จะเล่าและก็มีตัวอย่างการทำจริงมาให้ดูด้วย แต่สิ่งที่อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วผมได้มากกว่านั้นคือ แนวคิดของการที่เราจะทำอะไรก็ตามให้ประสบความสำเร็จที่ประกอบไปด้วยการตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน การพยายามโดยไม่ย่อท้อ รวมไปถึงการสร้างความแตกต่างในตัวเราเองด้วย
ไปเริ่มกันเลย….
👉🏻 Noah Kagan ผู้เขียนเริ่มต้นจากการเป็นพนักงานคนที่ 30 ของ facebook แต่เขาเล่าว่าการที่เขาชอบเสนออะไรใหม่ ๆ ตลอดถูกมองว่าไม่ focus จนเขาโดนเชิญออกจากบริษัท ซึ่งทำให้เขาพลาดเงินที่เขาควรจะได้จากการมีหุ้นของ facebook เมื่อ facebook เข้าตลาดหุ้นในปี 2012
แต่หลังจากนั้นเขาก็กลับมามุ่งมั่นกับการทดลองสร้างธุรกิจของตัวเอง โดยทดลองทำไปหลายอย่างมาก จนมาประสบความสำเร็จกับ AppSumo แพลตฟอร์มออนไลน์ ที่รวบรวมดีลซอฟต์แวร์ ต่าง ๆ ในราคาพิเศษ
💡Noah บอกว่าคนส่วนใหญ่มักจะคิดเสมอว่าเราไม่เคยพร้อมที่จะตั้งธุรกิจของเราเอง ซึ่งข้ออ้างที่บอกว่าไม่พร้อมมักจะมาจาก เช่น เราไม่มีไอเดียเลย หรือมีไอเดียมากเกินไปจนเลือกไม่ถูกว่าจะทำอะไรดี การตั้งธุรกิจมันมีความเสี่ยงมากไป เคยทำแล้วแต่ขาดทุน เจ๊ง เราขยายธุรกิจต่อไม่เป็น เราไม่มีเวลา เราไม่มีความรู้มากพอ ไม่มีเงินลงทุน เราไม่เก่งการทำการตลาด หรือไม่มีคนช่วยหรือใช้เทคโนโลยีไม่เป็น
แต่จริง ๆ แล้ว Noah บอกว่าหากเราอยากลองสร้างธุรกิจขึ้นมาจริง ๆ เรายังไม่ต้องกังวลหรือคิดถึงเรื่องข้างบน เราแค่ “เริ่ม” ทำ 🔥
กระบวนการสร้าง Million Dollar Weekend ของ Noah มีง่าย ๆ ดังนี้ คือหาปัญหาที่คนเจอแล้วหาทางแก้โดยลอง validate idea แบบยังไม่ต้องลงเงินก่อน
🟢 Start it - ขั้นตอนแรกคือการคิดเริ่มสร้างธุรกิจ
1) ขั้นตอนแรกสุดในการเริ่มสร้างธุรกิจก็คือให้เราเริ่มเลยโดยไม่ต้องรอให้เราพร้อมหรือรออะไรทั้งนั้น
2) Noah บอกว่า the “magic of now” หรือ การเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้เป็น superpower เลย หากใครทำได้จะแตกต่างจากคนอื่นได้ทันที เพราะปัญหาของคนส่วนมากคือไม่เริ่มสักที
3) ให้เราเริ่มจากการตั้งเป้าหมายว่าเราอยากมีรายได้เท่าไหร่ที่ทำให้เราอยู่ได้แบบมีอิสระและมีความสุข Noah เรียกตัวเลขนี้ว่า “Freedom Number”
4) Freedom Number มาจากไหน? ก็มาจากค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เราต้องใช้ในแต่ละเดือน แล้วให้เรา focus ไปกับตัวเลขนี้ในการตั้งเป้าหมายของธุรกิจของเรา
5) ให้เราทำตัวให้ชินกับการถูกปฏิเสธ เพราะการจะทำธุรกิจใหม่ไปนำเสนอ หรือขายใคร เราจะโดนปฏิเสธเป็นเรื่องปกติ ให้เราตั้งเป้า rejections goals ไปเลยยย
6) ให้เรากล้าบอกสิ่งที่เราต้องการไปเลยตรง ๆ ในหนังสือให้เราฝึกทักษะนี้โดยการไปร้านกาแฟแล้วขอส่วนลดดื้อ ๆ โดยไม่ต้องอธิบายอะไรทั้งนั้น การขอสิ่งที่เราต้องการตรง ๆ มีโอกาสถูกปฏิเสธเป็นเรื่องปกติ แต่มี upside ที่สูงมากหากเราได้จริง ๆ
🟣 Build it - ขั้นตอนที่สองคือ การสร้าง
1) อย่างแรกเลยคือเราต้องหาไอเดียธุรกิจได้ก่อน โดย Noah เรียกว่า Million-Dollar Ideas
2) ไอเดียจะได้มาจากไหน? ลูกค้าจริง ๆ ไม่ได้สนใจว่าเรามีไอเดียอะไร เจ๋งขนาดไหน แต่เขาสนใจแค่ว่าเราแก้ปัญหาให้เขาได้หรือเปล่า
3) เราต้องทำธุรกิจที่มีลูกค้าต้องการและพร้อมที่จะจ่ายเงินให้จริง ๆ
4) Steve Jobs บอกว่าเราจำเป็นต้องเริ่มจาก customer experience แล้ว work backwards กลับมา
5) Noah ให้ framework ในการคิดธุรกิจ โดยเราต้องถามตัวเอง 3 อย่างนี้คือ
• Who you are selling to?
• What problem you’re solving?
• Where they are
6) เราต้องขายไอเดียในกลุ่มเล็ก ๆ ก่อนโดยยังไม่ต้องลงทุนอะไร ยังไม่ต้องสร้างอะไรเพื่อที่จะ validate สิ่งที่เราจะทำนี่มันมีคนจ่ายเงินซื้อจริง ๆ นะ
7) การหาไอเดียธุรกิจให้เริ่มจากการหาปัญหาที่เราเจอ หรือรอบ ๆ ตัวเราเองก่อนเลยและให้พยายามหาวิธีแก้ หรือ solutions ของปัญหานั้น ๆ หลังจากนั้นลองไปดูปัญหาของคนรอบตัวเรา และลองขยับไปดูปัญหาของคนในสังคมจากโลก social หรือตาม marketplace กลุ่มต่าง ๆ อาจจะช่วยให้เราได้ไอเดียได้ เพราะคนที่มีปัญหามักจะไปถามวิธีแก้จากกลุ่ม social ต่าง ๆ เสมอ
8 ) เราสามารถหาเทรนด์ธุรกิจที่นิยมได้จาก google trends ที่บอกเราได้ว่าคนค้นหาเรื่องอะไรมากที่สุดในช่วงนี้
9) แล้วเราจะหาลูกค้าจากที่ไหน ? แน่นอนว่าเราต้องเริ่มจากคนใกล้ตัวนี่แหละไม่ว่าจะเป็นเพื่อน เพื่อนร่วมงาน หรือคนใน community ที่เราอยู่ ทุกธุรกิจเริ่มจากแบบนี้เหมือนกัน
10) Noah บอกว่าขั้นตอนที่ยากที่สุดก็คือการหาลูกค้านี่แหละ ไม่ใช่การหาไอเดียทำธุรกิจ
11) อีกสิ่งที่สำคัญมากคือการ validate ว่าลูกค้าจะซื้อของของเราจริง เพราะมีความแตกต่างระหว่างคนที่สนใจแต่ไม่พร้อมจะจ่ายเงินกับคนที่พร้อมจ่ายเงินเลย
12) ให้เราหา Dream Ten List หรือคน 10 คนแรกที่เราจะไป validate ไอเดียให้ได้แล้วติดต่อเขาไปแบบ active communication หรือการโทรหา ส่งข้อความหา
🔵 Grow it - ขั้นที่สาม คือการทำธุรกิจให้มันโตขึ้น
1) “Social media is growth” social media เป็นช่องทางที่ช่วยให้เราขยายธุรกิจได้ internet ทำให้คนทุกคนสามารถมี broadcasting power เท่ากันได้
2) แต่เราจำเป็นต้องหา “true fans” ของเราให้ได้จริง ๆ คนที่พร้อมจะสนับสนันเราจริง ๆ ยอด followers เยอะมากไม่ได้จำเป็น แต่ true fans จะเป็นคนที่พร้อมจ่ายเงินให้เรา
3) ต้องหาสิ่งที่ unique ของตัวเราเองในการนำเสนอให้ได้ เพื่อจะเป็น “unfair advantage” เช่น เราเป็นใคร ทำไมคนอื่นต้องฟังหรือสนใจเรา
4) เลือก platform ใน social media ให้ถูกและเหมาะกับเรา สำหรับ Noah ตัวเขาให้เต็มร้อยกับ ช่อง YouTube ที่ช่วยให้เราขยายธุรกิจเขาเติบโตได้อย่างมาก
5) การทำ content ให้ใช้หลักการ Content Circle Framework คือค่อย ๆ เริ่มจากกลุ่มผู้ชมผู้ฟังกลุ่มเล็ก ๆ ก่อนที่เรียกว่า Core Circle ของเรา โดยเนื้อหาจะค่อนข้างจำเพาะเจาะจงเฉพาะกลุ่มแล้วจึงค่อยขยายวงกว้างออกไปเรื่อย ๆ เป็น Medium Circle และไปเป็น Large Circle ที่เป็นเรื่องที่คนทั่วไปสนใจ
6) ต้องหา “unique viewpoint” ในการทำ content คือนำเสนอความแตกต่าง เช่น เรื่องอะไรที่คนคิดว่าจริงแต่ส่วนตัวเรามองว่ามันไม่ถูกต้อง หรือ อะไรที่เป็นสิ่งผิดพลาดที่คนส่วนใหญ่มักทำไปโดยไม่รู้ในเรื่องหนึ่ง ๆ
7) ให้ “Be the Guide Not the Guru” ทำตัวเป็นคนให้คำแนะนำในมุมมองของตัวเราเอง ไม่ทำตัวเป็นผู้รู้ที่บอกคนอื่นให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ หรือบอกว่าอะไรถูกอะไรผิด Noah บอกว่า video ที่ดังมักจะนำเสนอประมาณว่า “How I….” มากกว่าจะบอกว่า “How to..."
8 ) Email list หรือ email subscriber เป็นอาวุธที่สำคัญมาก Noah บอกว่ารายได้ของเขา 50% มาจากูกค้าจาก email list และสถิติเป็นอย่างนี้ต่อเนื่องมาเป็นสิบปีแล้ว
9) ข้อเสียของการใช้ social media คือหาก algorithm เปลี่ยน ลูกค้าหรือลูกเพจเราก็อาจไม่เห็น content ของเราได้ทันที แต่ email จะไม่เป็นแบบนั้น หากเขาเช็ค email ก็จะเห็น แล้ว Noah บอกว่า 89% ของคน (น่าจะคนอเมริกัน) นั้นเช็ค email ทุกวัน
10) การจะได้มาซึ่ง email ของลูกค้าก็จะได้มาโดยการทำ content แล้วมี landing page เช่น นำเสนออะไรซักอย่าง หรือการแก้ปัญหาบางอย่างให้ลูกค้าแล้วให้เขาใส่ email เพื่อให้เราส่ง content หรือ products/services ไปให้
11) Noah บอกให้เราใช้ The ”Law of 100“ คือไม่ว่าเราจะสร้าง channel ของเราทำ content อะไรก็ตาม ให้ทำให้ถึง 100 ครั้งก่อน โดยไม่ต้องสนใจว่ามีคนอ่าน คนกดไลค์ หรืออะไรเท่าไหร่ หลังจากนั้นค่อยมาคิดว่าจะทำต่อหรือล้มเลิก คนส่วนใหญ่นั้นล้มเลิกก่อนจะครบ 100 ครั้ง
12) การทำ marketing เพื่อเพิ่มยอดขายนั้นจำเป็นต้องใช้การทดลอง ลองผิดลองถูก เราไม่มีวันรู้จริง ๆ ว่าช่องทางนี้จะมี impact มากสุด เราสามารถตั้งสมมติฐานเบื้องต้นว่าช่องทางไหนจะก่อให้เกิดรายได้เท่าไหร่ แล้วลองทดลองทำเล็ก ๆ ก่อน เมื่อเราได้ยอดที่แท้จริงให้กลับมาดูว่าช่องทางไหน work สุดแล้วค่อยปรับกลยุทธ์อัดไปในช่องทางนั้น
13) แทนที่จะไป focus แค่การหาลูกค้าใหม่ เราจำเป็นต้องรักษาให้ลูกค้าปัจจุบันมีความสุขและยังคงอยู่กับเราต่อไปด้วย เพราะลูกค้าปัจจุบันนี่แหละนอกจากจะสร้างรายได้ให้เราสม่ำเสมอแล้วก็จะมีส่วนบอกต่อทำให้เราได้ลูกค้าใหม่ได้ด้วย
14) และ Noah บอกว่าการจะทำธุรกิจหรือเป็นผู้ประกอบการที่ดีและประสบความสำเร็จนั้นเราต้องมีทีม หรือมีคนรอบ ๆ ตัวเราคอยช่วยเหลือเรา
⭐️ บทส่งท้าย ⭐️
สุดท้าย Noah ได้บอกว่าเราเป้าหมายในชีวิตของคนเราจริง ๆ คือ การมีอิสระ (freedom) ที่เราจะได้ใช้ชีวิตอย่างที่เราอยากจะทำและมีความสุขในแบบของเรา สุดท้ายเราอาจจะสร้างธุรกิจที่เรามีและประสบความสำเร็จได้จริง ๆ แต่เราก็อาจจะไม่มีความสุขหรือไม่มีอิสระอย่างที่เราต้องการก็เป็นได้...
📌 ความสุขและอิสระของบางคนอาจหมายถึง การได้ใช้เวลากับครอบครัวและคนที่เรารัก ได้ทำกิจกรรมที่เราชอบ ซึ่งแตกต่างกันออกไป เราอาจจะไม่ได้มีธุรกิจเป็นของตัวเอง และเป็นพนักงานทำงานประจำซึ่งเราก็อาจจะมีความสุขอยู่แล้วในชีวิตแบบนั้นก็เป็นไปได้...การจะสร้างธุรกิจเป็นของตัวเองเป็นแค่ความฝันของคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ใช่ทุกคน
Noah ได้แนะนำให้เราเริ่มจากการเปลี่ยนความฝันเป็นการตั้งเป้าหมายหรือ Goals ในชีวิตเราเองในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านการงาน สุขภาพ หรือเรื่องส่วนตัวอื่น ๆ เช่น การเดินทางท่องเที่ยว
หลังจากนั้นในชีวิตเราแต่ละวันให้เราจัดตารางเวลาและให้ความสำคัญกับสิ่งต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับเป้าหมายของเรา โดยเราอาจจะลงตารางเวลาของการทำกิจกรรมต่าง ๆ เป็นสี ๆ โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่ตามเป้าหมายของเรา ซึ่งจะทำให้เราเห็นได้ชัดว่าเราใช้เวลาไปกับสิ่งไหนมากน้อยเท่าไหร่
เราจำเป็นต้องออกแบบและนิยามความสำเร็จในชีวิตตัวเราเอง และการที่เราจะประสบความสำเร็จอะไรสักอย่างเราถามตัวเองว่าเราพร้อมที่จะล้มเหลวกี่ครั้ง?
เราจำเป็นต้องทดลองทำ ลองผิดลองถูกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเราทำมันสำเร็จ 💯
To experiment, experiment, experiment. To fail, fail, fail. Until you succeed…
โฆษณา