19 ก.พ. เวลา 04:09 • ครอบครัว & เด็ก

เด็กซ้ำชั้น: ทางออก หรือแค่การแก้ปัญหาเด็กที่ไม่สนใจเรียน?

ก่อนจะพูดถึง “การซ้ำชั้น” เราอาจต้องย้อนกลับไปถามคำถามพื้นฐานที่สุดก่อนว่า
โรงเรียนมีไว้ทำไม และเป้าหมายของการศึกษาคืออะไร
คำว่า “โรงเรียน” ในความหมายดั้งเดิม ไม่ได้มีไว้เพื่อการสอบหรือการให้คะแนน แต่คือพื้นที่ที่สังคมสร้างขึ้นเพื่อ ส่งต่อความรู้ ประสบการณ์ และวัฒนธรรมจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง
มันคือพื้นที่ฝึกการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น ฝึกความรับผิดชอบ ฝึกการคิด และฝึกการเป็นสมาชิกของสังคม
ส่วนคำว่า “การศึกษา” ในความหมายที่ลึกกว่านั้น ไม่ได้หมายถึงการจำข้อมูลให้ได้มากที่สุด แต่คือกระบวนการพัฒนามนุษย์ให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ มีความสามารถดูแลตัวเอง เข้าใจโลก และมีศักยภาพที่จะเติบโตต่อไปได้ตลอดชีวิต
ผลลัพธ์ของการศึกษาที่แท้จริงจึงไม่ใช่เกรดเฉลี่ย
แต่คือความสามารถของคนคนหนึ่งในการ
• อ่านออก เขียนได้ คำนวณเป็น
• คิด วิเคราะห์ แยกแยะ
• แก้ปัญหาและปรับตัวในโลกจริง
เมื่อมองจากเป้าหมายนี้ โรงเรียนควรเป็นสถานที่ที่ช่วยให้เด็ก “รักการเรียนรู้” เพราะโลกหลังจากออกจากโรงเรียนคือโลกที่ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต
ปัญหาคือ วิธีที่โรงเรียนใช้วัดผลนักเรียนกลับมี “มาตรฐานเดียว” นั่นคือการสอบ
ในขณะที่ความจริงแล้ว เด็กไม่ได้เรียนรู้แบบเดียวกันทั้งหมด อย่างน้อยที่สุด วิธีการเรียนรู้ของมนุษย์ก็แตกต่างกันหลายรูปแบบ บางคนเรียนรู้ผ่านการฟัง บางคนผ่านการลงมือทำ บางคนผ่านภาพ บางคนผ่านการทดลองและตั้งคำถาม
แต่ระบบโรงเรียนกลับใช้การสอบรูปแบบเดียวเป็นตัวตัดสินว่า
ใคร “ผ่าน” และใคร “ไม่ผ่าน”
หากมองจากมุมของโรงเรียน เราอาจเข้าใจได้ เพราะระบบต้องผลิตนักเรียนจำนวนมากให้ได้มาตรฐานเดียวกัน ผู้ที่ “รอด” จากระบบจึงมีอยู่จริง ขณะที่ผู้ที่เรียนรู้แตกต่างออกไปซึ่งอาจเป็นคนส่วนน้อย กลับกลายเป็นผู้ที่ “ไม่ผ่านมาตรฐาน”
เมื่อมองจากมุมของผู้จัดการศึกษา คำถามจึงกลายเป็นว่า
จะทำอย่างไรให้นักเรียนที่ตกมาตรฐานกลับมาอยู่ในระบบได้
คำตอบที่ระบบเลือกใช้คือ
ให้เรียนแบบเดิมซ้ำอีกครั้ง จนกว่าจะเอาตัวรอดได้
นี่คือสิ่งที่เราอาจเรียกว่า
“โรงศึกษาระบบปิด”
โรงเรียนระบบปิดไม่ได้ “ผิด” แต่อย่างใด ระบบมีสิทธิออกแบบตัวเองเช่นนั้น และความจริงที่ต้องยอมรับคือ เวลาพิสูจน์แล้วว่าโครงสร้างแบบนี้แทบไม่เคยเปลี่ยน ทุกอย่างในโลกหมุนไปข้างหน้า ยกเว้นระบบโรงเรียนที่หมุนอยู่กับที่
คำถามสำคัญจึงเปลี่ยนจาก “โรงเรียนควรเปลี่ยนไหม”
เป็น
“เด็กที่ไม่เหมาะกับระบบนี้ ยังมีทางเลือกอะไรอีก?”
มีสถานศึกษาบางแห่งที่ออกแบบการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่น รองรับความแตกต่างของผู้เรียน ให้เด็กเลือกวิธีเรียนที่เหมาะกับตัวเองได้
แต่ความจริงที่เจ็บปวดคือ ทางเลือกเหล่านี้มีน้อย มักมีค่าใช้จ่ายสูง และอยู่ไกลเกินเอื้อม
ทางเลือกอย่างโฮมสคูลก็ไม่ใช่คำตอบสำหรับคนส่วนใหญ่ เพราะพ่อแม่จำนวนมากต้องทำงานเพื่อความอยู่รอดของครอบครัว
สุดท้ายแล้ว เด็กจำนวนมากจึงไม่มีทางเลือก
สิ่งที่น่าเศร้าที่สุดคือ สถานศึกษาซึ่งควรเป็นพื้นที่จุดประกายความอยากรู้อยากเห็น กลับไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้เด็กสนใจการเรียนรู้ได้จริง
ความอยากรู้ซึ่งเป็นธรรมชาติของเด็กทุกคน ค่อย ๆ ถูกทำให้จางหายไป
ในมุมมองของการเรียนรู้แบบองค์รวม นี่อาจไม่ใช่แค่ความล้มเหลวของระบบ
แต่มันคือการสูญเสียศักยภาพของมนุษย์จำนวนมหาศาล
และสุดท้าย คำถามที่พ่อแม่จำนวนมากต้องถามตัวเองคือ
วันนี้เราจะพาลูก “รอดจากระบบ”
หรือจะร่วมมือกับระบบ
ทำลายความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ของเขาไปพร้อมกัน?
โฆษณา