Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เล่าให้ฟังเฉยๆ
•
ติดตาม
18 ก.พ. เวลา 00:24 • นิยาย เรื่องสั้น
เรื่องของอาสุพัชนี
ปู่กับย่ามีลูกสาวทั้งหมดสี่คน
แต่คนที่ฉันคิดถึงที่สุดคือ อาสุพัชนี
ชื่อของอาหมายถึง
“ผู้ที่นำความสุขและความร่มเย็นดุจสายลมจากพัด”
และอาก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ
ในความทรงจำของฉัน
อานีสวย สวยแบบที่คนต้องเหลียวมอง ถ้าใครเคยเห็นไอด้า หรือมิริน หลานของฉัน
ก็จะเข้าใจทันทีว่า ความงามแบบนั้นเอง ที่ถอดแบบกันมา อานีเป็นย่าของมิริน ลูกพี่เอส พี่ชายของฉัน
อานีแต่งงานกับอาสิงห์
ปลูกบ้านอยู่หลังสุดท้ายบนที่ดินของปู่กับย่า
ที่ดินผืนเดียวกันที่แบ่งให้ลูก ๆ สร้างบ้านอยู่ร่วมกัน
เหมือนกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่ที่แตกออกจากลำต้นเดียว
บ้านหลังท้ายไม่เคยเงียบเหงา
บ้านที่หายใจเป็นเสียงดนตรี
ตอนนั้นฉันอายุราวเก้าหรือสิบขวบ วัยที่ยังไม่เข้าใจโลกมากนัก
แต่จดจำภาพและเสียงได้แม่นยำ บ้านอานีเต็มไปด้วยเสียงพิณพาทย์มอญ
ระนาดกระทบไม้
ฆ้องสะท้อนลม
กลองเดินจังหวะช้าเร็วสลับกัน
เด็กนาฏศิลป์สวยๆเดินเข้าออกไม่ขาดสาย
อานีรับราชการอยู่กองทัพอากาศแต่ในขณะเดียวกัน
อาคือหัวหน้าคณะรำมอญคณะใหญ่ในเขตนนทบุรี
ฉันขอขยายความเรื่องการรำมอญสักหน่อย
การรำมอญในงานศพ ไม่ใช่เพียงการแสดง แต่สำหรับคติความเชื่อของชาวมอญ คือการส่งผู้ล่วงลับด้วยศิลปะ เป็นการยกย่องผู้เสียชีวิต เป็นบุญกุศลครั้งสุดท้าย
และคณะของอานีรุ่งเรืองยิ่งนัก
เดินสายทั่วชุมชนมอญ
ทั้งกรุงเทพ นนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี
ย่าผู้มีฝีมือด้านการเย็บปัก
ต้องช่วยตัดชุด ปักดิ้นเงินดิ้นทองจนดึกดื่น
เด็กผู้หญิงในบ้านทุกคน รวมถึงในละแวกบ้านใกล้เคียง เคยถูกจับมาหัดรำ แม้แต่อาม่วยที่ไปเรียนโรงเรียนประจำในกรุงเทพแล้วในตอนนั้น ยังพาเพื่อนกลับมาซ้อมรำด้วย แต่ฉันซึ่งยังเด็กได้แต่นั่งมองเค้ารำกัน เท่านั้น
คณะอานีโด่งดังถึงขั้น
นักเรียนจากวิทยาลัยนาฏศิลป์ ยังมาขอร่วมแสดง
ทุกคนได้ค่าขนม
เสียงหัวเราะเต็มบ้าน
ฉันเคยคิดว่า
บ้านหลังนี้จะครึกครื้นเช่นนี้ไปตลอดกาล แต่ไม่มีใครบอกฉันว่าเสียงดนตรี บางครั้งก็เรียกบางสิ่งให้ตามกลับมาด้วย
เรื่องที่ผู้ใหญ่ไม่ค่อยอยากเล่า
มีเรื่องหนึ่งที่ฉันได้ยินตั้งแต่ยังเล็กแต่ไม่มีใครเล่าจนจบ
ทุกครั้งที่ถาม ผู้ใหญ่จะเงียบ
หรือเปลี่ยนเรื่อง
ฉันรู้เพียงว่า…
คณะรำมอญของอานี
เคย “โดนผีหลอก”
กลิ่นแห่งความตาย
งานนั้นจัดที่วัดในสมุทรปราการ
เป็นงานศพใหญ่
หลังม่านในศาลาสวด นางรำกำลังแต่งตัว เสียงหัวเราะคิกคักดังเป็นระยะ
จู่ ๆ อานีก็ร้องขึ้น
“เหม็น…เหมือนหมาเน่า…”
ทุกคนช่วยกันหาจนพบด้านหลังศาลา
โลงศพใบหนึ่งวางอยู่
ไม่มีศพแล้ว
แต่มีน้ำเหลืองขังอยู่เกือบครึ่งโลง
กลิ่นเหมือนความตายที่ยังไม่ยอมจากไป
ถึงอย่างนั้นการแสดงยังดำเนินต่อ เสียงปี่พาทย์ดัง
นางรำเคลื่อนไหวอ่อนช้อย
แสงไฟทอดเงาบนพื้นไม้
ทุกอย่างดูปกติ
คืนที่รถไม่ยอมกลับบ้าน
หลังงานจบ
คณะนักแสดงขึ้นรถ
ยังหัวเราะ โบกไม้โบกมือให้เด็กวัด หลังจากความเหนื่อยล้า ทุกคนก็อยากกลับบ้าน
ถนนในสมัยนั้นมืดเปลี่ยว
รถวิ่งฝ่าความมืดยาวนาน
แล้วเครื่องยนต์ก็ดับสนิท
ไม่มีสัญญาณเตือน
รถหยุดอยู่หน้ามัสยิด
ที่กำลังมีงานเฉลิมฉลอง
เสียงผู้คนคึกคัก
แต่ในรถ…เงียบงัน
สตาร์ตเท่าไรก็ไม่ติด
เด็กสาวเริ่มกลัว
บางคนร้องไห้
บางคนไม่กล้าลงจากรถ
สุดท้ายต้องรอ…จนฟ้าสาง
และทันทีที่แสงแดดแรกแตะกระจก
เครื่องยนต์ก็ติดขึ้นเอง
เหมือนไม่เคยเสียอะไรเลย
ตอนเด็กฉันฟังเรื่องนี้แล้วไม่เข้าใจแค่รู้สึกหนาววาบที่ต้นคอ
แต่เมื่อโตขึ้น
ฉันเริ่มคิดว่า
สิ่งที่ติดรถกลับมาในคืนนั้น…
อาจไม่ใช่เพียงความมืด
และเรื่องของอานีก็ไม่ได้จบลงแค่รถเสียกลางทาง
เพราะหลังจากนั้น
บางอย่าง…เริ่มตามพวกเขากลับมาถึงบ้าน
และนั่น
คือเรื่องที่ผู้ใหญ่ไม่เคยอยากเล่า
แต่ฉันก็อยากจะเล่า ...
(เดี๋ยวมาต่อ)
#เล่าให้ฟังเฉยๆ
#ญาติวงศ์พงศาพระยาขรณ์ดัวมัจฉาในสาครวาสี
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย