18 ก.พ. เวลา 04:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

เศรษฐีฮ่องกงวางแผน จ่ายเงินเดือนจากมรดก ให้ลูกหลานยาวนานถึง 1,750 ปี

“รุ่น 1 สร้าง รุ่น 2 รักษา รุ่น 3 หลานทำพัง”
คำกล่าวข้างต้นนี้ เป็นสุภาษิตของจีนโบราณ เกี่ยวกับการสืบทอดธุรกิจครอบครัวว่า รุ่นที่ 1 เป็นรุ่นสร้างธุรกิจ รุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นรุ่นลูกก็มักจะมาสานต่อกิจการในครอบครัว
แต่สุดท้ายธุรกิจครอบครัวของคนจีนมักจะจบลงที่รุ่นที่ 3 ซึ่งเป็นรุ่นหลาน ที่ไม่ได้ทันเห็นรุ่นที่ 1 ใช้ความพยายามในการสร้างธุรกิจขึ้นมาจากศูนย์
ซึ่งเรื่องนี้ก็อาจจะเกิดกับตระกูล Hui เจ้าของบริษัท Central Development Limited อาณาจักรอสังหาริมทรัพย์อันดับต้น ๆ ของฮ่องกงเช่นกัน
1
หลังจากที่ต้องสูญเสียหลานชายคนโต ที่มีความสามารถในการรับช่วงต่อกิจการ ทำให้ธุรกิจทั้งหมดตกเป็นของหลานชายคนเล็กที่มีนิสัยเพลย์บอย รักสนุก ไม่ค่อยสนใจธุรกิจ
แต่ด้วยเครื่องมือทางการเงินที่พัฒนาดีขึ้นกว่าแต่ก่อน ทำให้คุณ Hui Sai Fun ผู้เป็นพ่อ สามารถวางแผนส่งต่อมรดกได้อย่างมั่นคงไปอีกอย่างน้อย 1,750 ปี
แล้วคุณ Hui Sai Fun ใช้วิธีอะไร ในการส่งต่อมรดกได้แบบไม่กลัวเงินหมดยาวนานถึงพันปีแบบนี้ ?
ยินดีต้อนรับสู่ “Old Money” ซีรีส์คอนเทนต์ที่จะทำให้คุณรู้ว่า ทำไมตระกูลที่รวยอยู่แล้ว ถึงยังส่งต่อความรวยได้เรื่อย ๆ
จุดเริ่มต้นอาณาจักรธุรกิจของตระกูล Hui เกิดจากผู้ก่อตั้งรุ่นที่ 1 คือคุณ Hui Oi Chow ซึ่งเป็นพ่อของคุณ Hui Sai Fun เห็นโอกาสในธุรกิจการค้าทางทะเล ในช่วงที่เขาเป็นแรงงานอยู่ในท่าเรือของฮ่องกง
เมื่อสะสมเงินทุนได้จำนวนหนึ่ง เขาก็กลายเป็นเจ้าของเรือขนส่งสินค้าได้ 1 ลำ ไม่นานธุรกิจของเขาก็เริ่มขยายใหญ่ขึ้น จนกลายเป็นเจ้าของกองเรือขนส่งสินค้าทางทะเลขนาดใหญ่ และได้รับฉายาว่า ราชาแห่งกองเรือ
คุณ Hui Oi Chow ในฐานะผู้บุกเบิกธุรกิจรุ่นที่ 1 ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการถีบตัวเองจากชนชั้นแรงงาน กลายเป็นผู้สร้างอาณาจักรเรือขนส่งสินค้ารายใหญ่ของฮ่องกงได้สำเร็จ
แต่โชคร้ายที่บุตรชายคนโต และคนรองเสียชีวิตก่อนเวลาอันควร ทำให้ผู้ที่จะเข้ามารับช่วงต่อธุรกิจครอบครัวเป็นรุ่นที่ 2 ก็คือลูกชายคนเล็กอย่างคุณ Hui Sai Fun
คุณ Hui Sai Fun มีบุคลิกที่ต่างออกไปจากพ่อของเขาพอสมควร เพราะเขาชอบเก็บเนื้อเก็บตัว ใช้ชีวิตอย่างเงียบ ๆ ไม่ค่อยปรากฏตัวออกสื่อเท่าไรนัก
แต่ถ้าเป็นเรื่องของฝีมือ และวิสัยทัศน์ในการทำธุรกิจ ก็ต้องบอกว่า คนคนนี้ไม่ธรรมดาเลย
เพราะเขาไม่ใช่แค่ทายาททางธุรกิจที่คิดแต่จะรักษาธุรกิจครอบครัวให้อยู่ไปเรื่อย ๆ เท่านั้น แต่ยังมีวิสัยทัศน์กว้างไกล
เพราะเขามองว่าอนาคตธุรกิจการค้าทางทะเลจะซบเซาลง ขณะที่อสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกงจะเป็นธุรกิจห่านทองคำ
เขาจึงตัดสินใจขายธุรกิจเรือขนส่งสินค้าทิ้ง แล้วทุ่มเงินลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ใจกลางฮ่องกง แล้วถือสินทรัพย์ในระยะยาว เพื่อเก็บกินค่าเช่าไปเรื่อย ๆ
ด้วยความที่ฮ่องกงเป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลก และมีพื้นที่จำกัด โครงการอสังหาริมทรัพย์ในพอร์ตการลงทุนของเขาจึงสามารถขึ้นค่าเช่าได้สูงขึ้นเรื่อย ๆ
แต่คำสาปประจำตระกูลก็กลับมาเล่นตลกกับตระกูล Hui อีกครั้ง เมื่อลูกชายคนโตของเขาที่มีความสามารถทางธุรกิจในระดับสูงต้องเสียชีวิตก่อนเวลาอันสมควร
1
การสืบทอดกิจการในรุ่นที่ 3 จึงกลายเป็นหน้าที่ของลูกชายคนที่ 2 อย่างคุณ Julian
แต่คุณ Julian กลับไม่มีความสามารถทางธุรกิจเทียบเท่ากับพี่ชาย แถมยังมีชื่อเสียงไม่ค่อยดีในเรื่องชู้สาว และการชอบใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายอีกด้วย
คุณ Hui Sai Fun จึงรู้สึกเป็นกังวลกับอนาคตของธุรกิจครอบครัวว่าอาจจะสิ้นสุดลงในรุ่นที่ 3 ตามสุภาษิตจีนโบราณ
1
เขาจึงก่อตั้ง Trust ขึ้นมา ซึ่งเป็นเหมือนกองทุนที่ช่วยเก็บรักษาความมั่งคั่งของตระกูลไว้ ภายใต้การบริหารของสถาบันการเงินที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
สำหรับใครที่ไม่รู้ว่า Trust คืออะไร ?
นึกภาพง่าย ๆ ว่า Trust เป็นเหมือนกองทุนรวม แต่กองทุนนี้บริหารเฉพาะเงินของครอบครัวเราโดยเฉพาะ
และผู้ก่อตั้ง Trust อย่างคุณ Hui Sai Fun ก็สามารถตั้งกฎเพื่อควบคุมการใช้เงินทุกอย่างในกองทุนนี้ ตั้งแต่นโยบายการลงทุน การฝากเงิน การถอนเงิน และกฎนั้นก็จะมีผลทางกฎหมายอัตโนมัติ
แต่ข้อเสียของ Trust ก็คือ คุณ Hui Sai Fun และทายาท จะไม่ใช่เจ้าของเงินที่อยู่ใน Trust ตามกฎหมายอีกต่อไป แต่เป็นเพียงผู้รับผลประโยชน์เท่านั้น
หมายความว่า คุณ Hui Sai Fun และทายาท ไม่มีสิทธิถอนเงินทั้งหมดออกจาก Trust ไปใช้จ่ายได้ง่าย ๆ อีกต่อไป แต่ยังคงสามารถรับดอกเบี้ย และผลประโยชน์อื่น ๆ ตามที่ผู้ก่อตั้ง Trust กำหนดไว้
ในกรณีของคุณ Hui Sai Fun นั้น เขากำหนดไว้ว่า Trust กองนี้จะต้องจ่ายเงินเดือนให้กับทายาทของเขาคนละ 2 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงต่อเดือน หรือตกประมาณ 8 ล้านบาทต่อเดือน
และถึงแม้คุณ Hui Sai Fun จะตายไป แต่ทายาทที่ยังอยู่ก็จะไม่สามารถถอนเงินได้ตามอำเภอใจ เพราะมีผู้ที่คุมกฎเหล็กที่ผู้ก่อตั้งเขียนไว้อยู่ เรียกว่า Trustee
ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว Trustee ก็คือนักบัญชี หรือนักการเงินที่อยู่ในสถาบันการเงินที่มีความน่าเชื่อถือ
ทำให้นอกจากจะคอยเป็นผู้คุมกฎแล้ว Trustee ยังมีหน้าที่บริหารทรัพย์สินให้เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ อีกด้วย
1
พอเป็นแบบนี้แล้ว แม้ทายาทจะเป็นคนที่ใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายมากแค่ไหน แต่ทายาทคนนั้นจะไม่สามารถผลาญเงินที่มีอยู่ใน Trust ได้จนหมดเกลี้ยง
อีกข้อดีของการเก็บทรัพย์สินไว้ใน Trust ก็คือ แม้ทายาทของเราจะก่อหนี้ก่อสินท่วมหัวจนล้มละลาย แต่เจ้าหนี้จะไม่สามารถบังคับเอาทรัพย์สินใน Trust ไปล้างหนี้ได้
1
เพราะถือว่าเราสละความเป็นเจ้าของทรัพย์สินใน Trust ไปแล้ว
และด้วยเหตุผลเดียวกันนี้เอง เมื่อเราส่งต่อมรดกเป็น Trust มรดกเหล่านั้นก็จะไม่ถูกเก็บภาษีมรดก เพราะรัฐบาลมองว่าทรัพย์สินใน Trust ไม่ใช่ของทายาทนั่นเอง
กลับมาต่อกันที่เรื่องราวของตระกูล Hui
2
ก่อนที่คุณ Hui Sai Fun จะเสียชีวิตในปี 2018 ในขณะที่อายุ 97 ปี เขาได้ใส่ทรัพย์สิน ซึ่งมีทั้งหุ้นของบริษัท Central Development Limited และอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียมที่ถือครอง
ลงไปในกอง Trust ของครอบครัว เป็นมูลค่ามากถึง 168,000 ล้านบาท
3
นั่นจึงหมายความว่า ต่อให้กอง Trust กองนี้จะทำผลตอบแทนได้ 0%
แต่ด้วยอัตราการถอนเงินที่ 8 ล้านบาทต่อเดือน ก็จะทำให้กอง Trust ของตระกูล Hui นี้ อยู่ได้นานถึง 1,750 ปี
อย่างไรก็ตาม เราก็ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าสินทรัพย์ในกอง Trust นี้ มีทั้งอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียม ที่สามารถขึ้นค่าเช่าได้ รวมถึงหุ้นของบริษัท
จึงมีโอกาสน้อยมาก ๆ ที่กอง Trust นี้จะทำผลตอบแทนได้ 0% ตลอดไป
ทำให้ในทางทฤษฎีแล้ว กอง Trust นี้ จะสามารถอยู่จ่ายเงินเดือน เดือนละ 8 ล้านบาท ให้กับลูกหลานตระกูล Hui ได้ตลอดไปโดยไม่มีวันเงินหมดเลย
เรื่องการส่งต่อมรดกของตระกูล Hui นี้เอง จึงได้ให้บทเรียนกับเราว่า หากความมั่งคั่งพึ่งพาแค่คน ที่สามารถเปลี่ยนแปลงนิสัยใจคอ หรืออาจจะไม่ได้เกิดมาพร้อมความสามารถในการสร้างความมั่งคั่งต่อได้
สุดท้ายความมั่งคั่งก็จะเสื่อมสลายไปพร้อมกับนิสัยใจคอของคนที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
แต่ถ้าหากเรามีระบบในการส่งต่อความมั่งคั่งที่ชัดเจน ไม่ว่าคนจะเปลี่ยนไปแค่ไหน แต่สุดท้ายสินทรัพย์ที่เราสร้างไว้ก็จะยังคงอยู่
จนเราสามารถมั่นใจ และจากไปได้อย่างสบาย เพราะรู้ว่าสุดท้าย ความมั่งคั่งของเราจะไม่ถูกทำลาย
เพียงเพราะลูกหลาน ไม่ได้เกิดมาเป็นนักธุรกิจ หรือนักลงทุน ที่เก่งกาจเหมือนกับเรา..
#วางแผนการเงิน
#หลักวางแผนการเงิน
#OldMoney
โฆษณา