19 ก.พ. เวลา 07:11 • ข่าว

โอนเงิน "บัตรทอง" ล่วงหน้า 25,000 ล้านบาท ให้ รพ.ทั่วประเทศในสิ้น ก.พ.นี้

รมว.สธ.มั่นใจ เพียงพอ เงินไม่ติดลบ รักษาผู้ป่วยต่อได้
เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2569 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมหารือร่วมกับ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ถึงการจัดสรรงบประมาณหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทองหรือ 30 บาท) ให้แก่หน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ว่า สปสช.จะโอนเงินล่วงหน้าจำนวนประมาณ 11,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือสภาพคล่องให้แก่โรงพยาบาลทั่วประเทศ ให้สามารถปฏิบัติงานต่างๆ ได้อย่างราบรื่นต่อไป
"การประสานงานต่างๆ ตลอด 3-4 เดือนที่ผ่านมา ทั้งตนเอง ปลัด สธ. และเลขาธิการ สปสช. ทำงานอย่างใกล้ชิดเป็นทีมเดียวกัน รวมถึงระดับผู้ปฏิบัติงานก็ประชุมทุกสัปดาห์เพื่อติดตามสถานการณ์ การรักษาผู้ป่วย เรื่องเงินต่างๆ เลยมีผลออกมาในวันนี้ เราให้คำมั่นเอาไว้ว่าจะดูแลรักษาระบบสาธารณสุขของไทยให้มีความต่อเนื่อง มั่นคง ไม่สะดุดในการให้การรักษาพยาบาล" นายพัฒนากล่าว
นายพัฒนากล่าวว่า ส่วนเรื่องงบประมาณผู้ป่วยใน ขอยืนยันกับ รพ.ทั่วประเทศว่า ยังอยู่ที่ 8,350 บาทต่อ AdjRW และหักเงินเดือนออกแล้วจะอยู่ที่ 3,505 บาท การแยกให้เห็นตัวเลขเป็น 2 ชั้น จริงๆ เป็นตัวเลขเดียวกัน แต่รายงานกันคนละบรรทัด
ในอนาคตเราจะสามารถพิจารณาได้ว่าเงินที่ สปสช.สนับสนุนเข้ามาให้กับ รพ. หักเงินเดือนต่างๆ ออกแล้วมีเพิ่มมากน้อยเท่าไร มีความเหมาะสมกับการให้บริการมากน้อยเพียงใด เรามีการคุยกันว่ากิจกรรมการรักษาพยาบาลที่มีคุณค่าสูง เราจะพยายามนำเสนอและเร่งรัดให้มีการปฏิบัติตรงนี้มากขึ้น เพื่อเป้นประโยชน์ต่อคนไข้และคนไทย
ถามว่ามีข้อมูลไตรมาสแรกออกมาเงินบำรุงโรงพยาบาลเหลือน้อยลง มั่นใจได้หรือไม่ว่าการจัดสรรนี้จะเพียงพอ นายพัฒนากล่าวว่า มั่นใจได้ เรายืนยันว่าเงินในการประกอบการรักษาพยาบาลจะเพียงพอ แต่บางช่วงก็ต้องเข้าใจว่า กระแสเงินสดอาจมีความตึงตัวบ้าง และงบประมาณหรือเงินที่โรงพยาบาลมีอยู่ในทั่วประเทศ
ต้องบอกว่าในแต่ละไตรมาสก็จะมีตัวเลขที่ขึ้นๆ ลงๆ ตนเองก็เห็นตัวเลขเช่นกันก็มีความเป็นห่วง เราก็รักษาตัวเลขไม่ให้มีปัญหาติดลบมากจนเกินไป กระแสเงินเป็นออกซิเจนในการทำงาน การโอนไปอีก 11,000 ล้าน จะทำให้ รพ.ไม่ติดลบ ยังทำงานต่อไปได้
ถามว่ามีการเอาเงินมาจากกองทุนอื่นด้วยหรือไม่เพื่อมาจัดสรรงบ 11,000 ล้านบาทนี้  นายพัฒนากล่าวว่า บางส่วนที่คุยกันมีการหารือว่า กิจกรรมในหมวดต่างๆ อาจจะมีการใช้คำว่า Value Engineering พยายามจำกัดและพยายามให้เกิดคุณค่าต่อหน่วยให้ได้สูงที่สุด โดยบางกิจกรรมที่มีคุณค่าเปรียบเทียบแล้วอาจจะน้อยกว่าอีกกิจกรรมหนึ่ง ก็พยายามรักษาคุณค่าตรงนั้นไว้และรักษาจำนวนกิจกรรมที่ทำให้ได้ใกล้เคียงของเดิมที่สุด ส่วนเงินที่ยังพอบริหารจัดการได้ก็นำมาให้ รพ.ทั่วประเทศ ทั้ง IP OP และ PP มีอีกประมาณ 5,450 ล้านบาท
ถามต่อว่าจำเป็นต้องของบกลางต่อรัฐบาลชุดใหม่หรือไม่  นายพัฒนากล่าวว่า พยายามจะขอให้น้อยที่สุด จะพยายามมอนติเตอน์และใช้ให้น้อยที่สุด
ถามถึงขั้นตอนการโอนงบประมาณ 11,000 ล้านบาทให้แก่โรงพยาบาลและจะโอนได้ภายในเมื่อไร  นพ.จเด็จกล่าวว่า จริงๆ เราโอนวันนี้แล้ว และจะมีอีกก้อนหนึ่งที่จะโอนอีก 14,000 ล้านบาท ไม่เกินสิ้นเดือนนี้ รวม 2 ก้อนเป็น 25,000 ล้านบาท จริงๆ เป็นเงินในส่วนของผู้ป่วยนอก สร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค และจำนวนเงินกันที่กระทรวงกันไว้จำนวนหนึ่งเพื่อช่วยเหลือสภาพคล่อง ปีนี้เป็นปีพิเศษที่กระทรวงจะใช้เงินกันโอนไปตั้งแต่ต้นปี โดยมีการขอมติบอร์ด สปสช.ไปแล้วว่าจะขอโอนล่วงหน้า
"ทั้งหมดเราทำร่วมกัน สธ. และ สปสช. หากจำได้ในปีก่อนๆ เงินที่จะโอนเร็วที่สุดคือ ผู้ป่วยนอกและสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค ประมาณ 2 ไตรมาสก็จะหมด นี่กำลังเข้าไตรมาส 2 แล้ว 2 ก้อนนี้ในสิ้นเดือนนี้ก็จะหมด แต่เงินที่จะพิเศษเข้ามาอีกล่วงหน้าเข้าไปอีกคืองบผู้ป่วยใน ซึ่งตอนนี้เราจบแล้ว เราจะใส่เข้าไปอีก 6 พันกว่าล้านบาทตั้งแต่ล็อตแรกเลย ซึ่งเมื่อก่อนต้องรอทยอยและรอปลายปี แต่นโยบายท่านปลัดที่เรามารายงานท่านรัฐมนตรีคือ เราจะใส่พร้อมกันเลย ก็จะออกในสิ้นเดือนนี้เลย จะช่วยเรื่องสภาพคล่อง" นพ.จเด็จกล่าว
ถามว่าการโอนเงินมีเงื่อนไขอะไรที่โรงพยาบาลต้องดำเนินการหรือไม่  นพ.จเด็จกล่าวว่า เขามีตารางทำเป็นการบ้านร่วมกันมาหมดแล้วว่าโรงพยาบาลต้องทำอย่างไร และมีนโยบายท่านปลัดที่อยากให้จังหวัดทำงานร่วมกันเป็น One Province One Hospital และพี่ช่วยน้องต่างๆ
เมื่อถามย้ำว่าปลายปีจะไม่มีปัญหาอีกใช่หรือไม่  นพ.จเด็จกล่าวว่า อย่าพูดว่าไม่มีปัญหา เพราะขึ้นกับจำนวนผลงานที่เกิดขึ้นด้วย ถ้ามีผลงานเกินกว่าเป้าหมาย งบประมาณก็จะไม่พอ ถ้าไม่เกินเป้าหมายงบประมาณก็จะพอ การไปบอกก่อนก็ไม่ดี เราทำนายอนาคตไม่ได้ว่าผลงานเป้นอย่างไร เราก็พยายามควบคุมอะไรไม่จำเป็นก็ไม่ควรทำ อะไรที่จำเป็นก็ทำตามนโยบาย
โฆษณา