24 ก.พ. เวลา 01:00 • ไลฟ์สไตล์

สเปนกับการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย: จากเผด็จการฟรังโกสู่รัฐธรรมนูญ 1978 และความมั่นคงของระบอบใหม่

บทนำ
การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยของสเปน (La Transición Española) ถือเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองยุโรปศตวรรษที่ 20 เพราะเป็นการเปลี่ยนผ่านจากระบอบเผด็จการทหารที่ปกครองยาวนานเกือบ 40 ปี ไปสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยแทบไม่เกิดสงครามกลางเมืองรอบใหม่ ทั้งที่ประเทศเคยมีประสบการณ์สงครามกลางเมืองอันโหดร้ายมาก่อน
การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการปฏิวัติของมวลชนเพียงอย่างเดียว ไม่ได้เกิดจากแรงกดดันภายนอกเพียงลำพัง และไม่ได้เกิดจากการล่มสลายทางเศรษฐกิจแบบฉับพลัน หากแต่เกิดจาก “กระบวนการเจรจา ประนีประนอม และการคำนวณทางการเมือง” ระหว่างชนชั้นนำเก่าและชนชั้นนำใหม่ รวมถึงบทบาทสำคัญของพระมหากษัตริย์ฮวน คาร์ลอสที่ 1
บทความนี้จะวิเคราะห์พัฒนาการตั้งแต่รากฐานของเผด็จการฟรังโก เงื่อนไขที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่าน กลไกทางการเมืองของการปฏิรูป บทบาทของสถาบันกษัตริย์ กองทัพ พรรคฝ่ายค้าน และภาคประชาชน ตลอดจนความท้าทายในระบอบประชาธิปไตยสเปนจนถึงปัจจุบัน
1. มรดกของสงครามกลางเมืองและระบอบฟรังโก
1.1 สงครามกลางเมืองสเปน (1936–1939)
สงครามกลางเมืองเกิดจากความขัดแย้งระหว่างฝ่ายสาธารณรัฐที่มีแนวคิดเสรีนิยม สังคมนิยม และคอมมิวนิสต์ กับฝ่ายชาตินิยมภายใต้การนำของนายพลฟรานซิสโก ฟรังโก ความขัดแย้งไม่ได้เป็นเพียงการแย่งชิงอำนาจ แต่เป็นการปะทะกันของอุดมการณ์
ผลลัพธ์คือชัยชนะของฝ่ายชาตินิยมในปี 1939 และการสถาปนาระบอบเผด็จการ
1.2 ลักษณะของระบอบฟรังโก
ฟรังโกปกครองสเปนในฐานะ “Caudillo” (ผู้นำสูงสุด) ระบอบมีลักษณะสำคัญคือ
อำนาจรวมศูนย์
พรรคการเมืองเดียว
การควบคุมสื่อ
การปราบปรามฝ่ายค้าน
ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับศาสนจักรคาทอลิก
ชาตินิยมสเปนแบบรวมศูนย์
อย่างไรก็ตาม หลังทศวรรษ 1960 สเปนเริ่มเปิดรับเศรษฐกิจตลาดมากขึ้น เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทำให้ชนชั้นกลางขยายตัว ซึ่งต่อมากลายเป็นฐานสำคัญของการเรียกร้องประชาธิปไตย
2. เงื่อนไขที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่าน
การเปลี่ยนผ่านไม่ได้เกิดขึ้นทันทีหลังฟรังโกเสียชีวิตในปี 1975 แต่มีเงื่อนไขสะสมมาก่อนหน้านั้น
2.1 การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ
การพัฒนาอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวทำให้สเปนเชื่อมต่อกับยุโรปตะวันตกมากขึ้น ประชาชนเริ่มรับแนวคิดประชาธิปไตย เสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน
2.2 แรงกดดันระหว่างประเทศ
ยุโรปตะวันตกส่วนใหญ่เป็นประชาธิปไตย การจะเข้าร่วมประชาคมยุโรป (ต่อมาคือสหภาพยุโรป) จำเป็นต้องมีระบบประชาธิปไตย
2.3 ความแตกแยกภายในระบอบ
ในช่วงปลายยุคฟรังโก ชนชั้นนำในระบอบเริ่มแบ่งเป็นสองกลุ่ม
กลุ่มอนุรักษนิยมที่ต้องการคงเผด็จการ
กลุ่มปฏิรูปที่เห็นว่าการเปิดทางสู่ประชาธิปไตยจะช่วยรักษาเสถียรภาพประเทศ
3. บทบาทของพระมหากษัตริย์ฮวน คาร์ลอสที่ 1
เมื่อฟรังโกเสียชีวิตในเดือนพฤศจิกายน 1975 ฮวน คาร์ลอสที่ 1 ขึ้นครองราชย์ หลายฝ่ายคาดว่าพระองค์จะสืบทอดแนวทางเผด็จการ
แต่พระองค์กลับเลือกแนวทางตรงกันข้าม
3.1 การแต่งตั้งอดอลโฟ ซัวเรซ
ปี 1976 พระมหากษัตริย์แต่งตั้งอดอลโฟ ซัวเรซ เป็นนายกรัฐมนตรี ซัวเรซเป็นอดีตข้าราชการในระบอบเก่า แต่มีแนวคิดปฏิรูป
3.2 กฎหมายปฏิรูปการเมือง 1976
กฎหมายฉบับนี้เปิดทางให้มีการเลือกตั้งเสรีและยุบโครงสร้างเผด็จการอย่างเป็นขั้นตอน ถือเป็น “การปฏิวัติจากภายใน”
4. การเลือกตั้งเสรีและการร่างรัฐธรรมนูญ
4.1 การเลือกตั้งปี 1977
เป็นการเลือกตั้งเสรีครั้งแรกในรอบกว่า 40 ปี พรรคฝ่ายค้านรวมถึงพรรคคอมมิวนิสต์ได้รับการรับรองอย่างถูกกฎหมาย
ผลการเลือกตั้งนำไปสู่การจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ
4.2 รัฐธรรมนูญ 1978
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ประกาศให้สเปนเป็น
“รัฐประชาธิปไตยแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ”
หลักการสำคัญ ได้แก่
อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน
การแบ่งแยกอำนาจ
การคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน
ระบบรัฐสภาแบบสองสภา
การกระจายอำนาจสู่แคว้นปกครองตนเอง
รัฐธรรมนูญผ่านประชามติด้วยเสียงสนับสนุนกว่า 88%
5. วิกฤตการณ์ 23-F และบทพิสูจน์ของประชาธิปไตย
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 1981 พันโทอันโตนิโอ เตเฆโร นำกำลังบุกยึดรัฐสภาในระหว่างการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี
เหตุการณ์นี้เป็นความพยายามรัฐประหาร
พระมหากษัตริย์ฮวน คาร์ลอสทรงออกโทรทัศน์ในเครื่องแบบทหาร ประกาศสนับสนุนรัฐธรรมนูญและสั่งกองทัพให้ยุติการก่อการ
การแสดงจุดยืนครั้งนั้นช่วยรักษาประชาธิปไตยไว้ได้ และทำให้สถาบันกษัตริย์ได้รับความนิยมสูงมาก
6. การสถาปนาระบบพรรคการเมือง
ทศวรรษ 1980 พรรคสังคมนิยมแรงงานสเปน (PSOE) ภายใต้เฟลิเป กอนซาเลซ ชนะเลือกตั้งและปกครองยาวนาน
สเปนเข้าร่วมประชาคมยุโรปในปี 1986 และเข้าร่วม NATO
ประชาธิปไตยเริ่มฝังรากลึกผ่าน
การเลือกตั้งสม่ำเสมอ
เสรีภาพสื่อ
ระบบศาลรัฐธรรมนูญ
การกระจายอำนาจสู่แคว้นต่าง ๆ
7. ความท้าทายในระบอบประชาธิปไตย
แม้การเปลี่ยนผ่านประสบความสำเร็จ แต่สเปนยังเผชิญความท้าทายหลายประการ
7.1 ปัญหากาตาลุญญา
การเรียกร้องเอกราชของแคว้นกาตาลุญญาทำให้เกิดวิกฤตรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในปี 2017
7.2 วิกฤตเศรษฐกิจ 2008
อัตราการว่างงานสูง โดยเฉพาะในหมู่เยาวชน เกิดกระแสต่อต้านชนชั้นนำทางการเมือง
7.3 ความเชื่อมั่นต่อสถาบันกษัตริย์
กรณีอื้อฉาวของฮวน คาร์ลอสในช่วงปลายรัชกาล ส่งผลให้พระองค์สละราชสมบัติในปี 2014
เฟลิเปที่ 6 ขึ้นครองราชย์และพยายามฟื้นฟูความโปร่งใส
8. ลักษณะพิเศษของการเปลี่ยนผ่านสเปน
นักรัฐศาสตร์เรียกการเปลี่ยนผ่านของสเปนว่า “pacted transition” หรือการเปลี่ยนผ่านแบบประนีประนอม
ลักษณะสำคัญคือ
ไม่มีการล้างแค้นทางการเมืองครั้งใหญ่
ไม่มีการพิจารณาคดีเจ้าหน้าที่ระบอบเก่าในวงกว้าง (กฎหมายนิรโทษกรรม 1977)
เน้นความปรองดองมากกว่าการชำระความ
แนวทางนี้ช่วยสร้างเสถียรภาพ แต่ก็ถูกวิจารณ์ว่า “ละเลยความยุติธรรมทางประวัติศาสตร์”
9. การเปรียบเทียบกับประเทศอื่น
เมื่อเทียบกับโปรตุเกสที่มีการปฏิวัติดอกคาร์เนชั่น หรือประเทศในลาตินอเมริกาที่มีการล่มสลายของเผด็จการแบบรุนแรง สเปนถือเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนผ่านแบบค่อยเป็นค่อยไป
ความสำเร็จเกิดจาก
ความร่วมมือของชนชั้นนำ
บทบาทสัญลักษณ์ของสถาบันกษัตริย์
ความต้องการหลีกเลี่ยงสงครามกลางเมืองซ้ำ
10. บทสรุป
การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยของสเปนไม่ใช่เพียงเหตุการณ์ทางการเมือง หากเป็นกระบวนการทางสังคมที่ลึกซึ้ง เป็นการปรับตัวของสถาบันกษัตริย์ กองทัพ พรรคการเมือง และประชาชน
จากประเทศที่เคยแตกแยกด้วยสงครามกลางเมือง สเปนสามารถสร้างระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคงพอจะบูรณาการเข้ากับยุโรป และกลายเป็นหนึ่งในประเทศประชาธิปไตยสำคัญของยุโรปใต้
แม้ยังมีความท้าทาย แต่การเปลี่ยนผ่านของสเปนยังคงเป็นกรณีศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า
“ประชาธิปไตยสามารถเกิดขึ้นได้ผ่านการเจรจา ไม่จำเป็นต้องผ่านการนองเลือดเสมอไป”
โฆษณา