16 ก.พ. เวลา 22:39 • หนังสือ

วันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ น

​ตำหนักปลายเนีน คลองเตย
วันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๔๗๘
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๑๙ เดือนนี้ ได้รับประทานแล้ว
การพระศพสมเด็จกรมพระสวัสดิที่ปีนัง อ่านกำหนดการที่กระทำตามที่ทรงพระเมตตาโปรดประทานไป พร้อมทั้งกระแสรพระดำริที่จะทรงปฏิบัติด้วย รู้สึกพอใจเปนอย่างยิ่ง เห็นว่าดีสมควรแก่กาละเทศะแล้ว ไม่มีสิ่งใดย่อหย่อนกว่าที่จะพึงทำได้ ซ้ำเห็นหนังสือพิมพ์บางกอกไตมส์ เขาคัดหนังสือพิมพ์ สเตรตส์ เอโฆ มาลง กล่าวถึงการเปนไปในวันถวายพระเพลิงก็มีความยินดีโดยรู้สึกว่างดงามพออย่างยิ่งแล้ว รู้สึกขันที่ฝรั่งตื่นเจ้านายทรงขาว เพราะเปนของไม่เคยเห็น ซ้ำกล่าวถึงฝ่าพระบาทว่า
ทรงดำแต่องค์เดียว และก็เข้าใจถูกว่าเพราะฝ่าพระบาทเปนภราดาผู้ยิ่งพระชนมกว่า เห็นจะมีใครอธิบายให้เข้าใจ ส่วนทางในกรุงเทพฯ เตรียมทำเปนประการใดไม่จำเปนต้องกราบทูล เพราะเขาลงกำหนดการในหนังสือพิมพ์แล้ว คงจะได้ทอดพระเนตรเห็นในหนังสือพิมพ์บางกอกไตมส์ ส่วนตัวเกล้ากระหม่อมคิดจะไปรับพระอัฏฐิที่สถานีจิตรลดา และไปในการบำเพญพระราชกุศลตลอดบรรจุพระอังคารด้วย เจ้านายที่ไม่มีหรือไม่แต่งเครื่องแบบ กำหนดให้แต่งไว้ทุกข์ คือเครื่องดำ
พระวิจารณ์ในเรื่อง “บังสกุล” และ “สดัปกรณ์” นั้นดีหนัก ถูกที่สุดไม่มีข้อใดที่จะคัดค้านเลย แต่จะขอทูลต่อทางอักขรวิธีในคำ “สดัปกรณ์” ให้ทรงทราบต่อไปอีกหน่อย คือว่าคำ “สดัปกรณ์” นั้น แต่ก่อนเขียนกันหลายอย่าง “สดัปกรณ์” ก็มี “สดับปกรณ์” ก็มี “สตปกรณ” ก็มี “สบัดปกรณ์” ก็มี และยังอย่างอื่นอีก ทำเอาเวียนสีสะไม่รู้จะเขียนอย่างไร จึงได้ไปทูลปรึกษากรมพระสมมตว่าควรจะเขียนอย่างไร
ท่านทรงวินิจฉัยว่าไม่มีที่สงสัย คำ “สดัปกรณ์” นั้น มาแต่คำ “สตฺตปฺปกรณ” ในภาษาบาลีเปนแน่นอน ซึ่งแปลว่าปกรณเจ็ด หมายถึงพระธรรมเจ็ดคัมภีร์ แต่เรามาพูดกันเพี้ยนเสียงไม่ตรงตามคำบาลี จึงเปนทางที่ผู้รู้คิดเขียนยักย้าย โดยประสงค์จะให้เข้าได้ทั้งคำเดิมและเสียงพูด ลางคนก็เขียนหนักไปทางคำเดิม ลางคนก็เขียนหนักมาทางคำพูด ส่วนพระองค์ท่านทรงพระดำริเห็นว่าต้องเอาคำพูดเปนใหญ่ จะเอาคำเดิม
เปนหลักนั้นขวาง ทรงแนะนำให้เขียน “สดับปกรณ์” จะว่าตัดภาษาบาลี เขียน สัต เปน ส แปลว่า ปกรณเจ็ด​ตามเดิมก็ได้ หรือจะแปลเปนภาษาไทยไปว่าฟังปกรณก็ได้ เกล้ากระหม่อมเห็นชอบด้วยพระดำรินั้นเปนอย่างยิ่ง จึงได้เขียน “สดับปกรณ์” ตั้งแต่นั้นมาจนกระทั่งบัดนี้ เมื่อได้รับลายพระหัตถ์ก็เตือนใจให้สดุ้งขึ้นมา ว่าที่เราเขียนเช่นนั้น จะถูกกับปทานุกรมฉะบับกรมศึกษาธิการซึ่งทางราชการบังคับให้เขียนตามนั้นหรือไม่ จึงได้เปิดดูก็พบเขาเขียนให้ไว้ต้องกับที่เขียนอยู่แล้ว ก็เปนอันเบาใจไป
อนึ่งคาถา “อนิจฺจา วตสํขารา” นั้น เกล้ากระหม่อมเคยพบที่มาโดยบังเอิญ ว่าเปนคำของพระอินทร์กล่าวเปนประเดิม เวลาลงมาเยี่ยมพระศพพระพุทธเจ้าเมื่อเสด็จเข้าปรินิพพานแล้ว ไม่ใช่คำของภิกษุ และไม่เกี่ยวกับผ้าผ่อนอะไรเลย แต่บัดนี้กลายเปนคาถาที่ขลังที่สุด บริกรรมขึ้นเวลาไรเปนต้องได้ของอย่างใดอย่างหนึ่งไม่เปล่าเลย
เรื่องเมืองตะกั่วป่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่ต้องการรีบร้อนอะไร หากมีเวลาว่างเมื่อไรจะทรงพระเมตตาโปรดเรียบเรียงประทาน ก็เปนพระเดชพระคุณอย่างยิ่ง แม้ว่าทรงมีพระธุระอื่น จะทรงระงับไว้นานเท่าไรก็ได้ไม่มีขัดข้องเลย ในการที่ทรงพระเมตตาแก่ญาติพระยาพฤฒาธิบดี จะทรงเรียงประวัติพระยาพฤฒาไปให้ตีพิมพ์หนังสือแจกในการปลงศพนั้นเปนการสมควรแล้ว เกล้ากระหม่อมขอถวายอนุโมทนาด้วย
เรื่องที่มีข้อหาเจ้าพระยาวรพงศสืบเนื่องมาถึงเกล้ากระหม่อม ว่าเจ้าพระยาวรพงศรื้อเรือนของหลวงมาปลูกให้เกล้ากระหม่อมที่บ้านคลองเตยนั้น บัดนี้เกล้ากระหม่อมเปนอันสิ้นมนทิลในเรื่องนั้นแล้ว ด้วยมีคำขอขมาโทษลงในหนังสือพิมพ์ว่าเปนการไม่จริง ดั่งที่เกล้ากระหม่อมได้ตัดส่งมาถวายทอดพระเนตรนี้แล้ว หวังว่าฝ่าพระบาทจะเบาพระทัยยินดีด้วยเกล้ากระหม่อม
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
มกราคม
วันที่ ๒ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๘ ดร
​Cinnamon Hall,
206 Kelawei Road, Penang. S.S.
วันที่ ๒ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๗๘
ทูล สมเด็จกรมพระนริศรฯ
จดหมายถวายสัปดาหะนี้ หม่อมฉันมีเรื่องเบ็ดเตล็ดที่สะสมไว้จะทูลบันเลงหลายเรื่อง คือ
๑. จะทูลเรื่องตอนที่สุดงานพระศพ สมเด็จกรมพระสวัสดิฯ ก่อน เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๗ ธันวาคม เปนวันส่งพระอัษฐิเข้าไปกรุงเทพฯ ทางรถไฟ เวลาเช้ารัฐบาลอังกฤษให้เรือไฟหลวง รับพระอัษฐิจากท่าเมืองปีนังไปส่งถึงสถานีรถไฟที่ตำบลไปร ตัวเรสิเดนต์เคาน์ซิลเลอร์เจ้าเมืองปีนังก็ลงไปส่งจนถึงท่าเรือ แต่กงสุลสยาม (อาจจะเปน
เพราะไม่ทราบ) ไม่ได้ไปส่ง ส่วนเจ้านายชายหญิงและบรรดาไทยที่มาจากกรุงเทพฯ ไปส่งถึงสถานีรถไฟด้วยกันทั้งนั้น พระอัษฐิตั้งไปในรถไฟห้องเดียวกันกับที่พระธรรมวโรดมไป ข้อนี้ได้ทราบความว่าเมื่อครั้งสมเด็จกรมพระสวัสดิฯ จะออกจากเมืองสงขลามาเมืองปีนัง เสด็จไปลาพระธรรมวโรดม ซึ่งออกไปพักอยู่เมืองสงขลาใน
เวลานั้น ตรัสว่าถ้าสิ้นพระชนม์ที่ปีนัง ขอให้ท่านออกมารับเอาพระอัษฐิไปบรรจุที่วัดราชาธิวาศ เมื่อประชวรก็ได้ตรัสสั่งความไว้ ๒ ข้อ คือข้อ ๑ ว่าให้เผาพระศพที่เมืองปีนัง กับอีกข้อ ๑ ว่าให้นิมนต์พระธรรมวโรดมออกมารับพระอัษฐิเข้าไปบรรจุที่อนุสสรณ์สถานณวัดราชาธิวาศ และเมื่อจะเชิญพระอัษฐิกลับยังมีกรณีแปลกออกไปอีก ที่พระธรรมวโรดมขอหีบแบบฝรั่งที่ทรงพระศพนั้นเข้าไปกรุงเทพฯ ด้วย มีคนถามท่านว่าจะเอาไปทำไมท่านก็ไม่บอก หม่อมฉันเกรงใจจึงมิได้ถามท่าน
๒. ผู้ที่ออกมาช่วยงานพระศพ สมเด็จกรมพระสวัสดิฯ กลับไปรถไฟเดียวกันกับพระอัษฐิแทบทั้งนั้น แม้ผู้ที่ออกมาช่วยรักษาพยาบาลเมื่อเวลาประชวร สิ้นกิจก็กลับไปหลายคน ส่วนพระองค์หญิงอาภาฯ นั้น ตั้งแต่ส่งพระอัษฐิสมเด็จกรมพระสวัสดิฯ ไปแล้ว ชายนนท์ก็รับไปอยู่กับเธอที่บ้านหนึ่งต่างหาก เธอมาหาหม่อมฉันวันหนึ่งดูไม่
ทรุดโทรมนัก ได้ยินว่าคิดจะแปรสถานไปเที่ยวเมืองสิงคโปร์ในเดือนมกราคมนี้ แต่ยังมีหม่อมเจ้าในสมเด็จกรมพระสวัสดิฯ กับหญิงฉวี อยู่ที่ตำหนักถนนพะม่าหลายองค์ เพราะเรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียนเมืองปีนังบ้าง ที่อยู่เปนเพื่อนก็มี ที่ว่าจะหาเช่าบ้านใหม่นั้นยังหาไม่ได้
​๓. ในระวางเวลางานพระศพ สมเด็จกรมพระสวสัดิฯ หม่อมฉันได้พบปะมิตรที่มาจากกรุงเทพฯ หลายคน โดยฉะเพาะกรมหมื่นเทววงศฯ ซึ่งมาอยู่ที่ Cinnamon Hall กับหม่อมฉันกว่า ๑๐ วัน พระธรรมวโรดมก็มาหาหม่อมฉันและได้ไปพบกันที่อื่นอีกหลายครั้ง ชวนให้เกิดรื่นรมย์ตรงกับเช่นว่า “ได้เห็นพระเห็นเจ้า” เพราะสนทนากันได้ตามภูมิรู้ ผิดกับคนชั้นต่ำ เมื่อกลับไปเสียรู้สึกอาลัยอยู่บ้าง
๔. ตั้งแต่หญิงจงออกมาถึง หม่อมฉันมีหน้าที่เพิ่มขึ้น ด้วยต้องคอยไต่ถามและสังเกตดูเธออยู่เสมอ มีความยินดีที่จะทูลว่าเธอสบายดีอาการยังฟื้นขึ้นเรื่อยมา เธอบอกว่าตั้งแต่ออกมาอยู่ปีนังน้ำหนักเธอเพิ่มขึ้น ๓ ปอนด์
๕. เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๕ ธันวาคม พระองค์หญิงอาทรทิพยนิภาจะเสด็จไปเมืองชะวาผ่านมาทางปีนัง หม่อมฉันไปรับถึงบูกิตมาตายัมระยะทางรถไฟแล่นสัก ๑๕ นาที จึงถึงสถานีตำบลไปรที่ข้ามมาเมืองปีนัง ธรรมเนียมของรถไฟเขาจอดพักอยู่ที่นั่นสัก ๒
ชั่วโมงแล้วจึงแล่นต่อไปยังเมืองสิงคโปร์ เดิมหม่อมฉันคิดจะเชิญเสด็จมาเสวยเครื่องว่างที่ Cinnamon Hall แต่เมื่อสมเด็จกรมพระสวัสดิฯ สิ้นพระชนม์ก็เกิดลำบากใจ ด้วยเธอข้ามมาปีนังจะไม่ไปเยี่ยมพระศพก็ดูไม่มีอัธยาศัย จะไปเยี่ยมเวลาก็มีน้อย เมื่อหม่อมฉันทูลความตามปรารภ เธอตรัสบอกว่าพระองค์ท่านก็ได้ตรัสเตือนเช่นนั้น
เมื่อก่อนเธอจะมา เผอิญรถไฟวันนั้นช้ากว่ากำหนดสัก ๒๐ นาที ก็เปนอันไม่มีเวลาพอจะเสด็จข้ามมาถึงเมืองปีนังได้ เธอตรัสว่าขากลับจะพักอยู่ปีนังสักสองสามวัน หม่อมฉันจึงเชิญให้เสด็จมาพักที่ Cinnamon Hall เวลานั้นจะเปนเวลากำลังหม่อมฉันเที่ยวอยู่ในเมืองพะม่า ห้องเรือนหลังที่หม่อมฉันอยู่ว่างทั้งหลังพอเธอจะประทับได้สบาย จะให้หญิงจง หญิงเป้า ชายใหม่ กับหม่อมเจิม รับเสด็จ ก็เปนอันตกลงกันดังทูลมา
๖. ในสัปดาหะที่ล่วงมา มีเรือรบใต้น้ำของอังกฤษ ๕ ลำ และเรือรบใหญ่อย่างเปนแม่ลำ ๑ มาทอดที่ปีนัง แต่ก่อนมาหม่อมฉันเคยเห็นเรือรบใต้น้ำแต่ที่ในหนังสือพิมพ์หรือหนังฉาย พึ่งได้เห็นตัวจริงคราวนี้ ด้วยเมื่อวันไปส่งพระอัษฐิสมเด็จกรมพระสวัสดิฯ ขากลับเจ้าท่าที่คุมเรือ เขามีแก่ใจให้มาถามว่าอยากดูเรือรบใต้น้ำหรือไม่ หม่อม
ฉันก็รับในทันทีว่าอยากดู เขาจึงแปรทางเรือไปแล่นเวียนเรือรบเหล่านั้นใกล้ ๆ ให้เห็นชัด เมื่อหม่อมฉันได้เห็นตัวจริงก็ออกหูผึ่ง ด้วยเรือรบใต้น้ำนั้นรูปร่างสัณฐานมันเหมือนกับปลาปรานี่เอง โดยปกติตัวเรืออยู่ใต้น้ำ มีแต่ที่ตั้งปืนและที่สำหรับพนักงานเดินเรือโผล่ขึ้นมาอยู่พ้นน้ำ เหมือนอย่างคลีบปลา เพราะฉะนั้นที่ในตัวเรือซึ่งเขาพรรณนาว่ามีแต่เครื่องจักรเต็มไป โดยปกติคงเปนห้องมืดลำบากแก่ผู้คนที่อยู่ในเรือจึงจำเปนต้องมีเรือแม่ สำหรับทั้งเก็บรักษาของอาไหล่และแก้ไขเครื่องจักรตลอดจน
เสบียง​อาหารของเรือรบใต้น้ำ นอกจากนั้นเปนที่อาศัยของทหารเรือที่ประจำเรือรบใต้น้ำพอผ่อนพักมีความสุขสบายด้วยหรือว่าอีกอย่างหนึ่งเรือรบใต้น้ำเปนบ่อเกิดภัยอันตรายมาก ทั้งข้าศึกและผู้ที่ไปในเรือนั้นเองอย่างหนึ่ง ในเวลาปกติอยู่โดยลำภังตัวไม่ได้ ต้องมีเรือแม่อยู่ด้วยอีกอย่างหนึ่ง ที่มาทอดที่อ่าวเมืองปีนังนี้ก็เห็นได้ที่ทอดเรือแม่ไว้เปนสถานี ผูกเรือรบใต้น้ำแอบไว้ข้างหนึ่ง ๓ ลำข้างหนึ่ง ๒ ลำ ไม่ได้ทอดสมอโดยลำพังเรือรบใต้น้ำเอง ดูเปนเรือที่ใช้ยากและรักษายากทั้งสองสถาน
๗. เมื่อสัปดาหะที่ล่วงแล้ว เวลาบ่ายวันหนึ่งหม่อมฉันขึ้นรถไปเที่ยวตากอากาศตามเคยด้วยกันกับหญิงพูน ไปเห็นคน ๒ คนนั่งมาในรถเจ๊กลาก รู้ได้ว่าเปนชาวตะวันออกดูคล้ายเจ๊ก แต่งตัวอย่างเดียวกันทั้ง ๒ คน คือนุ่งกางเกงจีนสีดำใส่เสื้อขาวอย่างหลวม ๆ โพกศีร์ษะด้วยผ้าขาวคล้ายกับแขกซิก แต่มีผ้าแดงแนบเปนเครื่องหมาย หญิงพูนถามหม่อมฉันว่าเปนคนพวกไหน หม่อมฉันก็จน นึกไม่ออกบอก
ได้แต่ว่าไม่รู้ ครั้นต่อมาอีก ๒ วันขึ้นรถไปเที่ยวทางสวนหลวง สวนกับรถมีคนพวกนั้น แต่งตัวอย่างนั้น นั่งมาในรถ ๔ คน ก็เกิดสงสัยหนักขึ้น ลองถามซุยบี้คนขับรถของหม่อมฉัน จึงได้ความว่าเปนทหารพะม่าของอังกฤษ เอามาไว้ที่เมืองไต้เผงอยู่ข้างใต้อาณาเขตต์ปีนังลงไป จะมีจำนวนเท่าใดหาทราบไม่ หม่อมฉันเคยได้ยินมาแต่ก่อนว่าอังกฤษตั้งสถานีทหารเพิ่มขึ้นที่เมืองไต้เผงอีกแห่งหนึ่ง เคยนึกว่าเปนทหารแขกอินเดีย พึ่งรู้และพึ่งเห็นว่าเปนทหารพะม่าของอังกฤษ ดูแปลกอยู่
๘. หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์ฉะบับลงวันที่ ๒๘ ธันวาคม มีหนังสือพิมพ์ตัดลงคำขอขมาของหนังสือพิมพ์เทอดรัฐธรรมนูญ ต่อเจ้าพระยาวรพงศฯ และผู้อื่นซึ่งมีชื่อในคดีฟ้องหมิ่นประมาท และที่ปรากฏว่าเจ้าพระยาวรพงศฯ ถอนฟ้อง ส่งมาด้วยนั้น หม่อมฉันไม่ปลาดใจอันใด อยากจะอวดด้วยซ้ำไปว่าหม่อมฉันได้เคยพูดกับลูกตั้งแต่
แรกได้ยินข่าวคดีนั้น ว่าเรื่องนี้ลงปลายก็สำเร็จ เพียงหนังสือพิมพ์ขอโทษเจ้าพระยาวรพงศฯ ถอนฟ้องเท่านั้น ก็ไม่ผิดพลาด แต่ก็เห็นเปนการสมควรแล้วที่จะตกลงกันเช่นนั้น เพราะเจ้าพระยาวรพงศฯ จะดึงดันต่อไปก็ไม่เปนประโยชน์อันใดแก่ตัว ระงับให้สิ้นเวรกรรมเสียดีกว่า.
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
วันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๘ น
​ตำหนักปลายเนีน คลองเตย
วันที่ ๔ มกราคม ๒๔๗๘
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ทราบฝ่าพระบาท
ลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๒๖ ธันวาคม ได้รับประทานแล้ว เปนพระเดชพระคุณอย่างยิ่ง ที่ทรงพระเมตตาตรัสเล่าถึงงานพระศพสมเด็จกรมพระสวัสดิไปให้ทราบเกล้าโดยพิสดาร ขอประทานทูลสนองให้ทราบฝ่าพระบาทในลางข้อดั่งต่อไปนี้
ข้อที่เข้าพระทัยว่า เกล้ากระหม่อมจัดส่งพระยาประสานพิธีกร กับพระสถาปนานุกิจ ออกมานั้นเคลื่อนคลาศอยู่บ้าง แท้จริงเมื่อวันที่ ๑๓ เวลา ๒๐ นาฬิกา เกล้ากระหม่อมได้รับโทรเลขพระองค์หญิงอาภา ขอให้ช่วยจัดคนเข้าใจการทำเมรุส่งออกมา จึงให้ไปตามพระสถาปนามาปรึกษาเดี๋ยวนั้น เขารับว่าเขาออกมาช่วยได้จึงได้จัดส่งมาในวันที่ ๑๔ ส่วนพระยาประสานนั้น ไม่มีใครได้บอกขอไปถึงเกล้ากระหม่อมและเกล้ากระหม่อมก็ไม่ได้จัดส่งเขามา
หลังคาเมรุซึ่งเปนทรงกรวยนั้นเปนความคิดเกล้ากระหม่อมร่างรูปให้พระสถาปนาออกมาทีเดียว ด้วยเห็นว่าอย่างนั้นจะทำได้ง่ายในเวลาอันมีอยู่น้อยและจะดูมีสง่าพอสมควร แต่ก็ได้เปิดช่องให้เขามาเหมือนกัน ว่าถ้าพระองค์หญิงอาภาไม่โปรดอย่างนั้น จะโปรดอย่างไร ถ้าเขาสามารถจะทำได้ก็ให้เขาทำตามพระประสงค์ ทรงยอดโกศลังกานั้นคนอื่นคิด ไม่ใช่ความคิดเกล้ากระหม่อม
ข้อที่เข้าพระทัยว่าเปลี่ยนหินเหล็กไฟเปนไม้ขีดไฟในยุคกรมขุนสรรพสิทธินั้นคลาศอยู่ ที่แท้เปลี่ยนมาแต่ยุคเกล้ากระหม่อมแล้ว ด้วยว่าหินก็หายาก แล้วยังต้องทำปุยทำชะนวนปลายเทียนประกอบอีก ซ้ำคนสมัยใหม่ตีเหล็กไฟก็ไม่ค่อยติดเพราะเปนของเกินสมัยไม่เคยทำกันมาเสียนานแล้ว หินเหล็กไฟก็เปนเครื่องทำไฟ ไม้ขีดไฟก็
เปนเครื่องทำไฟ ทำไมไม่เอาไม้ขีดไฟ ขีดก็ง่าย ราคาก็เยาว์ เมื่อปรึกษาเห็นพร้อมกันว่าควรเปลี่ยนแล้ว จึงสั่งให้เปลี่ยนเปนไม้ขีดไฟ ตลอดจนนาคเพลิงที่ตั้งถวายก็ตั้งไม้ขีดไฟถวายแทน หีบที่จัดส่งไปหัวเมือง แต่ก่อนเรียกว่าหีบศิลาหน้าเพลิง ให้ตัดเรียกแต่ว่าหีบเพลิงเท่านั้น
การแห่พระศพมีรถเพลิงนำนั้นรู้สึกพอใจว่าดีหนัก ด้วยต้องตามประเพณีโบราณในกรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้เลิกไม่เอาเข้ากระบวนแห่แล้ว เจ้าน่าที่นำไปคอยอยู่ที่เมรุทีเดียว
​ข้อที่ทรงพระดำริแก้ไขทางปฏิบัติแก่เครื่องขมาของพระราชทาน โดยวิธีทอดไว้ไม่จุดเพลิงเพราะเหตุที่ไม่มีเพลิงหลวงส่งมานั้น เปนข้อที่เกล้ากระหม่อมไม่เคยนึกถึงเลย เปนเหตุให้รู้สึกจับใจยิ่งหนัก เห็นปรากฏในพระวิจารณปัญญาอย่างเฉียบแหลมในเวลาปัจจุบัน เปนการที่ทรงปฏิบัติถูกต้องสมควรแก่เหตุทุกประการ อันจะเว้นเสียไม่ทูลสรรเสริญนั้นไม่ได้
พระสถาปนากลับเข้าไปแจ้งรายงานการทำเมรุว่าทำลำบากเต็มทีของใช้ก็หายาก เช่นผ้าดิบเปนต้น หาซื้อได้ก็ไม่พอการ ซ้ำพวกเจ๊กก็ฉลาดตามเคย รู้ว่าของสิ่งใดที่ต้องการก็ก่งราคาขึ้นสูงกว่าที่เคยขายตั้งสามเท่า เครื่องมือก็ไม่มี เช่นฉลุกระดาษก็หาสิ่วไม่ได้ต้องฉลุด้วยมีด ให้พระในวัดนั้นฉลุงานนิดเดียวเสียเวลาคืนยังรุ่ง พระผู้ทำการมือไม้บวมหมด แกเข้าใจว่าเหตุที่ขัดขวางต่างๆนั้น เปนด้วยในเมืองปีนังเขาไม่ทำของกำมะลอกัน ทีก็จะจริงอย่างว่านั้นบ้าง แต่เกล้ากระหม่อมคิดว่าเมือง
ปินังเปนถิ่นแปลกของแกไม่รู้เบาะแสจะไปหยิบเอาอะไรที่ไหนได้ เวลาก็มีน้อยไม่มีช่องจะเที่ยวเสาะหา เดิมกะว่าจะไว้พระศพ ๑๕ วัน เกล้ากระหม่อมก็กะว่าการถวายพระเพลิงจะตกในวันที่ ๒๕ พระสถาปนาออกมาถึงปีนังวันที่ ๑๕ มีเวลาทำการ ๑๐ วัน แต่ภายหลังได้ยินเข้าไปใหม่ว่ากำหนดถวายพระเพลิงวันที่ ๒๒ หวดสั้นเข้าไปอีก ๓ วัน รู้สึกหนักใจเต็มทีว่าพระสถาปนาจะทำการไม่ทัน แต่ก็อุตส่าห์ตะเกียกตะกายทำให้ทันการได้ เกล้ากระหม่อมขอบใจแกเปนล้นพ้น
รถที่ทรงพระศพนั้น พระสถาปนาก็ตื่นเต้นว่างามหนัก ทั้งว่าคนเชิญหีบพระศพก็ทำด้วยมีกิริยาอย่างคารพระวังน่าชมเปนอย่างยิ่งด้วย
พระองค์หญิงอาภานั้น เกล้ากระหม่อมก็รู้สึกสงสารอยู่มากเหมือนกันแต่เราจะช่วยอะไรได้
เสียใจที่ดูกำหนดวันเสด็จไปเที่ยวเมืองพะม่า ไม่มีวันกำหนดเสด็จไปเที่ยวเมืองเมาะตมะตะนาวศรีอะไรแถวนั้นด้วย แต่กระนั้นก็กินวันเข้าไปเกือบเดือนหนึ่งแล้ว การเสด็จไปเที่ยวเมืองพะม่านั้น เปนอันจะต้องได้ความยากเปนแน่นอน ถ้าหากทำตัวหนักไปในทางโซ้ดพะม่าก็จะดูถูก ถ้าทำตัวหนักไปในทางครึฝรั่งก็จะดูถูก จะต้องทำอย่างไรให้เปนไปในสายกลาง เมื่อเร็วๆ นี้มีพะม่าผู้มีเกียรติเข้าไปกรุงเทพฯ สองคน
เห็นรูปเขาถ่ายลงหนังสือพิมพ์ แรกลงจากรถไฟแต่งตัวเปนฝรั่ง รูปเมื่อเข้าไปดูชุมนุมสภาผู้แทนราษฎรแต่งเปนพะม่า ดูรู้สึกว่าทำลักลั่นอยู่อย่างไรไม่สู้พอใจนัก หวังว่าฝ่าพระบาทเสด็จไปเมืองพะม่า คงจะทรงพิจารณาลาดเลาด้วยพระปัญญา แล้วทรงปฏิบัติให้สมควรเปนทางกลางได้ หวังอยู่มากที่จะได้เรื่องมาตรัสเล่าประทานต้องหูผึ่ง
​บัญชีชื่อเมืองมณฑลอีสาณในรัชชกาลที่ ๕ ซึ่งทรงพระเมตตาโปรดคัดประทานไปกับลายพระหัตถ์นั้น ก็มีชื่อเมืองซ้ำกันอีก แต่ชื่อบ้านที่ยกขึ้นเปนเมืองนั้นไม่ซ้ำกัน คือเลข ๑๓ ตั้งบ้านดอนเสาโรงเปนเมืองเกษตรวิสัย กับเลข ๑๖ ตั้งบ้านกู่กะโดนเปนเมืองเกษตรวิสัยเหมือนกัน
คำ “มิ” ซึ่งเค้าเปนว่าเฉยเช่น “นั่งมิ” นั้น เขียนเปนมิ และอ่านก็ว่า มิ แต่ส่วนคำ “มิ” ซึ่งเปนปฏิเสธนั้น เขียน มิ แต่อ่านว่า หมี จึงเห็นด้วยเกล้าว่าไม่ใช่คำเดียวกัน ขอได้ทรงพิจารณาให้หนักแน่น คำปฏิเสธ มิกับไม่ นั้น ใช้ในที่ลางแห่งมีความหมายผิดกันมากทีเดียว เช่น “หามิได้” หมายความว่าไม่จริง “หาไม่ได้” หมายความว่าค้นไม่พบ ผิดกันถึงเพียงนี้
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๙ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๘ ดร
​Cinnamon Hall,
206 Kelawei Road, Penang. S.S.
วันที่ ๙ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๗๘
ทูล สมเด็จกรมพระนริศรฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์ฉะบับลงวันที่ ๔ มกราคมแล้ว เรื่องกะระยะทางเที่ยวเมืองพะม่ามีลำบากอยู่ด้วยกำหนดเรือ เปนต้นว่าเรือบริษัทบริติชอินเดียที่เปนเรือรับคนโดยสารไปมา ในระวางเมืองปีนังกับเมืองร่างกุ้ง เขาออกจากปีนังทุกวันเสาร์และออกจากเมืองร่างกุ้งทุกวันพฤหัสบดี ยังเรือของบริษัทเดินเรือในลำน้ำอิราวดี ก็ออก
จากเมืองมัณฑเลตามวันกำหนดสัปดาหะละ ๒ ครั้ง ระยะทางกะครั้งแรกที่หม่อมฉันส่งสำเนาเข้าไปถวาย เมื่อสอบเข้าก็ไม่ตรงวันกำหนดเรือที่จะกลับมา ต้องเพิ่ม ๓ วันจะกลับถึงปีนังต่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ แต่ในวันที่เพิ่มขึ้นนั้น หม่อมฉันคิดจะไปดูเมืองเมาะลำเลิงและเมืองเมาะตมะด้วยมีทางรถไฟไปจากเมืองร่างกุ้งได้ แต่ที่จะ
ผ่านมาทางเมืองทวาย เมืองตะนาวศรี และเมืองมะริดนั้น ขัดข้องด้วยมีเรือรับคนโดยสารเดินทางนั้น ๑๕ วันครั้งหนึ่ง จะต้องเสียเวลาช้านัก และไม่แน่ด้วยว่าจะมีเวลาพอขึ้นไปถึงตัวเมืองทวายและเมืองตะนาวศรีได้หรือไม่ เพราะเมืองตั้งห่างทะเลมากทั้ง ๒ เมือง เมืองมะริดนั้นหม่อมฉันก็เคยไปแล้ว หม่อมฉันได้ส่งรายวันที่แก้ใหม่มาถวายมากับจดหมายฉะบับนี้ ขอให้ทรงหยุดลายพระหัตถ์ตั้งแต่วันเสาร์ที่ ๑๘ นี้ไป จนวันเสาร์ที่ ๑๘ กุมภาพันธ์จึงส่งอีก
พระไพรสณฑ์สาลารักษ์ (อองเทียน) เขาหาหนังสือนำเที่ยวเมืองพะม่าส่งมาให้หม่อมฉันหลายเล่ม อ่านดูได้ความรู้แปลก ๆ หลายอย่าง แต่จะรอไว้ทูลเมื่อกลับมาแต่งรายงานการเที่ยวถวาย จะทูลล่วงหน้าในจดหมายฉะบับนี้แต่เรื่องหนึ่ง ในอธิบายว่าด้วยเมืองมัณฑเลว่าที่ในพระราชวังแต่ก่อนมีหอนาฬิกาน้ำ และที่หอนั้นแขวนฆ้องกับกลองไว้สำหรับตีบอกเวลาแก่ชาวพระนคร บอกอธิบายแต่เท่านี้ พอหม่อมฉันเห็น
ก็หูผึ่งคิดขึ้นในทันทีว่าที่พระนครศรีอยุธยาก็คงเปนเช่นนั้นเหมือนกัน ฆ้องสำหรับตีกลางวัน กลองสำหรับตีกลางคืน เพราะฉะนั้นคำที่ไทยเราเรียกกำหนดเวลากลางวันว่า “โมง” มาแต่เสียง “โหม่ง” ของฆ้อง เรียกกำหนดเวลากลางคืนว่า “ทุ่ม” ก็มาแต่เสียง “ตุม” ของกลองนั่นเอง คงเปนคำพวกพลเมืองเรียกกันตามสดวกปากก่อนแล้วเลยเรียกตามกันจนแพร่หลาย แต่ในทางราชการเรียกว่า “นาฬิกา” คำเดียวกันทั้งกลางวันกลางคืน
​ยังมีสาขาในเรื่องนี้ต่อไปซึ่งหม่อมฉันไปรู้อธิบายที่เมืองพาราณสีกว่า ๔๐ ปีมาแล้ว (ถ้าได้เคยทูลแล้ว ขอประทานโทษที่ทูลซ้ำอีกครั้งหนึ่ง) เมื่อหม่อมฉันไปพักอยู่ที่วังรับแขกเมืองในเมืองนั้น ถึงเวลา ๒๑ นาฬิกา พอกินอาหารแล้วยังนั่งพูดกันอยู่ใน
ห้องรับแขก ได้ยินเสียงย่ำฆ้องเหมือนอย่างย่ำยามในเมืองเรา ก็นึกปลาดใจถามผู้ที่เขามาอยู่ด้วย เขาบอกว่าเปนสัญญาผลัดคนอยู่ยาม ได้ยินก็เข้าใจทันทีว่าเหตุใดเราจึงมีแต่ ย่ำรุ่ง ย่ำเที่ยง ย่ำค่ำ ในเวลาวัน เพราะกลางวันคนยามประจำอยู่ ๖ ชั่วโมงจึงผลัด ถึงกลางคืนอยู่เพียง ๓ ชั่วโมงแล้วผลัด จึงมีย่ำทุกยามด้วยประการฉะนี้
นางสาวชื่น ธิดาพระยาวจีสัตยารักษ์ (ขำ ศรียาภัย) ออกมาช่วยงานพระศพสมเด็จกรมพระสวัสดิฯ มาหาหม่อมฉัน เปนโอกาสหม่อมฉันได้ถามถึงเรื่องตระกูลพระยาชุมพร (ซุย) ได้ความเลอียดขึ้นคือพระยาวจีสัตยารักษ์ (ขำ) เปนหลานพระยาชุมพร (ซุย) นั้น ด้วยมารดาเปนธิดาของพระยาชุมพร (ซุย) บุตรพระยาชุมพร (ซุย) ที่เกิดกับหญิงพะม่านั้นชื่อ มองเจียนตุ้น และนายจันทรพงศบุตรของมองเจียนตุ้นที่เข้ามาถวายตัวทำราชการในเมืองไทยได้เปนที่ หลวงวันการพิทักษ์ ยังมีชีวิตอยู่ แต่ปลดจากราชการแล้วหาเลี้ยงชีพอยู่ที่เมืองเชียงใหม่
พระองค์หญิงอาภาฯ หาเช่าที่บ้านใหม่ได้แล้ว เปนตึกสองชั้นอยู่ริมถนนกาลาไวที่หม่อมฉันอยู่ ห่างไปทางตะวันตกเพียงสัก ๕ เส้นเท่านั้น ว่าจะย้ายมาอยู่ในวันพฤหัสบดีที่ ๙ มกราคมนี้ อนึ่งหม่อมฉันได้รูปฉายาลักษณ์งานพระศพสมเด็จกรมพระสวัสดิฯ ส่งมาถวายพร้อมกับจดหมายฉะบับนี้ด้วย ๑๔ แผ่น
มีความเสียใจ เห็นในหนังสือพิมพ์ว่าตาเทาที่เปนหลวงขจร๑ หรือหลวงอะไรในกรมไปรษณีย์โทรเลขถึงแก่กรรม แต่แกก็เห็นจะแก่มากแล้ว เมื่อครั้งหม่อมฉันว่าการมหาดไทยไปเดินทางเที่ยวตรวจหัวเมือง แกได้ไปด้วยแทบทุกครั้ง เอาเครื่องโทรเลขติดตัวไปด้วย ไปพักที่ไหนแกไปสับสายโทรเลขให้พูดกับกรุงเทพฯ ได้เสมอทุกวัน หม่อมฉันอยากจะแสดงความอาลัย ไม่รู้จะแสดงแก่ผู้ใดจึงทูลมายังท่าน ด้วยรู้อยู่ว่าทรงพระกรุณาตาเทาและเปนที่นับถือของตาเทามาก
หม่อมฉันแต่งเรื่องเมืองตะกั่วป่าตลอดแล้ว ได้ส่งตอนที่สุดมาถวายกับจดหมายฉะบับนี้ ต่อนี้จะหยุดพักจนกลับมาจากเมืองพะม่าจึงจะเขียนเรื่องอื่นถวาย มีเรื่องบวชนาคหลวงค้างอยู่เรื่องหนึ่ง แต่บางทีจะต้องแต่งรายงานเรื่องเที่ยวเมืองพะม่าถวายก่อนยังไม่ได้กำหนดลงเปนแน่.
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
๑. หลวงขจรยุตกฤตษ์ (เทา จันทรเวคิน) ↩
กำหนดระยะทาง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
เสด็จประพาสประเทศพะม่า พ.ศ. ๒๔๗๘
วันเสาร ที่ ๑๘ มกราคม โดยสารเรือบริษัท B.I. ออกจากเมืองปีนัง
วันอังคาร ที่ ๒๑ มกราคม เสด็จถึงเมืองร่างกุ้ง Rangoon
วันพุธ ที่ ๒๒ มกราคม ประทับในเมืองร่างกุ้ง
วันพฤหัสบดีที่ ๒๓ มกราคม เสด็จประพาสเมืองหงสาวดี Pogu แล้วเสด็จกลับมาเมืองร่างกุ้ง
วันศุกร ที่ ๒๔ มกราคม เสด็จโดยสารรถไฟไปเมืองมัณฑเล Mandalay
วันเสาร ที่ ๒๕ มกราคม ถึงเมืองมัณฑเล
วันอาทิตย์ ที่ ๒๖ ถึงวันอังคารที่ ๒๘ มกราคม เที่ยวในเมืองมัณฑเล
วันพุธ ที่ ๒๙ มกราคม ออกจากเมืองมัณฑเล โดยสารเรือบริษัท I.F.
วันพฤหัสบดีที่ ๓๐ มกร. ถึงวันที่ ๑ กุมภ์. เที่ยวในเมืองพุกาม Pagan
วันอาทิตย์ ที่ ๒ กุมภาพันธ์ ออกจากเมืองพุกามมาโดยเรือบริษัท I.F.
วันพุธ ที่ ๕ กุมภาพันธ์ ถึงเมืองแปร Promo
วันพฤหัสบดีที่ ๖ กุมภาพันธ์ เที่ยวในเมืองแปร
วันศุกร ที่ ๗ กุมภาพันธ์ โดยสารรถไฟจากเมืองแปรมาเมืองร่างกุ้ง
วันเสาร ที่ ๘ กุมภาพันธ์ ถึงเมืองร่างกุ้ง
วันอาทิตย์ ที่ ๙ กุมภาพันธ์ เที่ยวเมืองร่างกุ้ง
วันจันทร ที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ โดยสารรถไฟไปเมืองเมาะลำเลิง Moulmion
วันอังคาร ที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ โดยสารรถไฟกลับมาเมืองร่างกุ้ง
วันพุธ ที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ เที่ยวในเมืองร่างกุ้ง
วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ โดยสารเรือบริษัท ฺB.I. กลับมาเมืองปีนัง
วันอาทิตย์ ที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ถึงเมืองปีนัง
อธิบายรูปฉายาลักษณ์งานพระศพสมเด็จกรมพระสวัสดิ ฯ
๑. พระศพตั้งที่ตำหนัก
๒. เครื่องกงเต๊ก
๓. ยกพระศพลงจากตำหนัก
๔. รถทรงพระศพ
๕. กระบวรรถตามพระศพ
๖. พระศพถึงวัดปิ่นบังอร
๗. กระบวรตามพระศพเวียนเมรุ
๘. ตั้งพระศพที่ในเมรุ
๙. สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ทรงอธิษฐานก่อนวางเทียนขมาของหลวง
๑๐. หีบพระศพเมื่อเผาตอนกลางคืน
๑๑. สุมพระอัษฐิ
๑๒. พระเมรุ
๑๓. เดินสามหาบ
๑๔. พระองค์หญิงอาภาฯ เก็บพระอัษฐิ
อธิบายเรื่องเมืองตะกั่วป่า ตอนที่ ๖
ตอนที่ ๖ ว่าด้วยบำรุงหัวเมืองฝ่ายตะวันตกชั้นหลัง
๑๘. เรื่องตอนที่จะกล่าวนี้ เกี่ยวด้วยพระยารัษฎานุประดิษฐ มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณระนอง) มาก จะเล่าเรื่องประวัติพระยารัษฎานุประดิษฐฯ เสียก่อน พระยารัษฎานุประดิษฐ มหิศรภักดี (คอซิมบี้ ณระนอง) เกิดที่เมืองระนอง เปนลูกชายคนเล็กของพระยา
ดำรงสุจริตฯ (คอซูเจียง ณระนอง) ต่างมารดากับพระยาดำรงสุจริตฯ (คอซิมก้อง) พระยาจรูญราชโภคากร (คอซิมเต็ก) และพระยาอัษฎงคตทิศรักษา (คอซิมชิม) ซึ่งเกิดที่เมืองพังงาทั้ง ๓ คน แต่มารดาเปนไทยเหมือนกัน เมื่อรุ่นหนุ่มบิดาส่งไปศึกษา ณ เมืองเอหมึงในประเทศจีนสักสองสามปี กลับมาเมื่อบิดาถึงอนิจกรรม พระยาดำรงสุจริตฯ (คอซิมก้อง) พี่ชาย จึงนำถวายตัวทำราชการ (พวกณระนอง มักพากันไปแวะ
ที่โรงทหารมหาดเล็กเมื่อหม่อมฉันเปนผู้บังคับการเนืองๆ หม่อมฉันจึงได้รู้จักกับพระยารัษฎานุประดิษฐฯ มาแต่ครั้งนั้น) เมื่อถวายตัวแล้วได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเปนที่ หลวงบริรักษ์โลหวิสัย ตำแหน่งผู้ช่วยราชการเมืองระนอง ต่อมาเมื่อโปรดฯ เลื่อนพระยาอัษฎงคตทิศรักษา (ตันกิมจึ๋ง) เปนพระยาอนุกูลสยามกิจ จึงโปรดฯ ให้หลวงบริรักษ์โลหวิสัยเลื่อนขึ้นเปน พระอัษฎงคตทิศรักษา ตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองกระบุรี เพราะท้องที่ติดต่อกับเมืองระนอง
เมื่อ ร.ศ. ๑๐๙ (พ.ศ. ๒๔๓๔) สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จเลียบพระราชอาณาเขตต์ฝ่ายตะวันตก เสด็จข้ามแหลมมลายูจากเมืองชุมพรไปลงเรือที่เมืองกระบุรี ได้
ทอดพระเนตร์เห็นความสามารถของพระยารัษฎานุประดิษฐฯ เปนครั้งแรก ด้วยเดิมเมืองกระบุรีเปนแต่หมู่บ้าน ตั้งอยู่ ณ ตำบลปากจั่นอันเปนที่เชิงเขา ลำน้ำตรงที่ตั้งเมืองนั้นเปนคลองแคบใช้ได้แต่เรือขนาดย่อม พอพระยารัษฎานุประดิษฐฯ ได้เปนผู้ว่าราชการเมืองกระบุรี ก็คิดย้ายเมืองลงไปตั้งที่ตำบลนาเกลืออันเปนที่ราบอาจโก่นสร้างทำไร่นาได้มาก และอยู่ตอนน้ำลึกซึ่งเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่อาจขึ้นไปถึงได้ ใช่แต่เท่านั้น พระยารัษฎานุประดิษฐฯ ไปเอาแบบฝรั่งมาสร้างบริเวณเมือง ทำ
ถนนหนทางมีเรือนที่พักพนักงานปกครอง กับทั้งศาลากลาง ศาลชำระความ โรงโปลิศ และเรือนจำปลูกเรียงรายดูเปนสง่า แต่ล้วนเปนเรือนหลังคาจากเครื่องไม้กระยาเลย ทำได้โดยไม่สิ้นเปลือง สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทอดพระเนตร์เห็นก็โปรด ตรัสชมว่าพระอัษฎงค์ฯ มีอุปนิสสัยในการบำรุงบ้านเมือง ในเที่ยวนั้นเมื่อเสด็จไปถึงเมืองตรัง ซึ่งพระยา​บริรักษภูธร (เอี่ยม ณ นคร น้องเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี หนูพร้อม) เปนผู้ว่าราชการเมือง ทอดพระเนตร์เห็นเมืองรุงรังไม่มีการทำนุบำรุงอย่างไร และทรง
ทราบว่าผู้ร้ายชุกชุม ทรงปรารภว่าเมืองตรังก็เปนเมืองใหญ่อันที่ดินอุดมดี ถ้ามีผู้ว่าราชการเมืองซึ่งทรงความสามารถจัดการทำนุบำรุงให้สมสมัย ก็จะรุ่งเรืองได้มาก ดำริว่าน่าจะย้ายพระอัษฎงคฯ จากเมืองกระบุรีอันเปนแต่เมืองน้อย ให้ไปเปนผู้ว่าราชการเมืองตรัง มีรับสั่งให้ถามตัวเองซึ่งตามเสด็จไปในกระบวรด้วย พระอัษฎงคฯ ให้กราบบังคมทูลว่าจะโปรดฯ ให้ไปว่าราชการเมืองตรังก็ไม่รังเกียจ แต่ว่าการทำนุบำรุงบ้านเมืองจำต้องมีทุนสำหรับทำการ ถ้าโปรดฯ ให้พระอัษฎงคฯ ยืมเงินหลวงทำ
ทุนสัก ๕๐๐๐๐ บาทและโปรดฯ ให้ผูกภาษีเมืองตรังเหมือนอย่างเคยให้ผู้ว่าราชการเมืองตะกั่วป่าและเมืองพังงาผูกมาแต่ก่อน พอได้กำไรผ่อนใช้เงินทุนที่ยืมและจ่ายใช้ในการบำรุงบ้านเมืองต่อไป พระอัษฎงคฯ จะรับจัดการบำรุงเมืองตรังตามพระราชประสงค์ ก็โปรดฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาต และพระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนขึ้นเปน พระยารัษฎานุประดิษฐ มหิศรภักดี ตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองตรังแต่นั้นมา
๑๙. เมืองตรังในสมัยนั้นทางไปมากับกรุงเทพฯ ยังลำบากมาก จึงไม่มีใครได้ไปเห็นว่าพระยารัษฎานุประดิษฐฯ จัดการบ้านเมืองอย่างไร รู้แต่ว่าส่งเงินหลวงไม่คั่งค้าง จนเมื่อรวมหัวเมืองทั้งปวงมาขึ้นกระทรวงมหาดไทยแล้ว หม่อมฉันจึงได้ไปตรวจราชการถึงเมืองตรัง ต้องขี่ช้างเดินบกไปจากเมืองนครศรีธรรมราชหลายวันจึงไปถึงเมืองตรัง พอไปเห็นก็ปลาดใจด้วยบ้านเมืองเจริญแปลกตากว่าได้เคยเห็นเมื่อไป
ตามเสด็จมาก เมื่อไต่ถามถึงการต่างๆ ที่พระยารัษฎานุประดิษฐฯจัดก็ยิ่งปลาดใจในความสามารถฉลาดเฉลียวของพระยารัษฎานุประดิษฐฯ พระยารัษฎานุประดิษฐฯ ทรงคุณวุฒิเปนข้อสำคัญที่รู้จักเลือกเอาแบบแผนที่ดี ทั้งของไทยของฝรั่งและของจีน มาประกอบกับอุบายใช้ทุนน้อยทำการให้สำเร็จประโยชน์ได้มาก จะยกแต่บางเรื่องมาเล่าพอเปนอุทาหรณ์ เช่น เมื่อแรกไปนั่งเมืองเวลาเที่ยวตรวจท้องที่ บอกกำนันนายตำบลต่างๆ ว่าตัวพระยารัษฎานุประดิษฐฯ เองชอบกินไข่ไก่ ให้สั่งราษฎร
ในตำบลนั้น บ้านหนึ่งให้เลี้ยงไก่ตัวผู้ตัว ๑ ตัวเมีย ๕ ตัวสำหรับให้เกิดไข่ เรียกเมื่อใดให้ได้เสมอ พวกราษฎรเคยกลัวเจ้าเมืองมาแต่ก่อนก็กระทำตาม พระยารัษฎานุประดิษฐฯ แกล้งเรียกไข่ไก่ตำบลละครั้งหนึ่ง สองครั้งพอเปนกิริยา แล้วสั่งให้กำนันบอกราษฎรว่าไข่ไก่มีมากเกินต้องการแล้ว ให้ราษฎรฟักไข่เปนตัวไก่ขายเขาเถิด ก็เกิดมีไก่มากขึ้นในเมืองตรัง พระยารัษฎานุประดิษฐฯ ไปชวนพวกพ่อค้าที่เมืองปีนัง ให้เอาเรือไฟไปซื้อขายสินค้าที่เมืองตรังก็เกิดการค้าขายไก่ยังเปนสินค้าใหญ่อย่าง
หนึ่งของเมืองตรังอยู่จนทุกวันนี้ และยังมีสินค้าอื่นเกิดขึ้นด้วย​อุบายบังคับของพระยารัษฎานุประดิษฐฯ ก็อีกหลายอย่าง นอกจากบำรุงสินค้า พระยารัษฎานุประดิษฐฯ ชอบทำถนนเบิกที่สองข้างให้เปนทำเลกสิกรรมแล้วชวนคนต่างเมือง แม้จนพวกจีนชาวปีนัง ให้มาจองที่ลงทุนทำเรือกสวนไร่นา ชาวเมืองตรังเอง ถ้าใครตั้งหน้าทำมาหากินจริงๆ ก็ลดหย่อนการกะเกณฑ์ เรียกใช้แต่คนอยู่เปล่าๆ หรือที่ทำมาหากินอย่างเกียจคร้าน วิธีตัดถนนของพระยารัษฎานุประดิษฐฯ ก็แปลก เพราะในชั้นนั้นยังไม่มี
เอนยิเนียในกระทรวงโยธาธิการลงไปช่วย พระยารัษฎานุประดิษฐฯ ต้องเปนเอนยิเนียเอง แต่รู้เคล็ดของฝรั่งที่ถือว่าการทำถนนไม่สำคัญอยู่ที่จะให้เปนทางใกล้หรือทางตรง ข้อสำคัญอยู่ที่ให้ถนนผ่านไปในที่ดินอุดม วิธีกรุยถนน พระยารัษฎานุประดิษฐฯ ไม่รู้จักใช้กล้องส่อง ให้เอากลองตีแล้วกรุยไปตามทางเสียงกลอง วิธีทำถนนใช้แรงเกณฑ์แต่ฉะเพาะถางป่ากับหายดิน ส่วนการทำถนนใช้แรงนักโทษ เมื่อปลายถนนห่างเมืองออกไปก็ให้ไปตั้งเรือนจำสำหรับขังนักโทษพวกนั้นที่ปลายถนน แล้ว
เลื่อนเรือนจำตามถนนไปจนสุดทางที่กะ นอกจากทำถนน สามารถคิดแผนผังสร้างเมืองที่ตำบลคันตังขึ้นใหม่ได้ทั้งเมือง ว่าโดยย่อเพราะพระยารัษฎานุประดิษฐฯ ได้แสดงความสามารถเปนอย่างแปลกให้ปรากฏที่เมืองตรังแล้ว เมื่อตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเกตว่างลง สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระยารัษฎานุประดิษฐ มหิศรภักดี ขึ้นเปนสมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเกตเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๔
๒๐. เมื่อพระยารัษฎานุประดิษฐฯ ไปเปนสมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเกตนั้น การเหมืองแร่มีพนักงานกรมราชโลหกิจไปทำการตามพระราชบัญญัติซึ่งตั้งขึ้นใหม่ ใช้ระเบียบการอนุญาตให้ทำเหมืองแร่ตามแบบฝรั่ง และเริ่มมีบริษัทฝรั่งเข้ามาทำเหมืองแร่ที่เมืองภูเกตสักสองสามบริษัทแล้ว แต่ได้โปรดฯ ให้โอนกรมราชโลหกิจมาขึ้นกระทรวงมหาดไทย ความรับผิดชอบในการปกครองทำนุบำรุงหัวเมืองปักษ์ใต้ ทั้งการทำเหมืองแร่ จึงมารวมอยู่ในกระทรวงมหาดไทย ก็ใน พ.ศ. ๒๔๔๔ นั้นประจวบเวลาพวกอังกฤษที่เมืองสิงคโปร์ คิดอยากจะรุกแดนไทยทางแหลมมลายู แต่รัฐบาล
อังกฤษที่เมืองลอนดอนไม่ให้อนุมัติ พวกเมืองสิงคโปร์จึงคิดอุบายหาเหตุเพื่อจะให้รัฐบาลที่ลอนดอนยอมตามใจ อุบายของพวกสิงคโปร์ในครั้งนั้น อย่างหนึ่งแต่งสายให้ไปยุยงพวกมลายูเจ้าเมืองในมณฑลปัตตานีให้เอาใจออกหากจากไทย พระยาตานี (อับดุ กาเด) หลงเชื่อ จะทำอาการขัดแข็งขึ้น สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงดำรัสสั่งให้จับและถอดพระยาตานี แล้วเอาตัวขึ้นไปคุมไว้ที่เมืองพิษณุโลก การหยุกหยิกในมณฑลปัตตานีก็สงบไป พวกอังกฤษไม่สมคิดทางนั้นจึงใช้อุบายอีก
อย่างหนึ่ง ยุหนังสือพิมพ์ที่เมืองสิงคโปร์และเมืองปีนังทั้งพวกทำเหมืองแร่ ให้โฆษณากล่าวโทษไทยเนืองๆ ว่า​พวกคนในบังคับอังกฤษที่ไปทำเหมืองแร่ ณ เมืองภูเกต ไม่ได้รับความทำนุบำรุงตอบแทนเงินภาษีอากรที่ต้องเสียแก่ไทย เพราะรัฐบาลเอาเงินรายได้ตามหัวเมืองเข้าไปใช้สอยในราชธานีเสียหมด สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงตรัสปรารภแก่หม่อมฉันว่าจะต้องจัดการแก้ไขอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะที่เขาว่านั้นเปนความจริงของเขาอยู่บ้าง หม่อมฉันเห็นว่าทางที่จะแก้ไขก็อยู่ใน
ต้องจัดบำรุงเมืองภูเกต เช่นทำถนนหนทางและจัดการนคราทรตามอย่างเมืองปีนังเท่าที่จะทำได้ แต่จะทำอย่างไรก็คงต้องมีเงินสำหรับใช้ในการนั้น หม่อมฉันจึงไปปรึกษาเสนาบดีกระทรวงพระคลัง ๆ ก็เห็นชอบด้วยตามความคิด แต่ว่าไม่สามารถจะแบ่งเงินในงบประมาณไปให้ได้ ให้หม่อมฉันคิดหาเงินรายได้ในทางใดทางหนึ่ง กระทรวงพระคลังจะยอมให้เอาเงินนั้นใช้ในการบำรุงเมืองภูเกต หม่อมฉันจึงเรียกพระยารัษฎานุประดิษฐฯ เข้ามาปรึกษา พระยารัษฎานุประดิษฐฯ ว่าเห็นทางที่จะ
หาเงินนอกงบประมาณมีอยู่ ถ้าหม่อมฉันไว้ใจพระยารัษฎานุประดิษฐฯ ว่าจะไม่ฉ้อฉล จะคิดหาเงินบำรุงเมืองภูเกตในทางนั้น แต่ขอให้หม่อมฉันทำความตกลงกับกระทรวงพระคลังเสียก่อน ว่าถ้าพระยารัษฎานุประดิษฐฯ หาเงินมาได้เท่าใด จะให้รักษาตัวเงินไว้ที่ในคลังเมืองภูเกต และบอกบัญชีที่ใช้จ่ายให้กระทรวงพระคลังทราบ ขอแต่ว่าเงินนั้นพระยารัษฎานุประดิษฐฯ จะใช้บำรุงเมืองภูเกตประการใด ให้ใช้ได้ตามเห็นสมควร อย่าให้ต้องทำพิธีบอกขออนุญาตเข้ามายังกรุงเทพฯ ก่อนตาม
ระเบียบของกระทรวงพระคลัง หม่อมฉันไปว่ากล่าวกระทรวงพระคลังก็ยินยอม เมื่อได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้ว จึงมอบอำนาจให้พระยารัษฎานุประดิษฐฯ ไปลองจัดการตามความคิด พระยารัษฎานุประดิษฐฯ ก็ไปใช้วิธีอย่างแปลกปลาดอีก ด้วยในพระราชบัญญัติทำเหมืองแร่มีมาตราหนึ่งซึ่งบังคับว่า ถ้าผู้ทำเหมืองแร่ทำให้เกิดเสียหายแก่วัตถุอันเปนสาธารณประโยชน์ ต้องใช้ชดใช้ให้พอแก่ความเสียหาย พระยารัษฎานุประดิษฐฯ เอาความข้อนี้มาใช้หาเงินบำรุงเมือง เพราะการทำเหมืองแร่มักต้องกินถึงที่อันอาจอ้างว่าเปนสาธารณประโยชน์ เช่นถนนและหนทาง
หรือลำธารและทางน้ำอันราษฎรอาศัยใช้น้ำเปนต้น แต่ก่อนมารัฐบาลมิสู้เอาใจใส่ในเรื่องนี้นัก พระยารัษฎานุประดิษฐฯ เริ่มเอาเปนธุระตรวจตราและบังคับโดยกวดขันในเรื่องนี้ ถ้ามีกรณีเกิดขึ้นเมื่อใด บังคับให้พวกขออนุญาตเบิกเหมืองแร่ทำการแก้ไขหรือป้องกันการเสียหาย เช่นให้ทำถนนหรือขุดทางน้ำแทนของเดิมเสียก่อน จึงอนุญาตให้ทำเหมืองแร่ในที่นั้น ฝ่ายผู้ทำเหมืองแร่อยากแต่จะได้ลงมือขุดแร่โดยเร็ว ก็มักขอเสียเปนตัวเงินให้พระยารัษฎานุประดิษฐฯ ไปทำการนั้นเอง พระยารัษฎานุ
ประดิษฐฯ ตั้งจำนวนเงินสูงหน่อยก็ไม่รังเกียจ พระยารัษฎานุประดิษฐฯ เรียกเงินรายได้อย่างนี้ว่า “คอมเมนเสชั่น” (เพี้ยนมาจากคำ ​“Compensation” ภาษาอังกฤษ) ก็เลยเรียกกันเช่นนั้นมา เมื่อได้เงินมาทำการแก้ไขหรือป้องกันความเสียหายเสร็จแล้ว เหลือเงินเท่าใดพระยารัษฎานุประดิษฐฯ เอาไปใช้ทำถนน เลือกหนทางที่จะเปนประโยชน์แก่พวกทำเหมืองแร่ ให้ไปมาแลให้ขนแร่ได้สดวกขึ้นกว่าแต่ก่อน ชี้แจงแก่พวกทำเหมืองแร่ว่าเงินที่เรียกมานั้น เอามาใช้แต่บำรุงประโยชน์ของเขาเองทั้งนั้น
ในไม่ช้าพวกทำเหมืองแร่ก็พากันเกิดเลื่อมใส ยอมให้เงิน “คอมเมนเสชั่น” มากขึ้นโดยไม่รังเกียจ จนถึงเจ้ากรมเหมืองแร่เคยมาฟ้องต่อหม่อมฉันว่าพระยารัษฎานุประดิษฐฯ เรียกเงินทดแทนจากพวกทำเหมืองแร่มากเหลือเกินนัก หม่อมฉันถามว่าพวกทำเหมืองแร่เขาร้องทุกข์หรืออย่างไร ตอบว่าเปล่า หม่อมฉันตอบว่าเมื่อเขาเต็มใจให้กันจะไปห้ามปรามทำไม การที่พระยารัษฎานุประดิษฐฯ ทำเช่นว่ามา แม้กงสุลอังกฤษที่เมืองภูเกตก็มิได้ต่อว่าต่อขาน คงเปนเพราะเห็นเปนประโยชน์ในท้องที่ การ
บำรุงเมืองภูเกตก็เริ่มเกิดขึ้นทั้งทำถนนหนทางและการจัดนคราทร พอประจวบเวลาพวกฝรั่งชาวออสเตรเลียเข้ามาทำเหมืองแร่ในหัวเมืองไทยทางแหลมมลายู (มาด้วยเหตุใดจะกล่าวอธิบายต่อไปข้างหน้า) พวกนี้มีทุนมาก ประสงค์แต่ให้ได้ลงมือทำการโดยเร็ว ด้วยเวลานั้นกำลังดีบุกราคาสูง ก็เปนช่องที่พระยารัษฎานุประดิษฐฯ เรียกเงินคอมเมนเสชั่นได้ง่ายและได้มากขึ้น ฝ่ายผู้ให้ก็ยอมให้ด้วยยินดี เพราะเห็นประโยชน์ที่ได้จากเงินที่เสียไปนั้น ในตอนนี้รัฐบาลให้มีเอนยิเนียฝรั่งในกระทรวง
โยธาธิการลงไปช่วยด้วย พระยารัษฎานุประดิษฐฯ จึงสามารถทำการบำรุงเมืองได้กว้างขวางออกไป ให้ทำถนนจากตัวเมืองภูเกตออกไปถึงตำบลต่างๆ ที่มีเหมืองแร่ทั่วทั้งเกาะ และให้กรุยถนนที่จะทำให้ถึงหัวเมืองใกล้เคียง สายหนึ่งจะทำไปถึงเมืองตะกั่วป่า สายหนึ่งจะทำผ่านเมืองตะกั่วทุ่ง เมืองพังงา เมืองกระบี่ ต่อไปจนถึงเมืองตรัง ว่าโดยย่อถนนที่พวกกรมทางไปทำในรัชชกาลที่ ๗ นั้น ทำตามทางที่พระยารัษฎานุประดิษฐฯ ได้กะไว้แล้วทั้งนั้น นอกจากทำถนนดังกล่าวมา พระยารัษฎานุ
ประดิษฐฯ สามารถสร้างเมืองภูเกตขึ้นใหม่ได้ทั้งเมืองด้วยอุบายอย่างน่าอัศจรรย์ ด้วยบริเวณบ้านพระยาภูเกตซึ่งตกเปนของหลวง และอาศัยใช้เย่าเรือนของเดิมเปนที่ว่าการมณฑลและที่พักของข้าราชการอยู่นั้นเปนที่มีแร่ดีบุกอยู่ใต้ดินมาก เมื่อขุดแร่ตามที่ใกล้เคียงหมดแล้ว ก็ยังเหลืออยู่ตรงที่ตั้งบริเวณสถานรัฐบาล มีบริษัทฝรั่งมาถามว่าถ้ายอมให้ค่าคอมเมนเสชันตามสมควร รัฐบาลจะอนุญาตให้ขุดแร่ตรงนั้นได้หรือไม่ พระยารัษฎานุประดิษฐฯ บอกหม่อมฉันว่าโชคดีมาถึงแล้ว ขออนุญาตขายที่
บริเวณรัฐบาลเอาเงินมาสร้างสถานที่สำหรับราชการต่างๆ กับทั้งที่อยู่ของข้าราชการขึ้นใหม่ให้สมสมัย หม่อมฉันก็กราบบังคมทูลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ตามประสงค์ พระยารัษฎานุประดิษฐฯ ​ไปเลือกที่ใหม่บนเนินเขา แล้วคิดทำแผนผังทั้งถนนและสถานที่ต่างๆ เหมือนอย่างสร้างเมืองใหม่ ประมาณเงินที่จะต้องใช้ในการก่อสร้างตั้งเปนราคาที่บริเวณรัฐบาล บริษัทก็รับซื้อ ได้เมืองใหม่ซึ่งปรากฏอยู่ทุกวันนี้ทั้งเมืองโดยมิต้องจ่ายเงินพระคลัง และยังมีกำไรต่อไป ด้วยลงความในสัญญาขาย
ว่าขายแต่แร่ดีบุก เมื่อบริษัทขุดแร่ดีบุกหมดแล้วต้องคืนที่นั้นให้รัฐบาลโดยไม่เรียกค่าชดใช้อย่างใด เมื่อหม่อมฉันไปเมืองภูเกตคราวตามเสด็จในรัชชกาลที่ ๗ ที่นั้นกลับมาเปนของรัฐบาลแล้ว ยังเปนที่ว่างเปล่าอยู่กลางตลาด รัฐบาลจะขายหรือจะสร้างตึกแถวให้เช่า ก็จะได้เงินอีกครั้งหนึ่งจากที่แห่งเดียวกัน แต่ที่ปลาดอย่างยิ่งนั้นปรากฏว่าบริษัทที่รับซื้อไปได้กำไรงามด้วย เพราะแร่เนื้อดีมาอยู่ตรงนั้นมาก รัฐบาลยังได้เงินค่าภาคหลวงมากขึ้นจากการทำเหมืองแร่ในที่นั้นด้วยอีกโสดหนึ่ง พระยา
รัษฎานุประดิษฐฯ หาเงิน “คอมเมนเสชั่น” ได้เกินคาดหมาย จนสามารถทำถนนในเมืองอื่น เช่นต่อถนนที่เมืองกระบุรีต่อจากบ้านปากจั่นลงไปถึง “ทับหลี” อันเปนท่าเรือใหญ่สายหนึ่ง ช่วยกันกับเจ้าพระยายมราชและสมเด็จชาย เมื่อยังเปนสมุหเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช ทำถนนจากเมืองตรังถึงเมืองนครศรีธรรมราชสายหนึ่ง จากเมืองตรังข้ามภูเขามาถึงเมืองพัทลุงสายหนึ่ง ที่เมืองตะกั่วป่าก็ย้ายเมืองลงมาตั้งใหม่ที่น้ำลึกให้เรือไปมาได้สดวก นอกจากนั้นสามารถต่อเรือไฟสำหรับ
ใช้ราชการได้ ๒ ลำ คือ เรือถลาง (ลำเก่า) ลำ ๑ เรือเทพสตรีลำ ๑ และมีตัวเงินเหลืออยู่ในคลังเมืองภูเกตเมื่อพระยารัษฎานุประดิษฐฯ ถึงอนิจกรรมกว่าสองแสนบาท การที่พระยารัษฎานุประดิษฐฯ บำรุงหัวเมืองฝ่ายตะวันตกครั้งนั้น ได้พระราชทานบำเหน็จความชอบด้วยเครื่องราชอิสสริยาภรณ์ มหาสุราภรณ์มงกุฎสยาม เปนสายสะพายสายที่สุดที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงพระราชทานแก่ผู้มีความชอบ เมื่อก่อนเสด็จสวรรคตเพียง ๓ เดือน
๒๑. เหตุที่ฝรั่งชาวออสเตรเลียเข้ามาทำเหมืองแร่ในหัวเมืองไทยนั้น เดิมมีฝรั่งในบังคับอังกฤษคนหนึ่งชื่อ กัปตันไมลส์ (Captain Miles จะเปนชาติอังกฤษ หรือสะก๊อต หรือไอริช ไม่ทราบแน่) เปนนายเรือหรือกลาสีเรือใบออกมาทางตะวันออกนี้แต่ยังหนุ่ม เคยเข้าไปกรุงเทพฯ ครั้งหนึ่งเมื่อตอนปลายรัชชกาลที่ ๔ แล้วเที่ยวซัดเซพะเนจรไปตามประเทศต่างๆ ไปตั้งตัวได้ด้วยการทำเหมืองแร่ ณ เมืองตัสเมเนียใน
ประเทศออสเตรเลีย และเคยได้เปน Minister คืออธิบดีกระทรวงการในประเทศนั้น ครั้นจวนแก่ชะราน่าจะเปนด้วยเกิดฝืดเคือง คิดจะมาทำเหมืองแร่ดีบุกในแหลมมลายู แต่ทำนองจะถูกอังกฤษเกียจกันในเมืองมลายูของอังกฤษ กัปตันไมลส์จึงจะมาทำการในหัวเมืองไทย วานนายคอยู่ต๊อก ณระนอง (ที่เปนพระยารัตนเสรษฐีอยู่เดี๋ยวนี้) ให้​ช่วยชักนำให้รู้จักพระยารัษฎานุประดิษฐฯ เผอิญประจวบเวลาหม่อมฉันออกไปตรวจราชการเมืองภูเกตในเวลากัปตันไมลล์อยู่ที่นั่น พระยารัษฎานุประดิษฐฯ บอก
หม่อมฉันว่ามีชาวออสเตรเลียจะมาขออนุญาตขุดแร่ดีบุกด้วยความคิดอย่างแปลกปลาด ด้วยจะใช้เรือขุดดีบุกใต้น้ำในอ่าวภูเกต ขอพาตัวมาหาหม่อมฉัน เมื่อหม่อมฉันพบกัปตันไมลส์ ไล่เลียงดูได้ความว่าวิธีขุดแร่ด้วยใช้เรือขุดนั้น เขาใช้กันในตัสเมเนียหลายแห่งเปนการใช้ได้แน่ หม่อมฉันเห็นว่าที่ในท้องทะเลอ่าวภูเกตมีแร่ดีบุกมาก ข้อนี้ใครๆ ก็รู้กันมาแต่ก่อน แต่หากไม่มีใครสามารถจะขุดได้ ทิ้งไว้ก็ไม่เปนประโยชน์อันใด ถ้าอนุญาตให้กัปตันไมลล์ขุดสำเร็จได้ก็จะเปนประโยชน์แก่บ้านเมือง ถ้ากัป
ตันไมลส์ทำการไม่สำเร็จ ความเสียหายก็อยู่แต่กับตัวเขารัฐบาลไม่ต้องเสียหายอะไรด้วย เพราะฉะนั้นควรให้กัปตันไมลล์ลองขุดแร่ดีบุกในอ่าวภูเกตดู เมื่อกัปตันไมลล์ได้อนุญาตแล้วกลับไปหาทุนที่ออสเตรเลีย และไปว่าให้ต่อเรือขุดส่งมาคุมที่อู่ตำบลไปรในแขวงเมืองปีนัง คุมเครื่องขุดแล้วเสร็จประจวบเวลาหม่อมฉันออกมารับเสด็จสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงกลับจากยุโรปครั้งหลัง กัปตันไมลล์ได้เชิญหม่อมฉันไปทำพิธีเปิดเดินเครื่องขุด แล้วส่งเครื่องนั้นไปยังเมืองภูเกตเปนเรือเครื่องขุดลำแรกที่มี
ทางแหลมมลายูนี้ เดิมใช้ขุดแต่ในท้องทะเล ทีหลังเกิดความคิดเอาเรือขึ้นไปขุดบนบกด้วยขุดสระพอให้เรือลอยขุดดีบุกไปข้างหน้า เอาดินที่ขุดมาถมข้างหลัง ตัดค่าใช้จ่ายในการขุดแร่ดีบุกลงได้เปนอันมาก การทำเหมืองแร่ดีบุกแต่นั้นจึงผันแปรไปใช้ขุดด้วยเรือเปนพื้นทั่วไปในแหลมมลายู ต่อบางแห่งที่เหมาะแก่การจึงใช้ขุดด้วยแรงน้ำดังท่านได้ทอดพระเนตร์เห็นแล้วที่เมืองนครศรีธรรมราชทั้ง ๒ อย่าง ตั้งแต่เกิดการขุดแร่ด้วยเครื่องจักรแพร่หลาย การทำเหมืองใหญ่ด้วยแรงกุลีก็ทำกันน้อยลงเปน
ลำดับมา ยังคงทำด้วยแรงคนขุดแต่เหมืองคลากับเหมืองแล่น ถ้าคิดถึงประโยชน์โดยทั่วไปในการเปลี่ยนวิธีขุดแร่เปนใช้เครื่องจักร แม้เปนประโยชน์ที่อาจจะขุดหาแร่ได้มากกว่า โดยใช้โสหุ้ยน้อยกว่าขุดด้วยแรงกุลีอย่างแต่ก่อนก็จริง แต่เมื่อไม่ต้องใช้กุลีมากเหมือนแต่ก่อน ผู้คนพลเมืองก็น้อยลง ประโยชน์ที่บ้านเมืองได้จากจำนวนคนมากก็หมดไป บ้านเมืองก็ไม่ครึกครื้นเหมือนแต่ก่อน รัฐบาลได้แต่ค่าภาคหลวงมากขึ้น แต่เงินภาษีอากรอย่างอื่นเช่นภาษีฝิ่นและสุราเปนต้น ลดลงมากจะว่าเปนคุณแท้หาได้ไม่
๒๒. มีกรณีอีกเรื่องหนึ่งเมื่อครั้งพระยารัษฎานุประดิษฐฯ เปนสมุหเทศาภิบาล ซึ่งควรจะเขียนลงไว้ให้ปรากฎ คือเมื่อเริ่มรัชชกาลที่ ๖ เห็นจะเปนใน พ.ศ. ๒๔๕๕ พระยารัษฎานุประดิษฐฯ เข้ามากรุงเทพฯ บอกหม่อมฉันว่ามีการเกิดขึ้นที่เมืองภูเกตอย่างหนึ่ง ซึ่งเห็นว่ารัฐบาลควรจะต้องตั้งนะโยบายว่าจะทำอย่างไร เพราะอาจจะเปนการสำคัญในภายหน้าแต่พ้นปัญญาและหน้าที่ของพระยารัษฎานุประดิษฐฯ จะ
ตัดสินได้ ​ขอเชิญที่เมืองสิงคโปร์และเมืองปีนังโดยไม่รังเกียจ ถ้าเราห้ามก็จะเกิดทั้งความขุ่นหมองในบ้านเมือง และถูกติเตียนตลอดไปในนานาประเทศ เพราะฉะนั้นจะต้องคิดป้องกันเหตุร้ายด้วยอุบายอย่างอื่น อุบายที่ดีนั้นหม่อมฉันเห็นว่ารัฐบาลควรเข้ารับอุปการเสียทีเดียว เอาการอุปการนั้นเปนอำนาจที่จะควบคุมมิให้เกิดร้ายจากโรงเรียนจีน หม่อมฉันเห็นว่าควรจะกำหนดการอุปการดังกล่าวต่อไปนี้ คือ
ข้อ ๑ รับโรงเรียนจีนเข้าทะเบียนเหมือนกับโรงเรียนอื่น ที่รัฐบาลจัดตั้งเองหรืออนุญาตให้ผู้อื่นตั้ง
ข้อ ๒ การปกครองโรงเรียนจีนนั้น ให้พวกกรมการและพวกพ่อค้าจีนที่ออกเงินค่าใช้จ่ายให้โรงเรียน เลือกกันเปนกรรมการจัดการโรงเรียน และรับธุระในการที่จะเกี่ยวข้องกับรัฐบาล ครูบาอาจารย์ต้องอยู่ในบังคับบัญชาของกรรมการนั้น
ข้อ ๓ เพราะโรงเรียนมาตั้งในเมืองไทย ห้ามมิให้สอนหรือใช้หนังสือเรียน ซึ่งจะทำให้เกิดเสื่อมเสียแก่เมืองไทย
ข้อ ๔ เพราะเด็กจีนที่เปนนักเรียน โดยปกติย่อมอยู่ระคนปนกับคนไทย และความรู้ภาษาจีนก็ย่อมเปนประโยชน์แก่ไทย โรงเรียนต้องรับทั้งเด็กจีนและเด็กไทย ซึ่งสมัคจะเรียนให้เหมือนกัน และในโรงเรียนต้องสอนทั้งภาษาจีนและภาษาไทยแก่นักเรียนทั้งหมด ไม่เลือกหน้าว่าเปนจีนหรือไทย
พระยารัษฎานุประดิษฐฯ เห็นชอบด้วย ว่าเปนอุบายอย่างดีที่สุดที่จะทำได้ และแนะว่ามีตึกกงก๊วนเก่าของพวกอังยี่ที่รัฐบาลริบไว้เมื่อปราบพวกกุลีแห่งหนึ่ง ไม่ได้ใช้การอย่างใดนอกจากใช้เก็บของ ถ้าให้ตึกกงก๊วนนั้นใช้เปนโรงเรียน ก็จะปรากฏว่ารัฐบาลบำรุงจริง จะได้รับความนิยมเปนปัจจัยให้ควบคุมยิ่งง่ายขึ้น และขอให้หม่อมฉันช่วยพูดชี้แจงแก่พวกหัวหน้าจีนซึ่งจะเรียกมาเฝ้าให้เข้าใจด้วย หม่อมฉันก็ให้อนุมัติทั้ง
สองอย่าง พวกหัวหน้าจีนก็พากันซ้องสาธุการแสดงความเห็นชอบด้วยและรับจะทำตาม ข้อนี้เมื่อภายหลังมาช้านาน หม่อมฉันตามเสด็จสมเด็จพระปกเกล้าฯ ไปเมืองภูเกต พวกกรรมการชั้นเดิมยังมีตัวเหลืออยู่บ้าง เขานัดประชุมกรรมการแล้วเชิญหม่อมฉันไปดูโรงเรียนจีน หม่อมฉันถามถึงการโรงเรียน เขาบอกว่าการดำเนินโดยเรียบร้อยตามระเบียบที่หม่อมฉันได้ตั้งไว้ มีความขัดข้องอยู่อย่างเดียวแต่ที่แบ่งเวลาเรียน กระทรวงธรรมการกำหนดให้เรียนภาษาไทยวันละ ๔ ชั่วโมง ให้เรียนภาษาจีนเพียง
วันละชั่วโมงหนึ่ง เด็กนักเรียนยังต้องไปพยายามเรียนภาษาจีน ในเวลาเมื่อปิดโรงเรียนแล้วอีกวันละชั่วโมงหรือสองชั่วโมงทุกวัน เปนการลำบากแก่นักเรียนอยู่ หม่อมฉันเห็นจริงด้วย บอกเขาว่าหนังสือไทยเรียนรู้ง่ายกว่าหนังสือจีน เมื่อหม่อมฉันกลับเข้าไปกรุงเทพฯ จะ​ไปเสนอต่อกระทรวงธรรมการ ขอให้ตัดเวลาเรียนภาษาไทยไปเพิ่มในเวลาเรียนจีน และได้ทำตามที่รับนั้น แต่ไม่ทราบว่ากระทรวงธรรมการจะได้แก้ไขอย่างไรหรือไม่
หม่อมฉันออกไปเมืองภูเกตในเรื่องโรงเรียนจีนตามที่ทูลมา เปนครั้งหลังที่สุดซึ่งหม่อมฉันได้ทำการกับพระยารัษฎานุประดิษฐฯ หม่อมฉันกลับมากรุงเทพฯ ได้ไม่ช้านัก พระยารัษฎานุประดิษฐฯ ก็ถึงอนิจกรรม ต่อนั้นมาอีกไม่ช้านาน หม่อมฉันก็ออกจากกระทรวงมหาดไทยไม่ได้เอาใจใส่สืบถามถึงกิจการในหัวเมืองฝ่ายตะวันตกมาหลายปี จนเมื่อกลับเข้าไปเปนตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมูรธาธร จึงไปสืบถาม ได้ความว่ากิจการต่างๆ ทางหัวเมืองฝ่ายตะวันตกมีเมืองภูเกตเปนต้น ตั้งแต่พระยารัษฎานุประดิษฐฯ ถึงอนิจกรรมแล้วผันแปรไปมาก
๒๓. ความผันแปรที่เกิดในการทำเหมืองแร่นั้น มูลเหตุมาแต่ใช้เรือขุดแร่ด้วยเครื่องจักรเปนสำคัญ เพราะวิธีทำเหมืองใหญ่อย่างแต่ก่อนต้องใช้แรงกุลีหลายร้อย และทำการงานแต่ในเวลากลางวันราววันละ ๑๐ ชั่วโมง ขุดด้วยเครื่องจักรใช้แรงกลเพียงสี่สิบห้าสิบคนแบ่งเปน ๓ ผลัด เปิดเครื่องจักรขุดแร่ทั้งกลางวันกลางคืนราววัน
ละ ๒๐ ชั่วโมง เสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าแต่ได้แร่มากกว่าทำเหมืองใหญ่อย่างเก่า แต่ว่าการขุดแร่ด้วยเครื่องจักรต้องลงทุนในชั้นแรกสำหรับสร้างเครื่องจักรตั้งล้านบาท พวกเถ้าเกนายเหมืองแร่ในท้องถิ่นไม่มีทุนพอจะทำได้ก็คิดอุบายหากินกับฝรั่ง เกิดเปนวิธีมีขึ้นใหม่อีกอย่างหนึ่งคือ ขอ “อาชญาบัตรตรวจแร่” ตามพระราชบัญญติ แล้วจ้างเจ๊กที่ชำนาญการตรวจที่มีแร่ให้เที่ยวตรวจดูภูมิลำเนา พบที่มีแร่แห่งใดก็ขอ
“อาชญาบัตรผูกขาดตรวจแร่” ฉะเพาะตำบลนั้น เหมือนอย่างว่าตัวจะทำเอง แต่เมื่อพบแร่เห็นพอจะทำเหมืองได้ก็ไปบอกขายสิทธิแก่ฝรั่ง ว่าราคาตกลงกันแล้วฝรั่งไปคิดอ่านตั้งบริษัทเรียกชื่อเปนกลาง เช่นว่า “บริษัทหนองเป็ด” เปนต้นเอาเงินมาซื้อสิทธิ ให้เปนตัวเงินครึ่งหนึ่งให้ใบหุ้นส่วนของบริษัทนั้นครึ่งหนึ่ง ผู้ขายเปนผู้มีหุ้นในบริษัทก็อาจโอนสิทธิให้ได้โดยง่าย พวกนายเหมืองในพื้นเมืองหากินด้วยอุบายอย่างนี้เปนพื้น เช่นนาย ลิมฮกเซ่ง (อันเปนผู้ทำการต่างตัวพระยารัตนเสรษฐี คอยู่
ต๊อก) ก็หากินอย่างนี้ที่เมืองตะกั่วป่าเหมือนกัน ถ้าสบเหมาะหาเงินได้มากๆ เมื่อหม่อมฉันไปเมืองระนองคราวตามเสด็จสมเด็จพระปกเกล้าฯ พบลูกชายพระยาดำรงสุจริตฯ (คอซิมก้อง) คน ๑ พึ่งขายที่มีแร่ตำบลหนึ่งได้เงินถึงแสนบาท และยังมีคนพวก “กระสือตอมห่า” อีกพวกหนึ่งซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ในท้องถิ่น คบคิดกับพวกทนายความใช้อุบายหากินด้วยการกีดขวาง “คนพวกนี้เห็นพวกนายเหมืองไปตรวจแร่ณที่ใด ก็ไปโก่นสร้างถางป่าทำไร่ปลูกกล้วยอ้อย หรือทำทับกระท่อมให้เปนบริเวณ
อยู่ติดต่อกับที่ตรวจแร่นั้นพอให้​เกิดสิทธิในการปกครอง เมื่อถึงเวลาบริษัทขอประทานบัตรจะปักเขตต์ไปถึงที่นั้น ก็ขัดขวางโดยอ้างพระราชบัญญัติ การทำเหมืองแร่ เรียกเอาค่าทดแทนความเสียหายเปนเงินมากๆ ถ้าบริษัทอยากขุดแร่โดยเร็วก็ต้องยอมให้เงินแก่พวกกระสือตามปราร์ถนา ถ้าไม่ยอมให้ก็ร้องฟ้องในโรงศาลถ่วงเวลาขุดแร่ที่ตรงนั้นให้ช้าไปตามกระบวรความ การยุ่งยากเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อพระยารัษฎานุประดิษฐฯ ถึงอนิจกรรมแล้ว
๒๔. มีการที่เกิดขึ้นเมื่อพระยารัษฎานุประดิษฐฯ ถึงอนิจกรรมแล้วอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งทำให้บ้านเมืองเสื่อมทราม พอหม่อมฉันออกจากกระทรวงมหาดไทยแล้ว กรมแร่ก็ย้ายกลับไปขึ้นกระทรวงเกษตราธิการ เจ้าพระยาพลเทพฯ (เฉลิม โกมารกุล ณนคร) เสนาบดีกระทรวงนั้นออกไปตรวจราชการถึงเมืองภูเกตไปทราบว่ามีเงิน “คอมเมนเสชั่น” ที่ได้จากพวกทำเหมืองแร่ครั้งพระยารัษฎานุประดิษฐฯ ฝากไว้ในคลังกว่าสอง
แสนบาท เจ้าพระยาพลเทพฯ (ไม่สืบให้ทราบมูลเหตุหรือทราบแต่ถือว่าไม่ใช่ราชการกระทรวงเกษตรฯ) สั่งให้ผลักเงินนั้นส่งพระคลังเหมือนอย่างว่าเจ้าพระยาพลเทพฯ ออกไปพบเงินหลวง ซึ่งพระยารัษฎานุประดิษฐฯ ยักยอกเอาไว้ใช้สอยตามอำเภอใจ เวลานั้นหม่อมฉันก็ไม่มีโอกาสที่จะชี้แจงทักท้วงอย่างไร เพราะไม่ได้นั่งในที่ประชุมเสนาบดีและไม่มีใครไต่ถาม แต่นั้นก็ไม่มีทุนที่จะบำรุงบ้านเมือง ใช่แต่
เท่านั้นหน้าที่มหาดไทย อันเปนพนักงานปกครองบ้านเมือง กับหน้าที่เกษตราธิการอันเปนพนักงานเรื่องเหมืองแร่ ก็แตกกันไปเปนต่างพวกต่างกระทรวงไม่ได้รวมอยู่ในอำนาจสมุหเทศาภิบาลเหมือนแต่ก่อน เทศาภิบาลคิดอ่านการอันใดก็มักติดขัด จะยกเรื่องเปนตัวอย่างเมื่อครั้งหม่อมเจ้าสฤษดิเดชเปนสมุหเทศาภิบาล คิดจะลองฟื้นวิธีบำรุงเมืองด้วยเรียกเงิน “คอมเมนเสชั่น” อย่างพระยารัษฎานุประดิษฐฯ ชวนให้ นายลิม ฮกเซ่ง (คือพระยารัตนเสรษฐี คอยู่ต๊อก) ออกเงินสี่พันบาท สำหรับสร้างโรง
พยาบาลที่เมืองตะกั่วป่า ในเวลาเมื่อรับประทานบัตร์ ฝ่ายผู้ให้ก็ยอมด้วยยินดี เจ้าพระยาพลเทพฯ กล่าวหาว่าหม่อมเจ้าสฤษดิเดชรับสินบน และว่าพระยารัตนเสรษฐีบนบาลข้าราชการ เกิดความกันเอะอะจนเรื่องเข้าไปสู่อภิรัฐมนตรี บางทีท่านจะยังทรงจำได้ หากทูลกระหม่อมชายทรงว่ากล่าวเกลี่ยไกล่ทั้งสองฝ่ายความจึงได้สงบไป แต่ก็เลยฆ่าความคิดเรื่อง “คอมเมนเสชั่น” ตายตามพระยารัษฎานุประดิษฐฯ ไปด้วย
๒๕. ถึงตอนที่สุดจะทูลฉะเพาะเรื่องเมืองตะกั่วป่า ดูเหมือนเปนเมืองที่ยังมีแร่ดีบุกมากกว่าเมืองอื่น ๆ เพราะแต่ก่อนเปนที่ไปมายากไม่สู้มีการทำเหมืองมากเหมือนที่เมืองภูเกตและเมืองระนอง การทำเหมืองแร่ดีบุกที่เมืองตะกั่วป่าในตอนหลังนี้ยังมีแต่บริษัทขุดด้วยเครื่องจักรอยู่หลายบริษัท ถึงกระนั้นก็ไม่ทำให้บ้านเมืองเฟื่องฟูขึ้น
เพราะ​การทำเหมืองแร่ด้วยเครื่องจักรใช้คนน้อย จำนวนผู้คนพลเมืองดูเหมือนจะมีไม่เกินหมื่นคน ครั้นกรมทางทำถนนจากเมืองภูเกตไปถึงเมืองตะกั่วป่าใช้รถยนต์ไปมากับเมืองภูเกตได้เพียงเวลา ๔ ชั่วโมง ทำให้การปกครองง่ายขึ้น เมื่อคราวตัดงบประมาณ พ.ศ. ๒๔๗๔ รัฐบาลจึงลดเมืองตะกั่วป่าลงเปนแต่อำเภอของเมืองภูเกตอำเภอหนึ่งในบัดนี้.๑
๑. ปัจจุบัน พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นอำเภอหนึ่งในเขตจังหวัดพังงา ↩
วันที่ ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๘ น
​ตำหนักปลายเนีน คลองเตย
วันที่ ๑๑ มกราคม ๒๔๗๘
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ทราบฝ่าพระบาท
รถไฟเมลซึ่งเข้าไปถึงกรุงเทพฯ เมื่อวันเสาร์ที่ ๔ เดือนนี้ ไม่มีลายพระหัตถ์ส่งเข้าไปตามเคย แต่ไม่ตกใจอะไร คาดว่าคงเปนด้วยคับขันถูกวันงานศพพระยาพฤฒาสกัดหน้า วันเสด็จไปเมืองพะม่าสกัดหลัง ต้องทรงรีบเร่งแต่งประวัติพระยาพฤฒาให้แล้วก่อน ไม่มีเวลาจะทรงเขียนลายพระหัตถ์ประทาน ไม่ใช่ประชวน
หนังสือถวายฉะบับนี้ จะเปนฉะบับที่สุดในกาลนี้ แล้วจะงดไม่เขียนถวายมาอีกจนกว่าจะเสด็จกลับจากเมืองพะม่า
จะกราบทูลเรื่องเมืองพะม่าไว้ลางข้อ เมื่อคราวเกล้ากระหม่อมไปเที่ยว ไปนมัสการพระมหามัยมุนี นึกขึ้นมาถึงรูปพระโพธิสัตว ๕๕๐ พระชาติ ซึ่งในพระราชพงศาวดารกล่าวว่าพะม่ากวาดเอาไปจากวัดพระศรีสรรเพชญ์สงสัยว่าจะเอาไปบูชาไว้ที่พระมหามัยมุนีนั้น จึงลองถามเขาดูว่ามีรูปสัตวหล่อด้วยทองคำสำฤตอยู่ที่นั้นหรือไม่ เขาบอก
ว่ามี เขาพาไปดู ได้เห็นมีอยู่สามรูป มีสิงห์เขมรคู่หนึ่ง กับช้างสามเศียร (ขาหัก) ตัวหนึ่ง รูปสิงห์นั้นก็ใหญ่เท่ากับที่ในวัดพระแก้ว เปนฝีมือเขมร แต่เลวกว่าที่ในวัดพระแก้วเปนอันมาก รูปช้างสามเศียรก็ใหญ่ไล่เลี่ยกัน ดูจะเปนฝีมือไทย เชื่อว่ารูปเหล่านั้น เปนของกวาดเอาไปจากเมืองไทย แต่ไม่ใช่รูปพระโพธิสัตวตามที่ปรากฏในพระ
ราชพงศาวดาร ฝ่าพระบาทเสด็จไปคงจะได้ทอดพระเนตรเห็นแลทรงพิเคราะห์ดูขะบวรการปลูกสร้างแบบพะม่า จะเปนแบบหลังคาคฤห์ก็ดี เครื่องยอดก็ดี เขาทำงามยิ่งหนัก งามทั้งซวดทรง งามทั้งฝีมือฉลักเฉลาขะบวรรูปภาพแล้วเขาฉลักดีมาก ทั้งประกอบเข้ากับสิ่งที่ปลูกสร้างสนิทดีด้วย เกล้ากระหม่อมเคยกราบบังคมทูลรับสารภาพแต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าว่าการปลูกสร้างของเราสู้ของพะม่าไม่ได้ ก็ตรัสรับรองว่าจริง
พระพุทธรูปมีงามๆ มากทีเดียว แต่ที่รูปงามนั้นดูจะเปนรูปของใหม่ซึ่งฝีมือเชี่ยวชาญขึ้นในภายหลัง นึกได้พระนอนฉลักด้วยศิลาขาวองค์หนึ่ง ใหญ่เห็นจะเกือบสองเท่าคน อยู่ที่ศาลาหลังหนึ่งในวงพระธาตุตะเกิงที่ร่างกุ้ง พระหล่อก็ได้เห็นกับตันเรือเอามาตั้งไว้ที่ม้าหน้ากระจกในเรือองค์หนึ่ง งามจับใจมาก พระพุทธรูปของพะม่านั้น ​ชายผ้าที่ห้อยจากพระอังษาลงมาที่พระอุระเขาทำพลิกแพลงไม่ค่อยซ้ำกัน ดูพิสดารมาก นึกอยากจะได้สักองค์หนึ่งก็หาไม่ได้
ทูลมาถึงเรือ เรือโฟลติลล่าที่เขาเดินรับส่งคนโดยสาร แต่ร่างกุ้งขึ้นไปมัณฑเลนั้นรู้สึกว่าดีอย่างสวรรค์ ไม่มีเรืออะไรสู้ แบ่งเปนส่วนสัดไม่กลุ้มกล้ำ พวกพนักงานทำการเดินเรืออยู่ชั้นล่างทั้งนั้น ส่วนชั้นบนพวกคนโดยสารอยู่เปนอิสระ เสด็จไปคงจะได้ทรงรู้สึก หากว่าเขาไม่ได้เปลี่ยนเรือเสียเปนอย่างใหม่ไปแล้ว
แม่น้ำอิรวดีนั้นงามหนัก แม้จะต้องไปในเรือกินเวลาหลายวันก็ไม่เบื่อชมทำเลในแม่น้ำอันมีท่วงทีต่างๆ กันเพลิน ลางแห่งกว้างดุจทะเลแลเห็นฝั่งลิบๆ แต่ดีเพียงดูงามเท่านั้น ส่วนการเดินเรือนั้นเดินยากด้วยน้ำตื้น มีร่องน้ำเดินได้แต่โดยจำเพาะ ต้องวัดน้ำตะโกนบอกกันเกือบไม่ได้หยุด ออกจะหนวกหู
ทางรถไฟนั้นแพ้ ไม่เคยเห็น ด้วยเมื่อเกล้ากระหม่อมไปเขายังไม่ได้ทำ
นึกขึ้นมาได้ถึงเมื่อไปเมืองพะม่าคราวนั้น ไปจากสิงคโปร์ด้วยเรือชื่อว่า “อาฟริกา” ในเรือนั้นแมงสาบชุมเหลือล้นพ้นประมาณ อาหารที่เปนแป้งเช่นขนมปังเปนต้น กินไม่ได้เลย เหม็นขี้แมงสาบ ใช่แต่เท่านั้น เวลานอนหลับยังดอดมาตอมแทะหนังปลายนิ้วมือ ฉุนเหลือประมาณ ต้องลุกขึ้นจุดเทียน ฉวยได้รองเท้าข้างหนึ่งออกตาม
หาแมงสาบทั่วเขตต์ที่คนโดยสาร พบเข้าที่ไหนก็ทุบด้วยรองเท้าตายที่นั้น จนศพแมงสาบเกลื่อนกลาดอยู่ทั่วไป เช้าขึ้นคนกวาดมันจะด่าเอาพอแรงหรืออย่างไรไม่ทราบ ทั้งนี้เห็นว่าเปนความผิดของกับตันที่แกไม่เอาธุระเสียเลย ได้สังเกตเวลารับประทานอาหาร ขนมปังเหม็นขี้แมงสาบจนเรากินไม่ได้ แต่ตากับตันกินได้หน้าเฉย แกไม่รู้สึกอะไรเสียเลย
หนังสือคราวนี้จะเขียนเรื่องท้ายจรณัมทูลแถมถวาย ทราบแล้วว่าไม่ใช่เปนของใหม่ที่ควรจะทูลถวายฝ่าพระบาทให้ทรงทราบ แต่เพื่อจะเขียนให้เปนลายลักษณอักษรลงไว้ ตามกระแสพระดำริของฝ่าพระบาท เพื่อจะไม่ให้การที่ไต่สวนได้สูญหายไปเสียโดยพลัน และหากว่าข้อความที่เขียนถวายนี้มีข้อใดพลั้งพลาดไปบ้าง ฝ่าพระบาทจะได้ทรงคัดค้านอธิบายเพิ่มเติมเข้า เพื่อให้เรื่องราวเปนหลักฐานดีขึ้นอีก
อันคำว่า “ท้ายจรณัม” นั้นประหลาดอยู่หนักหนา ด้วยว่าเปนคำที่มีเสน่ห์ใครๆ ก็รักจะใช้โดยไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร และรูปร่างเปนอย่างไร
คำที่ประกอบด้วย “จรณัม” ในเมืองเราใช้อยู่สองอย่าง คือ “ซุ้มจรณัม” อย่างหนึ่ง กับ “ท้ายจรณัม” อีกอย่างหนึ่ง
คำซุ้มจรณัมนั้น ใช้เรียกซุ้มหน้าต่างอย่างที่ทำเปนเสามีหลังคา จะเปนหลังคาคฤห์หรือหลังคายอดก็เรียกซุ้มจรณัมเหมือนกัน
​คำท้ายจรณัมนั้น มีมาในหนังสือพระราชพงศาวดาร เมื่อเจ้านายที่ใหญ่โตสิ้นพระชนม์ถวายพระเพลิงแล้ว ก็เชิญพระอัฏฐิไปบรรจุไว้ที่ท้ายจรณัมวิหารพระศรีสรรเพชญ์ ด้วยอยากจะทราบว่าที่ออกชื่อท้ายจรณัมนั้นมีลักษณเปนอย่างไร จึงได้ไปดูที่ท้ายวิหารพระศรีสรรเพชญ์ เห็นมีคันอิฐก่อติดผนังวิหารเปนห้องสี่มุม ท่วงทีเปนมุขเด็จหลังวิหาร แต่จะเปนมุขเสาลอยหรือมีผนังก็หาทราบได้ไม่ เพราะพังเสียหมดแล้ว ในนั้นมีกองอิฐก่อพอสันนิษฐานได้ว่าเปนพระเจดีย์
ดูอภิธานสํสกฤต ศัพท์ “จรณํ” เขาให้คำแปลไว้ว่าเสา จึงมาใคร่ครวญเห็นว่า ซุ้มจรณัมนั้น เดิมจะปักเสาห่างออกมาจากผนังประธานสิ่งใดสิ่งหนึ่งทำหลังคาขึ้น เบื้องบนฝากผนังประธาน เหมือนอย่างซุ้มที่ตั้งพระพุทธนฤมิตรหน้าพระอุโบสถวัดอรุณราชวรารามฉะนั้น ถ้าทำติดกับช่องหน้าต่างก็จะเปนทีบัลโคนีของฝรั่งนั้นเอง
แต่ประเทศตะวันออกมีแดดมากฝนมาก จึงปักเสาที่มุมนอกบัลโคนีมีหลังคาครอบเพื่อกันแดดฝน ภายหลังไม่ต้องการให้เกะกะ จึงผลักเข้าไปให้แนบติดฝา กลายเปนซุ้มหน้าต่างเครื่องประดับประดาให้งามไป
ตามความเห็นเช่นนี้ เมื่อปรับกับท้ายจรณัมวิหารพระศรีสรรเพชญ์ก็เข้ากันได้ จรณัมที่นั้นจะเปนเสาลอย หรือมีฝากรุในระหว่างช่องเสาด้วยก็ไม่ขัดข้อง พระเจดีย์ที่ในซุ้ม
จรณัมนั้นพังเสียมากแล้ว เห็นท่าทางอะไรไม่ได้ แต่มีพระเจดีย์อีกองค์หนึ่งซึ่งอยู่ไกลออกไป ทำไว้ในกลางห้างผนังจตุรัศรตั้งอยู่ลอยตัวเข้าใจว่าหลังคาห้องจะเปนมณฑปที่องค์พระเจดีย์ในนั้นทำเปนตรุเล็ก ๆ ไว้รอบองค์ มีอยู่มากหลายตรุ เห็นได้ด้วยคนคร้านไปเจาะขุดค้นหาทรัพย์ทิ้งรอยไว้ ไม่เห็นตรุนั้นจะทำไว้เพื่อสิ่งไรนอกจากบรรจุอัฏฐิ จึงคิดว่าพระเจดีย์ที่ซุ้มจรณัมท้ายวิหารพระศรีสรรเพชญ์นั้นก็คงทำอย่างเดียวกัน
โดยนัยดังกล่าวมานี้ จึงเห็นว่าคำซุ้มจรณัมนั้น ต้องตกเปนเรือนเล็กซึ่งทำติดฝากอยู่กับเรือนใหญ่ คำว่าท้ายจรณัมก็คือท้ายพระวิหารตรงที่มีซุ้มจรณัมนั้นแล
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๘ ดร
​Cinnamon Hall,
206 Kelawei Road, Penang. S.S.
วันที่ ๑๖ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๗๘
ทูล สมเด็จกรมพระนริศรฯ
เมล์มาวันอาทิตย์ที่ ๑๒ มกราคมนี้ ไม่มีลายพระหัตถ์ของท่านตามเคย หม่อมฉันหวังว่าจะเปนเพราะเหตุอื่น เช่นทรงปรารภว่าหม่อมฉันกำลังเตรียมตัวไปเมืองพะม่าเปนต้น มิใช่เพราะไม่ทรงสบาย ชายใหม่กลับมาในคราวเมล์นี้มาเล่าถึงเรื่องเข้าไปกรุงเทพฯ ก็ว่าได้ไปเฝ้าท่านเห็นทรงผ่องใสสำราญดีอยู่ หม่อมฉันก็ไม่สู้วิตก หม่อม
ฉันจะออกจากปีนังไปเมืองพะม่าวันเสาร์ที่ ๑๘ นี้ จดหมายที่ถวายรายสัปดาหะต่อฉะบับนี้ไป จะงดไปเขียนต่อเมื่อกลับมาถึงปีนังในเดือนกุมภาพันธ์ แต่บางทีจะถวายไปรษณีย์บัตรหรือจดหมายไปจากเมืองพะม่าบ้าง เพราะส่งทางเมล์อากาศจากเมืองร่างกุ้งถึงกรุงเทพฯ ได้ในวันเดียว
ในการที่หม่อมฉันไปครั้งนี้ พระองค์หญิงใหญ่ ศิริรัตนบุษบงของทูลกระหม่อมชาย ทรงทราบจากหญิงพูนเธออยากเห็นเมืองพะม่า ทูลกระหม่อมก็ประทานอนุญาต หม่อมฉันจึงรับพาไปด้วย เพิ่มจำนวนคนไปขึ้นเปน ๖ คนทั้งนายชิตคนรับใช้ แต่รัฐบาลอังกฤษที่เมืองพะม่าเขารับจะสงเคราะห์ หวังว่าการเดินทางจะสดวกไม่ขัดข้องอย่างใด
ในสัปดาหะนี้ หม่อมฉันแต่งเรื่องบันเล็งถวายมา ๒ เรื่อง คือ อธิบายเรื่องเปลี่ยนวิธีเก็บภาษีอากรเรื่อง ๑ กับวินิจฉัยอธิบายของคำว่า “ครัว” อีกเรื่อง ๑
อธิบายเรื่องเปลี่ยนวิธีเก็บเงินภาษีอากร
๑. หลายปีมาแล้วเมื่อ เซอร์ เอดวาร์ด กุ๊ก ยังเปนที่ปรึกษากระทรวงพระคลัง วันหนึ่งมาหาหม่อมฉันที่วังวรดิศ พูดขึ้นว่าแกตรวจดูจำนวนเงินแผ่นดินที่ได้ประจำปี ย้อนถอยหลังขึ้นไปถึงรัชชกาลที่ ๕ เกิดปลาดใจด้วยเห็นจำนวนเงินรายได้ตั้งแต่ ค.ศ. ๑๘๙๖ (พ.ศ. ๒๔๓๙) เพิ่มขึ้นปีละมากๆ ไปตรวจดูทางภาษีอากรก็ไม่ปรากฏว่าใน
ระวางนั้นรัฐบาลได้ตั้งภาษีอากรอย่างใดขึ้นใหม่ หรือเพิ่มพิกัดอัตราภาษีเก่าอย่างใด​ขึ้นอีก คิดไม่เห็นว่าเงินแผ่นดินเพิ่มขึ้นมากมายด้วยเหตุใด ถามพวกข้าราชการกระทรวงพระคลังที่รับราชการอยู่ในเวลานั้น ก็ไม่มีใครรู้ แกนึกว่าบางทีหม่อมฉันจะทราบเหตุ เพราะตัวหม่อมฉันทำราชการในสมัยนั้น จึงมาถาม หม่อมฉันตอบว่าเหตุที่เงินแผ่นดินได้มากขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๙ นั้น หม่อมฉันทราบอยู่ พอจะบอกอธิบายได้ แต่นึกขวยใจอยู่หน่อยด้วยเรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับตัวหม่อมฉันอยู่บ้าง ขออย่าให้แก
เข้าใจว่าหม่อมฉันเล่าอวดดีสำหรับตัว เพราะที่จริงเปนความคิดและช่วยกันทำหลายคน แล้วหม่อมฉันจึงเล่าเรื่องตามที่เปนมาให้ เซอร์ เอดวาร์ด กุ๊ก ฟังก็พอใจ แต่เรื่องที่หม่อมฉันเล่านั้นยังไม่เคยจดลงเปนลายลักษณ์อักษร เพราะเมื่อ เซอร์ เอดวาร์ด กุ๊ก มาถาม บอกจำนวนเงินด้วยวาจา หม่อมฉันจำจำนวนไว้ไม่ได้ พึ่งมาพบบัญชีจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นครั้งนั้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ หม่อมฉันจึงเห็นควรจะเขียนทูลบันเล็งในจดหมายประจำสัปดาหะได้เรื่องอันเปนมูลเหตุมีดังกล่าวต่อไปนี้
๒. เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมฉันเปนเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เมื่อ ร.ศ. ๑๑๑ (พ.ศ. ๒๔๓๕) นั้น ทรงพระราชดำริลักษณการปกครองหัวเมืองที่จะจัดต่อไปในภายหน้าเปนยุติ ๓ ข้อ คือ
ข้อ ๑ จะรวมการบังคับบัญชาหัวเมือง ซึ่งเคยแยกกันอยู่ ๓ กระทรวง คือมหาดไทย กลาโหม กรมท่า ให้มารวมอยู่ในกระทรวงมหาดไทยกระทรวงเดียว
ข้อ ๒ จะรวมหัวเมืองจัดเปนมณฑลตามสมควรแก่ภูมิลำเนา ให้สดวกแก่การปกครอง และมีสมุหเทศาภิบาลบังคับบัญชาการทุกมณฑล
ข้อ ๓ การเปลี่ยนแปลงที่ทรงพระราชดำรินั้น จะค่อยจัดไปเปนชั้นๆ มิให้เกิดยุ่งเหยิงในการที่เปลี่ยนแปลง
ในปีแรกหม่อมฉันเปนเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เปนแต่ศึกษาหาความรู้ราชการในกระทรวง กับออกไปตรวจตามหัวเมืองฝ่ายเหนือซึ่งภายหลังจัดเปนมณฑลอยุธยา มณฑลนครสวรรค์ มณฑลพิษณุโลก กับทั้งเมืองสุพรรณบุรี (เวลานั้นเมืองนครชัยศรียังขึ้นอยู่ในกรมท่า) เพื่อหาความรู้มาคิดกะรายการที่จะจัดต่อไป ครั้นปีต่อมาถึง ร.ศ.
๑๑๒ (พ.ศ. ๒๔๓๖) เผอิญเกิดเหตุวิวาทกับฝรั่งเศส จะต้องส่งทหารไปเมืองอุบลทางเมืองปราจีณบุรี เพื่อจะให้สดวกแก่การส่งทหารจึงโปรดฯ ให้ตั้งมณฑลปราจีณขึ้นก่อน และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาฤทธิรงค์รณเฉท (ศุกร์ ชูโต) เปนสมุหเทศาภิบาลคนแรก ต่อมาอีกปีหนึ่งจึงตั้งมณฑลอยุธยา มณฑลนครสวรรค์ มณฑลพิษณุโลก และตั้งมณฑลอื่นในปีต่อๆ มา
​๓. ในสมัยนั้นการเก็บภาษีอากรทั้งที่ในกรุงเทพฯ และตามหัวเมือง ยังใช้กระทรวงพระคลังเรียกประมูลให้มีผู้รับผูกขาดไปเก็บภาษีอากรต่างๆ ทุกปี พระยาฤทธิรงค์ฯ ได้ไปจัดมณฑลปราจีณก่อนมณฑลอื่นอยู่ปีหนึ่ง รู้การในท้องที่ดีกว่าสมุหเทศาภิบาลคนอื่น เมื่อมีการประชุมสมุหเทศาภิบาลครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๔๓๘ พระยาฤ
ทธิรงค์ฯ มาบอกหม่อมฉันว่าอากรค่าน้ำในมณฑลปราจีณ เงินหลวงที่ได้พระคลังยังน้อยกว่าที่ควรจะได้อยู่มาก เพราะนายอากรที่รับผูกขาดไปมีเวลาที่จะเก็บฉะเพาะปีหนึ่ง ต้องรีบรัดเก็บให้ได้กำไรภายในเวลาที่ตนมีอำนาจ เพราะฉะนั้นใครเข้าว่าประมูลก็ต้องกะจำนวนเงินไว้ให้ต่ำ ด้วยกลัวขาดทุน ยกตัวอย่างดังอากรค่าน้ำเมือง
ปราจีณบุรี มีผู้รับประมูลเสมอเพียงปีละ ๒๔๐๐ บาทเท่านั้น แม้จำนวนเงินเพียงเท่านั้น ใครเปนนายอากรยังต้องไปใช้วิธีเก็บเลี่ยงพระราชบัญญัติ เช่นคิดอุบายกล่าวให้ราษฎรยอมเสียเงินค่าน้ำเหมาตามครัวเรือนเปนต้น เพื่อจะให้ได้เงินโดยเร็ว แต่ที่จริงนั้นนายอากรเก็บค่าน้ำได้แต่ราษฎรที่อยู่ใกล้ ๆ พวกที่อยู่ห่างไกลออกไปนายอากรก็ไม่สามารถจะเก็บไปถึง ยังมีคนที่ไม่ต้องเสียอากรค่าน้ำอยู่โดยมาก พระยาฤทธิรงค์ฯ เห็นว่าถ้าให้เทศาภิบาลเก็บอากรค่าน้ำ ให้ส่วนลดแก่กำนันผู้ใหญ่บ้านที่จัด
ตั้งขึ้นใหม่ ใช้เปนพนักงานเก็บ จะได้เงินหลวงเพิ่มขึ้นอีกมาก หม่อมฉันเห็นชอบด้วย จึงนำความไปทูลกรมขุนศิริธัชสังกาศซึ่งเปนเสนาบดีกระทรวงพระคลังอยู่ในเวลานั้น ท่านไม่ทรงเห็นชอบด้วยตรัสว่า “นายอากรไม่ส่งเงิน ฉันเอาตัวขังตรางเร่งได้ ถ้าเทศาฯ ไม่ส่งเงิน ฉันเอามาขังไม่ได้ เงินหลวงก็จะสูญ” เมื่อท่านตรัสอย่างนั้นหม่อมฉันก็จนใจ ต่อมาเมื่อใกล้จะสิ้นปีวันหนึ่งกรมขุนศิริธัชฯ เสด็จมาหาหม่อมฉันที่กระทรวงมหาดไทย ตรัสถามว่าที่พระยาฤทธิรงค์ฯ จะรับเก็บอากรค่าน้ำเมืองปราจีณบุรีนั้นจะ
รับได้จริงๆ หรือ หม่อมฉันทูลถามว่าเหตุใดจึงจะกลับโปรดให้พระยาฤทธิรงค์ฯ เก็บอากรค่าน้ำ ตรัสบอกว่านายอากรเดิมร้องขาดขอลดเงินอากรค่าน้ำเมืองปราจีณบุรี ผู้อื่นก็ไม่มีใครเข้าประมูล ดูเหมือนจะนัดแนะกันโกงกระทรวงพระคลัง จึงทรงพระดำริจะเปลี่ยนมาให้เทศาฯ เก็บ หม่อมฉันทูลถามว่าจะต้องพระประสงค์จำนวนเงินสักเท่าใด ตรัสตอบว่าเพียงเท่าที่นายอากรผูกขาดไปปีก่อน อย่าให้เงินหลวงลดลงก็จะพอพระหฤทัย หม่อมฉันจึงบอกไปยังพระยาฤทธิรงค์ฯ ตอบมาว่าจะรับเก็บ และจะส่ง
เงินหลวงให้ได้เท่าที่นายอากรผูกขาด แนะมาให้หม่อมฉันทำความตกลงกับกระทรวงพระคลังข้อหนึ่ง ว่าถ้าเทศาฯ เก็บเงินอากรค่าน้ำได้มากกว่าจำนวนที่นายอากรรับผูกขาดขึ้นไปเท่าใด ขอให้กระทรวงพระคลังอนุญาตให้กระทรวงมหาดไทยใช้เงินที่เพิ่มขึ้นนั้นปลูกสร้างสถานที่ว่าการและที่พักข้าราชการในมณฑลปราจีณซึ่งต้องการเงินอยู่ หม่อมฉันไปทูลกรมขุนศิริธัชฯ ​ก็ทรงยอมตามคำพระยาฤทธิรงค์ แต่การที่มอบอำนาจให้เทศาฯ เก็บอากรค่าน้ำครั้งนั้นอยู่ข้างแปลก ด้วยกรมขุนศิริธัชฯ
มีรับสั่งให้ออกท้องตรานกวายุพักตร์กระทรวงพระคลัง ตั้งให้พระยาฤทธิรงค์รณเฉทเปนขุนมัจฉาฯ (สร้อยว่ากระไร หม่อมฉันจำไม่ได้) ตำแหน่งนายอากรค่าน้ำเมืองปราจีณบุรี พระยาฤทธิรงค์ฯ ยังคุยอวดอยู่จนแก่ว่ามีตัวแกคนเดียว ที่เปนพระยากินพานทองแล้วได้เลื่อนที่เปน ขุน และว่ายังเก็บท้องตรากระทรวงพระคลังฉะบับนั้นไว้เปนที่ระลึก เพราะเหตุใดกรมขุนศิริธัชฯ ท่านจึงทรงทำเช่นนั้น มาคิดดูภายหลังจึงเห็นว่าท่านเตรียมเผื่อพระยาฤทธิรงค์ฯ จะทำไม่ได้ดังรับ ปีหน้าจะได้ตั้งคนอื่นได้สด
วก ไม่ต้องขอโอนหน้าที่จากกระทรวงมหาดไทย แต่พระยาฤทธิรงค์ฯ เก็บเงินอากรค่าน้ำเมืองปราจีณบุรีได้มากกว่าจำนวนเงินที่นายอากรเคยรับผูกขาดหลายเท่า กระทรวงมหาดไทยก็เริ่มแลเห็นว่าการที่จัดตั้งมณฑลเทศาภิบาล อาจจะจัดการเก็บเงินภาษีอากรเปนวิธีรัฐบาลเก็บเอง ให้เงินผลประโยชน์แผ่นดินเพิ่มขึ้นได้อีกมาก แต่ยังไม่ทันไปพูดกับกระทรวงพระคลัง กรมขุนศิริธัชฯ เสด็จออกจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงพระคลังเสียก่อน จึงยังมิได้จัดการแก้ไขอย่างไร
๔. พอกรมหมื่นมหิศรราชหฤาทัย เสด็จมาเปนเสนาบดีกระทรวงพระคลัง ทรงทราบเรื่องพระยาฤทธิรงค์ฯ เก็บอากรค่าน้ำ ก็ทรงเลื่อมใสในการที่เปลี่ยนแปลงนั้น แล้วอนุญาตให้เทศาฯ เริ่มจัดการเก็บภาษีอากร และต่อมากรมหมื่นมหิศรฯ ให้กรมสรรพากรเปนพนักงานเก็บภาษีอากร และหาฝรั่งผู้ชำนาญเข้ามาจัดระเบียบการ ได้มิสเตอร
แกรมมาเปนเจ้ากรมสรรพากรใน โอนไปขึ้นอยู่ในกระทรวงนครบาล ได้มิสเตอร์ไยล์ (ซึ่งภายหลังได้เปนที่ พระยาอินทรมนตรีฯ)๑ เปนเจ้ากรมสรรพากรนอก โอนไปขึ้นอยู่ในกระทรวงมหาดไทย ตั้งหน้าจัดวิธีเก็บภาษีอากรด้วยเลิกผูดขาด เปลี่ยนเปนรัฐบาลเก็บเองเปนอย่างๆ มา และการที่จัดนั้นค่อยจัดขยายออกไปเปนมณฑลๆ จำนวนเงินจึงได้เพิ่มขึ้นเปนรายปี ดังปรากฏอยู่ในบัญชีต่อไปนี้
จำนวนเงินแผ่นดินรายได้ในระวาง ร.ศ. ๑๑๔ จน ร.ศ. ๑๒๙
เมื่อ ร.ศ. ๑๑๔
(พ.ศ. ๒๔๓๕) จำนวนเงินแผ่นดินรายได้
๑๘,๐๗๔,๖๙๐ บาท
ร.ศ. ๑๑๕ ๒๐,๖๔๔,๕๐๐ บาท + ๒,๕๖๙,๘๑๐ บาท
ร.ศ. ๑๑๖ ๒๔,๘๐๕๘,๐๐๑ บาท + ๔,๑๗๓,๕๐๑ บาท
ร.ศ. ๑๑๗ ๒๘,๔๙๖,๐๒๙ บาท + ๓,๖๗๘,๐๒๘ บาท
ร.ศ. ๑๑๘ ๒๙,๙๒๐,๓๖๕ บาท + ๑,๔๒๔,๓๓๖ บาท
​ร.ศ. ๑๑๙ ๓๕,๖๑๑,๓๐๖ บาท + ๕,๙๖๐,๙๔๑ บาท
ร.ศ. ๑๒๐ ๓๖,๑๕๗,๙๖๓ บาท + ๕๔๖,๖๕๗ บาท
ร.ศ. ๑๒๑ ๓๙,๑๕๒,๑๒๔ บาท + ๒,๙๙๕,๑๖๑ บาท
ร.ศ. ๑๒๒ ๔๓,๕๔๘,๘๑๗ บาท + ๔,๓๐๖,๖๙๓ บาท
ร.ศ. ๑๒๓ ๔๖,๐๔๖,๔๐๔ บาท + ๒,๕๘๗,๕๘๗ บาท
ร.ศ. ๑๒๔ ๕๑,๖๕๗,๕๓๙ บาท + ๕,๖๑๒,๑๗๕ บาท
ร.ศ. ๑๒๕ ๕๗,๐๑๔,๘๐๕ บาท + ๕,๓๕๕,๒๒๖ บาท
ปีต่อไปก็ยังขึ้นต่อไปอีกแต่มาถึงตอนนี้มีเหตุอื่นประกอบ เช่นการค้าขายเจริญและรายได้เพิ่มขึ้นในภาษีอากรที่ยังผูกขาด เช่นอากรฝิ่นและสุราเปนต้น ตลอดจนรายได้ในการเดินรถไฟ.
วินิจฉัยอธิบายคำว่า “ครัว”
๑. คำว่า “ครัว” เห็นจะเปนภาษาไทย ซึ่งเดิมหมายความแต่ว่าสถานที่สำหรับประกอบอาหาร เกิดแต่ธรรมดามนุษย์ย่อม “อยู่กิน” ด้วยกันเปนสกุล Family คือ “อยู่” ในบริเวณเดียวกันและ “กิน” อาหารด้วยกัน ในบริเวณหนึ่งจะมีเรือนหลังเดียวหรือหลายหลังแล้วแต่จำนวนคนในสกุลมากหรือน้อย แต่ครัวนั้นถึงจำนวนคนจะมีเท่าใดในบริเวณหนึ่งก็มีแต่ครัวเดียว คงเปนเช่นนี้มาแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์
๒. ครั้นถึงสมัยเมื่อมนุษย์อยู่รวมกันมากๆ ถึงตั้งเปนบ้านเมืองเกิดกิจที่ผู้ปกครองจะต้องรู้จำนวนคนในบ้านเมืองว่ามีสักเท่าใด จะเรียกรวมคนมานับเรียงตัวยากนัก จะเที่ยวถามก็ไม่เปนหลักฐาน จึงคิดวิธีสำรวจด้วยนับ “ครัว” เพราะเปนของต้องมีสกุลละหลัง ๑ เปนแน่นอน เอาจำนวนครัวเปนเกณฑ์ปริมาณจำนวนคน (บางทีคติที่ถือ
กันว่าสกุลหนึ่งมีจำนวน ๕ คนเปนปริมาณปานกลาง จะมีมาแต่โบราณแล้ว) คำว่า “ครัว” จึงเกิดอธิบายเปน ๒ อย่างต่างกันด้วยเหตุนั้น คือหมายความว่าสถานที่สำหรับประกอบอาหารอย่างหนึ่ง และหมายความว่าจำนวนคนในสกุล Family อย่างหนึ่ง ต่อมาจึงเกิดคำประกอบเพื่อให้เข้าใจชัดว่าครัวอย่างไหน ด้วยเรียกสถานที่ประกอบอาหารว่า “ครัวไฟ” และเรียกจำนวนคนที่อยู่ด้วยกันตามสกุลว่า “ครัวเรือน”
๓. คำว่า “ครัว” ตามที่เรียกกันแต่เดิมหรือที่มาประกอบเปนคำว่า “ครัวไฟ” นั้น คนอื่นนอกจากผู้ที่อยู่ในบริเวณนั้นเองมิใคร่มีกิจจะต้องพูดถึง แต่คำว่า “ครัวเรือน” มีที่ใช้ในกิจการต่าง ๆ มาก เมื่อเรียกกันสั้นลงโดยสดวกปากแต่ว่า “ครัว” คำว่า “ครัว” ​จึงใช้
หมายความว่าคนอยู่ร่วมสกุลกันเปนพื้น เช่นในหนังสือจดหมายเหตุหรือพงศาวดารว่า “เทครัว” หรือ “อพยบครอบครัว” หรือไปรบศึกได้เชลยเท่านั้นครัว แม้ในศิลาจารึกถวายคนเปนข้าพระก็ว่าถวายเท่านั้นครัว คำว่า “ครัว” ที่ใช้ในหนังสือเก่าดูเหมือนจะมีแต่หมายความว่าปริมาณคนทั้งนั้น
๔. เมื่อเร็วๆ นี้ หม่อมฉันได้ยินว่ามีสกุลหนึ่งเดิมอยู่แยกบ้านกันหลายแห่ง ทีหลังคิดจะรวมอยู่แห่งเดียวกัน แต่เกิดขัดข้องด้วย “แม่ครัว” คนประกอบอาหารเปนอริกันไม่ยอมไปอยู่ร่วมบ้านกัน เจ้าของบ้านไม่อาจทิ้งรสมือแม่ครัวของตน ก็ไปอยู่ด้วยกันไม่
ได้ เพราะได้ยินเรื่องนี้เปนเหตุ หม่อมฉันจึงเลยปรารภถึงอธิบายคำว่า “ครัว” ดังวินิจฉัยที่ทูลมา และคิดต่อไปว่าคำที่เรียกว่า “พ่อครัว” และ “แม่ครัว” นั้น แต่เดิมน่าจะหมายความว่าผู้เปนประมุขของ “ครัวเรือน” คือสกุล ภายหลังจึงเกิดเรียกผู้เปนประมุขใน “ครัวไฟ” คำว่า “พ่อครัว” และ “แม่ครัว” ก็กลายเปน “กุ๊ก” ไป
๕. คิดต่อไปถึงการที่ “แยกครัว” เมื่อพ่อแม่แต่งงานลูกให้ไปตั้งบ้านช่องอยู่่ต่างหาก ก็เปนอันตั้งครัวขึ้นใหม่ทั้งครัวไฟและครัวเรือน ครัวที่ตั้งใหม่นั้นทั้งวัตรปฏิบัติของตัวคนและอาหารที่บริโภค ย่อมประดิษฐ์ขึ้นตามความนิยมของคนต่างสกุลซึ่งมาสมพงศกัน อัชฌาศัยและรสอาหารคงผิดกับครัวเดิมทั้งสองฝ่ายมิมากก็น้อย เพราะฉะนั้นการแยกครัวย่อมสดวกกว่าที่จะรวมหลายครัวเข้าเปนครัวเดียวกันเปนธรรมดา ถึงที่กุ๊กจะเปนอริวิวาทกันหรือไม่-ก็คงลำบากอยู่นั่นเอง.
๑. พระยาอินทรมนตรี ศรีจันทรกุมาร (แอฟ. เอช, ไยลส์ จิลลานนท์) ↩
วันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๗๘ ดร
​Cinnamon Hall,
206 Kelawei Road, Penang. S.S.
วันที่ ๑๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๗๘
ทูล สมเด็จกรมพระนริศรฯ
เมื่อเมล์มาคราววันอาทิตย์ที่ ๑๒ หม่อมฉันไม่ได้รับลายพระหัตถ์ตามเคย แต่นึกอยู่ในใจว่าบางทีจะได้รับเมื่อคราวเมล์หน้าคือวันพฤหัสบดีที่ ๑๖ ก็ได้รับจริงคือลายพระหัตถ์ฉะบับลงวันที่ ๑๑ ปลาดใจที่ไม่ได้ทรงรับจดหมายฉะบับลงวันที่ ๒ มกราคม ซึ่ง
หม่อมฉันได้ส่งตามกำหนด และในจดหมายฉะบับนั้นได้เล่าถึงการส่งพระอัษฐิสมเด็จกรมพระสวัสดิฯ ไปกรุงเทพฯ เปนต้น ต่อมาเมื่อคราวเมล์วันศุกร์ที่ ๑๐ หม่อมฉันได้เขียนจดหมายถวายอีกฉะบับ ๑ ส่งรูปฉายาลักษณ์งานพระศพสมเด็จกรมพระสวัสดิฯ กับบันทึกตอนที่สุดเรื่องเมืองตะกั่วป่าไปถวาย หวังใจว่าคงจะไปถึงพระหัตถ์ และฉะบับก่อนปานนี้ก็คงจะได้ทรงรับแล้ว ได้ส่งในวันที่ ๑๗ นอกจากจดหมายฉบับนี้อีกฉบับ ๑
พระองค์หญิงใหญ่ ศิริรัตนบุษบง มาถึงปีนังเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ กำหนดหม่อมฉันจะออกจากปีนังไปเมืองพะม่าวันเสาร์ที่ ๑๘ พรุ่งนี้ ขอผัดทูลวินิจฉัยเรื่อง “ท้ายจรณัม” ไว้จนกลับมาจากเมืองพะม่าจึงจะเขียน.
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
โฆษณา