21 ก.พ. เวลา 00:00 • หนังสือ

Blockdit Originals คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ ตอน 6

คำถาม 1
ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม : “คุณวินทร์ใช้สุภาษิตอะไรในการดำเนินชีวิตไหมครับ? และใช้สุภาษิตไหนเป็นหลัก หรือใช้บ่อยที่สุด”
วินทร์ เลียววาริณ : ผมใช้หลายสุภาษิตในการดำเนินชีวิต เช่น
1 “Honesty is the best policy.” ข้อนี้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง และเห็นว่ามันเป็นความจริง ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นานจริง
7
2 “เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย” นี่ก็เรียนรู้จากประสบการณ์จริง และทำให้ติดนิสัยประหยัดในสิ่งที่ควรประหยัด แม้เป็นเงินนิดเดียว และไม่ประหยัดในสิ่งที่ประหยัดไม่ได้ แม้ว่าเป็นเงินก้อนใหญ่
3
3 “โลกนี้ไม่มีของฟรี” ข้อนี้เป็นมุมมองและวิถีชีวิต นั่นคือผมใช้ชีวิตโดยเชื่อว่าอยากได้อะไร ต้องลงแรง และทำให้ไม่เคยซื้อลอตเตอรีเลย
5
4 “อย่าเพิ่งเชื่อเพราะมีในตำรา” นี่เป็นบทในกาลามสูตร ผมใช้หลักการนี้มาตลอดชีวิต ไม่เชื่อทุกเรื่องทุกอย่างจนกว่าจะพิสูจน์
ด้วยวิธีคิดแบบนี้ ผมจะไม่มีวันแชร์ข้อมูล คลิปใดๆ ให้ใคร จนกว่าจะรู้ว่ามันเป็นจริง
8
ผมเคยเป็นนิ่วในถุงน้ำดี นิ่วเต็มถุง มีเพื่อนที่ปรารถนาดีส่งตำราที่แพร่ในโลกอินเทอร์เน็ตมาให้ คือกรอกน้ำแอปเปิลไซเดอร์ ผสมโน่นนี่นั่น มีภาพถ่ายประกอบ และคำอ้างว่ามีคนหายมามากมายแล้ว
ถามว่า “มีหลักฐานทางการแพทย์สักชิ้นไหม?” คำตอบคือ “ไม่มี”
“เคยเจอคนที่รักษาวิธีนี้แล้วหายหรือเปล่า?”
“ไม่เคย”
“แล้วส่งมาทำไม?”
“ก็มันน่าเชื่อถือ”
3
ผมก็หายจากนิ่วในถุงนำดีจนได้ อ๋อ! ไม่ใช่จากยาผีบอก แต่ให้หมอช่วยเจี๋ยนถุงน้ำดีออกไป เรื่องก็จบ
4
หากยาสูตรนี้ได้ผล ไม่ต้องรอมันแชร์ในโลกอินเทอร์เน็ตหรอก บริษัทยาทั่วโลกคงผลิตออกมาขายร้อยปีแล้ว
3
5 “ไม่ทำงานไม่ต้องกิน”
นี่เป็นคำของอาจารย์เซน ไป่จ้างหวยไห่ ในวัยแปดสิบยังคงทำงานหนักกลางแจ้งเช่นศิษย์หนุ่มทั้งหลาย กวาดพื้น จัดสวน ตัดวัชพืช
1
ตำนานเล่าว่าลูกศิษย์ท่านสงสารอาจารย์ที่ยังทำงานตอนแก่ บอกให้หยุดก็ไม่ยอม จึงเอาเครื่องมือทำงานของท่านไปซ่อนเสีย
หลังจากนั้นอาจารย์ไม่กินข้าว วันถัดมาก็ไม่กิน ลูกศิษย์จึงยอมเอาเครื่องมือไปคืนอาจารย์ อาจารย์ไป่จ้างหวยไห่ก็กินข้าวตามปกติ บอกศิษย์ว่า “ไม่ทำงาน ไม่ต้องกิน”
6
ผมดำเนินชีวิตโดยเห็นว่า คนเราเกิดมาควรทำอะไรตอบแทนโลกที่ให้เราทุกอย่าง ไม่ควรอยู่เฉยๆ แต่นี่เป็นทางเลือกของแต่ละคน
5
6 “It will pass.” (แล้วมันจะผ่านไป) เป็นสุภาษิตที่ใช้บ่อยที่สุด
4
It will pass. ช่วยเตือนใจในช่วงยามดีๆ ว่าอย่าหลงระเริง ชื่อเสียงเงินทองทุกอย่างมาแล้วหายไปเสมอ
5
ในเรื่องไม่ดี It will pass. ทำให้ผ่านช่วงทุกข์ทั้งกายและใจได้ดีขึ้น เช่น การผ่าตัด การทำฟัน โดนฉีดยาโดนเจาะทะลวง ต้องไปงานที่ไม่อยากไป แต่จำเป็นต้องไป ฯลฯ
7
คำถาม 2
‘Ekkachai’ : “อุปสรรค/สิ่งที่ยากที่สุดในการเป็นนักเขียนคืออะไรครับ”
วินทร์ เลียววาริณ : จะเป็นนักเขียนที่ดีต้องผ่านสามด่าน
ด่าน 1 การสร้างเรื่อง พล็อต สาระของเรื่อง
ด่าน 2 วิธีเล่าเรื่อง
ด่าน 3 ภาษา
เรื่องราวในโลกมีมากมายมหาศาล ทั้งเรื่องแต่งและสารคดี แต่ไม่ทุกเรื่องมีคุณค่าให้จดจำ จะทำให้เรื่องที่เราเขียนมีค่า ก็ต้องทำให้มันจุดประกายความคิดของคนอ่าน สั่นสะเทือนความรู้สึกของคน และชี้หรือเสนอจุดที่คนอื่นมองไม่เห็นมาก่อน
แปลว่านักเขียนต้องเดินนำหน้านักอ่านอย่างน้อยหนึ่งก้าว ไม่เช่นนั้นจะอ่านงานของนักเขียนคนนั้นทำไม
แต่การที่นักเขียนจะไปถึงจุดนั้นก็ต้องอ่านมาก คิดมาก วิเคราะห์เป็น มองทุกอย่างทะลุ จึงจะเขียนได้
ผมชอบเปรียบการเขียนหนังสือกับงานประติมากรรม ประติมากรได้รับหินอ่อนมาหนึ่งก้อน หากเขาจะสลักรูปปั้นนักรบโบราณ เขาต้องแกะสลักตัดหินออกไปทีละส่วน จนในที่สุดก็ได้รูปนักรบตามที่ต้องการ
แต่จะทำอย่างนั้นได้ เขาต้องมองทะลุก้อนหินนั้นเหมือนเอ็กซเรย์ เห็นชัดเจนว่าท่าทางของรูปปั้นเป็นอย่างไร สัดส่วนอย่างไร ใบหน้าหันไปทางไหน บิดตัวอย่างไร เสื้อผ้าเป็นอย่างไร รอยย่นตรงไหน ฯลฯ ภายในหินก้อนสี่เหลี่ยมนั้น
1
พลาดนิดเดียว งานประติมากรรมนั้นก็เสีย
นักเขียนก็เช่นกัน ต้องมองทะลุเรื่องที่จะเขียน จะเล่าอะไร จะบอกคนอ่านอะไร จะชี้ประเด็นอะไร
จุดที่สองคือวิธีเล่าเรื่อง เรื่องเดียวกัน นักเขียนสองคนเล่าไม่เหมือนกัน คนหนึ่งอาจเขียนให้กินใจได้ อีกคนอาจเขียนเหมือนรายงานส่งครู
พล็อตน่าสนุกเขียนให้ไม่สนุกได้ พล็อตน่าเบื่อเขียนให้สนุกได้
กลวิธีการเล่าเรื่องนั้นไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่จะเล่าให้เป็นที่จดจำ ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ จะเล่าเป็นแนวลำดับเวลา หรือไม่ลำดับเวลา จะเล่าจากมุมมองตัวละครคนไหน จะเล่าแบบนิยายหรือสารคดี ฯลฯ
จุดนี้มาจากการฝึกฝนอย่างเดียว ต่อให้รู้เคล็ดลับก็ทำไม่ได้ทันที ต้องลองทำจริงจนเป็น
3
จุดที่สามคือภาษา การพูดกับการเขียนต่างกัน การพูดเป็นแค่การสื่อสาร แต่ภาษาในงานเขียนต้องเป็นทั้งการสื่อสารและศิลปะ
บอกตรงๆ ว่ายากมาก
ผมอ่านหนังสือมาหลายพันเล่มก่อนเริ่มเขียนนิยายเรื่องแรก และพบว่าเขียนอะไรไม่ออกเลย ต้องใช้เวลาสัก 10-20 ปี จึงค่อยคุมภาษาได้ ใช้เวลา 30-40 ปีจึงพอจะเป็นนายภาษา นี่คือฝึกทุกวันนะครับ ไม่ใช่นานๆ เขียนที
6
แค่สามจุดนี้ ก็ทำให้นักเขียนหลายคนเลิกกลางคัน เพราะฝึกเป็นนักเขียนก็เหมือนกับการฝึกเป็นประติมากร ไม่มีทางลัด ต้องใช้เวลา
เราอาจเคยเห็นโฆษณาสร้างนักเขียนในเวลาไม่กี่อาทิตย์ จากประสบการณ์ตรงของผม บอกได้ว่าเป็นไปไม่ได้ เหมือนฝังเมล็ดพืชในดิน แล้ววันรุ่งขึ้นมันกลายเป็นต้นไม้สูงยี่สิบเมตร ต่อให้เป็นอัจฉริยะ ก็ต้องฝึกฝนอย่างหนัก
1
เราอาจสอนคนให้รู้จักเครื่องมือแกะสลักได้ในไม่กี่ชั่วโมง แต่ไม่มีทางสร้าง ไมเคิล แองเจโล ในเวลาสั้นๆ
2
บางทีสิ่งยากที่สุดของการเป็นนักเขียนที่ดีคือความอึด ความอดทน การไม่ยอมแพ้
6
และไม่ทุกคนยอมจ่ายราคานี้
6
โฆษณา