15 ก.พ. เวลา 23:08 • หนังสือ

วันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ น

ตำหนักปลายเนีน คลองเตย
​วันที่ ๗ ธันวาคม ๒๔๗๘
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ทราบฝ่าพระบาท
เมื่อวันที่ ๑ เดือนนี้ เกล้ากระหม่อมขึ้นรถกับหญิงอามและแม่โต ไปเพื่อจะเผาศพป้าของลูกชายเจริญใจ พบหญิงแดงกับหญิงโหลขี่รถมาสวนกันตามทาง เกล้ากระหม่อมก็ทราบได้ด้วยญาณว่าเธอจะมาหาเกล้ากระหม่อม แต่จะกลับมาพบกับเธอไม่ได้ เพราะที่งานศพเขาต้องการตัวเกล้ากระหม่อมโดยมีเวลาจำกัดเสียด้วย จึงจำต้องไปทางการศพก่อน ครั้นกลับมาบ้านหญิงทั้งสองเธอกลับแล้ว ฝากของประทานกับลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๒๘ เดือนก่อนให้หญิงอี่ไว้ให้ ได้รับประทานแล้ว เปนพระเดชพระคุณล้นเกล้า
ของประทานซึ่งทำที่โรงเรียนนางชีนั้น ดูน่าพิศวงมาก ชามแก้วติดตะกั่วลายและแผ่นเสียงตัดงอเปนกะบะนั้นสบใจอย่างยิ่ง เพราะเปนของที่จะพึงทิ้งแล้วเอากลับมาทำให้ใช้ได้นั้น เกล้ากระหม่อมชอบใจเสมอ เห็นที่ไหนก็ต้องลูบคลำชมความคิดที่นั่น พระรูปฉายาลักษณไม่ทราบว่าทรงถ่ายที่ไหนนึกเอาเองว่าคงขึ้นไปถ่ายบนธารน้ำตกเขาปินัง อันพระรูปฉายาลักษณนั้นจะต้องทูลว่าไม่ดี เพราะเห็นเข้าทำให้คิดถึง
ฝ่าพระบาทกับหลาน ๆ ทับทวีหนักขึ้น ส่วนตุ๊กตาโจนร่ม ซึ่งทรงพระเมตตาโปรดประทานเด็กหลานๆ รุ่งขึ้นจึงได้เห็นเล่นกันชุลมุน ได้ยืนดูแกเล่นแล้วอดไม่ได้ ต้องเรียกเอามาพิจารณาแล้วลองดีดด้วย เขาช่างคิดน่าเล่นเปนอันมาก ญี่ปุ่นฉลาดไม่น้อยเลย
เรื่องของญี่ปุ่นได้กราบทูลมาสองตลบแล้ว บัดนี้มาเห็นประกาศเขาบอกขายไม้อัดเข้า เตือนใจให้นึกถึงขึ้นอีก จึงได้ตัดส่งมาถวายและกราบทูลประกอบเปนสามตลบขึ้น จะทอดพระเนตรเห็นได้ไม้ล้วนอัดแผ่นหนึ่ง มีขนาด ๖'×๓' ขายราคา ๑๑๐ สตางค์ ถ้าตัดทำซองก็ได้ ๖๐ ใบ เฉลี่ยราคาตกเปนใบละสตางค์ ๑ กับเศษ ๘/๑๐ เปนของควรสู้ได้ด้วยไม่จำต้องแซมกระดาษ จึงเชื่อว่าทำด้วยไม้ล้วนอัด
ทีนี้จะทูลสนองข้อความในลายพระหัตถ์ต่อไป
พระศพกรมหมื่นอนุวัตน เมื่อตั้งที่วังประกอบลองกุดั่นน้อย เมื่อออกพระเมรุประกอบลองกุดั่นใหญ่ เขาเทียบด้วยศพสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงษ์ พระเมรุนั้นเขาทำการประดับประดาสอาดประณีตเรียบร้อยดี แต่โครงใช้โครงพระเมรุครั้งสมเด็จชาย เพื่อจะไม่ต้องใช้เงินมาก โครงเมรุเก่านั้นทำไว้ติดจะเขลา เมื่อทอดพระเนตรในรูป​ถ่ายจึงเห็นไม่ดี ส่วนการประดับประดาเปนของละเอียด ย่อมเห็นไม่ได้ในรูปถ่ายทั้งสีสรรพวรรณะด้วย
ได้รับประทานอธิบายเรื่องเมืองตะกั่วป่า ตอนที่ ๓ มากับลายพระหัตถ์คราวนี้ด้วย เปนพระเดชพระคุณล้นเกล้า คราวนี้ไม่มีข้อที่ก่อความเห็นขึ้นให้ทูล “ตอด” มีแต่ได้ความรู้แจ่มแจ้งทุกประการไป มีหลายข้อที่สงสัยมาแต่ก่อน เช่นพระยาจรูญราชโภคากร (คอ-ซิมเต็ก) เปนต้น เหตุไรจึงมาตั้งรกรากอยู่เมืองหลังสวน ก็ได้ทราบความแจ่มแจ้งตามที่ได้ตรัสอธิบายไปคราวนี้ อีกข้อหนึ่งเรื่องฝรั่งเศสขอขุดคลองกระนั้น ได้
ทราบแต่ในชั้นที่มีมาในรัชชกาลที่ ๕ ไม่ทราบเลยว่าเคยขอมาแต่ครั้งรัชชกาลที่ ๔ คราวหนึ่งแล้ว ในข้อที่ตรัสอธิบายถึงการส่งเงินจากภูเก็ตเปลี่ยนแปลงส่งทางแบงก์ พออ่านถึงตรงนั้นก็นึกขึ้นมาได้ถึง “เมอคันตะไลแบงก์” ทันที ตั้งใจว่าจะทูลตอด แต่ก็ทรงระลึกได้ ตรัสอ้างถึงไว้ในภายหลังเสียเสร็จแล้ว
ขอประทานกราบทูลความสงสัยข้อหนึ่ง พบในหนังสือพระมาลัยคำหลวง เขาตีพิมพ์แจกงานศพ ในนั้นเรียกเกาะลังกาว่า “ตามพปณฺณยทีป” แปลว่า เกาะแผ่นทองแดง เห็นคล้ายกับชื่อนครศรีธรรมราช ซึ่งได้ทรงตรวจพบว่าเรียก “ตามฺรลิงค” จะหมายความว่าสืบมาแต่เกาะลังกาก็ได้กระมัง
มีเหตุมากระทบทำให้เกิดความไฝ่ใจที่จะทูลถามปัญหาขึ้น ๒ ข้อ คือ
๑ คำว่า “พระบาง” จะมีความหมายว่าอย่างไร มีเมืองชื่ออย่างนั้นที่นครสวรรค์แห่งหนึ่ง ในแขวงลาวกาวก็มีเมืองชื่ออย่างนั้นอีกแห่งหนึ่ง พระพุทธรูปชื่ออย่างนั้นก็มีองค์หนึ่ง เคยเอาเข้ามาไว้กรุงเทพฯ แต่เกล้ากระหม่อมไม่เคยเห็น เขาว่าก็เปนพระยืนอย่างดื่นๆ นั้นเอง ชื่อพระองค์นั้นเห็นจะเรียกตามชื่อเมือง
๒ ชายเจริญใจออกไปทำทางรถไฟกลับเข้ามาเยี่ยมบ้าน มาถามขึ้นว่า “กุมภวาปี” แปลว่ากะไร เกล้ากระหม่อมก็ออกจะจน ถ้าแปลตามศัพท์ก็ว่าหนองหม้อ แต่ว่าชื่อเดิมของมันจะชื่ออะไรก็หาทราบไม่ เคยได้ยินชื่อ “หนองบัวลำภู” มีอยู่ แต่จะอยู่ที่ไหน จะเปนที่เดียวกันนั้นหรือมิใช่ก็ไม่ทราบ แต่อย่างไรก็ดี “กุมภ” แปลว่าบัวชนิดใดไม่ได้เลย ลูกชายว่าในหนังสือซึ่งหลวงวิจิตรวาทการแต่งไว้ ในเมื่อไปในกอง
ข้าหลวงประชุมปรึกษาเรื่องแม่น้ำโขง แปล “กุมภวาปี” ว่า “บึงจรเข้” เกล้ากระหม่อมร้องค้านว่าไม่ได้เปนอันขาด จรเข้นั้นภาษาบาลีเรียกว่า “กุมภีโล” ถ้าเรียกว่า “กุมภีลวาปี” จึงจะแปลว่าบึงจรเข้ได้ คิดว่าฝ่าพระบาทคงทรงทราบกำเนิดเดิม จึงทูลถามมาเพื่อเรียนให้รู้
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ ดร
​Cinnamon Hall,
206 Kelawei Road, Penang. S.S.
วันที่ ๑๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๗๘
ทูล สมเด็จกรมพระนริศร ฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์ฉะบับลงวันที่ ๗ ธันวาคม มีความตรัสถามมาในลายพระหัตถ์นั้น ๓ ข้อ หม่อมฉันต้องทูลขอเล่าเรื่องชื่อพระบาง และชื่อ “ตามพปณฺณยทีป” เพื่อค้นหาความรู้ให้ได้ก่อนจึงจะทูลอธิบาย แต่เรื่องชื่อเดิมของเมืองกุมภวาปี กับตำแหน่งแห่งที่ตำบลหนองบัวลำภูนั้น หม่อมฉันทราบพอจะทูลอธิบายได้ในจดหมายฉะบับนี้ เมืองกุมภวาปีนั้นเดิมชื่อว่าบ้าน “บึงหม้อ” อยู่ริมหนองหารตอนสุดข้างเหนือ ยกขึ้นเปนเมืองกุมภวาปีเมื่อในรัชชกาลที่ ๕ เรื่องตำบลหนองบัวลำภูนั้น เมื่อ
หม่อมฉันขึ้นไปตรวจราชการมณฑลอุดรได้สืบถามว่าอยู่ที่ไหน เพราะเห็นเปนที่สำคัญมีชื่อในพงศาวดาร เมื่อครั้งสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชยกกองทัพขึ้นไปช่วยพระเจ้าหงสาวดีตีกรุงศรีสัตนาคนหุต พาพระนเรศวรราชบุตร์ไปด้วย เมื่อไปถึงหนองบัวลำภู พระนเรศวรไปประชวรออกทรพิษ พระเจ้าหงสาวดีจึงอนุญาตให้กองทัพไทยกลับลงมา อีกครั้งหนึ่งในรัชชกาลที่ ๓ กรุงรัตนโกสินทร เมื่อเจ้าอนุเวียง
จันท์เปนกบถยกกองทัพลงมายึดเมืองนครราชสีมา ครั้นรู้ว่าที่ในกรุง ฯ เตรียมกองทัพใหญ่จะยกขึ้นไปจึงถอยหนีกลับไปตั้งรับที่หนองบัวลำภู ได้รบกับกองทัพไทยเปนสามารถ เมื่อหม่อมฉันไปได้รับคำชี้แจงที่เมืองอุดรว่าหนองบัวลำภูนั้นคือ เมืองกุมุทาสัย ซึ่งยกขึ้นเปนเมืองเมื่อในรัชชกาลที่ ๔ หม่อมฉันกลับลงมากรุงเทพฯ ได้มีท้องตราสั่งให้เปลี่ยนชื่อ เมืองกุมุทาสัย ซึ่งลดลงเปนอำเภออยู่ในเวลานั้น กลับเรียกชื่อเดิมว่า “อำเภอหนองบัวลำภู” ดูเหมือนจะยังใช้อยู่จนบัดนี้
การที่ท่านตรัสถามถึงชื่อเมืองในมณฑลอุดร เตือนใจให้หม่อมฉันนึกขึ้นว่าเรื่องตั้งเมืองต่างๆ ในมณฑลอุดรและอิสาณ เปนเรื่องสำคัญในพงศาวดารส่วนหนึ่ง ซึ่งมิใคร่มีใครรู้เหตุการณ์เปนแต่รู้จักชื่อเมือง แต่เดิมหม่อมฉันเองก็ไม่ทราบ ต่อเมื่อไปตรวจราชการมณฑลอุดรและอิสาณครั้งนั้น ไปถึงไหนก็ไต่ถามเรื่องตำนาน และเรียกหนังสือเก่าเช่นท้องบัตรใบตราเอามาดู ได้ความรู้หูผึ่ง กลับมาถึงกรุงเทพ ฯ จึง
พยายามค้นพงศาวดารประกอบ คิดเรียบเรียงเปนเรื่องตำนานพิมพ์ไว้แต่พิมพ์แยกกันอยู่หลายแห่ง ​เผอิญหนังสือนั้นมีอยู่กับหม่อมฉันที่ปีนัง จึงให้คัดรวมเรื่องส่งมาถวายกับจดหมายฉะบับนี้ แต่ยังขาดชื่อเมืองที่ตั้งในรัชชกาลที่ ๕ แต่ก็ไม่มีกี่เมืองนัก หม่อมฉันยังเรียกหนังสือทำเนียบจากกรุงเทพ ฯ เมื่อได้มาจะเขียนถวายต่อไปให้บริบูรณ์
ในสัปดาหะนี้ หม่อมฉันถวายเรื่องเมืองตะกั่วป่ามาอีกตอนหนึ่ง สัปดาหะหน้าจึงจะถึงตอนปลายอันมีเรื่องสำคัญในพงศาวดารเกี่ยวข้องและเปนเรื่องที่ยังไม่เคยเขียนลงเปนลายลักษณ์อักษรด้วย
เมื่อวันอังคารที่ ๑๐ เวลา ๔ นาฬิกา สมเด็จกรมพระสวัสดิ ฯ สิ้นพระชนม์ หม่อมฉันรู้สึกอนาถใจมาก ด้วยมาสิ้นพระชนม์ในเวลาพลัดพรากบ้านเมือง มีพวกพ้องพอเห็นหน้ากันไม่กี่คนแต่ก็พรักพร้อมกันดี อาการประชวรของเธอนั้นที่จริงน่าจะสิ้นพระชนม์มานานแล้ว แต่หากความทนทานในส่วนพระองค์มีมาก ถ้าจะว่าแล้วก็เริ่มประชวรมาแต่ไปตกรถยนต์ที่เมืองอีโปห์ เมื่อกลับมาถึงปีนังหม่อมฉันไปเยี่ยม ตรัสบอกว่า
อาการอื่น ๆ ดูก็หายไปหมดแล้ว ยังมีแต่เจ็บอยู่ในพระนาภีนั้นไม่หาย แต่พระกำลังของเธออ่อนลงเปนลำดับมา ถึงขึ้นรถขึ้นบรรไดต้องพะยุงมาหลายเดือนแล้ว เธออุตส่าห์เสด็จมาหาหม่อมฉันเปนครั้งสุดท้ายเมื่อมารดน้ำสงกรานต์ปีนี้ แต่นั้นก็เสด็จออกจากที่ประทับน้อยลง แม้อยู่บนตำหนักจะทรงพระดำเนินไปห้องสรงก็ต้องพะยุง ต่อมาถึงต้องบรรทมอยู่กับพระแท่น เธอรู้พระองค์มานานแล้วว่าไม่หายได้ ดูเหมือนจะได้สั่งเสียตระเตรียมไว้ตลอดเรื่อง มีอาการที่แปลกเปนอาการจรเกิดขึ้นสัก ๓ ครั้ง
มาแล้ว หมอว่าเพราะเส้นพระโลหิตที่ในพระเศียรแตก ถ้าแตกทีไรก็เกิดอาการชักและสิ้นพระสตินิ่งแน่ไปนาน ๆ แต่หมอคาดเนอร์อเมริกันที่นี่แก้ไขดี ประกอบด้วยความแข็งแรงของเธอเองก็กลับฟื้น หม่อมฉันไปเยี่ยมถึงคุยกันได้ เปนอย่างนั้นมา ๒ คราวแล้ว ถึงคราวนี้เห็นจะเปนเพราะหมดกำลังจึงสิ้นพระชนม์ ได้ยินว่าเธอได้สั่งไว้ให้เผาพระศพที่ปีนังนี้ เวลานี้เอาพระศพใส่หีบอย่างฝรั่งตั้งไว้ที่ตำหนัก กำลังพูดจาติดต่อทั้งทางสมเด็จพระปกเกล้า ฯ และทางในกรุงเทพฯ นัยว่าจะเอาพระศพไว้ ๑๕
วัน แล้วจะทำฌาปนกิจที่ณวัดปิ่นบังอร ด้วยเขาทำเมรุไว้สำหรับเผาศพคนไทยที่นั่น ดูสอาดสอ้านดี เมื่อวันที่ ๑๑ หม่อมฉันไปเยี่ยมพระศพ เห็นจัดที่ตั้งไว้ในห้องรับแขกเรียบร้อยจับใจ ด้วยการพระศพเจ้านายเคยเห็นอย่างหรูหราชินตามาแล้ว มาเห็นจัดตามประสายาก แต่รู้สึกว่าจัดด้วยน้ำใจทุกสิ่งทุกอย่าง มิได้ทำแต่ตามเคยตามธรรมเนียม ก็ชวนให้ชื่นใจแทนที่สลดกำศรดโศก หม่อมฉันขออนุญาตเจ้าภาพจะไปทำบุญอย่างงานหน้าศพรายสัปดาหะถวายในวันเสาร์นี้
​เวลานี้ลูกหลานของหม่อมฉันออกมาเยี่ยมอยู่พร้อมกันเปนหมู่ใหญ่จนถึงต้องอยู่ยัดเยียดกันในซินนามอนฮอล แต่ก็ชื่นใจยินดีด้วยกันทั้งนั้น เมื่อวันที่ ๕ หญิงแก้ว หลานหนู หลานมดซึ่งน่าเอ็นดูมาก มาจากชุมพร ๓ คน ถึงวันที่ ๘ หญิงจง หลานนิล (ลูกพระองค์เจ้าอลงกฎที่อยู่กับหญิงจง) ชายธัญญลักษณ์กับหญิงนิดและหลานหญิงต๊ะลูกคนใหญ่ กับชายนิพัทธ หญิงกุมารี มาจากกรุงเทพ ฯ อีก ๗ คน หม่อมฉันชื่นใจ
ที่ได้เห็นหญิงจงหายเจ็บเพียงใด คงจะพอเข้าพระทัยได้ ในวันที่มาถึงนั้นหม่อมฉันให้ทำใบศรีปากชามทำขวัญ รุ่งขึ้นให้ไปทำบุญตักบาตที่วัดปูโลติกุส ตั้งแต่มาว่ายังสบายดี รู้สึกว่าอากาศที่ปีนังในเวลานี้ดีกว่าเมื่ออยู่ในกรุงเทพ ฯ แต่นอกจากหญิงจงกับหลานนิลจะกลับกันในวันศุกร์ที่ ๑๓ และจะพาผู้ที่เคยอยู่กับหม่อมฉันกลับไปด้วยถึง ๓ คน คือ ชายใหม่ หลานแมว หลานน้อย เพราะเวลานี้โรงเรียนปิดจะไปชั่วคราว หม่อมฉันส่งรูปฉายาลักษณ์ที่ถ่ายกับหญิงจงและกับหลาน (ตา) ๗ คนถวายมาด้วย
ส่วนตัวหม่อมฉันเองคิดว่าจะไปเที่ยวเมืองพะม่าในเดือนมกราคมนี้สัก ๓ สัปดาหะ กำหนดจะออกจากปีนังวันที่ ๑๘ มกราคม กลับมาถึงปีนังราววันที่ ๖ กุมภาพันธ์ การที่จะไปเมืองพะม่าครั้งนี้เพราะหม่อมฉันไม่ได้แปรสถานเที่ยวเตร่มากว่าปีหนึ่งแล้ว เมื่อหน้าหนาวปีกลายคิดว่าจะไปเที่ยวเมืองลังกา แต่เผอิญเกิดไข้ระบาทว์ที่นั่นจึงต้องงดรอมา หม่อมฉันนึกว่าที่เมืองพะม่าเห็นจะมีของที่น่าดูในทางโบราณคดี และ
อาจจะได้ความรู้ต่าง ๆ เพิ่มขึ้นด้วย ทางที่คิดจะไปนั้นก็อย่างเดียวกับที่พระองค์ท่านเคยเสด็จแล้ว คือไปเมืองร่างกุ้งแล้วขึ้นรถไฟไปเมืองมัณฑเล กลับทางเรือลงมาแวะดูเหมืองภุกามแล้วจึงลงเรือที่ร่างกุ้งกลับปีนัง แต่ถ้าเปนการสดวกคิดว่าจะมาเรือที่เขาเดินเลียบฝั่งมาแวะดู เมืองเมาะลำเลิง เมืองเมาะตมะ เมืองทะวาย และเมืองตะนาวศรี เมืองมะริด แล้วจึงกลับมาเมืองปีนัง แต่จะไปทำโปรแกรมเปนยุติต่อเมื่อไปถึงเมืองพะม่า
ของที่ฝากมาประทานมาถึงโดยเรียบร้อย ขอบพระเดชพระคุณและขอบใจคุณโตเปนอันมาก.
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
เรื่องตั้งเมืองในมณฑลอุดรและอิสาณ
​เดิมเมื่อตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา เมืองลาวทางริมลำน้ำโขงมีกรุงศรีสัตนาคนหุต อันตั้งเมืองเวียงจันท์เปนราชธานีเปนอิสสระอยู่ตอนกลาง เมืองหลวงพระบางเปนอิสสระอยู่ข้างเหนือ เมืองจำปาศักดิ์เปนอิสสระอยู่ข้างใต้ ฝ่ายเมืองทางดอนห่างลำ
แม่น้ำโขงเข้ามาเปนอาณาเขตต์เมืองนครราชสีมาของไทย เมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พะม่าแล้วไม่ช้ากรุงศรีสัตนาคนหุตก็ต้องตกอยู่ในอำนาจพะม่า ครั้นถึงสมัยกรุงธนบุรีไทยกลับเป็นอิสสระได้ พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตก็อยากเปนอิสสระบ้าง จึงมาขอทอดทางไมตรีกับพระเจ้ากรุงธนบุรี (มีเรื่องแจ้งอยู่ในหนังสือพระราชวิจารณ์
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชาธิบายไว้โดยพิสดาร) และเมื่อสมัยกรุงธนบุรีนั้น ไทยได้อาณาเขตต์เมืองนครจำปาศักดิ์กับเหล่าเมืองพวกเขมรป่าดงมาเปนของไทย ครั้นอยู่มาพระเจ้าเวียงจันท์วิวาทกับขุนนางผู้ใหญ่คนหนึ่งชื่อพระวอ พระวอหนีมาขอพึ่งพระบารมีอยู่ในอาณาเขตต์ไทย พระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดให้ตั้งภูมิลำเนาอยู่ที่ตำบลดอนมดแดง (ใกล้กับเมืองอุบลบัดนี้) พระเจ้าเวียงจันท์บุญสารบังอาจให้กองทัพยกบุกรุกอาณาเขตต์ไทยมาจับพระวอฆ่า
เสีย พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงให้ยกกองทัพขึ้นไปปราบกรุงศรีสัตนาคนหุต พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เมื่อยังดำรงพระยศเปนสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก เสด็จเปนจอมพลขึ้นไปในครั้งนั้น ตีได้เมืองเวียงจันท์และหัวเมืองขึ้นทั้งปวงมาเปนของไทย พระเจ้าเวียงจันท์บุญสารหนีไปได้แต่ตัว พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงเชิญพระแก้วมรกตพระบางและกวาดต้อนผู้คนชาวเมืองเวียงจันท์ลงมาเปนอันมาก ให้พวกชาวเวียงจันท์มาตั้งภูมิลำเนาอยู่ตามหัวเมือง
ชั้นใน ที่ถูกพะม่ากวาดต้อนเอาราษฎรไปเสียจนร้างอยู่ คือ เมืองลพบุรี เมืองสระบุรี และเมืองนครนายก เมืองฉะเชิงเทรา เปนต้น ส่วนพวกญาติวงศของพระเจ้าเวียงจันท์บุญสารนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงทำนุบำรุงไว้เอง การที่กองทัพไทยยกขึ้นไปตีกรุงศรีสัตนาคนหุตครั้งนั้น พวกราษฎรเมืองลาวทั้งชาวเวียงจันท์และชาวเมืองอื่น พากันตื่นแตกหนีข้ามแม่น้ำโขงไปซุ่มซ่อนอยู่ตามป่าที่ใกล้ชายแดนญวนเปนอันมาก จนเกิดมีเมืองทางนั้นขึ้นหลายเมืองในสมัยครั้งตั้ง
กรุงธนบุรียังหาได้จัดการปกครองเมืองลาวให้เปนปกติไม่ ครั้นถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดฯ ให้กลับตั้งเมืองเวียงจันท์เปนประเทศราชขึ้นกรุงเทพฯ และทรงตั้งบุตร์พระเจ้าเวียงจันท์บุญสารให้เปนเจ้านครเวียงจันท์ เมืองจำปาศักดิ์ก็ให้เปนประเทศราช ส่วนเมืองลาวและเมืองเขมร​ป่าดงซึ่งเคยขึ้นเมืองนครราชสีมาอยู่แต่ก่อน มีพระราชประสงค์จะตั้งหัวเมืองชั้นนอกให้เป็นกำลังของเมืองนครราชสีมาอยู่ในระวางแดนประเทศราช
เวียงจันท์และนครจำปาศักดิ์ จึงโปรดฯ ให้เกลี้ยกล่อมพวกท้าวพระยาในท้องที่ ให้ไปตั้งภูมิลำเนาตามที่ซึ่งสมควรจะบำรุงให้เกิดประโยชน์ได้ ใครพาสมัคพรรคพวกไปอยู่เปนหลักแหล่งจนเปนที่ประชุมชนเกิดขึ้นณที่ใด ก็โปรดฯ ให้ตั้งที่นั้นขึ้นเปนเมืองมีอาณาเขตต์ในการปกครอง ผู้เป็นหัวหน้าให้เปนพระยาหรือเปนพระ ที่เจ้าเมือง และทรงตั้งญาติวงศซึ่งได้ช่วยกันทำนุบำรุงท้องที่นั้นเป็นตำแหน่ง อุปราช ราชวงศ และราชบุตร ตามทำเนียบยศซึ่งนิยมกันในเมืองลาวแต่ก่อนมา ให้เมืองเหล่านี้ส่งส่วย
ของต่าง ๆ อันหาได้ง่ายในเมืองนั้น มาใช้ราชการในกรุงเทพฯ เปนหน้าที่ การตั้งเมืองชั้นนอกครั้งนั้น พวกท้าวพระยาพากันนิยมมีผู้เข้ารับอาสามาก เพราะได้อิสสระแก่ตระกูลของตน ใครได้เปนเจ้าเมืองมีอาณาเขตต์น้อย หรือว่าเมื่อใคร่จะได้เปนเจ้าเมือง ก็พยายามเที่ยวเกลี้ยกล่อมราษฎรที่อื่นให้มาตั้งภูมิลำเนาในอาณาเขตต์เมืองของตน เปนเหตุให้ได้พวกราษฎรซึ่งหลบหนีไปอยู่ทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงเมื่อครั้งตีเมืองเวียงจันท์ กลับคืนมาเปนอันมาก
หัวเมืองลาวชั้นนอกซึ่งตั้งขึ้นเมื่อรัชชกาลที่ ๑
(เดี๋ยวนี้อยู่ในมณฑลอุดร) คือ
๑ ตั้งเมืองขอนแก่น ที่บ้านกงบอน
๒. ตั้งเมืองชนบท ที่บ้านหนองแก้ว
๓. ตั้งเมืองหนองหาร ที่หนองหารน้อย
๔. ตั้งเมืองสกลนคร ที่หนองหารใหญ่
๕. ตั้งเมืองนครพนม ที่เมืองโคตรบูรโบราณ
(เดี๋ยวนี้อยู่ในมณฑลนครราชสีมา) คือ
๖. ตั้งเมืองสุวรรณภูมิ ที่บ้านดงท้าวสาร
๗. ตั้งเมืองกาฬสินธุ์ ที่บ้านแก่งสำโรง
๘. ตั้งเมืองอุบล ที่บ้านแจละแม
๙. ตั้งเมืองรัตนบุรี ที่บ้านกุดหมาย
๑๐. ตั้งเมืองไผทสง ที่บ้านหมากเฟือง
(เมืองเขมรป่าดง เดี๋ยวนี้อยู่ในมณฑลนครราชสีมา) คือ
๑๑. ตั้งเมืองขุขันธ์ ที่บ้านปราสาท
๑๒. ตั้งเมืองสุรินทร ที่บ้านคูปะทาย
๑๓. ตั้งเมืองสังคะ ที่บ้านโคกอัดจะ
​ตั้งเพิ่มขึ้นในรัชชกาลที่ ๒ (เดี๋ยวนี้อยู่ในมณฑลนครราชสีมา) คือ
๑๔. ตั้งเมืองยโสธร ที่บ้านสิงทา
๑๕. ตั้งเมืองเขมราฐ ที่บ้านโคกกงพะเนียง๑
ส่วนเมืองเวียงจันท์นั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงตั้งให้บุตร์พระเจ้าเวียงจันท์บุญสาร เปนเจ้าเมืองต่อกันมา ๓ คน คือ เจ้านันทเสน เจ้าอินทวงศ แล้วเจ้าอนุวงศ (ซึ่งเรียกกันแต่ว่าเจ้าอนุ) ได้ครองเมืองตอนปลายรัชชกาลที่ ๑ เจ้าอนุนั้นมีชื่อเสียงว่าเข้มแข็งในการศึกสงคราม ได้เคยช่วยรบพะม่ามีความชอบมาแต่ก่อน ทั้งมีความสวามิภักดิ์ฝักฝ่ายในกรุงเทพฯ มาก จึงเปนผู้ที่ทรงคุ้นเคยสนิทชิด
ชอบพระราชอัธยาศัยมาทั้งในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และในรัชชกาลนั้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๒ เกิดมีพวกกบถมาตีได้เมืองนครจำปาศักดิ์ กองทัพยกไปจากเมืองนครราชสีมาปราบพวกกบถพ่ายหนีไป แต่ไม่สามารถจับอ้ายสาเกียดโง้งหัวหน้าพวกกบถได้ เจ้าอนุจึงรับอาสาแต่งให้
เจ้าราชบุตร (โย้) บุตรของตนคุมกองทัพลงไปติดตามจับอ้ายสาเกียดโง้งส่งเข้ามาถวายได้ ครั้งนั้นไม่มีตัวเจ้านายเมืองนครจำปาศักดิ์ซึ่งจะสามารถรักษาเมือง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงตั้งเจ้าราชบุตร์ (โย้) เปนเจ้าเมืองนครจำปาศักดิ์เปนบำเหน็จความชอบ แต่นั้นเจ้าอนุก็มีอำนาจแผ่ลงมาทางแม่น้ำโขงตอนใต้ ครั้นสิ้นรัชชกาลที่ ๒ เมื่อเจ้าอนุลงมาถวายพระเพลิงพระบรมศพ เชื่อว่าตนเปนคนโปรดของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมาแต่ก่อน จึงกราบบังคมทูลขอ
พวกชาวเมืองเวียงจันท์ซึ่งถูกกวาดต้อนลงมาเมื่อครั้งกรุงธนบุรี จะเอากลับไปบ้านเมือง ก็คนพวกนั้นได้ลงมาอยู่หัวเมืองชั้นในเกือบ ๕๐ ปี คนที่ถูกกวาดต้อนยังเหลืออยู่น้อย มีแต่ชั้นลูกหลานที่มาเกิดหัวเมืองชั้นในเปนพื้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงไม่พระราชทานตามพระประสงค์ เจ้าอนุก็รู้สึกอัปยศและมีความโทมนัสน้อยใจกลับขึ้นไปบ้านเมือง ครั้งนั้นประจวบมีเหตุการณ์เกิดขึ้น ๒ อย่าง อย่างหนึ่งคือญวนแผ่อาณาเขตต์ขึ้นมาได้ในเมืองเขมรเมื่อรัชชกาลที่ ๒ แล้วคิดจะแผ่อำนาจ
เข้ามาทางเมืองลาวริมน้ำแม่โขงอีกทางหนึ่ง ให้มาเกลี้ยกล่อมเจ้าอนุ ๆ ก็เอาใจออกห่างจากไทย หมายจะไปพึ่งกำลังญวน เพื่อจะเอาหัวเมืองลาวทั้งปวงเปนอาณาเขตต์ของตน อีกอย่างหนึ่งไทยเกิดเกี่ยงแย่งกับอังกฤษเรื่องเมืองไทรมาแต่ปลายรัชชกาลที่ ๒ เมื่อแรกตั้งรัชชกาลที่ ๓ ที่​ในกรุงเทพฯ ไม่ไว้ใจอังกฤษ เกรงจะยกทัพเรือจู่เข้ามา ให้เตรียมป้อมปราการป้องกันปากน้ำ ข่าวจึงลือไปถึงเมืองเวียงจันท์ว่าอังกฤษยกทัพเรือมาตีกรุงเทพฯ เจ้าอนุเห็นได้ทีก็ก่อการเปนกบถขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๙
การที่เจ้าอนุเปนกบถครั้งนั้น ไม่ใช่แต่หมายจะตั้งแข็งเมืองเปนอิสสระเท่านั้น คิดกำเริบถึงจะลงมาตีกรุงเทพฯ เก็บริบเอาทรัพย์สมบัติและกวาดต้อนผู้คนไปเปนชะเลย ด้วยประมาทว่าผู้ที่เคยชำนาญการสงครามมาแต่ก่อนหมดตัวไปเสียมากแล้ว และเชื่อว่าที่ในกรุงเทพฯ กับหัวเมืองชั้นใน กำลังติดรบพุ่งกับอังกฤษพะว้าพะวังอยู่ ความคิดของเจ้าอนุหมายจะลงมายึดเอาเมืองนครราชสีมาเปนที่มั่นสำหรับ
บัญชาการศึก แต่เกรงว่าพวกหัวเมืองลาวชั้นนอกซึ่งขึ้นเมืองนครราชสีมาจะกีดขวางให้ชักช้า เมื่อเจ้าอนุเกณฑ์กองทัพจึงประกาศอ้างเหตุว่าได้รับตราสั่งจากกรุงเทพฯ ว่าให้เกณฑ์กองทัพลงไปช่วยรบฝรั่ง การที่เปนกบถรู้กันแต่ในพรรคพวกที่ร่วมคิด ให้บุตร์คนใหญ่ซึ่งเป็นเจ้าราชวงศเปนนายทัพหน้า เจ้าอนุเปนจอมพลยกลงมาจากเมืองเวียงจันท์ตรงลงมาเมืองนครราชสีมาทาง ๑ ให้เจ้าราชบุตร์ (โย้) ซึ่งเปนเจ้าเมืองนครจำปาศักดิ์ ยกกองทัพเข้ามาเมืองนครราชสีมาทางหัวเมืองเขมรป่าดงอีก
ทาง ๑ ให้เจ้าอุปราช (ติสสะ) น้องชาย คุมทัพตามเจ้าอนุลงมายึดเอาหัวเมืองลาวชั้นนอกอีกทัพ ๑ เมื่อกองทัพเจ้าอนุลงมา พวกหัวหน้าเมืองลาวชั้นนอกสำคัญว่าจะยกลงมาช่วยกรุงเทพฯ รบฝรั่ง ด้วยทราบอยู่ว่าเจ้าอนุเปนคนโปรดปรานมาแต่ก่อน ต่างก็ส่งสะเบียงอาหารและจัดการให้กองทัพเวียงจันท์ลงมาได้โดยมิรู้เท่า จนถึงเมืองนครราชสีมา เผอิญในเวลานั้นเจ้าพระยานครราชสีมาและพระยาปลัด ต้องออกไปราชการอยู่ทางชายพระราชอาณาเขตต์ พวกกรมการพาซื่อต้อนรับ พอเจ้าอนุเข้า
ตั้งอยู่ในเมืองนครราชสีมาได้ ก็แสดงการเปนกบถโดยออกหน้า ให้เจ้าราชวงศยกกองทัพหน้าลงมายังเมืองสระบุรี แต่มาทราบว่ามิได้มีศึกฝรั่งดังคำเลื่องลือ และที่ในกรุงเทพฯ กำลังเตรียมกองทัพใหญ่จะยกขึ้นไปปราบปราม พวกเวียงจันท์เห็นไม่สมหมาย ก็เปลี่ยนความคิดไปเก็บริบทรัพย์และกวาดต้อนผู้คนเมืองนครราชสีมาและเมืองขึ้นไปเปนชะเลย แล้วถอยกองทัพกลับไป ส่วนหัวเมืองลาวชั้นนอกนั้น แต่งให้พวกเจ้านายท้ายพระยาลงมายึดเมือง ถ้าใครไม่ยอมอ่อนน้อมก็จับฆ่าเสีย กองทัพ
กรุงเทพฯ ยกตามขึ้นไป ๓ ทาง คือกรมพระยาราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ เสด็จเปนจอมพลยกไปทางเมืองนครราชสีมาทาง ๑ เจ้าพระยาอภัยภูธร ที่สมุหนายก ยกขึ้นไปทางเมืองเพ็ชรบูรณ์หล่มศักดิ์ทาง ๑ เจ้าพระยาบดินทรเดชา (ต้นสกุล สิงหเสนี) เมื่อยังเปนที่พระยาราชสุภาวดี ยกไปทางเมืองนครจำปาศักดิ์ทาง ๑ ให้ปราบปรามพวกกบถขึ้นไปสมทบกันตีเมืองเวียงจันท์ ได้รบพุ่งกันหลายแห่งหลายพัก ในที่สุดจับได้​ตัวเจ้าอนุ เจ้าอุปราช และเจ้าราชบุตร์ (โย้) กับพรรคพวกเปนอันมาก
เมื่อปราบกบถเวียงจันท์แล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานปรารภความ ๒ ข้อ คือข้อ ๑ ญวนกำลังหมายจะขยายอาณาเขตต์รุกแดนไทยเข้ามาทางตะวันออกเฉียงเหนือ ถ้าให้เมืองเวียงจันท์เปนประเทศราชอยู่ อาจจะเปนใส้ศึกในภายหน้า อีกข้อ ๑ พวกราษฎรชาวเมืองลาวกำลังระส่ำระสาย ที่อพยพหลบหนีไปทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงก็มี ที่เที่ยวซุ่มซ่อนอยู่ตามป่าตามดงก็มาก มีทั้งที่เคยเปนพวก
เจ้าอนุและที่ได้ต่อสู้พวกเจ้าอนุ เพื่อจะจัดการปกครองพระราชอาณาเขตต์ทางนั้นให้เรียบร้อยต่อไป จึงโปรด ฯ ให้ทำลายเมืองเวียงจันท์เสียให้ปรากฏว่ามิได้มีประเทศราช และให้กวาดต้อนพวกชาวเมืองเวียงจันท์ ซึ่งเคยเปนพรรคพวกเจ้าอนุเข้ามาไว้เสียตามหัวเมืองชั้นใน ส่วนหัวเมืองซึ่งเคยขึ้นเมืองเวียงจันท์ โปรดฯ ให้เลือกสรรท้าวพระยาตามหัวเมืองชั้นนอกซึ่งซื่อตรงตั้งเปนเจ้าเมือง และให้พาสมัค
พรรคพวกไปปกครองเมืองนั้นๆ พวกท้าวพระยาที่ได้เปนเจ้าเมือง จึงเกลี้ยกล่อมราษฎรที่ยังเที่ยวกระจัดพลัดพรายอยู่ตามที่ทั้งปวง ทั้งทางฝั่งซ้ายและฝั่งขวาแม่น้ำโขง กลับคืนมาตั้งภูมิลำเนาอยู่ตามเมืองนั้นๆ ท้าวพระยาบางคนก็ขอพระราชทานอนุญาตตั้งเมืองขึ้นใหม่เพื่อจะเกลี้ยกล่อมผู้คนให้มาตั้งภูมิลำเนา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้โปรดฯ ให้ตั้งเมืองชั้นนอกขึ้นทางนั้น เหมือนอย่างเมื่อครั้งรัชชกาลที่ ๑ อีก ๑๙ เมือง คือ
๑. ตั้งบ้านหนองคาย เปนเมืองหนองคาย
๒. ตั้งบ้านโพนแพง เปนเมืองโพนพิสัย
๓. ตั้งบ้านปากน้ำสงคราม เปนเมืองไชยบุรี
๔. ตั้งบ้านภูเวียง เปนเมืองภูเวียง
๕. ตั้งบ้านปากเหือง เปนเมืองเชียงคาน
๖. ตั้งบ้านคางราย เปนเมืองเรณูนคร
๗. ตั้งบ้านเมืองราม เปนเมืองรามราช
๘. ตั้งบ้านนาลาดควาย เปนเมืองอาทมาต
๙. ตั้งบ้านท่าม่วง เปนเมืองอากาศอำนวย
๑๐. ตั้งบ้านท่าขอนยาง เปนเมืองท่าขอนยาง
๑๑. ตั้งบ้านแซงบาดาล เปนเมืองแซงบาดาล
๑๒. ตั้งบ้านกุดฉิมนารายน์ เปนเมืองกุดฉิมนารายน์
๑๓. ตั้งบ้านช้องนาง เปนเมืองเสนางคนิคม
๑๔. ตั้งบ้านดอนมะเกลือ เปนเมืองลำเนาหนองปรือ
​๑๕. ตั้งบ้านขั้ว เปนเมืองอำนาจเจริญ
๑๖. ตั้งบ้านคำแก้ว เปนเมืองคำเขื่อนแก้ว
๑๗. ตั้งบ้านส่วยหาง เปนเมืองสะเมียะ
๑๘. ตั้งบ้านคำทองใหญ่ เปนเมืองคำทองใหญ่
๑๙. ตั้งบ้านเซลำเพา เปนเมืองเซลำเพา
ถึงรัชกาลที่ ๔ โปรดฯ ให้ตั้งเมืองในมณฑลอุดรและอิสาณตามแบบอย่างครั้งรัชชกาลที่ ๓ ต่อมาอีกหลายเมือง คือ
๑. ตั้งบ้านสระบัว เปนเมืองกมลาสัย
๒. ตั้งบ้านกวางชโด เปนเมืองพิบูลมังสาหาร
๓. ตั้งบ้านเวินชัย เปนเมืองมหาชนะชัย
๔. ตั้งบ้านยักขุ เปนเมืองชาณุมานมณฑล
๕. ตั้งบ้านสะพือ เปนเมืองตระการพืชผล
๖ ตั้งบ้านหนองบัวลำภู เปนเมืองกุมุทาสัย
๗. ตั้งบ้านหงส์ทอง เปนเมืองธุรคมหงส์สถิตย์
๘. ตั้งบ้านห้วยลำแสน เปนเมืองกันทรารักษ์
๙. ตั้งบ้านอุทุมพร เปนเมืองอุทุมพรพิสัย
๑๐. ตั้งบ้านภูหว้า เปนเมืองภูวดลสอาง
๑๑. ตั้งบ้านกุดลิง เปนเมืองวานรนิวาส
๑๒. ตั้งบ้านโพธิสว่าง เปนเมืองสว่างแดนดิน
๑๓. ตั้งบ้านท่าทราย เปนเมืองพาลุกากรภูมิ
๑๔. ตั้งบ้านปลาเป้า เปนเมืองวาริชภูมิ
๑๕. ตั้งบ้านท่าม่วง เปนเมืองอากาศอำนวย
๑๖. ตั้งบ้านลำพัน เปนเมืองสหัสขันธ์
๑๗. ตั้งบ้านโป่ง เปนเมืองพนมไพรแดนมฤค
เมื่อได้ทำเนียบชื่อเมืองที่ตั้งในรัชชกาลที่ ๕ มา จึงจะเขียนต่อไปให้สิ้นเรื่อง.
๑. รายชื่อเมือง คัดมาจากหนังสือพงศาวดารของหม่อมอมรวงศวิจิตร ถม คเนจร ณ อยุธยา ซึ่งพิมพ์ไว้ในประชุมพงศาวดารภาคที่ ๔. ↩
อธิบายเรื่องเมืองตะกั่วป่า ตอนที่ ๕
ตอนที่ ๕ ว่าด้วยเลิกวิธีเก็บภาษีผลประโยชน์
​๑๖. วิธีเก็บภาษีผลประโยชน์ที่จัดขึ้นณเมืองระนอง เมืองตะกั่วป่า เมืองภูเกต และเมืองพังงา แม้สำเร็จประโยชน์ทั้ง ๓ อย่าง คือที่ได้เงินหลวงเพิ่มขึ้นมากอย่างหนึ่ง ที่ไม่มีผู้อื่นมาแทรกแซงในการปกครองบ้านเมืองอย่างหนึ่ง และได้กำไรแก่ผู้ว่าราช
การเมืองเปนอันมากด้วยอีกอย่างหนึ่งก็ดี แต่ลักษณะที่มอบเหมาการทั้งปวงไว้ในตัวผู้ว่าราชการเมืองมีข้อขัดกันเอง เพราะฝ่ายหนึ่งให้ผู้ว่าราชการเมืองเปนพนักงานเก็บภาษีอากรจ่ายใช้ปกครองทำนุบำรุงบ้านเมือง และส่งเงินที่เหลือใช้เข้าท้องพระคลัง หรือถ้าว่าอีกอย่างหนึ่งเหมือนรัฐบาลเก็บภาษีอากรเอง แต่อีกฝ่ายหนึ่งเกณฑ์
ให้ผู้ว่าราชการเมืองทำการที่กล่าวมานั้นด้วยทุนของตนเอง ทั้งต้องสัญญว่าจะส่งเงินหลวงเข้าท้องพระคลังปีละเท่านั้นๆ ถ้าขาดตกบกพร่องไปผู้ว่าราชการเมืองต้องรับใช้เหมือนเปนเจ้าภาษีผูกขาด ในชั้นแรกเวลาได้กำไรมากก็เห็นจะไม่มีใครคิดเห็นว่าวิธีที่จัดนั้นจะไม่เปนการยั่งยืนไปยืดยาว ต่อเมื่อผู้ว่าราชการเมืองเปลี่ยนตัวไปตามขัยวัย จึงปรากฎกรณีที่ต้องเปลี่ยนวิธีเก็บภาษีผลประโยชน์เปนอย่างอื่น อธิบายในเรื่องนี้กล่าวเปนรายเมืองจึงจะแจ่มแจ้ง จะพรรณนาเปนลำดับแต่เมืองที่มีผลประโยชน์ คือ
ก. เมืองภูเกต เปนที่มีแร่ดีบุกมากและอยู่ใกล้ตลาดขายดีบุกที่เมืองปีนังกว่าเมืองอื่น พระยาภูเกต (ทัต) จึงได้กำไรรวยกว่าใครๆ หมด ถึงสามารถเข้าไปสร้างบ้านเรือนที่พักเปนตึกรามโตใหญ่ที่ในจังหวัดธนบุรี อันตกเปนของคุณหญิงเลื่อมแล้วทอดมาถึงพระยามนตรี (เชียร บุนนาค) อยู่ในบัดนี้ แต่พระยาภูเกต (ทัต) เปนฉลาด เอากำไร
ส่วนมากไปสร้างตึกไว้ให้เช่าที่เมืองปีนังและเมืองสิงคโปร์หลายแห่ง ครั้นแก่ชะราลงเกิดโรคจักษุมืดจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เลื่อนขึ้นเป็นพระยาวิชิตสงคราม ตำแหน่งจางวาง และทรงตั้งบุตร์คนโตชื่อ “ลำดวน” เปนพระยาภูเกต โลหเกษตรารักษ์ แทน เมื่อพระยาวิชิตสงครามถึงอนิจกรรม ทรัพย์สมบัติเปนมรดกตกแยกกันไป
เปน ๓ เจ้าของ คือ พระยาภูเกต (ลำดวน ดูเหมือนจะได้มากกว่าคนอื่น) คน ๑ คุณหญิงเลื่อม คน ๑ พระยามนตรีฯ (ชื่น) ซึ่งเปนลูกเขย คน ๑ พระยาภูเกต (ลำดวน) ต้องรับผิดชอบในการทำภาษีอากร แต่ไม่ฉลาดทั้งเปนคนเผอเรอสุรุ่ยสุร่าย ในไม่กี่ปีทรัพย์ที่ได้มรดกก็หมดและเงินหลวงก็คั่งค้างทับถมหนักขึ้น จนลงที่สุดต้องถูกถอด และต้องเอาบ้านเรือนทั้งของบิดาและของตัวเองตีใช้หนี้หลวง จึงได้ใช้บริเวณบ้านพระยาภูเกตเปน​ศาลารัฐบาล และที่พักข้าราชการต่อมา เมื่อไม่มีผู้ว่าราชการเมืองที่
รับผูกภาษีได้อย่างพระยาภูเกต (ทัต) การปกครองเมืองภูเกตก็ตกมาอยู่ในหน้าที่ข้าหลวงซึ่งเคยเปนแต่พนักงานเร่งเรียกเงินมาแต่ก่อน จึงต้องแยกภาษีอากรให้ว่าประมูลผูกขาดเปนอย่างๆ ไปดังแต่ก่อน แต่การทำเหมืองใหญ่ก็ยังมีมากอยู่ เพราะพวกเถ้าแก่นายเหมืองชั้นแรกมามีเชื้อสายนายทุนรอน ตั้งภูมิลำเนาเปนชาวเมืองภูเกตรับมรดกทำเหมืองต่อมา ถึงกระนั้นการทำเหมืองไม่มีเงินทุนพอที่จะลงมากเหมือนเมื่อครั้งพระยาภูเกต (ทัต) จำนวนคนทำก็น้อยลง เลยเป็นเหตุให้เงินภาษีอากรลดลงด้วย
ข. เมืองระนองนั้น ผิดกับเมืองอื่นๆ ที่การปกครอง การเก็บภาษีกับทั้งการทำเหมือง รวมอยู่ในตัวพระยาระนอง (คอซูเจียง) แต่คนเดียวมาแต่เดิม พระยาระนอง (คอซูเจียง) เอาเงินกำไรไปตั้งห้างโกหงวนขึ้นที่เมืองปีนัง ใช้ทุนห้างโกหงวนทำการหา
ผลประโยชน์ทั้งที่เมืองระนอง เมืองหลังสวน และที่เมืองปีนัง เมื่อพระยาระนอง (คอซูเจียง) แก่ชะรา กราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าราชการเมือง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนขึ้นเปนพระยาดำรงสุจริต มหิศรภักดี ตำแหน่งจางวางเมืองระนอง แล้วทรงตั้งพระยาศรีโลหภูมิพิภักษ์ (คอซิมก้อง) ซึ่งเปนบุตร์คนใหญ่ใน
เวลานั้นเปนพระยารัตนเศรษฐีผู้ว่าราชการเมืองระนองต่อมา เมื่อก่อนพระยาดำรงสุจริตฯ (คอซูเจียง) ถึงอนิจกรรม ได้ทำพินัยกรรม์แบ่งทรัพย์สมบัติเปนส่วนใหญ่ให้แก่บุตร์ ๔ คน คือ พระยารัตนเศรษฐี (คอซิมก้อง) ผู้ว่าราชการเมืองระนอง คน ๑ พระยาจรูญราชโภคากร (คอซิมเต็ก) ผู้ว่าราชการเมืองหลังสวน คน ๑ พระยาอัษฎงค์ฯ (คอซิมขิม) เมื่อยังเปนที่พระศรีโลหฯ ซึ่งเป็นผู้จัดการห้างโกหงวนอยู่ที่เมืองปีนัง คน ๑ พระยารัษฎานุประดิษฐ์ นายคอซิมบี้บุตร์คนเล็กยังไม่ได้มียศบันดาศักดิ์ในเวลานั้น
คน ๑ แต่ในพินัยกรรม์สั่งไว้ว่าทรัพย์มรดกนั้น นอกจากที่ต้องจ่ายใช้เลี้ยงชีพ ให้คงใช้เปนทุนของห้างโกหงวนต่อไปอีก ๓๐ ปี แล้วจึงให้แบ่งกันไปเปนทรัพย์ของตน (มาแบ่งกันในสมัยเมื่อหม่อมฉันว่าการมหาดไทย เขาขอให้หม่อมฉันเปนประธานในการที่แบ่งนั้น จึงได้ทราบเรื่องเดิม) เพราะฉะนั้นการผูกภาษีอากรและการทำเหมืองแร่ที่เมืองระนอง เมืองหลังสวน จึงคงมาอย่างเดิม (เพราะไม่มีใครกล้าเข้าประมูล) อีกชั่วคนหนึ่ง ถึงกระนั้นทุนที่เอาไปจ่ายใช้ในการทำเหมืองก็ลดลงกว่าแต่ก่อน)
ค. เมืองตะกั่วป่าและเมืองพังงานั้น ผู้ว่าราชการเมืองเปนแต่ผู้ดีที่ได้รับความอบรมในตระกูลสูงมาแต่เดิม ไม่สันทัดการค้าขายได้แต่ไปชวนพวกพ่อค้าจีนให้มาทำการโดยเข้าหุ้นส่วนด้วย ได้กำไรก็ไม่สู้มาก ทั้งไม่รู้จักใช้กำไรหาผลประโยชน์เหมือนผู้ว่าราชการเมืองภูเกตและเมืองระนอง จึงเปนแต่มั่งมีกว่าผู้ว่าราชการเมืองอื่น ๆ ​โดย
มาก ว่าส่วนเมืองตะกั่วป่า ปรากฎแต่ว่าพระยาเสนานุชิต (นุช) แจกจ่ายให้ปันเลี้ยงบุตร์ธิดาอย่างฟุ่มเฟือย ครั้นพระยาเสนานุชิต (นุช) ถึงอนิจกรรม บุตร์คนใหญ่ชื่อ “เอี่ยม” (จะเปนตำแหน่งอะไรอยู่ก่อน หม่อมฉันไม่ทราบ) ได้เปนที่ พระยาเสนานุชิต ผู้ว่าราชการเมืองต่อมา แต่พระยาเสนานุชิต (เอี่ยม หม่อมฉันได้รู้จักตัว) อยู่ข้างโง่เขลาและเปนคนเผอเรอชอบเล่นแต่การพนัน เขาเล่ากันว่าชอบยิงกะสุน ถ้าบ่าวคนไหน
กล้าเข้าไปยืนเปนเป้าให้ยิง ยิงถูก ให้บำเหน็จทีละเหรียญ แต่เรื่องนี้จริงเท็จอยู่กับผู้เล่า ที่เล่ากันเปนแน่นอนนั้นว่าถ้าเข้าไปกรุงเทพฯ เมื่อใด มักไปท้าเล่นหมากรุกพนันกระดานละ ๕ บาทด้วยนึกว่าตัวแกเดินดี ข้างฝ่ายผู้อื่นเขาถือว่าเปน “ไอสกรีม” ไปเล่นหมากรุกเอาเงินเสียมาก ๆ ทุกคราว แต่อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่พระยาเสนานุชิต (นุช) ถึงอนิจกรรมแล้ว เมืองตะกั่วป่าก็ทรุดโทรมต้องแยกภาษีอากรออกให้มีผู้รับเก็บต่างๆกัน เหมือนอย่างที่เมืองภูเกต
ฆ. เรื่องเมืองพังงาสมัยนั้น เรียกได้ว่าเป็นเรื่องประวัติของคนคนเดียว คือ พระยาบริรักษ์ภูธร (ขำ) บุตรของพระยาไทรลูกเจ้าพระยานคร (น้อย) ซึ่งได้มาเปนผู้ว่าราชการเมืองพังงาคนแรก พระยาพังงา (ขำ) ดูเหมือนจะตั้งใจถ่ายแบบเจ้าพระยานคร น้อย ไปประพฤติคือซื่อตรง สิทธิขาดและอยู่ข้างดุร้าย ผู้คนพากันนับถือกลัว
เกรงมาก พระยาสโมสรสรรพการ (ทัต) เมื่อยังหนุ่มพลัดออกไปอยู่กับพระยาพังงา (ขำ) คราวหนึ่ง มาเล่าเรื่องต่างๆ อันเปนอภินิหารของพระยาบริรักษ์ภูธร (ขำ) ให้ฟังหลายเรื่อง เช่นว่ามีเสือพลัดเข้ามาในเมืองพังงา พระยาบริรักษ์ภูธร (ขำ) เกณฑ์ราษฎรให้สานแผงไปล้อมจับเสือได้ทั้งเปน ไม่ต้องใช้เครื่องศาตราวุธ และเรื่องยิงจรเข้ พระยาพังงา (ขำ) ร้องว่า “ถูกแล้ว” ฝีพายก็ต้องกระโดดลงน้ำไปจับจรเข้ให้ทันที
บางทีได้ขึ้นมาไม่มีแผลถูกยิงเลย อีกอย่างหนึ่งว่าชอบเลี้ยงสัตว์ต่างๆ ไม่เลือกว่าสัตว์อย่างไรเลี้ยงทั้งนั้น (ข้อนี้เปนความจริง หม่อมฉันทันได้ไปเห็นเอง) แต่เล่าวิตถารออกไปว่าถึงหัดไก่ไม่ให้ร้องกระต๊ากให้หนวกหู ถ้าไก่ตัวไหนร้องกระต๊ากเมื่อใดก็ให้จับไปเอาหัวจุ่มน้ำจนสำลักแล้วจึงปล่อยจนไก่เข็ด ยังมีเรื่องที่หม่อมฉันเคยได้ยินพระยาชลยุทธฯ เล่าว่าเมื่อครั้งพวกกุลีเปนจลาจลที่เมืองภูเกตนั้น ข้าหลวงเรียกเจ้าเมืองใกล้เคียงมาประชุมปรึกษาหาวิธีที่จะปราบปราม ข้าหลวงถามความเห็น
พระยาบริรักษ์ภูธร (ขำ) ว่าจะเห็นควรทำอย่างไร พระยาบริรักษ์ภูธร (ขำ) ตอบว่าควรให้ตัดหัวพระยาภูเกตเสีย ข้าหลวงเกรงใจ ยักคำถามใหม่ว่าถ้ามีจลาจลเช่นนี้เกิดขึ้นในเมืองพังงา เจ้าคุณจะทำอย่างไร พระยาบริรักษ์ภูธรตอบว่าเหตุเช่นนี้จะเกิดขึ้นที่เมืองพังงาไม่ได้เป็นอันขาด ข้าหลวงเลยไม่ได้ความเห็นจากพระยาพังงา แต่มีเรื่องที่หม่อมฉันได้เห็นด้วยตาตนเองเรื่องหนึ่ง ​เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จไปเมืองพังงาใน พ.ศ. ๒๔๓๔ เวลานั้นพระยาบริรักษ์ภูธร (ขำ) แก่ชะราแล้ว จักษุก็
มืดมัวทั้งสองข้าง อุตส่าห์ออกมารับเสด็จถึงเรือพระที่นั่ง พอพระยาชลยุทธฯ เห็น ก็รีบลงไปรับพะยุงพระยาพังงาขึ้นมาจากเรือ ฝ่ายข้างพระยาพังงาก็กอดคอพระยาชลยุทธฯ เดินขึ้นบรรไดมา คนในเรือพระที่นั่งปลาดใจกันทั้งลำ ด้วยไม่เคยเห็นพระยาชลยุทธฯ นบนอบนับถือใคร เหมือนเช่นเคารพพระยาบริรักษ์ภูธร (ขำ) มูลเหตุเกิดแต่เมื่อแรกพระยาชลยุทธโยธินแรกเข้ารับราชการ ได้เปนนายเรือรบไปรักษาการที่เมืองภูเกต ไปคุ้นเคยกับพระยาบริรักษ์ฯ แต่ครั้งนั้น ก็เลยนับถือต่อมา เมื่อพระยาบริรักษ์ฯ
ขึ้นมาถึงบนเรือพระที่นั่ง หม่อมฉันได้พูดจาสนทนาด้วยก็เห็นว่าเปนผู้มีอัชฌาศัยดีน่านับถือ แต่เมื่อหัวเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายตะวันตกมาขึ้นกระทรวงมหาดไทย พระยาบริรักษ์ภูธร (ขำ) ถึงอนิจกรรมเสียแล้ว หม่อมฉันออกไปตรวจราชการถึงเมืองพังงา ศพยังอยู่ที่เรือน จึงได้ไปเห็นโขลงสัตว์ต่างๆ ของพระยาบริรักษ์ภูธร (ขำ) ที่ยังเหลืออยู่ แต่สังเกตดูบ้านเรือนที่อยู่ก็เปนอย่างเรือนไทย ไม่ทำให้โอ่โถงอย่างใด เขาเล่ากันว่าไม่ใคร่เอาใจใส่ในการสะสมเงินทอง ก็จะเปนความจริง เมื่อหม่อมฉันไปครั้งนั้นเห็นเด็ก
ชายคน ๑ อายุสัก ๑๐ ขวบ ว่าเปนบุตร์ของพระยาบริรักษ์ภูธร (ขำ) แต่เขากระซิบบอกว่าผู้อื่นเปนบิดา พระยาบริรักษ์ภูธรรับเพราะไม่มีบุตร์ เด็กคนนั้นต่อมาหายสูญไปไม่ได้ทำราชการ ดูเหมือนจะตายเสียแต่ก่อนเปนผู้ใหญ่จึงไม่ได้ยินชื่อเสียงต่อมา ว่าถึงการภาษีอากร เมื่อเลิกวิธีเก็บภาษีผลประโยชน์ที่เมืองภูเกตและเมืองตะกั่วป่าแล้ว ก็เลยเลิกที่เมืองพังงาตั้งแต่พระยาบริรักษ์ภูธร (ขำ) ยังอยู่ แต่พระยาบริรักษ์ฯ ก็เห็นจะไม่เสียใจ ด้วยไม่เปนผู้ที่เอาใจใส่ในเรื่องหาเงินทอง
๑๗. ตั้งแต่เลิกวิธีให้ผู้ว่าราชการเมืองผูกภาษีอากร เงินหลวงที่ได้จากหัวเมืองทั้ง ๔ ลดน้อยลงโดยลำดับ รัฐบาลจึงคิดการแก้ไขด้วยตั้งกรมราชโลหกิจ หรือที่เรียกกันเปนสามัญว่า “กรมแร่” หาฝรั่งผู้ชำนาญเข้ามาจัดการกรมนั้น ระเบียบการที่รัฐบาลอนุญาตให้ทำเหมืองแร่และเก็บผลประโยชน์จากเหมืองแร่ก็เริ่มแปรไปเปนอย่างฝรั่งแต่นั้นมา ส่วนการที่จะเร่งเรียกเงินภาษีอากรต่างๆ ก็ตั้งคนสำคัญ (คือพระยาทิพโกษา หมาโต โชติกเสถียร) ออกไปบัญชาการ ให้มีอำนาจบังคับบัญชาผู้ว่าราชการเมือง
คล้ายกับสมุหเทศาภิบาล ซึ่งจัดเมื่อภายหลัง พระยาทิพโกษากวดขันการเร่งเงินหลวงได้มากขึ้นบ้าง แต่ไปเกิดการร้าวฉานกับผู้ว่าราชการหัวเมืองเหล่านั้นในส่วนตัว พาให้ลำบากถึงในราชการ เปนเช่นนั้นมาจนถึงสมัยเมื่อโปรดฯ ให้โอนหัวเมืองที่เคยขึ้นอยู่ในกระทรวงกลาโหมและกรมท่า มารวมอยู่ในบังคับและความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทยแต่กระทรวงเดียว เวลานั้นหม่อมฉันกำลังสาลวนจัดระเบียบการปกครอง​หัวเมืองมณฑลชั้นใน ทางมณฑลภูเกตก็ได้แต่พยายามรักษาบรรดาการที่
ยังดีให้คงอยู่ และแก้ไขความขัดข้องฉะเพาะเรื่องที่เกิดขึ้น ถ้าว่าฉะเพาะเมืองตะกั่วป่าและเมืองพังงา ตั้งแต่สิ้นพระยาเสนานุชิต (เอี่ยม) และพระยาบริรักษ์ภูธร (ขำ) แล้ว ผู้ว่าราชการเมืองก็หาคนที่ดีส่งไปจากกรุงเทพฯ ทั้ง ๒ เมือง มาตั้งต้นจัดการบำรุงหัวเมืองฝ่ายตะวันตกอีกครั้งหนึ่งในสมัยเมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งพระยารัษฎานุประดิษฐ์ (คอซิมบี้ ณระนอง) ผู้ว่าราชการเมืองตรังเปนสมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเกต ดังบรรยายที่จะกล่าวต่อไปในตอนหน้า.
วันที่ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ น
​ตำหนักปลายเนีน คลองเตย
วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๔๗๘
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ทราบฝ่าพระบาท
ก่อนอื่นขอประทานกราบทูลแสดงความเสียใจ ในการที่สมเด็จกรมพระสวัสดิ์สิ้นพระชนม์ลง มีใจสงสารพระญาต จะได้ความลำบากเปนอันมาก แม้ผู้ที่อยู่ในประเทศเดียวกัน เช่นฝ่าพระบาทเปนต้น ก็จะต้องมีพระทัยร้อนรนช่วยเหลือกันในยามยาก ได้ยินข่าวว่าจะปลงพระศพที่ปีนัง ดูเหมือนจะเปนการแน่ดั่งนั้น
องค์หญิงอาทรจะไปชะวา เสด็จออกมาวันนี้ฝ่าพระบาทคงได้ทรงทราบข่าวแล้ว เธอจะมีเวลาเสด็จข้ามมาเกาะปีนังหรือไม่ก็ไม่ทราบ
ทีนี้จะกราบทูลถึงลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๕ เดือนนี้ ซึ่งโปรดประทานไปได้รับแล้ว เปนพระเดชพระคุณล้นเกล้า
เมืองตะกั่วป่า ถ้าหากว่าพวกแขกมาจับตั้งเปนบ้านเมืองขึ้นก่อนไทย ที่นั้นก็จะต้องมีชื่อเปนคำแขก แล้วเลือนมาเปนคำไทยในภายหลังโดยไม่ต้องสงสัย ได้ลองค้นดิกชันรีภาษาสํสกฤตหาคำ “ตโกล” ว่ามีหรือไม่มี และถ้ามีจะแปลว่ากะไร ค้นได้คำ TAKKOLA ตรงกับที่มีในหนังสือมิลินทปัญหา แปลให้ไว้ว่าเป็นชื่อต้นไม้ชะนิดหนึ่ง คือ Pimenta Acris หรือที่เรียกกันโดยสามัญว่า กงฺโกล (Kan.Kola) หมดปัญญาไม่ทราบว่าต้นอะไร
เรื่องธาตุตะกั่วกับดีบุก กำลังกราบทูลโต้ตอบกันอยู่ก็พอดีลูกชายเจริญใจออกไปทำงานรถไฟอยู่ในป่าทางอุดร ลากลับเข้ามาเยี่ยมบ้าน ๑๕ วัน เธอเรียนทางอินชะเนียเคยตีเหล็กตีไหล รู้ชะนิดแร่ธาตุอยู่บ้าง จึงถามเธอว่าตะกั่วกับดีบุกผิดกันอย่างไร เธอบอกว่าเปนธาตุอันเดียวกัน แต่ถ้าเกิดปนกับแร่เงินเรียกว่า lead ได้แก่ ตะกั่ว ถ้า
เกิดปนกับแร่เหล็กเรียกว่า tin ได้แก่ดีบุก เมื่อได้ความดังนี้ก็เปนอันเข้าใจว่าที่โบราณเรียกตะกั่วนม ตะกั่วเกรียบ หรือตะกั่วขาวตะกั่วดำนั้นถูกแล้ว เพราะปนเงินจึงเปนสีขาวกว่า ที่ปนเหล็กอันจะเห็นเปนสีดำกว่า และที่ปนเหล็กทำให้เนื้อแขงดัดงอดังเกรียบ ๆ จึงเรียกชื่อว่าตะกั่วเกรียบ เกล้ากระหม่อมได้ไปเห็นบ่อแร่ที่เมืองปตานี
ซึ่งฝรั่งเขาทำ เห็นเขามีเครื่องจักรอันหนึ่งประกอบด้วยแม่เหล็ก เอาแร่ที่ขุดได้อันล้างสอาดแล้วเทลงไป เครื่องจักรหมุนคัดเอาแร่ดีบุกไหลไปทางหนึ่ง แร่เหล็กซึ่งไม่ได้ปนอยู่​ในเนื้อดีบุกไหลไปทางหนึ่ง อันนี้เปนพยานแห่งถ้อยคำลูกชายเจริญใจว่าเปนความจริง แร่ดีบุกนั้นเขาบรรจุกะสอบส่งไปขาย แต่แร่เหล็กนั้นเขาโกยไปทิ้งกองไว้มูลมอง ได้ถามเขาว่าทำไมเขาไม่ส่งไปขาย เขาบอกว่าราคามันต่ำ จัดส่งไปขายที่ได้ไม่คุ้มที่เสีย
ยังมีสิ่งที่เกล้ากระหม่อมรู้สึกประหลาดใจ ซึ่งสมควรจะกราบทูลให้ทรงทราบด้วยลูกชายเจริญใจบอกต่อไปว่า ตะกั่วที่ห่อโชคโคเล็ตหรือห่อยาศิกาเรตต์เข้ามานั้น ไม่ใช่ตะกั่วมิได้ ฝรั่งมันทำด้วยอะไรเธอไม่ทราบ เพราะว่าถ้าเปนตะกั่วหรือดีบุกแล้ว เผาไฟจะต้องไหลละลายลงเปนก้อน แต่นี่หาละลายไม่ เกล้ากระหม่อมก็ถลกเอา.
ตะกั่วห่อศิกาเรตต์ออกลองเผาดูในขณะนั้นเอง ก็สมจริงเหมือนเธอว่า มันไหม้ไฟเนื้อหดเข้าไปเหมือนเผากระดาษ หยิบเนื้อที่ไหม้ไฟแล้วขยี้ดู ร่วนเปนผงเหมือนขี้เท่ากระดาษ ถามว่าทำไมเธอจึงรู้ เธอบอกว่าเธอสำคัญว่าตะกั่วเก็บมันไว้ ครั้นผูกว่าวกุลาเล่น เธอเอามันหลอมหมายจะใช้ถ่วงหัวว่าว แต่หลอมไม่ละลายเลยไหม้เปนจุณไป นี่เปนความรู้ที่ได้ใหม่อย่างประหลาดอันหนึ่ง
พระดำรัสตรัสชี้แจงถึงพระยาเสนานุชิต (นุช) และพระยาบริรักษภูธร (ขำ) นั้น ทำให้เข้าใจดียิ่ง ขอบพระเดชพระคุณมาก คนที่พระยาชลยุทธนับถือดุจว่าเปนบิดานั้น คงเปนพระยาบริรักษภูธร คนเดียวกับที่พระยาสโมสรนับถือ มีความยินดีที่จะได้ทรงเรียงเรื่องเมืองตะกั่วป่ากล่าวถึงตัวบุคคลด้วย อันจะได้ทราบชัดเจนว่าใครเปนใคร
เรื่องเมืองตะกั่วป่าที่ทรงเรียงประทานไปคราวนี้ ตรัสว่ามีข้อความที่ทรงเรียงเชือนไปนั้น จะจัดว่าเชือนไปนอกคอกทีเดียวก็ไม่ได้ เพราะเปนเรื่องปราบอั้งยี่ติดต่อเปนอย่างเดียวกันมา เปนอยู่หน่อยที่เปนเรื่องซึ่งเกล้ากระหม่อมมีเกี่ยวข้องได้ทราบอยู่มากแล้ว แม้กระนั้นก็ดี อันวันที่ทำการนั้นจำไม่ได้เลยว่าเปนวันที่ ๒๑ มิถุนายน ไม่ได้รู้สึกว่าเปนวันสำคัญของฝ่าพระบาททำให้นึกถึงทูลกระหม่อมชาย ได้จัดของเตรียมไว้ว่าจะถวายในเมื่อทรงทำบุญวันประสูตรพระชนม์ ๕๑ แต่ไม่ได้ถวาย ของยังทิ้งอยู่ที่บ้านจนบัดนี้
เรื่องบวชนาคฝรั่ง ซึ่งจะทรงพระเมตตาเล่าประทานต่อไปนั้น ทีจะน่ารู้อยู่มาก เรื่องตั้งสังฆราชซึ่งทรงเรียงเล่าประทานไปคราวก่อน เกล้ากระหม่อมได้นำไปถวายสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ให้ท่านอ่าน ท่านชอบ ท่านทักการเคารพอย่างนอนพังพาบว่าเต็มที แต่ก็เปนการกระทำที่ถูกต้องแบบแผนที่มีกระทำกัน
ได้เห็นหนังสือพิมพ์เขาลงข่าวว่าโปปประชวนหนัก การตั้งโปปคนใหม่เคยได้ยินว่ามีพิธีรีตองกันใหญ่โต แต่เราเห็นจะรู้ละเอียดไม่ได้ นอกจากที่จะรู้เท่าที่หนังสือพิมพ์เขาลงเท่านั้น
​อ่านอธิบายเรื่องเมืองตะกั่วป่าตอนที่ ๔ ซึ่งทรงเมตตาเรียบเรียงส่งประทานคราวนี้มีพรรณาถึงการทำเหมืองดีบุกเปนข้อใหญ่ ทำให้นึกถึงวิธีที่ฝรั่งเขาตั้งทำอยู่เวลานี้ เกล้ากระหม่อมได้ไปดูเห็นมาแล้วสองวิธี วิธีหนึ่งเรียกกันว่า “เหมืองฉีด” คือไปกั้นกักน้ำไว้บนยอดเขาไกลไหนๆ แล้วทำทางให้น้ำไหลมาเข้ากระบอกเหมือนเครื่องดับเพลิง ฉีดดินที่เปนโขดสูงให้น่ายทะลายลงในที่ต่ำ แล้วก็เกรอะล้างดินซายออก คัดเอาแต่เนื้อแร่ วิธีนี้ก็เหมือนกันกับวิธีทำ “เหมืองคลา” ที่เคยทำกันมาแต่ก่อนนั้นเอง
แต่น้ำมันแรงเหลือเกิน ฉีดเอาดินทะลายลงได้ง่ายและเร็ว ด้วยไม่ต้องใช้แรงคนช่วย เปนอันต้องใช้แรงคนน้อยลงมาก อีกวิธีหนึ่งเรียกกันว่า “เรือขุด” ก็ได้แก่การทำ “เหมืองใหญ่” นั้นเอง คือขุดเปนบ่อลงในที่ราบ แต่เปนเทวดา ที่ไม่ต้องวิดน้ำในบ่อขึ้น ไม่ต้องใช้แรงคนขุด ไม่ต้องใช้แรงคนล้างอย่างกล้องๆ เครื่องจักรทำการเสร็จ มีคนคอยขนเอาแร่ไปเท่านั้น เบาแรงอย่างยิ่งทำได้เร็วด้วย และไม่ต้องเปนธุระจู้จี้กับกุลีมากนัก เขาจะยังมีทำกันอย่างใหม่อีกกี่วิธียังไม่ได้เห็น
ท่านวัดฉลองเกล้ากระหม่อมก็ได้พบตัว ดูเปนคนโอบอ้อมอารี มีกิริยาวาจาเรียบร้อย ตามเรื่องของท่านที่ตรัสเล่า เปนตัวอย่างอันดีที่ว่าบรรดาคน จะทำอะไรสำเร็จก็เพราะความเชื่อถือเปนน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ ดร
​Cinnamon Hall,
206 Kelawei Road, Penang. S.S.
วันที่ ๑๙ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๗๘
ทูล สมเด็จกรมพระนริศรฯ
หม่อมฉันเขียนเรื่องเมืองตะกั่วป่า หมายความจะถวายตอนสุดท้ายในสัปดาหะนี้ เขียนมาถึงเรื่องบำรุงหัวเมืองฝ่ายตะวันตก คือเมืองภูเกตเปนต้นในชั้นหลัง เรื่องเกี่ยวเนื่องถึงอภินิหารของพระยารัษฎาฯ (คอซิมบี้) อันน่าพิสวงอยู่หลายสถาน เห็นว่าควรจะบรรยายเรื่องประวัติของพระยารัษฎาฯ ด้วย แต่งมาจนถึงวันพฤหัสบดีที่ ๑๑
อันเปนวันจะต้องส่งจดหมายไปทิ้งไปรษณีย์แต่งยังไม่หมดเรื่อง จึงต้องทูลขอผัดไปอีกสักสัปดาหะ ๑ หรือบางทีจะต้องถึง ๒ สัปดาหะ เพราะหม่อมฉันจะต้องรีบแต่งเรื่องประวัติพระยาพฤฒาธิบดีส่งไปให้ทันงานศพซึ่งเขากำหนดว่าจะเผาในเดือนมกราคมนี้ด้วย
หมู่นี้กำลังตระเตรียมงานพระศพสมเด็จกรมพระสวัสดิฯ งานที่ทำอย่างไรหม่อมฉันได้ส่งโปรแกรมกำหนดงานถวายมากับจดหมายฉะบับนี้ให้ทรงทราบ ได้ยินว่าเจ้าเมืองสิงค์โปร์จะแต่งผู้แทนตัวมาช่วยงาน และ Resident Councillor เจ้าเมืองปีนังก็จะไปช่วยงานด้วย แต่เจ้าภาพปรึกษาตกลงกันว่า ถ้ารัฐบาลอังกฤษ จะให้เครื่องเฉลิมเกียรติยศอย่างใด เช่นให้ทหารไปแห่ศพหรือไปเปนกองเกียรติยศเปนต้น จะขอให้งดเสีย ด้วยจะทำเปนการไปรเวต แต่ในงานพระศพสมเด็จกรมพระสวัสดิฯ นี้
หม่อมฉันเปนอาวุโสอยู่ในฐานะผู้แทนราชวงศอยู่ในเมืองปีนัง ตั้งใจว่าจะติดตราจักรีเปนสำคัญ ได้ยินว่ารัฐบาลจะให้แต่เจ้าพนักงานเชิญเครื่องพระราชทานขมาพระศพกับผ้าไตรและโกศออกมารับพระอัษฐิ พระเพลิงที่จะถวายจะต้องหาที่นี่ หม่อมฉันนึกขึ้นถึงราชประเพณีของทูลกระหม่อม ซึ่งทรงส่องแว่นฉายแดดเอาไฟฟ้าพระราชทานเพลิงพระศพเจ้านาย คิดว่าจะฉายแดดหาเพลิงเช่นนั้นถวายพระศพสมเด็จกรมพระสวัสดิฯ
ขอทูลเปนเรื่องปกิรณกะต่อไปอีกเรื่อง ๑ วันหม่อมฉันไปทำบุญที่หน้าพระศพสมเด็จกรมพระสวัสดิฯ ไปนึกขึ้นว่าการที่พระสงฆ์ชักผ้าด้วยสวด “อนิจจา วัฏสังขารา” นั้น เราเรียกเปน ๒ อย่าง ถ้าพระศพเจ้านายเรียกเปนราชาศัพท์ว่า “สดัปกรณ์” ถ้ามิใช่ศพเจ้าเรียกว่า “บังสกุล” ที่จริงผิดถนัดทีเดียว เพราะบังสกุลกับสดัปกรณ์เปนการ
ต่างกัน บังสกุลเกิดแต่พระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุสงฆ์เที่ยวเก็บผ้าที่ผู้อื่นเขาทิ้ง​เสียแล้วเรียกว่า ผ้าเปื้อน มาตัดเปนเครื่องนุ่งห่ม ผ้าที่เขาใช้ห่อศพหรือคลุมศพที่เขาทิ้งเสียเมื่อเผาศพแล้ว อยู่ในจำพวกผ้าบังสกุลจึงไปเนื่องกับศพ ทีหลังมาเมื่อ
พระพุทธสาสนารุ่งเรือง เอาการที่พระภิกษุเก็บผ้าบังสกุลนั้นมาประกอบในการกุศลที่บำเพ็ญให้แก่ผู้มรณ เอาผ้าที่ดีไปทอดที่ศพแล้วนิมนต์พระสงฆ์ไปชักเรียกว่า“มหาบังสกุล” และต่อมามีผู้เลื่อมใสศรัทธาจะบำเพ็ญการกุศลเช่นนั้นให้ทันตาเห็นเอง จึงเอาผ้าทอดที่ตัวของตนเองให้พระชักบังสกุลเรียกว่า “บังสกุลเปน” การบังสกุลรวมอยู่ในชักผ้าทุกสถาน สดัปกรณ์นั้น มูลเกิดแต่พระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปโปรดพระพุทธมารดาบนสวรรค์ประทานเทศนา สดัปกรณ์ คือพระธรรม ๗ คัมภีร์ สนองพระคุณ
พระพุทธมารดาอยู่พรรษาหนึ่งด้วยความกตัญญู คนทั้งหลายจึงถือว่าการสวดสดัปกรณ เปนการบำเพ็ญกุศลด้วยความกตัญญู เวลาญาติสิ้นชีพก็นิมนต์พระมาสวดสดัปกรณ ถ้าทำโดยพิสดารก็ตั้งเตียงนิมนต์คณะสงฆ์ ๔ รูป ถ้าทำแต่โดยย่อก็นิมนต์พระสงฆ์ที่ชักบังสกุลนั้นให้สวดสตปกรณด้วย เพราะฉะนั้นจึงควรเรียกว่า “สดัปกรณ” แต่ฉะเพาะสวดพระธรรม ๗ คัมภีร์นำ เช่นที่เรียกว่าสดัปกรณ์รายร้อย ถ้าเปนแต่ชักผ้าสวดแต่อนิจจาควรเรียกว่า “บังสกุล” ไม่เลือกว่ายศศักดิ์ชั้นใดจึงจะถูกต้อง
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์ฉะบับลงวันที่ ๑๔ ธันวาคม มีความที่จะทูลสนองลายพระหัตถ์ข้อ ๑ คือที่ทรงพบแปลศัพท์ Takkola ว่าเปนต้นไม้ชนิดหนึ่ง ฝรั่งเรียกว่า Pimenta Acris หม่อมฉันจะสืบสวนที่หอสมุดเมืองปีนัง ได้ความเปนอธิบายอย่างใดจะทูลไปให้ทรงทราบ
พิธีตั้งโป๊ปนั้น หม่อมฉันได้เคยอ่านพรรณนาลักษณพิธีเมื่อไม่ช้ามานัก ทราบรายการอยู่โดยพิสดาร จะทูลบรรยายโอกาสอื่นต่อไป
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ป.ล. เมื่อเขียนจดหมายฉะบับนี้เสร็จแล้ว คุณนายเกสร เสน่หามนตรี ออกมารับลูกสาวเวลาปิดโรงเรียนที่ปีนัง แวะมาหาหม่อมฉัน บอกว่าบางทีท่านจะเสด็จหนีหนาวลงมาประทับที่หาดใหญ่ชั่วคราว หม่อมฉันจึงรีบทูลเพิ่มเติม ถ้าจะเสด็จมาประทับที่หาดใหญ่จริงขอให้ทรงคิดอ่านหาโอกาสที่จะเสด็จมาเที่ยวที่เมืองปีนังได้ แม้เพียงวันหนึ่งสองวัน หม่อมฉันก็จะยินดีเหลือล้นพ้นประมาณ เสด็จมาประทับที่ซินนามอนฮอลได้ ไม่ต้องไปประทับโฮเตล.
รายการงานพระศพ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์
รายการงานพระศพ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์
งานสัตตมวาร
​วันที่ ๑๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๗๘ เวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา พระสงฆ์วัดราชาธิวาศ ๕ รูป พระสงฆ์เจ้าอาวาสในปีนัง ๕ วัด ๕ รูป รวม ๑๐ รูป เจริญพระพุทธมนตร์ เมื่อจบแล้วพระธรรมวโรดมถวายเทศนาศัพท์ ๑ พระสงฆ์ ๙ รูปรับสัพพี แล้วสดับปกรณ์พระสงฆ์ ๑๐ รูป ทรงประเคนเครื่องไทยธรรม.
วันที่ ๑๗ ธันวาคม
เวลาเพล พระสงฆ์ ๑๐ รูปที่เจริญพระพุทธมนตร์เมื่อวันก่อนฉันเพล เสร็จแล้วทรงประเคนเครื่องไทยธรรมพระสงฆ์ ๑๐ รูปนั้น
งานถวายพระเพลิง
เริ่มงาน ณ ตำหนักถนนพะม่า วันที่ ๑๙ ธันวาคม
เวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา คณะพรตจีนที่เมืองปีนัง ทำพิธีกงเต๊ก อย่างลัทธิมหายาน
วันที่ ๒๐ ธันวาคม เช่นเดียวกับวันที่ ๑๙
วันที่ ๒๑ ธันวาคม
เวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา พระสงฆ์ ๑๐ รูปเจริญพระพุทธมนตร์ จบแล้วพระมหาวิน ป.๘ ถวายพระธรรมเทศนากัณฑ์ ๑
วันที่ ๒๒ ธันวาคม
เวลาเพล พระสงฆ์ ๑๐ รูปที่เจริญพระพุทธมนตร์เมื่อวันก่อนฉันเพล เสร็จแล้วทรงประเคนเครื่องไทยธรรมพระสงฆ์ ๑๐ รูปนั้น
เชิญพระศพออกพระเมรุ
วันที่ ๒๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๗๘
เวลา ๑๕.๐๐ นาฬิกา ก่อนจะเชิญพระศพออกจากตำหนัก พระสงฆ์เจ้าอาวาสในปีนัง ๕ รูปสดัปกรณ์เสร็จแล้วเชิญพระศพไปสู่พระเมรุ ณ วัดปิ่นบังอร ตำบลบาตูลันจัง พระธรรมวโรดมอ่านพระอภิธรรมนำพระศพ เมื่อเชิญพระศพขึ้นประดิษฐานบนพระจิตตกาธารแล้ว พระสงฆ์ในปีนังรวม ๗๓ รูปสดัปกรณ์ เสร็จแล้วพระธรรมวโรดม​ถวายเทศนาศราทธพรต พระสงฆ์วัดราชาธิวาศ ๔ รูปสวดโมกขุปายคาถา เสร็จแล้วสดัปกรณ์ ถวายไทยธรรม
เวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา ถวายพระเพลิง
เมื่อถวายพระเพลิงจริงแล้ว พระสงฆ์วัดราชาธิวาศ ๕ รูป สดัปกรณ์ที่พระจิตตกาธาร.
วันที่ ๒๓ ธันวาคม
เวลา ๗.๐๐ นาฬิกาเดินสามหาบ พระสงฆ์ ๓ รูป คือวัดราชาธิวาศ ๑ วัดปิ่นบังอร ๑ วัดปูโลติกุส ๑ สดัปกรณ์พระอัษฐิแล้วลับที่พระเมรุ พระฉันแล้วพระสงฆ์ในปีนัง ๓๒ รูปสดัปกรณ์พระอัษฐิ เสร็จแล้วเชิญพระอัษฐิและพระอังคารกลับ
งานฉลองพระอัษฐิ
วันที่ ๒๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๗๘
เวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกา พระสงฆ์ ๗ รูป คือวัดราชาธิวาศ ๕ รูป วัดปิ่นบังอร ๑ วัดปูโลติกุส ๑ เจริญพระพุทธมนตร์ที่ตำหนักถนนพะม่า พระมหาช้อย ป.๗ ถวายพระธรรมเทศนา จบแล้วสดัปกรณ์
วันที่ ๒๔ ธันวาคม
เวลาเพล เลี้ยงพระสงฆ์ ๗ รูปที่เจริญพระพุทธมนตร์เมื่อวันก่อน แล้วถวายไทยธรรม เปนเสร็จงาน.
วันที่ ๒๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ น
​ตำหนักปลายเนีน คลองเตย
วันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๔๗๘
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๑๒ เดือนนี้ ประทานไปพร้อมด้วยรูปฉายาลักษณ์สองแผ่นได้รับประทานแล้ว เป็นพระเดชพระคุณล้นเกล้า
รูปหลานๆ เจ็ดคนถ่ายกับฝ่าพระบาท ดูก็น่าเอนดูอยู่ดอก แต่รู้สึกว่าเป็นของธรรมดา เมื่อมีอายุมากก็ย่อมมีลูกหลานมากอยู่เอง สู้รูปหญิงจงถ่ายเกาะกับฝ่าพระบาทไม่ได้ น่าเอนดูเหลือเกิน รู้สึกปลื้มใจที่เธอได้มาเฝ้าฝ่าพระบาทอีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่เพียงแต่เธอฟื้นจากไข้ขึ้นเท่านั้น ดูเธออ้วนท้วนกว่าแต่ก่อนขึ้นเสียอีกด้วย ตามที่ทรงพระดำริจะเอาพระทัยใส่คอยดูอาการเธอ ถ้าเห็นทรุดโซมลงจะส่งเธอกลับนั้น เปนการสมควรอยู่แล้ว
ตามความในลายพระหัตถ์ ตรัสอธิบายถึงกุมภวาปีและหนองบัวลำภู ทั้งประทานตำนานตั้งเมืองในมณฑลอุดรอิสาณไปด้วยนั้น ดีอย่างยิ่ง เปนเครื่องประเทืองความรู้มาก จะได้คัดส่งไปให้ลูกชายเจริญใจทราบด้วย เธอไปถึงไหนเธอก็อยากทราบ กลับมาบ้านก็มาถาม เกล้ากระหม่อมก็จนตอบเธอไม่ค่อยได้ ในตำนานที่คัดประทาน
ไป มีสงสัยชื่อเมืองอยู่เมืองหนึ่ง คือเมืองอากาศอำนวย ในบัญชีที่ตั้งเมื่อรัชกาลที่ ๓ มีจำนวน ๑๙ เมืองก็มี อยู่เลขที่ ๙ แล้วในบัญชีที่ตั้งเมื่อรัชกาลที่ ๔ อีก ๑๗ เมืองก็มี อยู่เลขที่ ๑๕ ซ้ำกัน ย่อมจะมีผิดอะไรอยู่ในนั้น ได้ทรงพระเมตตาโปรดให้สอบต้นฉะบับดูด้วย
ในเรื่องทรงพระดำริจะเสด็จไปเที่ยวเมืองพะม่านั้น รับรองว่าทรงพระดำริชอบยิ่งหนัก ทั้งทางที่ทรงพระดำริจะกลับผ่านเมืองเมาะลำเลิ่งจนถึงเมืองมะริดก็ดีหนัก ถ้าหากว่ามีเรือจะมาได้ รู้สึกข้องใจอยู่อย่างเดียว แต่ด้วยได้ยินว่า เดี๋ยวนี้พวกพะม่าเขาตั้งบัญญัติว่าจะเข้าวัดต้องถอดเกือก เปนความคิดที่จะป้องกันฝรั่งไม่ให้เข้าไปวอแว
ฝรั่งรักษารัศมีไม่ยอมถอดเกือกก็เปนอันไม่ได้เข้า สมคิดพวกพะม่า ชาวเราก็แต่งตัวอย่างฝรั่ง จะเข้าไปในวัดก็คงถูกบังคับให้ถอดเกือกเหมือนฝรั่ง ถ้าเราไม่ถอดก็เปนอันเข้าไม่ได้ ตกลงก็เปนอันจะต้องไปเดินกรอกแกรกอยู่แต่ตามถนน ได้ชมแต่ร้านแขกซึ่งขายปลากะป๋องเปนต้นเท่านั้น ไม่ได้เห็นอะไรที่พึงชม พวกที่เขาเคยไปอินเดียเขามาเล่าให้ฟัง​ว่าแขกกับฝรั่งนั้นไม่เข้ากันเลย ความจริงก็ควรเปนเช่นนั้น
เพราะว่าฝรั่งต่างชาติมาเปนนาย ย่อมไม่เปนทางที่พึงใจอยู่เอง เขาว่าการไปเที่ยวอินเดียนั้นจะไปได้สองทาง คือไปทางเข้าหาฝรั่งอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเดินทางนี้แล้วแขกเกลียด ไม่ยอมให้เข้าบ้าน ชีวิตของพวกแขกเปนอย่างไรเราเลยรู้ไม่ได้ อีกทางหนึ่งไปโดยทางเข้าหาแขก ทางนี้จะเข้าได้ทั้งบ้านผู้ดีเขญใจกระทั่งก้นครัว ได้รู้ชีวิตของแขกอย่างดีว่าดำรงตนอยู่อย่างไร แต่ฝรั่งดูถูกและเกลียดหน้า จะไม่ได้ความอุปการะอย่างไรจากฝรั่งเลย ทางเมืองพะม่าก็คงเปนอย่างเดียวกันเช่นนั้น
อ่านอธิบายเรื่องเมืองตะกั่วป่าตอนที่ ๕ ซึ่งทรงพระเมตตาโปรดประทานไปคราวนี้ ทำให้รู้สึกได้ดีว่าการใด ๆ จะจัดให้ดำเนินไปด้วยวิธีอย่างใด จะทำให้เปนผลสำเร็จนั้น ต้องแล้วแต่ท่าทางที่จะสะดวก แล้วคอยดู ถ้าเกิดขัดข้องก็ต้องจัดแก้ไขไปเปนคราว ๆ ที่จะหลับตาร่างข้อบังคับตามที่คิดเห็นว่าจะดีส่งให้ปฏิบัติตะบึงไปนั้นหาได้ไม่
เรื่องพระยาพังงา (ขำ) ได้ทูลถามมาสวนกับลายพระหัตถ์คราวนี้ เปนอันได้ความดีแล้วจากเรื่องเมืองตะกั่วป่าตอนที่ประทานไปคราวนี้
ถ้ามีเวลาว่างลองทรงพิจารณาคำสักคำหนึ่งดูสักทีก็ดี คือ “มิ” กับ “ไม่” มีความหมายเหมือนกันหรือต่างกัน ทุกวันนี้เขาชอบใช้ มิ กันเปนพื้น แต่เกล้ากระหม่อมฟังที่เขาใช้กันรู้สึกขัดหูอยู่หนักหนา นึกถึงตัวเราก็ใช้อยู่ทั้งสองอย่างเหมือนกัน แต่ทำไมฟังที่เขาใช้กันจึงรู้สึกขัดหูไปเล่า เมื่อนึกไปก็เห็นว่าลางช่องใช้ มิ ฟังได้ แต่ถ้าใช้ ไม่ แล้วฟังขัด ลางช่องตรงกันข้าม ถ้าใช้ ไม่ แล้วฟังสนิท ถ้าใช้ มิ แล้วฟังขวาง จะเปน
ด้วยเหตุใด ลองหาตัวอย่างคำใช้ได้ คำที่ร่วมกัน เช่น “มิได้” เราก็ใช้ “ไม่ได้” เราก็ใช้ แล้วจะผิดกันอย่างไร ในระหว่างที่คิดข้องใจอยู่นั้น ก็ได้ไปพบคำซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าทรงแต่งนิทานไว้ ใช้คำว่า “มิไม่ได้หรือ” ทำเอาสดุดใจมาก มิ กับ ไม่ ซ้อนกันอยู่ทีเดียว แสดงว่าคำทั้งสองนั้นมีความหมายไม่เหมือนกัน มิ เปนเชิงกล่าวค้านด้วยสงสัย ไม่ เปนปฏิเสธเด็จขาด เช่นนี้จะถูกหรือไม่
ที่ปีนังเวลานี้เห็นจะคึกคัก ชาวบางกอกพากันออกมามากในการถวายพระเพลิงสมเด็จกรมพระสวัสดิ์
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ ดร
​Cinnamon Hall,
206 Kelawei Road, Penang. S.S.
วันที่ ๒๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๗๘
ทูล สมเด็จกรมพระนริศรฯ
จดหมายฉะบับนี้ หม่อมฉันจะเขียนทูลความให้พิสดารสักหน่อย เพราะจะฝากกรมหมื่นเทววงศฯ เข้าไปถวาย ไม่ต้องส่งทางไปรษณีย์ ข่าวที่จะทูลในสัปดาหะนี้เปนอาทิก็คือเรื่องงานถวายพระเพลิง พระศพสมเด็จกรมพระสวัสดิฯ จะรวมความตามที่ได้รู้เห็นทูลถวาย
๑. เมื่อสมเด็จกรมพระสวัสดิฯ ตกรถในสมัยเมื่อพระองค์ท่านเปนผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ท่านได้โปรดฯ ให้พระยาอนุรักษราชมณเฑียรออกมาประจำอยู่ด้วย จนเห็นพ้นเขตต์อันตรายจึงกลับไป แต่พระอาการของสมเด็จกรมพระสวัสดิฯ มีโรคดวงพระหฤทัยอ่อน และอาการพระโลหิตแล่นขึ้นเบื้องสูงแรงเปนคราว ๆ ประจำพระองค์
มาแต่เดิม เมื่อมากระทบเหตุตกรถ (ตามที่ตรัสบอกหม่อมฉันเองว่า) เกิดมีอาการเจ็บในพระนาภีขึ้นอีกอย่างหนึ่งแก้ไม่หาย โรคทั้ง ๓ อย่างนั้น เปนมูลทำให้อ่อนเพลียลงเปนลำดับมา พระองค์เองก็ปรารภว่าอาจจะสิ้นพระชนม์ที่เมืองปีนัง ได้สั่งไว้ว่าถ้าสิ้นพระชนม์ให้ถวายพระเพลิงพระศพที่เมืองปีนังนี้ เอาแต่พระอัษฐิเข้าไปบรรจุ ณ
อนุสสรณ์สถานในวัดราชาธิวาศ ต่อมาถึงสมัยเมื่อกรมหมื่นอนุวัตรฯเปนหัวหน้าคณะผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน โรคกำเริบเปนอาการจรประชวรหนักครั้งหนึ่ง กรมหมื่นอนุวัตรฯ ให้พระยาอนุรักษ์ราชมณเฑียรออกมาอีก มาทูลพระองค์หญิงอาภาฯ ว่าจะให้ช่วยอย่างไรบ้าง ได้ทำความเข้าใจตกลงกันว่าถ้าสมเด็จกรมพระสวัสดิฯ สิ้นพระชนม์ลง จะให้เจ้าพนักงานในกรุงเทพฯ ออกมาช่วยจัดในการถวายเพลิงพระศพ พระองค์หญิงอาภาเธอก็วางพระหฤทัยว่าจะเปนตามที่ได้ตกลงกันแต่ครั้งนั้นตลอดมา
๒. ครั้นสมเด็จกรมพระสวัสดิ ฯ สิ้นพระชนม์เมื่อวันอังคารที่ ๑๐ ธันวาคม พระองค์หญิงอาภาจึงมีโทรเลขเข้าไปยังกระทรวงวังในกรุงเทพฯ แล้วรอมาถึงวันที่ ๑๒ กรมหมื่นเทววงศฯ ซึ่งสมเด็จพระพันวัสสาฯ โปรดฯ ให้เปนผู้แทนพระองค์ออกมาถึงเมืองปีนัง ทูลพระองค์หญิงอาภาว่าพระองค์อาทิตย์หัวหน้าคณะผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน วานเธอให้มาทูลถามว่าจะทำการพระศพอย่างไร พระองค์หญิงอาภาเล่าความตามที่
ได้​ตกลงกันไว้แต่ก่อนให้กรมหมื่นเทววงศ ฯ ส่งโทรเลขไปทูลพระองค์อาทิตย์ ได้รับโทรเลขตอบมาว่าผู้สำเร็จราชการจะให้แต่ข้าหลวง ๔ คน เชิญเครื่องขมาพระศพกับผ้าไตรสำหรับสดัปกรณ์ ๒๐ ไตร และที่ใส่พระอัษฐิออกมาเมืองปีนัง และขอทราบว่าจะส่งพระอัษฐิไปถึงกรุงเทพฯ วันไร จะจัดการรับพระอัษฐิที่สถานีจิตรลดา แห่ไปบรรจุและมีการบำเพ็ญพระราชกุศลเปนของหลวง
๓. เมื่อได้ทราบความโทรเลข ก็ปรากฎว่าเจ้าภาพจะต้องจัดการถวายเพลิงพระศพเองทุกอย่าง จึงเริ่มคิดอ่านกันเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๓ พระองค์หญิงอาภาตรัสปรึกษาหม่อมฉัน ๆ แนะนำว่าต้องคิดเรียกตัวพระยาประสารพิธีกรออกมา ถ้าได้พระยาประสารฯ การที่จะถวายเพลิงพระศพก็คงเรียบร้อย แนะให้เธอมีโทรเลขทูลพระองค์ท่าน
ๆ คงจะช่วยทรงพระดำริและเต็มพระหฤทัยสงเคราะห์ทุกอย่าง ครั้นวันอาทิตย์ที่ ๑๕ พระยาประสารฯ กับพระสถาปนกิจออกมาถึง รวดเร็วปลาดใจ มารู้ภายหลังว่าพอท่านได้ทรงรับโทรเลข ก็ตรัสให้ตามตัวพระยาประสารฯและพระสถาฯ ไปเฝ้า และทรงร่างรูปพระเมรุประทานด้วยในกลางคืนวันศุกร์นั้น คนทั้งสองจึงสามารถมาได้ในรถไฟวันเสาร์ พากันสรรเสริญพระคุณที่นี่มาก
๔. พระยาประสารฯ เตรียมเครื่องสำหรับใช้ในส่วนพระศพมาด้วย พอเห็นพระยาประสารฯ ก็สิ้นวิตกหมด แต่ส่วนพระเมรุที่จะปลูกณวัดปาตูลันจัง ซึ่งสมเด็จกรมพระสวัสดิฯ ได้ทรงขนานนามว่า “วัดปิ่นบังอร” นั้น ยังลำบากด้วยต้องหาถรรพสัมภาระและลูกมือทำงานทั้งมีเวลาน้อยต้องทำทั้งกลางวันกลางคืน แต่พระสถาปนกิจแกก็พยายามเต็มกำลัง หม่อมฉันได้ไปดูเมื่อวันก่อนชักพระศพ เห็นรูปพระเมรุตอนข้างล่างเข้าระเบียบเรียบร้อยดี ไปแปลกตาที่หลังคาตรงเหมทำเปนรูปกรวยสี่เหลี่ยมปัก
ยอดปลายบนปลายกรวยนั้น มาทราบต่อภายหลังว่าแบบที่ท่านทรงร่างประทานมาให้ทำหลังคาเปนรูปฉัตร หม่อมฉันก็เข้าใจว่าคงให้เปนอย่างฝาโกศ “ลังกา” หุ้มผ้าขาว ซึ่งทูลกระหม่อมทรงประดิษฐ์ขึ้นแต่ทำอย่างนั้นจะแล้วไม่ได้ทันงาน พระสถาปนกิจแกจนแต้มจึงทำเปนทรงกรวยอย่างขอไปที ถึงกระนั้นคนก็พากันชมว่างามเปนสง่าราษีสมกับพระเกียรติยศเจ้านาย เพราะชาวปีนังยังไม่มีใครเคยเห็นเมรุมีขนาดและสอาดสอ้านเหมือนเช่นนั้น
๕. พวกข้าหลวง ๔ คน นายฉัน หุ้มแพร (ซึ่งเปนพระญาติด้วยเปนลูกเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี ปลื้ม สุจริตกุล) เปนหัวหน้า ออกมาถึงเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๙ หม่อมฉันได้สังเกตในคำโทรเลขของ “ราชเลขา” อยู่ก่อนว่าส่ง “เครื่องขมา” เมื่อพบนายฉันจึงได้ถามว่าเครื่องขมาของหลวงนั้น มีเหล็กไฟหรือไม้ขีดไฟ “หน้าเพลิง” มา​ด้วยหรือไม่ เขาบอกว่าไม่มีหน้าเพลิง มีแต่เข้าตอกดอกไม้ธูปเทียนเท่านั้น ปัญหาจึงเกิดขึ้นว่าจะเอาเพลิงอันใดใช้เผาพระศพสมเด็จกรมพระสวัสดิฯ จะเอาโคมหรือคบไปตั้ง
แล้วขีดไฟจุดเปนเพลิงให้คนเผาพระศพเหมือนอย่างศพเชลยศักดิ์ ก็จะผิดประเพณี ด้วยการเผาพระศพเจ้านายตลอดจนถึงศพข้าราชการ โดยปกติย่อมมีไฟสำหรับเผาศพพระราชทานไปด้วยกันกับเครื่องขมา จึงเรียกว่า “พระราชทานเพลิง” ถ้าเผาศพในกรุงเทพฯก็มีดวงไฟจุดเทียนใส่โคมส่งไปให้ใช้ไฟนั้นเผาศพ ถ้าเผาณที่ห่างไกลจะส่งดวงไฟไปไม่ได้ก็ส่ง “หน้าเพลิง” เครื่องก่อดวงไฟ (แต่โบราณใช้เหล็กไฟ มาถึงครั้งกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์เปนเสนาบดีกระทรวงวังเปลี่ยนเปนไม้ขีดไฟ) ใส่
หีบเดียวกับเครื่องขมาส่งไปให้ก่อเพลิงเผาศพจึงเรียกว่า “หีบศิลาหน้าเพลิง” ไฟกับเครื่องขมาเปนของสองอย่างต่างกันแต่พระราชทานประกอบกันมาแต่โบราณ แต่ครั้งนี้ไม่มีหน้าเพลิงของหลวงพระราชทาน จะต้องหาไฟที่นี่เอง หม่อมฉันจึงคิดขึ้นถึงประเพณีที่ทูลกระหม่อมเคยทรงประพฤติ เอาแว่นส่องแดดให้เกิดดวงไฟแต่พระอาทิตย์เอามาพระราชทานเพลิงศพ หม่อมฉันเปนอาวุโสของพระราชวงศอยู่ในที่นี้ จึงรับกิจส่องแว่นหาไฟดวงอาทิตย์สำหรับเผาพระศพสมเด็จกรมพระสวัสดิฯ
๖. รายการทำบุญในงานพระศพสมเด็จกรมพระสวัสดิฯ หม่อมฉันได้ส่งสำเนากำหนดงานมาถวายให้ท่านทรงทราบเมื่อคราวเมล์ก่อนแล้ว การที่ทำก็ทำตามกำหนดนั้น และพิธีสงฆ์ก็เหมือนอย่างเช่นทำในกรุงเทพฯ ไม่ต้องทูลอธิบาย จะทูลแต่เรื่องทำกงเต๊กที่ปีนังนี้ผิดกับในกรุงเทพฯ เปนต้นแต่เครื่องกระดาดสำหรับเผาที่นี่เขาทำงามมาก จะเอาเครื่องกระดาดที่ทำในกรุงเทพฯ เปรียบไม่ได้เลย ทำเปนปราสาท ๓ ชั้น
๓ หลังใหญ่โต นอกนั้นก็เปนรูปภาพต่างๆ ฝีมือดีกว่าทำในกรุงเทพฯ แต่ได้ยินว่าเรียกค่าทำกงเต๊กเบ็ดเสร็จถึง ๖๕๐ เหรียญ ส่วนพิธีที่พระจีนทำนั้นหม่อมฉันเสียดายอยู่ที่มิได้เห็นด้วยตาตนเอง หม่อมฉันไปดูวันแรกเวลา ๑๗.๓๐ นาฬิกา เห็นแต่โต๊ะเครื่องบูชากับฉากแขวนจัดไว้ในเต๊นที่ตั้งเปนโรงพิธี กับเห็นเครื่องกระดาดสำหรับเผาดังได้พรรณนามา สืบถามก็ไม่ได้ความว่าพระจีนจะไปทำพิธีเวลาไร เจ้าภาพก็ไม่รู้ จนใจก็ต้องกลับ ถึงวันที่ ๒ เลยเชื่อไม่ได้ไปแต่ได้ทราบจากคนที่ไปดู มาเล่าว่า
พระจีนทำพิธีแต่เวลา ๒๐ ไปจนถึง ๒๒ นาฬิกา และการพิธีนั้นนอกจากสวดบูชาพระ พวกพระจีนแต่งตัวหรูหราออกมารำโคมตามกันเปนวง แปลกตาน่าดู หม่อมฉันจึงไปในวันที่ ๓ ก็ไม่ได้ดูอีก วันนั้นไม่ทำพิธีอย่างไรนอกจากเผาเครื่องกระดาดเครื่องบูชาและฉากในเต๊นก็เก็บไปหมดแล้ว จึงเปนอันไม่ได้เห็น แต่การพิธีกงเต๊กพวกจีนเขาทำกันเนืองๆ หม่อมฉันยังจะพยายามหาโอกาสไปดูให้ได้สักครั้งหนึ่ง แล้วจะทูลมาให้ทรงทราบว่าเปนอย่างไร
​๗. ถึงวันอาทิตย์ที่ ๒๒ เวลาบ่าย ๑๕ นาฬิกา ยกหีบพระศพขึ้นรถยนต์ที่เขาทำฉะเพาะสำหรับใช้ชักศพ แต่งดอกไม้หรูหรา มีรถยนต์นำ ๒ หลัง คือรถพระธรรมวโรดมอ่านพระอภิธรรมหลัง ๑ รถไฟที่จะถวายพระเพลิงหลัง ๑ แล้วถึงรถพระศพ ต่อนั้นถึงรถพระองค์หญิงอาภากับพระโอรสธิดาของสมเด็จกรมพระสวัสดิฯ ๕ หลัง แล้วถึงรถ
หม่อมฉันนำรถพวกญาติและพวกช่วยงาน รวมเบ็ดเสร็จเปนรถยนต์กว่า ๕๐ หลัง (ชาวปีนังพูดกันว่ามิใคร่เคยเห็นกระบวรรถยาวถึงเพียงนั้น) กระบวรรถแล่นไปช้า ๆ เกือบถึงชั่วโมงจึงถึงวัดปิ่นบังอร เข้าเวียนพระเมรุแต่รถพระกับรถพระศพ พระชายา
กับโอรสธิดาและพระราชวงศมีตัวหม่อมฉันเปนประธาน เข้ากระบวรเดินตามพระศพเวียนพระเมรุ ๓ รอบมีแต่หม่อมฉันคนเดียวที่นุ่งดำ จนหนังสือพิมพ์เอาไปลงด้วยเหตุแปลกเพื่อน วันนั้นทั้งตัวหม่อมฉันและกรมพระกำแพงเพ็ชรฯ ติดดาราตรามหาจักรีด้วย เมื่อยกหีบพระศพขึ้นตั้งจิตตกาธารแล้วทำพิธีศราทธพรตที่ในโบสถ์เวลานั้นผู้แทนเจ้าเมืองสิงคโปร์ กับตัวเรสิเดนต์เคาน์ซิลเลอร์เจ้าเมืองปีนังไปถึง หม่อมฉันนึกว่ามีหน้าที่ควรทำเกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่ง เมื่อเสร็จการพิธีแล้วจึงไปพูดกับเขาทั้ง ๓ ว่า
ตัวหม่อมฉันเปนผู้แทนพระราชวงศด้วยเปนอาวุโส ขอขอบคุณเจ้าเมืองสิงคโปร์และเจ้าเมืองปีนัง ที่แสดงความอาลัยและมีแก่ใจมาช่วยงานพระศพสมเด็จกรมพระสวัสดิฯ พระราชวงศทรงอนุโมทนาคุณของเขายิ่งนัก เขาคำนับรับคำ แล้วพระองค์หญิงอาภาตรัสขอบคุณเขาในส่วนพระองค์เธอเอง และแทนพระโอรสธิดาของสมเด็จกรมพระสวัสดิฯ เมื่อเสร็จพิธีตอนนี้หม่อมฉันทอดผ้าไตรของหลวงพระสงฆ์บังสกุลที่ในโบสถ์ แล้วก็ถึงเวลาถวายเพลิง
๘. เมื่อจะถวายพระเพลิง มีเหตุที่หม่อมฉันต้องคิดตัดสินเปนปัจจุบันทันด่วนเกิดขึ้นเรื่องหนึ่ง เพราะนายฉัน หุ้มแพร ผู้เชิญพานเครื่องขมา ถือเชิงเทียนจุดไฟเตรียมไว้เหมือนอย่างการพระราชทานเพลิงที่ในกรุงเทพฯ หม่อมฉันเห็นเข้าก็ปลาดใจ ถามเขาว่ามีหน้าเพลิงส่งตามออกมาหรือ เขาบอกว่าเปล่าเขาจุดไฟขึ้นโดยลำภังตัวเขา
เอง หม่อมฉันจึงตอบว่าการพระราชทานเพลิงนั้นใช้ได้แต่ไฟของหลวง จะเอาไฟของคนอื่นมาไม่ได้ แล้วรับเครื่องขมาของหลวงไปวางบนตารางชั้นสูงที่ข้างหีบพระศพ ต่อนั้นการที่จะวางเครื่องขมาของเจ้านายที่ประทานมาจากต่างถิ่นก็เปนหน้าที่ของหม่อมฉันจะต้องเปนผู้วาง เกิดปัญหาต่อไปว่าจะเอาเทียนของใครจุดไฟเผาพระศพ จะเอาเทียนของหม่อมฉันเองก็เห็นไม่สมควร เพราะมีเทียนของท่านผู้สูงศักดิ์กว่าหม่อมฉันอยู่ถึง ๔ พระองค์ คือสมเด็จพระปกเกล้าฯ สมเด็จพระราชินี สมเด็จพระ
พันวัสสาฯ และพระองค์ท่าน หม่อมฉันจึงตัดสินเอาเทียนของสมเด็จพระปกเกล้าฯ จุดไฟแสงอาทิตย์วางที่ดุ้นฟืนข้างใต้หีบพระศพ แล้ววางธูปเทียนขมาของเจ้านายพระองค์อื่นๆ ต่อไปจนหมด ​การวางเครื่องขมาต่อหม่อมฉันไปกรมพระกำแพงเพ็ชรฯ พระองค์หญิงประเวศฯ กรมหลวงสิงหวิกรมฯ และพระองค์หญิงอาภาขึ้นก่อน ต่อนั้นหม่อมฉันแนะให้กรมหมื่นเทววงศฯ พาพวกเจ้าบ้านผ่านเมืองขึ้นวางแล้วจึงถึงชั้นหม่อมเจ้าและผู้อื่นต่อไป
๙. การถวายเพลิงพระศพสมเด็จกรมพระสวัสดิฯ มีผู้คนไปมากเกินคาดหมาย แลดูล้นหลามตลอดลานวัด ถ้าจะแบ่งตามความเจตนาก็เปน ๓ จำพวก คือจำพวกญาติมิตรที่ไปจากกรุงเทพฯ และไทยที่อยู่เมืองปีนังไปหมดไม่ขาดหน้าพวก ๑ จำพวกชาวปีนังต่างชาติต่างภาษาที่ได้รู้จักคุ้นเคยมากบ้างน้อยบ้างพวก ๑ และจำพวกคนที่ไปดูโดยอยากเห็นการเผาพระศพเจ้าไทยอีกพวก ๑ จำพวกหลังนี้เคย
เห็นประเพณีเผาศพที่ปีนังอยู่ข้างปฏิกูล เขาอยากดูว่าศพชั้นผู้ดีของไทยทำอย่างไร เรื่องนี้ผู้ดีชาวปีนังคนหนึ่งเล่าให้หญิงเหลือฟัง ว่าการเผาศพในปีนังนั้นมักเผาศพสด เอาแต่ศพวางนอนหงายบนกองพื้นแล้วเอาน้ำมันราดจุดไฟเผาบางทีพอไฟชุมศพลุกขึ้นนั่งต้องเอาไม้กดกันลงไปน่าทุเรศ เขาจึงอยากดูว่าศพเจ้านายจะเผากันอย่างไร แต่การถวายเพลิงพระศพสมเด็จกรมพระสวัสดิฯ ทำเรียบร้อยไม่มีที่ติ ด้วยพระยาประ
สารฯ ให้เอาขึ้นตั้งทั้ง “ลอง” ซึ่งมี “หีบ” เหล็กวิลาสใส่พระศพปิดบัตรีอยู่ข้างในไว้แต่เดิม ต่อตอนดึกจึงเปิดหีบเดิมเอาพระศพลงหีบที่ทำใหม่ขึ้นตั้งสำหรับเผา ส่วนพระศพก็เรียบร้อยกว่าคาดหมายไม่มีกลิ่นอายจุ้นจ้าน พระยาประสารฯ ใช้ภาษาสนมบอกหม่อมฉันว่า “ท่านไม่กริ้ว” จึงอาจกล่าวได้ว่างานพระศพสมเด็จกรมพระสวัสดิฯ เปนการเรียบร้อยทุกสถาน เจ้าเมืองปีนังได้ออกปากชมกับหม่อมฉันเอง ว่าการที่ทำดูเปนเกียรติยศ Dignified ดีมาก ดั่งนี้
๑๐. วันที่ ๒๓ ตอนเช้าเมื่อเก็บพระอัษฐิหม่อมฉันไม่ได้ไปเพราะไม่มีกิจที่จะต้องทำและเกรงจะฟก แต่ปลาดอยู่ด้วยเมื่อวันก่อนต้องไปช่วยงานกรากกรำอยู่หลายชั่วโมง ไม่รู้สึกเหนื่อยเลย ต่อกลับมาถึงบ้านอาบน้ำแล้วจึงออกเพลีย ต้องลงนอนพัก ในวันที่ ๒๓ นั้นตอนเย็นมีงานทำบุญฉลองพระอัษฐิที่ตำหนักถนนพะม่า หม่อมฉันก็ไป
ช่วยอีก กำหนดจะส่งพระอัษฐิเข้าไปกรุงเทพ ฯ วันศุกร์ที่ ๒๗ ธันวาคม หม่อมฉันคิดว่าจะไปส่งจนถึงรถไฟ ในงานพระศพสมเด็จกรมพระสวัสดิฯ คราวนี้ เมื่อทำแล้วมาคิดดูเห็นว่าถวายเพลิงในเมืองปีนังดีกว่าส่งพระศพเข้าไปถวายเพลิงในกรุงเทพ ฯ เปนแน่ เพราะสังเกตเห็นเมื่อวันถวายเพลิงดูบรรดาคนที่มีส่วนช่วยหรือแม้ไปดูล้วนแต่มีไมตรีจิตต์ ไม่มีผู้ใดที่จะแสดงกิริยาอาการปราสจากความเคารพอย่างหนึ่งอย่างใด แม้เพียงแต่สักหน่อยหนึ่ง ถ้าไปถวายเพลิงในกรุงเทพฯ น่าจะไม่ปลอดได้เช่นนั้น
​๑๑. หม่อมฉันยังมีความรำคาญใจอยู่แต่ที่พระองค์หญิงอาภาด้วยเธอก็มีโรคภัยเบียดเบียนไม่ปกติ เมื่อสมเด็จกรมพระสวัสดิฯ แรกสิ้นพระชนม์เศร้าโศกมาก แต่ในวันต่อ ๆ มาตลอดจนวันถวายพระเพลิงมีธุระและทำการพิธีต่างๆ เนื่องในงานพระศพก็ชวนให้เพลิดเพลินไป แต่เมื่อส่งพระอัษฐิไปแล้วอยู่แต่พระองค์ น่ากลัวจะรู้สึกอ้างว้างมาก เธอตรัสว่าไปเช่าบ้านหลวงภาษาพิรัชกงสุลคนก่อนได้ จะย้ายสถานจากที่เคยอยู่แต่เดิมไปอยู่ถนนอื่น หม่อมฉันก็เห็นชอบด้วย แต่ถึงกระนั้นก็ยังเกรงว่า
จะทรุดโทรม มีแต่หม่อมสุ่นมารดาของเธอออกมาอยู่เปนเพื่อนกับลูกชายของเธอ ๒ คน ลูกสะใภ้ ๒ คน ดูเหมือนลูกหญิงฉวีจะยังอยู่ด้วยต่อไปอีกเปน ๓ คน ที่เธอไม่ยอมกลับกรุงเทพฯ นั้น หม่อมฉันเข้าใจว่าเพราะเปนห่วงลูกชาย ด้วยเข้าพระหฤทัยว่ารัฐบาลต้องการตัวอยู่แต่ก่อน สำหรับพระองค์หญิงอาภาเอง หม่อมฉันเห็นว่าทางดีที่สุดนั้นถ้าให้ออกไปยุโรปได้พบสมเด็จพระราชินีให้ชื่นใจ นั่นแหละจะค่อยแก้ความอ้างว้างให้ฟื้นขึ้นได้ แต่หม่อมฉันก็มิรู้ที่จะทำอย่างไรได้
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์ฉะบับลงวันที่ ๒๑ ธันวาคม จะทูลสนองความบางข้อในลายพระหัตถ์นั้น
เมืองอากาศอำนวย ดูเปนชื่อใหม่เห็นจะตั้งในรัชกาลที่ ๔ หม่อมฉันได้หนังสือบอกชื่อเมืองที่ตั้งในรัชกาลที่ ๕ มาแล้ว จึงเขียนเรียงต่อเปนตอนท้ายถวายมากับจดหมายฉะบับนี้
การที่หม่อมฉันจะไปเมืองพะม่า สืบหาหนังสือนำทางมาดูแล้วคิดกะรายวัน จะต้องเปนเวลาเกือบเดือน แจ้งอยู่ในรายวันที่หม่อมฉันส่งมาถวายกับจดหมายนี้ กลเม็ดเรื่องถอดเกือก หม่อมฉันได้ปรารภอยู่แล้ว คิดว่าจะเอาเครื่องแต่งตัวอย่างอุบาสกไป
ด้วย คือนุ่งแดงใส่เสื้อขาวมีแพรสีนวนสำหรับเฉียงบ่า ถ้าจะต้องเข้าวัดด้วยความจำเปนเช่นวัดพระมหามัยมุนีที่เมืองมัณฑเลเปนต้น หม่อมฉันคิดว่าจะแต่งอย่างอุบาสกไม่ใส่รองเท้า ดูจะไม่น่าเกลียดเท่าแต่งตัวอย่างฝรั่งแล้วไปถอดเกือกเดินใส่ถุงเท้า แต่จะต้องไปคิดพิเคราะห์ดูในท้องถิ่นมิให้ถูกฝรั่งดูหมิ่นได้
วินิจฉัยคำว่า “มิ” กับ “ไม่” นั้นเมื่อคิดดูชอบกลมาก คำว่า ไม่ เป็นภาษาไทย หมายความเปนปฏิเสธเด็ดขาดอย่างเดียว แต่คำว่า มิ นั้นมีที่ใช้แปลออกไปเช่นว่า “นิ่งมิ” เคยเห็นในหนังสือบทละคอน คนชื่อ มิ ก็มี ท่านคงจะทรงจำเจ้าจอมมิหลานคุณปลัดเสงี่ยมได้อยู่ คำ มิ ที่ใช้ประกอบกับ นิ่ง หรือที่ใช้เปนชื่อคนนี้หมายความว่า “เฉย” จะ
เปนศัพท์เดียวกับคำ มิ ที่ใช้ปฏิเสธได้ดอกกระมัง แต่อย่างไรก็ตามหม่อมฉันสันนิษฐานว่าคำ มิ กับคำ ไม่ ใช้แสดงอาการปฏิเสธผิดกันดังนี้ คือ มิ นั้นปฏิเสธ​ไม่เด็ดขาด แต่ ไม่ นั้นเปนปฏิเสธเด็ดขาด ที่ทูลมานี้ว่าตามที่คิดเห็นในปัจจุบันทันด่วน บางทีตริตรองนานไปความเห็นจะเปลี่ยนไปก็เปนได้
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
อธิบายชื่อเมืองในมณฑลอุดรและอิสาณ
​เมืองที่ตั้งในรัชชกาลที่ ๕ ในทำเนียบมณฑลอุดรที่ได้มาไม่จะแจ้ง ว่าตั้งบ้านอะไรเปนเมืองใด และมีชื่อเมืองบางเมืองเช่น เมืองเลย เมืองแก่นท้าว และเมืองท่าบ่อ เปนต้น ดูเปนชื่อเก่าก่อนรัชชกาลที่ ๕ หม่อมฉันไม่มีอะไรจะสอบ จึงมิได้เอาชื่อเมืองที่สงสัยอยู่ลงในบัญชีที่ถวายมา แต่เมืองที่ตั้งขึ้นในมณฑลอิสาณมีอธิบายอยู่ในหนังสือพงศาวดารมณฑลอิสาณที่หม่อมอมรวงศวิจิตรแต่ง จึงรู้ความได้เลอียด แต่มีจำนวนเมืองมากกว่าที่หม่อมฉันเข้าใจอยู่แต่ก่อนมาก
มณฑลอุดร
๑. กุสุมาลมณฑล
๒. โพธิไพศาล
๓. กุมภวาปี
๔. พรรณานิคม
๕. จำปาชนบท
๖. หนองสูง
๗. พาลุกากรภูมิ
๘. รัตนวาปี
๙. มัญจาคิรี
มณฑลอีสาณ
๑๐. ตั้งบ้านกุดประไทย เปนเมืองสีขรภูมิพิไสย
๑๑. ตั้งบ้านลำดวน เปนเมืองสุรพินนิคม
๑๒. ตั้งบ้านลำพุก เปนเมืองกันทรารมย์
๑๓. ตั้งบ้านดอนเสาโรง เปนเมืองเกษตรวิสัย
๑๔. ตั้งบ้านกันทรา (ร้าง) เปนเมืองกันทรวิชัย
๑๕. ตั้งบ้านโป่ง เปนเมืองพนมไพรแดนมฤค
๑๖. ตั้งบ้านกู่กะโดน เปนเมืองเกษตรวิสัย
๑๗. ตั้งบ้านห้วยหินโก เปนเมืองสพังภูผา
​๑๘. ตั้งบ้านเมืองเสือ เปนเมืองพยัฆภูมิพิสัย
๑๙. ตั้งบ้านบึงโดน เปนเมืองเสลภูมิ
๒๐. ตั้งบ้านท่ายักขุ เปนเมืองชาณุมาณมณฑล
๒๑. ตั้งบ้านเผลา เปนเมืองพนานิคม
๒๒. ตั้งบ้านนากอนจอ เปนเมืองวารินชำราบ
๒๓. ตั้งบ้านเสาธง เปนเมืองธวัชบุรี
๒๔. ตั้งบ้านจาน เปนเมืองมูลป่าโมกข์
๒๕. ตั้งบ้านจันทำโล เปนเมืองโดมประดิษฐ์
๒๖. ตั้งบ้านโนนหิน เปนเมืองราษีไศล
๒๗. ตั้งบ้านที เปนเมืองเกษมสีมา
๒๘. ตั้งบ้านทัพค่าย เปนเมืองชุมพลบุรี
๒๙. ตั้งบ้านหงส์ เปนเมืองจตุรพักตร์พิมาน
๓๐. ตั้งบ้านนาเลา เปนเมืองวาปีประทุม
๓๑. ตั้งบ้านวังทาหอขวาง เปนเมืองโกสุมพิสัย
๓๒. เปลี่ยนชื่อเมืองเซลำเภาเปน เมืองธาราบริรักษ์
แต่เมืองเซลำเภาก็คงอยู่ เปนแยกออกเปนเมืองธาราบริรักษ์อีกเมือง ๑ เมืองตั้งสุดท้ายในจุลศักราช ๑๒๔๗ (พ.ศ. ๒๔๒๘)
วิธีที่ตั้งเมืองต่างๆ ในมณฑลอุดรและอิสาณ เมื่อรัชชกาลที่ ๑ และรัชชกาลที่ ๓ เปนรัฐาภิปาลโนบายอย่างประเสริฐ เพราะเปนเวลาผู้คนแตกฉานซ่านเซ็น หนีภัยไปรวบรวมกันตั้งบ้านเมืองอยู่ที่อื่นบ้าง เที่ยวซุ่มซ่อนกระจัดกระจายอยู่ในป่าบ้าง ทิ้ง
บ้านเมืองเปนที่ร้างว่างเปล่าอยู่ทั่วไป ถ้าใช้กำลังออกติดตามไล่ต้อนผู้คนให้กลับมาก็คงยิ่งตื่นเต้น หรือมิฉะนั้นก็อาจจะต่อสู้ต้องฆ่าฟันกัน ที่ตั้งคนในท้องถิ่นเปนเจ้าเมืองร้างให้เที่ยวเกลี้ยกล่อมพาผู้คนมาเปนพลเมืองไม่ต้องใช้อำนาจ อาจทำได้ด้วยยินดีด้วยกันทุกฝ่าย ก็สำเร็จประโยชน์ตามมุ่งหมาย เจ้าเมืองไหนเกลี้ยกล่อมคนมา
ได้มาก ก็ได้ทรัพย์เศษส่วยและได้ผู้คนสำหรับอาศัยใช้สอยมากขึ้น ก็เต็มใจขวนขวายตั้งบ้านเมือง ฝ่ายราษฎรที่ไปเที่ยวหลบลี้เดือดร้อนลำบากอยู่ เมื่อรู้ว่าบ้านเมืองกลับเรียบร้อยอย่างเดิมก็ยินดีที่จะกลับมาโดยมาก มีเรื่องปลาดที่หม่อมฉันไปทราบความในท้องถิ่น ว่าเดิมราษฎรเมืองท่าอุเทนกับเมืองชัยบุรี อันอยู่ริมลำน้ำโขงเขตต์ติดต่อกันอพยบหนีไปอยู่ทางฝั่งซ้ายใกล้แดนญวน พวกชาวเมืองชัยบุรีกลับมาก่อนเห็นว่าที่นาเมืองท่าอุเทนดี ก็พากันไปตั้งอยู่เมืองท่าอุเทน เมื่อพวกชาวเมือง
ท่าอุเทนกลับมาเห็นบ้านเดิมของตน​เปนของคนอื่นแล้ว ก็พากันไปตั้งอยู่ที่เมืองชัยบุรี ราษฎรก็ไขว้เมืองกันมาแต่นั้น เมื่อเสร็จศึกเวียงจันท์บ้านเมืองราบคาบมาแต่ในรัชชกาลที่ ๓ ถึง ๒๐ ปี ในระวางนั้นผู้คนที่แตกฉานไปกลับคืนมาด้วยการเกลี้ยกล่อมหรือโดยอำเภอใจเกือบหมดแล้ว เหตุที่ตั้งเมืองก็ผันแปรไปเปนอย่างอื่น คือให้ราษฎรตั้งภูมิลำเนากระจายกันออกไป ให้มีไร่นาที่ทำมาหากินเกิดมากขึ้น เมืองที่ตั้งตอนหลังจึงมักแบ่งเขตต์เมืองที่ตั้งมาแต่ก่อนตั้งเมืองขึ้นของเมืองนั้นเองบ้าง ขึ้น
กรุงเทพ ฯ บ้าง ถึงรัชชกาลที่ ๔ มีเหตุเกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่งเพราะผู้คนพลเมืองมีมากขึ้น เจ้าเมืองกับท้าวพระยาแย่งผู้คนที่ควบคุมกัน จึงมักมีท้าวพระยาขอตั้งเมืองขึ้นใหม่ในที่ว่าง เพื่อรวบรวมผู้คนของตนให้มีที่อยู่เปนหมู่หมด แต่เมื่อถึงรัชชกาลที่ ๕ การขอตั้งเมืองกลายเปนอุบายพวกท้าวพระยาแย่งอาณาเขตต์และผู้คนกันแลกัน เมื่อความจริงยังไม่รู้ถึงกรุงเทพฯก็ปล่อยให้ตั้งตามเคยมาแต่ก่อน ครั้นทรงทราบว่าการตั้งเมืองกลับเปนโทษ จึงโปรดฯ งดการนั้นแต่ พ.ศ. ๒๔๒๘ มา ครั้นถึงสมัยจัด
มณฑลเทศาภิบาล เอาเขตต์ท้องที่สดวกแก่การปกครองกำหนดเป็นเขตต์มณฑล จังหวัด อำเภอ และตำบล เมืองต่างๆ ที่ตั้งไว้แต่ก่อนเหลือเปนจังหวัดอยู่มณฑลละไม่กี่เมือง ที่ลดลงเปนอำเภอและเปนตำบล หรือที่สุดละลายไปเพราะเขตต์กีดขวางก็มี แต่เมื่อหม่อมฉันว่าการมหาดไทย ถือเปนหลักอย่างหนึ่งว่าจะรักษาชื่อเมืองไว้มิให้สูญเสีย จึงให้ใช้เปนชื่ออำเภอหรือแม้เปนชื่อตำบลในทำเนียบท้องที่ๆ เคยเปนเขตต์เมืองนั้นๆ
กะรายวันไปเที่ยวเมืองพะม่า
​๑. เสาร์ที่ ๑๘ มกราคม ออกเรือจากปีนัง
๒. อาทิตย์ที่ ๑๙ มกราคม เดินเรือ
๓. จันทรที่ ๒๐ มกราคม เดินเรือ
๔. อังคารที่ ๒๑ มกราคม เข้าถึงเมืองร่างกุ้ง
๕. พุธที่ ๒๒ มกราคม อยู่เมืองร่างกุ้ง
๖. พฤหัสบดีที่ ๒๓ มกราคม ไปเที่ยวเมืองหงสาวดี กลับร่างกุ้ง
๗. ศุกร์ที่ ๒๔ มกราคม เวลา ๒๐ น. ขึ้นรถไฟไปเมืองมัณฑเล
๘. เสาร์ที่ ๒๕ มกราคม เวลา ๑๑.๔๐ น. ถึงเมืองมัณฑเล
๙. อาทิตยที่ ๒๖ มกราคม อยู่เมืองมัณฑเล
๑๐. จันทรที่ ๒๗ มกราคม อยู่เมืองมัณฑเล
๑๑. อังคารที่ ๒๘ มกราคม อยู่เมืองมัณฑเล
๑๒. พุธที่ ๒๙ มกราคม เวลา ๑๒ น. ล่องเรือจากเมืองมัณฑเล
๑๓. พฤหัสบดีที่ ๓๐ มกราคม ถึงเมืองพุกาม
๑๔. ศุกรที่ ๓๑ มกราคม อยู่เมืองพุกาม
๑๕. เสารที่ ๑ กุมภาพันธ์ อยู่เมืองพุกาม
๑๖. อาทิตย์ที่ ๒ กุมภาพันธ์ ล่องเรือจากเมืองพุกาม
๑๗. จันทรที่ ๓ กุมภาพันธ์ เดินเรือ
๑๘. อังคารที่ ๔ กุมภาพันธ์ เดินเรือ
๑๙. พุธที่ ๕ กุมภาพันธ์ ถึงเมืองแปร
๒๐. พฤหัสบดีที่ ๖ กุมภาพันธ์ อยู่เมืองแปร
๒๑. ศุกรที่ ๗ กุมภาพันธ์ เวลา ๒๑.๒๐ น. รถไฟออกจากเมืองแปร
๒๒. เสารที่ ๘ กุมภาพันธ์ เวลา ๕.๓๐ น. ถึงเมืองร่างกุ้ง
๒๓. อาทิตย์ที่ ๙ กุมภาพันธ์ อยู่เมืองร่างกุ้ง
๒๔. จันทรที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ออกจากเมืองร่างกุ้ง
๒๕. พฤหัสบดีที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ กลับถึงปีนัง
โฆษณา