19 ก.พ. เวลา 04:57 • ข่าวรอบโลก

‼️ โดนแกงหม้อใหญ่! ใครเชื่อข่าว 'Sell America' มีน้ำตาตก

เมื่อตัวเลขจริงฟ้องว่าโลกกำลังแห่ซื้อของถูก!
สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้อยากชวนมาคุยเรื่องใหญ่ระดับโลกที่หลายคนกำลังจับตามองกันค่ะ เชื่อว่าช่วงที่ผ่านมาเราคงได้ยินกระแสข่าวทำนองว่า "ถึงเวลาขายทิ้งอเมริกา" หรือ "Sell America" กันมาหนาหูพอสมควรเลยใช่ไหมคะ ยิ่งเจอกระแสข่าวเรื่องกำแพงภาษีที่ดุเดือดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าไป หลายคนก็เริ่มหวั่นใจว่านักลงทุนต่างชาติจะเทขายสินทรัพย์สหรัฐฯ แล้วหนีไปซบที่อื่นหรือเปล่า
แต่ช้าก่อนค่ะ เพราะข้อมูลล่าสุดที่เพิ่งเปิดเผยออกมาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (19 กุมภาพันธ์ 2026) โดยกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กลับตบหน้ากระแสข่าวนั้นอย่างจัง กลายเป็นหนังคนละม้วนเลยทีเดียว วันนี้จะขออาสามาแกะงบ เจาะลึกข้อมูลชุดนี้ให้ฟังกันแบบละเอียด ย่อยเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย เพื่อให้เราเห็นภาพความจริงของเม็ดเงินโลกกันค่ะ
💰 ความจริงที่สวนทางกับข่าวลือ: ต่างชาติขนเงินเข้าอเมริกากว่า 1.55 ล้านล้านดอลลาร์
ถ้าเราดูตัวเลขสรุปจบปี 2025 ที่ผ่านมา จะพบว่าความต้องการสินทรัพย์ทางการเงินของสหรัฐฯ จากนักลงทุนต่างชาตินั้น "พุ่งทะยาน" ขึ้นอย่างน่าตกใจค่ะ โดยยอดซื้อสุทธิ (Net Purchase) ของสินทรัพย์ระยะยาวพุ่งไปแตะที่ระดับ 1.55 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือถ้าปัดตัวเลขกลมๆ ตามพาดหัวข่าวก็ราว 1.6 ล้านล้านดอลลาร์นั่นเองค่ะ ซึ่งตัวเลขนี้ถือว่าก้าวกระโดดขึ้นมาจากปี 2024 ที่มียอดซื้ออยู่ที่ 1.18 ล้านล้านดอลลาร์ อย่างเห็นได้ชัด
ทีนี้ถ้าเราเจาะลึกลงไปในไส้ในของยอด 1.55 ล้านล้านดอลลาร์นี้ ว่าเขาเอาเงินไปลงที่ไหนกันบ้าง ก็จะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นค่ะ พระเอกของงานนี้คือ "ตลาดหุ้น" ค่ะ โดยมีเม็ดเงินไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ (Equities) สูงถึง 658,500 ล้านดอลลาร์ รองลงมาคือพันธบัตรรัฐบาล (Treasury notes and bonds) ที่มียอดซื้อ 442,700 ล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ยังมีการเข้าซื้อหุ้นกู้ภาคเอกชน (Corporate bonds) อีก 327,800 ล้านดอลลาร์ และสุดท้ายคือหลักทรัพย์ของหน่วยงานรัฐ (Agencies) อย่างเช่น Fannie Mae และ Freddie Mac ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวกับสินเชื่อบ้าน ก็มียอดซื้อสุทธิเข้ามาที่ 112,900 ล้านดอลลาร์ค่ะ
🔥 ดราม่าการเมือง vs ความเป็นจริงของตลาดทุน
ต้องยอมรับค่ะว่า ปีที่ผ่านมาบรรยากาศมันชวนให้เทขายจริงๆ เพราะนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ขู่จะขึ้นภาษีนำเข้า (Tariffs) อย่างหนักหน่วง โดยอ้างเหตุผลสารพัดตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ ไปจนถึงความมั่นคงของชาติ ทำให้เกิดความกังวลว่านักลงทุนจะทิ้งตลาดหุ้นสหรัฐฯ และทิ้งเงินดอลลาร์
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือกรณีความขัดแย้งเรื่องเกาะกรีนแลนด์ ที่ทำให้กองทุนบำเหน็จบำนาญของเดนมาร์กออกมาขู่ว่าจะเทขายพันธบัตรสหรัฐฯ หรือแม้แต่กองทุนยักษ์ใหญ่อย่าง Stichting Pensioenfonds ABP ของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ก็ได้ลดสัดส่วนการถือครองสินทรัพย์สหรัฐฯ ลงอย่างมีนัยสำคัญในปีที่แล้ว
แต่ในมุมของฝั่งรัฐบาลสหรัฐฯ นำโดยคุณ Scott Bessent รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ออกมาโต้แย้งกระแส Sell America นี้อยู่ตลอดค่ะ โดยเขายืนยันว่านโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้แหละที่จะช่วยส่งเสริมให้สหรัฐฯ ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งของเงินทุนทั่วโลก ซึ่งข้อมูลตัวเลขที่ออกมาก็ดูเหมือนจะเข้าข้างฝั่งรัฐบาลมากกว่า
ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญตลาดเงินอย่างคุณ Andrew Hazlett จาก Monex Inc. ก็มองเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจค่ะเขายอมรับว่าความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้เกิดกระแสการขายเงินดอลลาร์อยู่บ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้ว พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasuries) ก็ยังคงเป็นสินทรัพย์หลักที่รัฐบาลทั่วโลกต้องมีติดพอร์ตไว้ เขาจึงมองไม่เห็นภาพเลยว่าโลกจะเปลี่ยนไปจากจุดนี้ได้อย่างไรในเร็วๆ นี้
💸 วิกฤตดอลลาร์อ่อนค่า? หรือโอกาสช้อปของถูก?
อีกประเด็นที่น่าสนใจมากคือเรื่องค่าเงินดอลลาร์ค่ะ ในช่วงปีที่ผ่านมาที่เงินดอลลาร์มีการอ่อนค่าลง หลายคนอาจมองว่าเป็นสัญญาณไม่ดี แต่สำหรับผู้จัดการกองทุนต่างชาติ นี่คือโอกาสทองในการ "ช้อปของถูก" ค่ะ
คุณ Geoff Yu นักกลยุทธ์จาก BNY ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ดูแลสินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดของโลก วิเคราะห์ว่า นักลงทุนต่างชาติฉวยจังหวะที่ดอลลาร์ปรับมูลค่าลง เพื่อเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากช่วงเดือนเมษายนที่มีประกาศเรื่องภาษี Liberation Day ของทรัมป์ ที่ทำให้ตลาดผันผวน ข้อมูลชี้ชัดเลยว่านักลงทุนข้ามชาติใช้จังหวะนั้นในการเข้าสะสมหุ้นสหรัฐฯ เพิ่ม แม้ว่าสัดส่วนการจัดสรรเงินทุนอาจจะไม่ดูดุดันเท่าช่วงปี 2023-2024 ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ดูโดดเด่นเป็นพิเศษ (US exceptionalism) แต่สิ่งที่เรียกว่า Cross-border premium หรือความน่าสนใจในการลงทุนข้ามพรมแดนมายังสหรัฐฯ ก็ยังคงแข็งแกร่งอยู่ค่ะ
🧐 ใครคือ "สายเปย์" ที่แท้จริง?
เมื่อเรามาดูกันว่าภูมิภาคไหนเป็นคนหอบเงินมาซื้อสินทรัพย์สหรัฐฯ มากที่สุด คำตอบคือ ยุโรป ค่ะ โดยมียอดซื้อสุทธิในสินทรัพย์ระยะยาว (อายุเกิน 1 ปี) สูงถึง 872,800 ล้านดอลลาร์ ตามมาด้วยหมู่เกาะเคย์แมน (Cayman Islands) ที่มียอดซื้อ 277,200 ล้านดอลลาร์ ทางด้านแคนาดามียอดซื้อ 84,400 ล้านดอลลาร์ และญี่ปุ่นซื้อสุทธิไป 56,000 ล้านดอลลาร์
ตรงนี้ต้องขอดอกจันตัวโตๆ ไว้หน่อยนะคะว่า ข้อมูลจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ อาจจะไม่สามารถระบุตัวตนเจ้าของเงินที่แท้จริงได้ 100% เพราะยอดซื้อจำนวนมหาศาลมักจะมาจากประเทศที่เป็น Tax Haven หรือแหล่งเลี่ยงภาษีอย่างหมู่เกาะเคย์แมน หรือเกิร์นซีย์ (Guernsey) รวมถึงศูนย์กลางการรับฝากสินทรัพย์ (Custodial hubs) อย่างสหราชอาณาจักรและเบลเยียม ทำให้การระบุสัญชาติที่แท้จริงของเงินทุนเหล่านี้ทำได้ยากค่ะ
🇨🇳 จีน: ผู้สวนกระแสรายใหญ่
ในขณะที่ทั่วโลกกำลังแห่ซื้อ แต่จีนกลับเป็นผู้ขายรายใหญ่ที่น่าจับตามองที่สุดค่ะ โดยในปี 2025 จีนขายสุทธิสินทรัพย์ทางการเงินระยะยาวของสหรัฐฯ ออกไปถึง 208,600 ล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ยอดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ของจีน ณ สิ้นปี ลดลงเหลือเพียง 683,500 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2008 เลยทีเดียว
สาเหตุเบื้องหลังการเทขายของจีนนี้ มีรายงานจาก Bloomberg เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาเปิดเผยว่า หน่วยงานกำกับดูแลของปักกิ่งได้แนะนำให้สถาบันการเงินในประเทศลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ ลง โดยให้เหตุผลเรื่องความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของสินทรัพย์ (Concentration risks) และความผันผวนของตลาด ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องติดตามกันต่อไปยาวๆ ค่ะ
🎯 ส่งท้าย: ภาพรวมเดือนธันวาคม สัญญาณแผ่วปลาย?
แม้ว่าภาพรวมทั้งปี 2025 จะดูสดใสด้วยยอดซื้อสุทธิที่พุ่งกระฉูด แต่ถ้าเราซูมดูเฉพาะเดือนสุดท้ายคือ ธันวาคม 2025 จะพบสัญญาณที่น่าสนใจคือ ยอดการถือครองพันธบัตรสหรัฐฯ ของต่างชาติลดลงไป 88,400 ล้านดอลลาร์ เหลือยอดรวมอยู่ที่ 9.27 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม
โดยเฉพาะพี่ใหญ่อย่างญี่ปุ่นซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ในเดือนธันวาคมก็มียอดถือครองลดลง 17,200 ล้านดอลลาร์ เหลือ 1.19 ล้านล้านดอลลาร์ ส่วนสหราชอาณาจักรก็ลดลงเช่นกัน 23,000 ล้านดอลลาร์ เหลือ 866,000 ล้านดอลลาร์
สรุปสั้นๆ ให้เข้าใจง่ายที่สุดคือ แม้จะมีดราม่าการเมืองหรือข่าวลือเรื่องการทิ้งอเมริกาแค่ไหน แต่เงินจริง (Real Money) ในปี 2025 ก็ยังไหลเข้าสหรัฐฯ อย่างมหาศาล โดยเฉพาะในตลาดหุ้น แต่เราก็ต้องไม่ประมาทสัญญาณจากจีนที่เทขายต่อเนื่อง และแรงแผ่วในช่วงปลายปีที่อาจเป็นสัญญาณเตือนเล็กๆ ที่นักลงทุนอย่างเราต้องจับตามองกันต่อไปในปี 2026 นี้ค่ะ
โดย : Beauty Investor
โฆษณา