16 ก.พ. เวลา 00:26 • ธุรกิจ

Trade Balance ภาพสะท้อนโครงสร้างการค้าไทย

ในปีที่การค้าโลกเผชิญแรงเสียดทานจากภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ ตัวเลขดุลการค้าไทยกลับทำสถิติสูงสุดพร้อมกันทั้งฝั่งส่งออกและนำเข้า หากมองเพียงผิวเผินอาจตีความได้ว่าไทยยังรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ได้ดี แต่หากมองให้ลึกลงไป ดุลการค้าปี 2025 กำลังสะท้อนตำแหน่งของไทยในระบบการผลิตโลกที่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ
📊 สถิติใหม่ทั้ง"ส่งออก" และ "นำเข้า" แต่ไม่ได้มาจากกำลังซื้อในประเทศ
ในปี 2025 ไทยส่งออกมูลค่า 339.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตเกือบ 13% สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่การนำเข้าอยู่ที่ 344.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตในอัตราใกล้เคียงกัน ผลลัพธ์คือการขาดดุลการค้า 5.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเป็นการขาดดุลต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงการขาดดุลการค้า แต่คือการเพิ่มขึ้นทั้งฝั่งส่งออกและนำเข้าในสัดส่วนใกล้เคียงกัน บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตจากการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโลกมากกว่าการขยายตัวจากแรงซื้อภายในประเทศเอง
คำอธิบายชัดเจนเมื่อพิจารณาองค์ประกอบของการนำเข้า หากกำลังซื้อในประเทศเป็นแรงขับหลัก เราควรเห็นการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้นชัดเจน แต่ข้อมูลกลับชี้ว่าการนำเข้ากระจุกตัวในกลุ่มเครื่องจักร ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าขั้นกลางเพื่อการผลิต นั่นหมายความว่า การนำเข้าที่เพราะไทยผลิตเพื่อส่งออกมากขึ้น มิใช่เพราะการบริโภคในประเทศที่เร่งตัว
เศรษฐกิจไทยในระยะหลังจึงขยายตัวในฐานะ “จุดเชื่อมต่อของการผลิตโลก” มากกว่าการเป็นตลาดภายในที่ขับเคลื่อนด้วยกำลังซื้อของตนเอง การเติบโตลักษณะนี้ทำให้โมเมนตัมทางเศรษฐกิจผูกพันกับวัฏจักรของเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด เมื่ออุปสงค์จากต่างประเทศแข็งแรง การส่งออกและการผลิตย่อมเร่งตัว แต่หากเศรษฐกิจโลกชะลอลง หรือภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนทิศ ผลกระทบก็จะส่งผ่านเข้ามาอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าประเทศที่มีฐานอุปสงค์ภายในมั่นคง
🧐 ความนัยที่ซ่อนอยู่หลังตัวเลข
ไทยเกินดุลกับสหรัฐอเมริกา สูงถึง 51.4 พันล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกันขาดดุลกับจีน 67.9 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั้งสองด้าน การส่งออกและนำเข้าที่ขยายตัวพร้อมกันเช่นนี้ไม่ใช่เพียงภาพของความสัมพันธ์ทางการค้าที่แน่นแฟ้นขึ้น แต่กำลังสะท้อนการแบ่งบทบาทในห่วงโซ่การผลิตโลกอย่างชัดเจน ไทยทำหน้าที่เป็นฐานประกอบเพื่อส่งออกไปตลาดปลายทางอย่างสหรัฐฯ ขณะที่พึ่งพาสินค้าขั้นกลาง เครื่องจักร และเทคโนโลยีจากจีนในฐานะต้นน้ำของกระบวนการผลิต
นอกจากนี้ การขาดดุลนี้ยังเป็นผลจากโครงสร้างอุตสาหกรรมที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่หลังปี 2010 เป็นต้นมา จีนเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นกลางและขั้นสูงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักรกล ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด ขณะที่ภาคการผลิตไทยยังคงกระจุกตัวในช่วงปลายน้ำของห่วงโซ่มูลค่าเป็นหลัก ไม่สามารถไต่ระดับขึ้นไปสู่การออกแบบ วิจัย หรือผลิตชิ้นส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงได้
ตัวเลขดุลการค้าจึงสะท้อน “ช่องว่างของอุตสาหกรรม” ที่ขยายตัวจากระดับขาดดุลราว 2 พันล้านดอลลาร์ในปี 2005 ไปสู่เกือบ 48 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 นั่นคือ ไทยกำลังนำเข้าเทคโนโลยีและสินค้าทุนมากกว่าส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงในระดับเดียวกัน
ในอีกด้านหนึ่ง การเกินดุลจำนวนมากกับสหรัฐฯ ยืนยันว่าไทยอยู่ในตำแหน่ง “จุดกลาง” ของการผลิตโลก รับชิ้นส่วนจากจีน นำมาประกอบ และส่งออกไปยังตลาดปลายทาง โมเดลเช่นนี้สามารถสร้างการเติบโตในระยะหนึ่ง เพราะอาศัยความได้เปรียบด้านแรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน และข้อตกลงทางการค้า แต่หากไม่สามารถยกระดับความสามารถทางเทคโนโลยีภายในประเทศให้ก้าวขึ้นสู่ขั้นที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าเดิม ช่องว่างดังกล่าวย่อมขยายตัวต่อไป และอาจกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อศักยภาพการเติบโตระยะยาวของเศรษฐกิจไทย
❓ ไทยจะใช้ช่วงเวลาที่ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังจัดระเบียบใหม่ ยกระดับจากฐานประกอบไปสู่ฐานนวัตกรรมได้หรือไม่ เพราะสิ่งที่กำหนดอนาคตระยะยาว คือความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยเทคโนโลยีของเราเอง
เรื่องและภาพ: กุสุมา ธะนะวงศ์ Economist, Bnomics
════════════════
Bnomics - Bangkok Bank Economist, Bnomics
'Be an Economist for Everyone'
วิเคราะห์ เจาะทุกประเด็นเศรษฐกิจ ให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับคุณ
════════════════
 
#การส่งออก #ดุลการค้า #จีนสหรัฐฯ #ห่วงโซ่อุปทาน #ธนาคารกรุงเทพ #Bnomics #BBL #BangkokBank
โฆษณา