17 ก.พ. เวลา 04:13 • ข่าวรอบโลก

ตรุษจีนปีนี้…ทองคำ “ไม่ขึ้น” แต่ร่วงหลุด 5,000 ดอลลาร์

นี่คือการพักฐาน หรือสัญญาณว่า
“รอบใหญ่กำลังจบ” ?
บางปี…ตรุษจีนคือ “ฤดูกาลทอง” จีนคือหนึ่งในชาติที่มีดีมานด์ซื้อทองคำใหญ่ที่สุดของโลก คนจำนวนมากจึงเชื่อว่า…ตรุษจีนเมื่อไหร่ ทองต้องขึ้น
แต่ปี 2569 ตลาดกลับเล่นตรงข้ามแบบสุดทาง
ทองคำโลกดิ่งลงทันทีตั้งแต่เช้าในตลาดเอเชีย ร่วงไปกว่า 41 ดอลลาร์ ก่อนจะหลุดแนวสำคัญ 5,000 ดอลลาร์ ลงไปแตะราว 4,998 ดอลลาร์
ฝั่งทองไทยก็ไม่ต่างกันราคาจากสมาคมค้าทองคำ “ปรับลงหลายครั้งในวันเดียว” จนรวมแล้วลงหนักระดับ 550 บาท
คำถามคือ ตรุษจีนไม่ช่วยทองแล้วจริงไหม ?
หรือจริง ๆ แล้ว “คนที่กำลังเขย่าตลาด” อยู่…ไม่ใช่เทศกาล แต่คือบางสิ่งที่ใหญ่กว่านั้น ?
จากบทสัมภาษณ์ในรายการ Business Tomorrow คุณจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ ให้สัมภาษณ์เมื่อวันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569
1) ตรุษจีนไม่ได้ทำให้ทองขึ้น…เพราะตัวแปรจริงคือ “โลก” ไม่ใช่ “ฤดูกาล”
คุณจิตติเปิดประเด็นแรกแบบชัดมากว่า หลายคนเข้าใจผิดว่า “ตรุษจีน = ทองต้องขึ้น”
แต่ความจริงคือ “ทองขึ้นหรือไม่ขึ้น ไม่ได้อยู่ที่เทศกาล แต่อยู่ที่ตลาดโลก”
ปีนี้ทองลงไม่ใช่เพราะคนจีนไม่ซื้อ แต่เพราะแรงขายในตลาดโลก “หนักกว่าดีมานด์ตามฤดูกาล”
2) ทองคำรอบนี้ไม่ใช่แค่ผันผวน…แต่มันคือ “การล้างเลเวอเรจ”
คุณจิตติมองว่า รอบนี้ต่างจากการย่อปกติในอดีต เพราะมันเหมือนตลาดกำลัง “ล้างของแรง”
ช่วงก่อนหน้า ทองคำขึ้นยาวตั้งแต่ต้นเดือน และขึ้นแรงมากจนทำให้คนจำนวนมาก “อยากรวยเร็ว” โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่ได้ซื้อทองจริง แต่เข้าไปเล่น ฟิวเจอร์ส / สัญญาซื้อขายล่วงหน้า และใช้ “มาร์จิ้น” หรือ “เลเวอเรจ” หนุนกำลังซื้อ
ผลคือ…เมื่อราคาย่อลงแรง คนที่เติมมาร์จิ้นไม่ไหวก็โดนบังคับขาย แล้วตลาดก็ไหลลงต่อเป็นโดมิโน
3) ทำไมจีนถูกจับตาว่าเป็นต้นตอความผันผวน ?
ประเด็นนี้น่าสนใจมาก เพราะคุณจิตติยืนยันว่า…
“จีนมีวอลุ่มเก็งกำไรสูงจริง”
และสอดคล้องกับสิ่งที่สื่อฝั่งสหรัฐพูด โดยเฉพาะ Scott Bessent รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ที่ให้สัมภาษณ์ว่า ความผันผวนรุนแรงของทองคำช่วงนี้ มีส่วนมาจาก “ความร้อนแรงในตลาดจีน”
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม… ทองคำปีนี้ “ขึ้นแรงผิดปกติ” และ “ลงแรงผิดปกติ” ในเวลาไล่เลี่ยกัน
4) คุณจิตติประเมินว่า “ความผันผวนจะจบใน 1-2 สัปดาห์” เพราะอะไร ?
หากดูจากประสบการณ์ตลาดทอง เวลาที่ทองถูกทุบแรง ๆ แบบนี้ มักเป็นช่วงที่ “กองทุนทำกำไร” และ “คนเล่นมาร์จิ้นโดนล้างพอร์ต”
และโดยธรรมชาติ เมื่อคนที่ทนไม่ไหวถูกบังคับขายออกไปหมด ตลาดจะค่อย ๆ กลับสู่ภาวะปกติเอง จึงประเมินว่า ความผันผวนไม่น่าจะยืดเยื้อเกิน 1-2 สัปดาห์
5) “ทองจริง” กับ “ทองเก็งกำไร” คนละโลกกัน
คุณจิตติพูดชัดมากว่า…
▪️คนที่ซื้อทองจริงเพื่อสะสม = ไม่ค่อยขายแม้ติดดอย
▪️คนที่ใช้มาร์จิ้น = พอราคาลงแรงก็ “หมดตัว” ได้ทันที
เขายกตัวอย่างแบบเห็นภาพว่า ถ้าคนมีเงิน 100,000 บาท แล้วไปเล่นทองแบบเลเวอเรจหนัก ๆ การย่อลงแค่ไม่กี่จังหวะก็พังได้เลย
นี่คือเหตุผลว่าทำไม “การขึ้นของทองรอบนี้” ถึงดูเหมือนรถไฟเหาะตีลังกา เพราะมันถูกเร่งด้วยความโลภและเลเวอเรจ
6) แล้วทำไม “ขาใหญ่” ยังซื้อทองไม่หยุด ?
นี่คือส่วนที่ทำให้บทสัมภาษณ์มีน้ำหนักมาก แม้ทองจะผันผวนหนัก คุณจิตติยังเชื่อว่า “ภาพใหญ่ทองยังเป็นขาขึ้น”
เพราะแรงซื้อที่สำคัญที่สุดไม่ใช่รายย่อย แต่คือ…
▪️ธนาคารกลางทั่วโลก
ซื้อทองต่อเนื่องเพื่อ “ลดความเสี่ยงจากดอลลาร์” และลดความเสี่ยงจากการถือสินทรัพย์ที่อาจถูกอายัดได้ในอนาคต
คุณจิตติยกตัวอย่างกรณีรัสเซีย ที่ถูกอายัดสินทรัพย์ในระบบดอลลาร์
ทำให้หลายประเทศเริ่มคิดเหมือนกันว่า…
“ถ้าถือเงินในระบบเขา วันหนึ่งอาจถูกยึดได้”
ทองคำจึงกลายเป็นสินทรัพย์ที่ “พิมพ์เพิ่มไม่ได้” และ “ไม่ขึ้นกับความเชื่อใจใคร”
7) ทองยังอยู่ใน Supercycle? และเป้าหมายปีนี้คือ 5,800–6,000 ดอลลาร์
คุณจิตติประเมินว่า หากทองปีนี้ขึ้นต่อในกรอบผลตอบแทนระดับ 35–40% ราคาทองมีโอกาสไปถึง
5,800 ดอลลาร์ หรือแตะ 6,000 ดอลลาร์
และถ้าแปลงเป็นทองไทย มีโอกาสเห็นระดับ ประมาณ 90,000 บาท/บาททองคำ
ประโยคที่สะท้อนมุมมองชัดที่สุดคือ…
“ทองยังไม่แพง ถ้าเทียบกับความเสี่ยงของดอลลาร์”
8 ) คำแนะนำสำคัญที่สุด: “อย่าพยายามจับจังหวะ” ถ้าซื้อเพื่อระยะยาว
คุณจิตติย้ำว่า…
ไม่มีใครรู้ว่าจุดต่ำสุดของวันอยู่ตรงไหน และไม่มีใครรู้ว่าจุดสูงสุดของรอบอยู่ตรงไหน
ดังนั้นถ้าเป็น “เงินเย็น” และตั้งใจถือยาวเพื่อเก็บความมั่งคั่ง การทยอยสะสมยังเป็นทางเลือกที่เหมาะกว่า การพยายามจับจังหวะให้เป๊ะ
แต่ถ้าเป็นเงินร้อน เล่นเก็งกำไรระยะสั้น ต้องระวังมาก เพราะช่วงนี้ทองลงแรงได้ในวันเดียวเป็นร้อยดอลลาร์
#บทสรุป: ตรุษจีนปีนี้…ทองไม่ได้แพ้เทศกาล แต่แพ้ “เลเวอเรจ”
ทองคำที่ร่วงหลุด 5,000 ในวันตรุษจีน อาจดูเหมือนสัญญาณน่ากลัว
แต่คุณจิตติให้ภาพอีกด้านว่า…
นี่อาจเป็นเพียง “การล้างแรงเก็งกำไร” เพื่อให้ตลาดกลับไปยืนบนฐานที่แข็งแรงกว่าเดิม
และหลังจากแรงสวิงจบลง ทองคำยังมีโอกาสกลับมาเดินหน้าต่อ ด้วยแรงซื้อจากธนาคารกลางและนักลงทุนรายใหญ่ทั่วโลก ที่ยังไม่ไว้ใจดอลลาร์ และยังต้องการสินทรัพย์ที่ “พิมพ์เพิ่มไม่ได้”
คำถามสุดท้ายจึงไม่ใช่…ทองจะลงอีกไหม
แต่คือ… หลังจากล้างเลเวอเรจเสร็จ…ทองจะกลับมา “ทำจุดสูงสุดใหม่” อีกครั้งหรือเปล่า ?
#ทองคำ #Gold #GoldPrice #ตรุษจีน #China #ตลาดทองคำ #ลงทุน #การเงิน #BusinessTomorrow
โดย : BusinessTomorrow
โฆษณา