Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
วินทร์ เลียววาริณ
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
วันนี้ เวลา 00:00 • หนังสือ
Blockdit Originals คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ ตอน 6
คำถาม 1
ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม : “คุณวินทร์ใช้สุภาษิตอะไรในการดำเนินชีวิตไหมครับ? และใช้สุภาษิตไหนเป็นหลัก หรือใช้บ่อยที่สุด”
วินทร์ เลียววาริณ : ผมใช้หลายสุภาษิตในการดำเนินชีวิต เช่น
1 “Honesty is the best policy.” ข้อนี้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง และเห็นว่ามันเป็นความจริง ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นานจริง
2
2 “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย” นี่ก็เรียนรู้จากประสบการณ์จริง และทำให้ติดนิสัยประหยัดในสิ่งที่ควรประหยัด แม้เป็นเงินนิดเดียว และไม่ประหยัดในสิ่งที่ประหยัดไม่ได้ แม้ว่าเป็นเงินก้อนใหญ่
2
3 “โลกนี้ไม่มีของฟรี” ข้อนี้เป็นมุมมองและวิถีชีวิต นั่นคือผมใช้ชีวิตโดยเชื่อว่าอยากได้อะไร ต้องลงแรง และทำให้ไม่เคยซื้อลอตเตอรีเลย
2
4 “อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีในตำรา” นี่เป็นบทในกาลามสูตร ผมใช้หลักการนี้มาตลอดชีวิต ไม่เชื่อทุกเรื่องทุกอย่างจนกว่าจะพิสูจน์
ด้วยวิธีคิดแบบนี้ ผมจะไม่มีวันแชร์ข้อมูล คลิปใดๆ ให้ใคร จนกว่าจะรู้ว่ามันเป็นจริง
7
ผมเคยเป็นนิ่วในถุงน้ำดี นิ่วเต็มถุง มีเพื่อนที่ปรารถนาดีส่งตำราที่แพร่ในโลกอินเทอร์เน็ตมาให้ คือกรอกน้ำแอปเปิลไซเดอร์ ผสมโน่นนี่นั่น มีภาพถ่ายประกอบ และคำอ้างว่ามีคนหายมามากมายแล้ว
ถามว่า “มีหลักฐานทางการแพทย์สักชิ้นไหม?” คำตอบคือ “ไม่มี”
“เคยเจอคนที่รักษาวิธีนี้แล้วหายหรือเปล่า?”
“ไม่เคย”
“แล้วส่งมาทำไม?”
“ก็มันน่าเชื่อถือ”
2
ผมก็หายจากนิ่วในถุงนำดีจนได้ อ๋อ! ไม่ใช่จากยาผีบอก แต่ให้หมอช่วยเจี๋ยนถุงน้ำดีออกไป เรื่องก็จบ
2
หากยาสูตรนี้ได้ผล ไม่ต้องรอมันแชร์ในโลกอินเทอร์เน็ตหรอก บริษัทยาทั่วโลกคงผลิตออกมาขายร้อยปีแล้ว
1
5 “ไม่ทำงานไม่ต้องกิน”
นี่เป็นคำของอาจารย์เซน ไป่จ้างหวยไห่ ในวัยแปดสิบยังคงทำงานหนักกลางแจ้งเช่นศิษย์หนุ่มทั้งหลาย กวาดพื้น จัดสวน ตัดวัชพืช
ตำนานเล่าว่าลูกศิษย์ท่านสงสารอาจารย์ที่ยังทำงานตอนแก่ บอกให้หยุดก็ไม่ยอม จึงเอาเครื่องมือทำงานของท่านไปซ่อนเสีย
หลังจากนั้นอาจารย์ไม่กินข้าว วันถัดมาก็ไม่กิน ลูกศิษย์จึงยอมเอาเครื่องมือไปคืนอาจารย์ อาจารย์ไป่จ้างหวยไห่ก็กินข้าวตามปกติ บอกศิษย์ว่า “ไม่ทำงาน ไม่ต้องกิน”
3
ผมดำเนินชีวิตโดยเห็นว่า คนเราเกิดมาควรทำอะไรตอบแทนโลกที่ให้เราทุกอย่าง ไม่ควรอยู่เฉยๆ แต่นี่เป็นทางเลือกของแต่ละคน
4
6 “It will pass.” (แล้วมันจะผ่านไป) เป็นสุภาษิตที่ใช้บ่อยที่สุด
3
It will pass. ช่วยเตือนใจในช่วงยามดีๆ ว่าอย่าหลงระเริง ชื่อเสียงเงินทองทุกอย่างมาแล้วหายไปเสมอ
4
ในเรื่องไม่ดี It will pass. ทำให้ผ่านช่วงทุกข์ทั้งกายและใจได้ดีขึ้น เช่น การผ่าตัด การทำฟัน โดนฉีดยาโดนเจาะทะลวง ต้องไปงานที่ไม่อยากไป แต่จำเป็นต้องไป ฯลฯ
5
คำถาม 2
‘Ekkachai’ : “อุปสรรค/สิ่งที่ยากที่สุดในการเป็นนักเขียนคืออะไรครับ”
วินทร์ เลียววาริณ : จะเป็นนักเขียนที่ดีต้องผ่านสามด่าน
ด่าน 1 การสร้างเรื่อง พล็อต สาระของเรื่อง
ด่าน 2 วิธีเล่าเรื่อง
ด่าน 3 ภาษา
เรื่องราวในโลกมีมากมายมหาศาล ทั้งเรื่องแต่งและสารคดี แต่ไม่ทุกเรื่องมีคุณค่าให้จดจำ จะทำให้เรื่องที่เราเขียนมีค่า ก็ต้องทำให้มันจุดประกายความคิดของคนอ่าน สั่นสะเทือนความรู้สึกของคน และชี้หรือเสนอจุดที่คนอื่นมองไม่เห็นมาก่อน
แปลว่านักเขียนต้องเดินนำหน้านักอ่านอย่างน้อยหนึ่งก้าว ไม่เช่นนั้นจะอ่านงานของนักเขียนคนนั้นทำไม
แต่การที่นักเขียนจะไปถึงจุดนั้นก็ต้องอ่านมาก คิดมาก วิเคราะห์เป็น มองทุกอย่างทะลุ จึงจะเขียนได้
ผมชอบเปรียบการเขียนหนังสือกับงานประติมากรรม ประติมากรได้รับหินอ่อนมาหนึ่งก้อน หากเขาจะสลักรูปปั้นนักรบโบราณ เขาต้องแกะสลักตัดหินออกไปทีละส่วน จนในที่สุดก็ได้รูปนักรบตามที่ต้องการ
แต่จะทำอย่างนั้นได้ เขาต้องมองทะลุก้อนหินนั้นเหมือนเอ็กซเรย์ เห็นชัดเจนว่าท่าทางของรูปปั้นเป็นอย่างไร สัดส่วนอย่างไร ใบหน้าหันไปทางไหน บิดตัวอย่างไร เสื้อผ้าเป็นอย่างไร รอยย่นตรงไหน ฯลฯ ภายในหินก้อนสี่เหลี่ยมนั้น
พลาดนิดเดียว งานประติมากรรมนั้นก็เสีย
นักเขียนก็เช่นกัน ต้องมองทะลุเรื่องที่จะเขียน จะเล่าอะไร จะบอกคนอ่านอะไร จะชี้ประเด็นอะไร
จุดที่สองคือวิธีเล่าเรื่อง เรื่องเดียวกัน นักเขียนสองคนเล่าไม่เหมือนกัน คนหนึ่งอาจเขียนให้กินใจได้ อีกคนอาจเขียนเหมือนรายงานส่งครู
พล็อตน่าสนุกเขียนให้ไม่สนุกได้ พล็อตน่าเบื่อเขียนให้สนุกได้
กลวิธีการเล่าเรื่องนั้นไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่จะเล่าให้เป็นที่จดจำ ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ จะเล่าเป็นแนวลำดับเวลา หรือไม่ลำดับเวลา จะเล่าจากมุมมองตัวละครคนไหน จะเล่าแบบนิยายหรือสารคดี ฯลฯ
จุดนี้มาจากการฝึกฝนอย่างเดียว ต่อให้รู้เคล็ดลับก็ทำไม่ได้ทันที ต้องลองทำจริงจนเป็น
1
จุดที่สามคือภาษา การพูดกับการเขียนต่างกัน การพูดเป็นแค่การสื่อสาร แต่ภาษาในงานเขียนต้องเป็นทั้งการสื่อสารและศิลปะ
บอกตรงๆ ว่ายากมาก
ผมอ่านหนังสือมาหลายพันเล่มก่อนเริ่มเขียนนิยายเรื่องแรก และพบว่าเขียนอะไรไม่ออกเลย ต้องใช้เวลาสัก 10-20 ปี จึงค่อยคุมภาษาได้ ใช้เวลา 30-40 ปีจึงพอจะเป็นนายภาษา นี่คือฝึกทุกวันนะครับ ไม่ใช่นานๆ เขียนที
3
แค่สามจุดนี้ ก็ทำให้นักเขียนหลายคนเลิกกลางคัน เพราะฝึกเป็นนักเขียนก็เหมือนกับการฝึกเป็นประติมากร ไม่มีทางลัด ต้องใช้เวลา
เราอาจเคยเห็นโฆษณาสร้างนักเขียนในเวลาไม่กี่อาทิตย์ จากประสบการณ์ตรงของผม บอกได้ว่าเป็นไปไม่ได้ เหมือนฝังเมล็ดพืชในดิน แล้ววันรุ่งขึ้นมันกลายเป็นต้นไม้สูงยี่สิบเมตร ต่อให้เป็นอัจฉริยะ ก็ต้องฝึกฝนอย่างหนัก
เราอาจสอนคนให้รู้จักเครื่องมือแกะสลักได้ในไม่กี่ชั่วโมง แต่ไม่มีทางสร้าง ไมเคิล แองเจโล ในเวลาสั้นๆ
บางทีสิ่งยากที่สุดของการเป็นนักเขียนที่ดีคือความอึด ความอดทน การไม่ยอมแพ้
2
และไม่ทุกคนยอมจ่ายราคานี้
4
8 บันทึก
46
1
14
8
46
1
14
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย