Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Bigmama ชวนอ่าน
•
ติดตาม
3 ชั่วโมงที่แล้ว • ข่าวรอบโลก
⚠️ ด่วน!! ทรัมป์เปลี่ยนใจข้ามคืน จาก 10% เป็น 15% ทำไมถึงยังไม่พอ และของจริงยังไม่เริ่ม
นักลงทุนต้องอ่าน‼️
สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้ต้องมาอัปเดตเรื่องร้อนแรงที่สุดในโลกการค้าระหว่างประเทศกันแบบด่วนๆ เลย เพราะเหตุการณ์มันพลิกผันเร็วมากจนแทบตามไม่ทัน เราจะมาเล่าให้ฟังแบบละเอียดยิบว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมทรัมป์ถึงเปลี่ยนใจ และที่สำคัญที่สุดคือทำไม 15% นี้ถึงเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น
เปลี่ยนใจข้ามคืน จาก 10% กลายเป็น 15%
ย้อนกลับไปเมื่อวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2026 หลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินด้วยมติ 6 ต่อ 3 ว่าการใช้กฎหมาย IEEPA (International Emergency Economic Powers Act) ในการเก็บภาษีตอบโต้แบบ “reciprocal tariffs” นั้นผิดกฎหมาย
ทรัมป์ก็ไม่รอช้า ออกมาประกาศในวันเดียวกันเลยว่าจะเก็บภาษีนำเข้าแบบเหมาจ่าย 10% กับสินค้าจากทั่วโลก โดยใช้อำนาจตาม Section 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 แทน และกำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ เวลา 00:01 น. ตามเวลาวอชิงตัน
ในวันศุกร์นั้น ทรัมป์พูดอย่างมั่นอกมั่นใจว่า “ทุกสิ่งที่ผมพูดวันนี้เป็นความแน่นอนที่รับประกันได้” แต่แล้วเช้าวันรุ่งขึ้น คือวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ ทรัมป์ก็โพสต์บนโซเชียลมีเดียเปลี่ยนใจว่าจะขยับจาก 10% ขึ้นเป็น 15% โดยมีผลทันที พร้อมเขียนว่า
“ผมในฐานะประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา จะขึ้นภาษี 10% ที่เก็บกับประเทศทั่วโลก ซึ่งหลายประเทศ ‘ขูดรีด’ สหรัฐฯ มาเป็นสิบๆ ปีโดยไม่มีการตอบโต้ จนกระทั่งผมเข้ามา ขึ้นไปเป็นระดับ 15% ซึ่งเป็นอัตราที่ถูกต้องตามกฎหมายและผ่านการทดสอบทางกฎหมายแล้ว”
แค่ข้ามคืนเดียว คำว่า “ความแน่นอนที่รับประกันได้” ก็เปลี่ยนไปแล้วค่ะ ซึ่งก็บอกอะไรเราได้เยอะมากเกี่ยวกับธรรมชาติของนโยบายการค้าในยุคทรัมป์ ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
⚠️ สาเหตุที่ทรัมป์อ้าง ทำไมถึงต้อง 15%?
ในโพสต์ของทรัมป์นั้น เหตุผลที่เขาให้ค่อนข้างตรงไปตรงมาตามสไตล์ของเขา คือมองว่าประเทศคู่ค้าทั่วโลก “ขูดรีด” สหรัฐฯ มาเป็นเวลาหลายสิบปี และ 15% เป็นอัตราที่ “ถูกต้องตามกฎหมายและผ่านการทดสอบแล้ว” ซึ่งก็คล้ายๆ กับเหตุผลเดิมที่รัฐบาลทรัมป์ใช้มาตลอด นั่นคือสหรัฐฯ กำลังเผชิญปัญหาพื้นฐานด้านการชำระเงินระหว่างประเทศ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “fundamental international payment problems”
✅ ตามที่ระบุไว้ใน factsheet ที่ทำเนียบขาวเผยแพร่ออกมา
รัฐบาลทรัมป์อ้างว่าสหรัฐฯ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดหนักมาก โดยการขาดดุลการค้าสินค้าประจำปีพุ่งขึ้นกว่า 40% ในสมัยรัฐบาลไบเดน จนแตะระดับ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2024 และที่น่าตกใจคือในปี 2024 เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 60 ปีที่สหรัฐฯ ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนในต่างประเทศน้อยกว่าที่ต่างชาติได้จากการลงทุนในสหรัฐฯ
ทั้งเรื่องเงินโอนกลับประเทศก็ติดลบเช่นกัน ในภาพรวมปี 2024 สหรัฐฯ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ที่ -4.0% ของ GDP ซึ่งเกือบเป็นสองเท่าของค่าเฉลี่ยช่วงปี 2013 ถึง 2019 ที่อยู่ราวๆ -2.0% และถือเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงินโลกปี 2008
นอกจากนี้ยังมีเรื่องฐานะการลงทุนระหว่างประเทศสุทธิ หรือ Net International Investment Position (NIIP) ที่ติดลบถึง 26 ล้านล้านดอลลาร์ คิดเป็น 89% ของ GDP ซึ่งรัฐบาลอ้างว่าเป็นระดับติดลบมากที่สุดของประเทศใดๆ ในโลก พูดง่ายๆ ว่าถ้าต้องชำระหนี้ทั้งหมดที่มีต่อต่างชาติพร้อมกันวันนี้ แม้เอาสินทรัพย์ต่างประเทศที่สหรัฐฯ ถืออยู่มาจ่ายหมด ก็ยังขาดอีกเกือบเท่ากับรายได้ทั้งปีของประเทศ
💸 แต่เหตุผลที่แท้จริงน่าจะเป็นเรื่อง “รายได้” มากกว่า
ทีนี้มาวิเคราะห์กันลึกๆ ว่าทำไมทรัมป์ถึงต้องขยับจาก 10% เป็น 15% ในแค่ข้ามคืน เพราะถ้าดูจากข้อมูลของ Bloomberg Economics จะเห็นภาพชัดเจนมากค่ะว่าปัญหาอยู่ที่ไหน
ก่อนที่ศาลฎีกาจะตัดสิน อัตราภาษีนำเข้าเฉลี่ยของสหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 13.6% ซึ่งเป็นผลจากภาษีตอบโต้แบบ reciprocal tariffs ที่ทรัมป์เก็บภายใต้ IEEPA ในอัตราตั้งแต่ 10% ไปจนถึง 50% กับหลายสิบประเทศคู่ค้า
พอศาลตัดสินว่า IEEPA ใช้เก็บภาษีไม่ได้ ทรัมป์ก็หันมาใช้ Section 122 เก็บแบบเหมาจ่าย 10% แทน ถ้าเก็บ 10% แบบไม่มีข้อยกเว้นเลย Bloomberg Economics คำนวณว่าอัตราภาษีเฉลี่ยจะอยู่ที่ 16.5% ซึ่งสูงกว่าเดิมด้วยซ้ำ
แต่ปัญหาคือ factsheet ที่ทำเนียบขาวออกมาภายหลังนั้น ระบุข้อยกเว้นมากมายค่ะ ไม่ว่าจะเป็นแร่ธาตุสำคัญ พลังงาน สินค้าเกษตรบางรายการ ยาและวัตถุดิบผลิตยา อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บางประเภท รถยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์อวกาศ สินค้าที่อยู่ภายใต้ Section 232 อยู่แล้ว สินค้าที่เป็นไปตาม USMCA จากแคนาดาและเม็กซิโก รวมถึงสิ่งทอจากประเทศในข้อตกลง DR-CAFTA
👉🏻 พอหักข้อยกเว้นเหล่านี้ออกไป Bloomberg Economics คำนวณว่าอัตราภาษีเฉลี่ยจะเหลือแค่ประมาณ 10.2% เท่านั้น
ตรงนี้แหละค่ะที่เป็นปัญหาใหญ่ เพราะ 10.2% มันต่ำกว่า 13.6% ที่เคยเก็บได้ก่อนคำตัดสินของศาลฎีกาอย่างมีนัยสำคัญ พูดง่ายๆ คือถ้าเก็บแค่ 10% พร้อมข้อยกเว้นเหล่านี้ รัฐบาลจะ “ได้รายได้น้อยลง” กว่าก่อนศาลตัดสินเสียอีก ทั้งที่ทรัมป์เพิ่งโดนศาลตีตก ก็ยังอยากรักษาระดับรายได้ให้ได้ใกล้เคียงเดิมมากที่สุด
👉🏻 พอขยับขึ้นเป็น 15% โดยสมมติว่าข้อยกเว้นยังคงเหมือนเดิม Bloomberg Economics คำนวณว่าอัตราภาษีเฉลี่ยจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 12% ซึ่งแม้จะยังต่ำกว่า 13.6% เดิมอยู่ แต่ก็ถือว่าใกล้เคียงขึ้นมากเลย และเป็นตัวเลขที่ยังพอรับได้ในแง่ของรายได้ภาษี
ลองนึกภาพนะคะ ก่อนศาลตัดสิน ทรัมป์เก็บภาษีเฉลี่ยได้ 13.6% แล้วอยู่ดีๆ ก็ต้องเปลี่ยนเครื่องมือทางกฎหมาย ถ้าเก็บ 10% แล้วเฉลี่ยเหลือแค่ 10.2% ก็เท่ากับรายได้หายไปก้อนใหญ่เลย เพราะต่างกันตั้ง 3.4 จุดเปอร์เซ็นต์ คิดเป็นเงินมหาศาลเมื่อเทียบกับมูลค่าสินค้านำเข้าทั้งหมดของสหรัฐฯ ที่มีหลายล้านล้านดอลลาร์ต่อปี แต่พอขึ้นเป็น 15% แล้วเฉลี่ยอยู่ที่ 12% ส่วนต่างก็เหลือแค่ 1.6 จุดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งพอจัดการได้มากกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สก็อตต์ เบสเซนท์ (Scott Bessent) ก็ออกมาพูดว่ารายได้จากภาษีนำเข้าจะ “แทบไม่เปลี่ยนแปลง” ในปี 2026 แม้จะมีคำตัดสินของศาลฎีกา ซึ่งก็สะท้อนว่าการขยับจาก 10% เป็น 15% เป็นการเคลื่อนไหวที่คิดมาแล้วเพื่อชดเชยรายได้ที่จะหายไปจากข้อยกเว้นต่างๆ นั่นเอง
ดังนั้นสรุปง่ายๆ ค่ะ เหตุผลที่อ้างอาจเป็นเรื่องประเทศคู่ค้า “ขูดรีด” สหรัฐฯ แต่เหตุผลที่แท้จริงน่าจะเป็นเพราะ 10% พร้อมข้อยกเว้นมันทำให้อัตราภาษีเฉลี่ยตกลงไปเหลือแค่ 10.2% ซึ่งน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับ 13.6% ที่เคยได้ ทรัมป์จึงต้องดึงขึ้นมาที่ 15% เพื่อให้อัตราเฉลี่ยกลับมาอยู่ที่ประมาณ 12% และรักษาระดับรายได้ให้ใกล้เคียงเดิมมากที่สุดนั่นเอง
🛑 อะไรบ้างที่น่าจะยังได้รับยกเว้น?
จากข้อมูลใน factsheet ที่ทำเนียบขาวเผยแพร่ตอนประกาศอัตรา 10% แม้ยังไม่มีรายละเอียดอย่างเป็นทางการสำหรับอัตรา 15% แต่ Bloomberg Economics คำนวณอัตราเฉลี่ย 12% โดยสมมติว่าข้อยกเว้นยังคงเหมือนเดิม ซึ่งหมายความว่าสินค้าที่น่าจะยังได้รับการยกเว้นก็น่าจะเป็นกลุ่มเดิม
เริ่มจากกลุ่มแร่ธาตุสำคัญ (critical minerals) โลหะที่ใช้ผลิตเหรียญกษาปณ์และทองคำแท่ง รวมถึงพลังงานและผลิตภัณฑ์พลังงาน ซึ่งสหรัฐฯ ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศอยู่มาก ถัดมาคือทรัพยากรธรรมชาติและปุ๋ยที่ไม่สามารถผลิตได้เพียงพอในสหรัฐฯ สินค้าเกษตรบางรายการอย่างเนื้อวัว มะเขือเทศ และส้ม ซึ่งเป็นการพยายามไม่ให้ราคาอาหารพื้นฐานพุ่งขึ้นจนกระทบชีวิตประจำวันของชาวอเมริกัน
ยาและวัตถุดิบในการผลิตยาก็ได้รับยกเว้นเช่นกัน เพราะเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพโดยตรง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์บางประเภทก็อยู่ในข่าย เนื่องจากห่วงโซ่อุปทานด้านอิเล็กทรอนิกส์มีความซับซ้อนและยังพึ่งพาต่างประเทศสูง
รถยนต์โดยสารส่วนบุคคล รถกระบะเบาบางรุ่น รถบรรทุกขนาดกลางและหนักบางรุ่น รถโดยสารประจำทาง รวมถึงชิ้นส่วนบางประเภทก็ได้ยกเว้น
ผลิตภัณฑ์อวกาศบางประเภทซึ่งเกี่ยวข้องกับความมั่นคงและอุตสาหกรรมการบิน และสุดท้ายคือสิ่งพิมพ์เพื่อเผยแพร่ข้อมูล สิ่งของบริจาค และสัมภาระผู้เดินทาง
นอกจากนี้ยังมีข้อยกเว้นพิเศษอีกสามกลุ่ม ได้แก่ สินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรการ Section 232 อยู่แล้ว เช่น เหล็กและอลูมิเนียม เพื่อไม่ให้โดนภาษีซ้ำซ้อน สินค้าจากแคนาดาและเม็กซิโกที่เป็นไปตาม USMCA ก็ได้ยกเว้น และสิ่งทอจากประเทศในข้อตกลง DR-CAFTA อย่างคอสตาริกา สาธารณรัฐโดมินิกัน เอลซัลวาดอร์ กัวเตมาลา ฮอนดูรัส และนิการากัว ก็ได้รับการยกเว้นด้วยเช่นกัน
สิ่งที่น่าสนใจคือ Bloomberg Economics ตั้งข้อสังเกตว่า factsheet ครั้งนี้ยังรวมข้อยกเว้นสำหรับผลิตภัณฑ์อากาศยาน (aircraft products) ด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นข้อยกเว้นที่มีให้เฉพาะในดีลการค้ากับบางประเทศอย่างอังกฤษ สหภาพยุโรป และอีกไม่กี่ประเทศเท่านั้น การขยายข้อยกเว้นนี้ออกไปแบบทั่วโลกถือเป็นจุดเปลี่ยนเล็กๆ ที่น่าจับตา
ผลจากข้อยกเว้นเหล่านี้ทำให้ประเทศที่มีสินค้าส่งออกหลักเป็นสินค้าที่ได้ยกเว้นอยู่แล้ว เช่น ซาอุดีอาระเบียที่ส่งออกน้ำมัน ไต้หวันที่ส่งออกชิป และสวิตเซอร์แลนด์ที่ส่งออกทองคำและยา ก็จะยังคงได้ประโยชน์จากข้อยกเว้นเหล่านี้ต่อไป
ในขณะที่ประเทศอย่างจีนกลับกลายเป็นผู้ได้ประโยชน์มากที่สุดรายหนึ่งจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เพราะก่อนหน้านี้จีนโดนทั้งภาษี fentanyl 10% สำหรับสินค้าทุกชนิด บวกภาษี reciprocal อีก 10% สำหรับสินค้าที่อยู่ในข่าย แต่ตอนนี้เหลือแค่ 15% เฉพาะสินค้าที่อยู่ในข่ายเท่านั้น สินค้าที่เคยได้ยกเว้นจาก reciprocal tariffs อย่างสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ก็ยังคงได้ยกเว้นต่อไป
‼️15% เป็นแค่จุดเริ่มต้น ของจริงยังมาไม่ถึง
ทีนี้มาถึงส่วนที่สำคัญที่สุดค่ะ และเป็นส่วนที่อยากให้ทุกคนจับตาดูให้ดี เพราะ 15% ที่เราเห็นอยู่ตอนนี้ มันเป็นแค่มาตรการชั่วคราวที่ใช้ Section 122 ซึ่งมีอายุแค่ 150 วันเท่านั้น
👉🏻 คำถามสำคัญคือ แล้วหลังจาก 150 วันจะเกิดอะไรขึ้น? คำตอบคือ Section 232 และ Section 301 จะเข้ามาแทนที่ค่ะ
ทรัมป์ได้สั่งให้สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) นำโดย จามีสัน กรีเออร์ (Jamieson Greer) เปิดการสอบสวนใหม่ภายใต้ Section 301 แบบเร่งด่วน โดยกรีเออร์ระบุว่าคาดว่าการสอบสวนเหล่านี้จะครอบคลุมประเทศคู่ค้ารายใหญ่ส่วนใหญ่ และจะพิจารณาประเด็นต่างๆ อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นกำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรม
การใช้แรงงานบังคับ นโยบายกำหนดราคายาที่ไม่เป็นธรรม การเลือกปฏิบัติต่อบริษัทเทคโนโลยีและสินค้าดิจิทัลของสหรัฐฯ ภาษีบริการดิจิทัล มลพิษทางทะเล และแนวปฏิบัติด้านการค้าอาหารทะเล ข้าว และผลิตภัณฑ์อื่นๆ
แต่จุดสำคัญอยู่ตรงนี้ค่ะ Section 301 ต่างจาก Section 122 ตรงที่มันเป็นมาตรการเฉพาะจุดและเฉพาะประเทศ หมายความว่าต้องทำการสอบสวนรายประเทศ ต้องมีข้อค้นพบที่ชัดเจนว่าประเทศนั้นๆ มีการละเมิดทางการค้าจริงก่อน ถึงจะเรียกเก็บภาษีได้ กระบวนการนี้ใช้เวลาและมีขั้นตอนทางราชการมากกว่า IEEPA ที่ทรัมป์เคยใช้ซึ่งสามารถสั่งได้ทันทีแบบเหมาโหล
⚠️ ตรงนี้แหละค่ะที่ทำให้อัตราภาษีในอนาคตน่าจะต้องสูงขึ้นกว่า 15% อีกมาก
เพราะลองคิดดูนะคะ ตอนที่ใช้ IEEPA ทรัมป์สามารถเก็บภาษีกับทุกประเทศพร้อมกันได้ในอัตราตั้งแต่ 10% ถึง 50% ทำให้เฉลี่ยออกมาได้ 13.6% แต่พอเปลี่ยนมาใช้ Section 301 ที่ต้องสอบสวนทีละประเทศ สหรัฐฯ คงไม่สามารถสอบสวนทุกประเทศคู่ค้าได้ทั้งหมด ต้องเลือกเฉพาะประเทศที่สำคัญๆ ซึ่งหมายความว่าจำนวนประเทศที่โดนภาษี Section 301 จะน้อยกว่าตอนใช้ IEEPA
ทีนี้ถ้าจำนวนประเทศที่โดนน้อยลง แต่ทรัมป์ต้องการรายได้ภาษีเท่าเดิมหรือมากกว่า อัตราภาษีที่เก็บกับแต่ละประเทศก็ต้องสูงขึ้นเป็นการชดเชย เหมือนกับว่าเดิมเก็บทีละน้อยจากหลายๆ คน แต่ตอนนี้เก็บได้จากน้อยคนลง ก็ต้องเก็บแต่ละคนมากขึ้นเพื่อให้ยอดรวมเท่าเดิม
ยิ่งไปกว่านั้น ทรัมป์ยังมีแผนจะเก็บภาษี Section 232 กับรถยนต์นำเข้าอีก ในอัตรา 15% ถึง 30% ซึ่งเป็นมาตรการเฉพาะสินค้าที่จะเพิ่มเข้ามาอีกชั้นหนึ่ง
Bloomberg Economics ยังตั้งข้อสังเกตว่า แม้สถานการณ์ตอนนี้อาจดูผ่อนคลายลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วงก่อนคำตัดสินของศาล แต่ในครึ่งหลังของวาระการดำรงตำแหน่ง ทรัมป์น่าจะพยายามกลับมาใช้อำนาจด้านภาษีอย่างเข้มข้นอีกครั้ง และผลักดันอัตราภาษีเฉพาะประเทศให้สูงขึ้น การที่ทรัมป์ขยับจาก 10% เป็น 15% ในแค่ข้ามคืนก็สะท้อนให้เห็นชัดเจนแล้วว่าเขาพร้อมที่จะผลักดันอัตราภาษีให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ
อย่าลืมด้วยนะคะว่ายังมีประเด็นเรื่องเงิน 170,000 ล้านดอลลาร์ที่เก็บไปแล้วภายใต้ IEEPA ซึ่งตอนนี้ศาลตัดสินว่าผิดกฎหมาย มีบริษัทกว่า 1,500 แห่งยื่นฟ้องในศาลการค้าเพื่อขอเงินคืน แม้ศาลฎีกาจะยังไม่ได้ตัดสินว่าผู้นำเข้ามีสิทธิ์ได้เงินคืนหรือไม่ แต่ถ้าสุดท้ายแล้วต้องคืนเงินจำนวนนี้ไปบางส่วน ทรัมป์ก็ยิ่งมีแรงจูงใจมากขึ้นไปอีกที่จะเก็บภาษีในอัตราที่สูงขึ้นในอนาคตเพื่อชดเชย
🎯 สรุปทิ้งท้าย
15% ที่เราเห็นอยู่ตอนนี้จึงเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้นค่ะ มันเป็นมาตรการชั่วคราวภายใต้ Section 122 ที่จะหมดอายุใน 150 วัน ของจริงจะอยู่ที่มาตรการถาวรภายใต้ Section 301 และ Section 232 ที่กำลังจะตามมา และเนื่องจากมาตรการเหล่านี้เป็นแบบเฉพาะจุดเฉพาะประเทศ ต้องสอบสวนรายประเทศ ซึ่งสหรัฐฯ คงเลือกสอบสวนแค่บางประเทศที่สำคัญ นั่นหมายความว่าอัตราภาษีสำหรับประเทศที่ถูกเลือกจะต้องสูงขึ้นไปอีกมาก เพื่อให้ทรัมป์ยังคงมีรายได้รวมเท่าเดิมหรือมากกว่า
นักลงทุนจึงต้องจับตาดู 150 วันข้างหน้านี้อย่างใกล้ชิดค่ะ ว่าประเทศไหนจะถูกสอบสวน ประเทศไหนจะโดนหนัก และอัตราภาษีสุดท้ายจะอยู่ที่เท่าไหร่ เพราะในยุคทรัมป์ สิ่งเดียวที่แน่นอนคือ ไม่มีอะไรแน่นอนค่ะ 💋
โดย : Beauty Investor
https://www.facebook.com/share/1AgwcZEjgX/
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย