16 ก.พ. เวลา 03:01 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

เจาะลึก 6 เรื่องจริงสุดว้าวของ "วิศวกรรมไฟฟ้า" ที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

ท่ามกลางแสงไฟระยิบระยับของมหานครและเสียงเครื่องจักรในโรงงานอุตสาหกรรม มี "พลังงานที่มองไม่เห็น" อย่างไฟฟ้าไหลเวียนอยู่
ประหนึ่งกระแสเลือดของเมืองที่หล่อเลี้ยงทุกกิจกรรมของมนุษย์ แต่ผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบและรักษาสมดุลของโครงข่ายอันซับซ้อนนี้คือ "วิศวกรไฟฟ้า" เหล่าสถาปนิกผู้ออกแบบโลกเบื้องหลังม่านที่คุณอาจไม่เคยสัมผัส
วันนี้เราจะพาคุณไปสำรวจ 6 เรื่องราวที่น่าทึ่งของวิศวกรรมไฟฟ้า ตั้งแต่รากฐานประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงไทยกับสถาบันระดับโลก ไปจนถึงการล้างแค้นของเทคโนโลยีที่ถูกลืม ซึ่งกำลังจะกลับมาเปลี่ยนโลกในอนาคตอันใกล้
1. จุดเริ่มต้นในไทยที่มาจาก MIT และมูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์
หลายคนอาจเข้าใจว่าหลักสูตรวิศวกรรมไฟฟ้าในไทยเกิดขึ้นตามลำพัง
แต่ในความเป็นจริง รากฐานการศึกษาสาขานี้ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (พ.ศ. 2476) คือผลงานความร่วมมือระดับโลกอย่างแท้จริง โดยได้รับความช่วยเหลือจาก มูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ (Rockefeller Foundation)
ความน่าสนใจอยู่ที่การส่งตัว ดร.ชารล เอม.สัน. เกวอรฺต (Dr. Charles M.S. Gewertz) วิศวกรชาวสวีเดนผู้จบปริญญาเอกด้านวิศวกรรมไฟฟ้าจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ หรือ MIT มาเป็นผู้วางรากฐานหลักสูตรและดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาคนแรก จนกระทั่ง
ในปี พ.ศ. 2478 ประเทศไทยก็ได้มีวิศวกรไฟฟ้ากลุ่มแรกจำนวน 12 คนที่พร้อมออกไปขับเคลื่อนประเทศ
"มูลนิธิร็อกเกอะเฟลเลอร์ได้ส่ง ดร.ชารล เอม.สัน. เกวอรฺต... จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ มาช่วยจัดหลักสูตรการสอน และเป็นหัวหน้าภาควิชา... ในปี พ.ศ. 2478 ก็มีผู้จบการศึกษาเป็นครั้งแรกจำนวน 12 คน"
ทว่าก่อนที่ความรู้สมัยใหม่จะเดินทางมาถึงสยาม รากฐานความคิดเรื่องไฟฟ้านั้นถูกจุดประกายขึ้นเมื่อหลายศตวรรษก่อนหน้าจากว่าวเพียงตัวเดียว
2. Benjamin Franklin กับ "ว่าว" ที่เปลี่ยนโลก: เขาไม่ได้แค่หาไฟฟ้า แต่เขานิยามมัน
เรามักจดจำภาพของ Benjamin Franklin กับการทดลองชักว่าวผ่านเมฆฝนในปี ค.ศ. 1752 เพื่อพิสูจน์ว่าฟ้าผ่าคือไฟฟ้า แต่ในเชิงลึกแล้ว สิ่งที่เขามอบให้โลกคือการสร้างชุดความคิด (Conceptualization) โดยการนิยามคำว่า "ประจุบวก" (Positive) และ "ประจุลบ" (Negative) ซึ่งกลายเป็นภาษามาตรฐานของวิศวกรไฟฟ้าทั่วโลกจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนี้ หากจะย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของเครื่องมือชิ้นแรก ประวัติศาสตร์ได้บันทึกชื่อของ William Gilbert ผู้ประดิษฐ์ Versorium อุปกรณ์ตรวจวัดประจุไฟฟ้าสถิตชิ้นแรกของโลก และเขายังเป็นบุคคลแรกที่นิยามคำว่า "Electricity" ขึ้นมา จนได้รับการยอมรับว่าเป็นวิศวกรไฟฟ้าคนแรกในหน้าประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
3. มาตรฐานการติดตั้ง 2564: อย่าสับสนกับตัวเลขปี
แม้จะนิยามประจุได้แม่นยำแค่ไหน แต่ในโลกของการใช้งานจริง เราต้องการ "คัมภีร์" ที่เป็นระเบียบเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด ซึ่งในประเทศไทยนั่นคือ "มาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทย พ.ศ. 2564" ที่จัดทำโดย วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท. หรือ EIT)
กฎเหล็กที่วิศวกรและช่างไฟฟ้าต้องจำให้ขึ้นใจคือ "ตัวเลขปี พ.ศ. เป็นเพียงส่วนเสริม" แต่หัวใจสำคัญคือการอ้างอิงต้องถือตาม "ฉบับล่าสุด" เสมอ เนื่องจากเทคโนโลยีวัสดุและมาตรฐาน มอก. (TIS) มีการอัปเดตตลอดเวลา เช่น มาตรฐานสายไฟฟ้าใหม่ มอก. 11-2553
ประเด็นสำคัญที่เปลี่ยนไปในมาตรฐานฉบับล่าสุด:
• การย้ายหมวดหมู่: บทที่ 11 (มาตรฐานการทนไฟของสายไฟฟ้า) ถูกย้ายไปรวมไว้ในบทที่ 2 เพื่อความสอดคล้องของข้อมูลอุปกรณ์
• บริเวณอันตราย: บทที่ 7 ถูกแยกออกเป็นเล่มเฉพาะเนื่องจากมีเนื้อหาที่ละเอียดและสำคัญมาก
• ขอบเขตการบังคับใช้: มาตรฐานนี้บังคับใช้เฉพาะ "ผู้ใช้ไฟฟ้า" เท่านั้น ไม่ได้ครอบคลุมไปถึงการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานภายในการไฟฟ้าฯ (กฟน./กฟภ./กฟผ.)
4. วิศวกรไฟฟ้าไม่ได้มีแค่ "ซ่อมไฟ": โลกของ Soft Skills และ Big Data
แต่การรู้จำระเบียบปฏิบัติเป็นเพียงเสี้ยวเดียวของวิถีชีวิตวิศวกรยุคใหม่ ภาพจำของวิศวกรไฟฟ้าที่ถือไขควงซ่อมไฟตามตู้ควบคุมกำลังถูกแทนที่ด้วยภาพของนักวิเคราะห์และนักวางแผนที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีขั้นสูง
ในโลกยุคใหม่ Big Data กลายเป็น "เชื้อเพลิง" ชนิดใหม่ที่วิศวกรไฟฟ้าต้องใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในองค์กร รวมถึงทักษะ Soft Skills เช่น การนำเสนอ (Presentation) และภาษาอังกฤษ กลายเป็นสิ่งจำเป็นในการทำงานร่วมกับสถาปนิก ลูกค้า และการอ่านคู่มือมาตรฐานสากล
เส้นทางอาชีพและรายได้:
• สายงานรัฐวิสาหกิจ (เช่น กฟผ.): เน้นการดูแลระบบผลิตและจ่ายไฟในระดับมหภาค (Macro) เพื่อความมั่นคงของชาติ รายได้เริ่มต้นสำหรับวิศวกรจบใหม่อยู่ที่ประมาณ 21,800 บาท
• สายงานเอกชน: เน้นการออกแบบ ติดตั้ง และบำรุงรักษาในโรงงานอุตสาหกรรมหรือไซต์งานก่อสร้าง
• ความก้าวหน้า: เส้นทางเติบโตเริ่มตั้งแต่ Junior > Senior > Manager ไปจนถึงระดับ Executive หรือผู้บริหารองค์กรที่รายได้อาจแตะหลักแสนบาท
5. "การล้างแค้นของเอดิสัน": การกลับมาของระบบไฟฟ้ากระแสตรง (DC)
หากย้อนกลับไปในอดีต โลกเคยผ่าน "สงครามกระแสไฟฟ้า" ระหว่างเอดิสัน (ผู้สนับสนุน DC) และเทสลา (ผู้สนับสนุน AC) ซึ่งจบลงด้วยชัยชนะของไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) ที่ใช้กันทั่วบ้านทั่วเมืองในปัจจุบัน แต่ใครจะเชื่อว่าในยุคนี้ เรากำลังจะได้เห็นสิ่งที่เรียกว่า "การล้างแค้นของเอดิสัน"
ด้วยการก้าวเข้าสู่ยุค ไมโครกริด (Microgrid) และแหล่งพลังงานสะอาด แหล่งกำเนิดไฟฟ้าอย่าง โซลาร์เซลล์ (Solar Cell) และระบบกักเก็บพลังงานอย่าง แบตเตอรี่ (Battery) ล้วนผลิตและจ่ายไฟฟ้าเป็นกระแสตรง (DC) ทั้งสิ้น ในขณะที่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เราใช้ในชีวิตประจำวันก็ทำงานด้วย DC เช่นกัน การใช้ระบบ DC Microgrid จึงช่วยลดการสูญเสียพลังงานจากการแปลงไฟไปมาระหว่าง AC และ DC ทำให้ระบบมีประสิทธิภาพและความยั่งยืนสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
6. ก้าวต่อไปของพลังงานและคำถามเพื่ออนาคต
วิศวกรรมไฟฟ้ากำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ จากประวัติศาสตร์การวางรากฐานโดยผู้เชี่ยวชาญจาก MIT สู่การใช้ Big Data และ AI ในการจัดการโครงข่ายอัจฉริยะ (Smart Grid) ศาสตร์แขนงนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสายไฟ แต่มันคือเรื่องของ
ความปลอดภัย ความมั่นคง และความยั่งยืนของมนุษยชาติ
ในวันที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตภูมิอากาศและต้องการพลังงานสะอาดอย่างเร่งด่วน "วิศวกรไฟฟ้าคือผู้ที่จะพาเราข้ามผ่านข้อจำกัดทางเทคโนโลยีไปสู่โลกที่ยั่งยืนได้จริงหรือไม่?" คำตอบอาจไม่ได้อยู่ในตำราที่ดร.เกวอรฺต เขียนไว้เมื่อ 90 ปีก่อน แต่อยู่ในมือของวิศกรรุ่นใหม่ที่กำลังนิยามคำว่า "พลังงาน" ให้กับโลกอนาคตนั่นเอง
โฆษณา