22 ก.พ. เวลา 02:36 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ในช่วงที่ตลาดหุ้นเข้าสู่ภาวะ "แพงเกินปัจจัยพื้นฐาน" (Overvaluation)

เหมือนในปัจจุบัน (ต้นปี 2026) นักลงทุนทั่วโลกต่างจับตาดูความเคลื่อนไหวของ วอเรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) เพราะเขาคือปรมาจารย์ที่พิสูจน์ให้เห็นเสมอว่า "ความอดทน" คืออาวุธที่ร้ายกาจที่สุด
​เมื่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งสูงจน Buffett Indicator (มูลค่าตลาดรวมเทียบกับ GDP) ทะลุระดับ 220% ซึ่งสูงกว่าช่วงวิกฤตดอทคอมเสียอีก บัฟเฟตต์ไม่ได้วิ่งตามฝูงชน แต่เขากลับเลือกเดินในเส้นทางที่ต่างออกไป ดังนี้ครับ:
​1. กลุ่ม "เงินสดและพันธบัตรระยะสั้น" (Cash is King)
​สิ่งที่เป็นที่ฮือฮาที่สุดในขณะนี้คือ Berkshire Hathaway ถือครองเงินสดและตั๋วเงินคลัง (T-Bills) สูงเป็นประวัติการณ์เกือบ 400,000 ล้านดอลลาร์
​ทำไมถึงสนใจ: ในขณะที่หุ้นมีราคาแพงและให้ผลตอบแทนปันผลต่ำ บัฟเฟตต์เลือกที่จะเก็บเงินสดไว้ในพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นที่ให้ดอกเบี้ยประมาณ 4% กว่าๆ ซึ่ง "ปลอดภัย" และ "มีสภาพคล่องสูง"
​กลยุทธ์: เขาไม่ได้พยายามทำนายว่าตลาดจะพังเมื่อไหร่ แต่เขาเตรียม "กระสุน" ไว้ให้พร้อมที่สุด เพื่อรอช้อปของดีในราคาถูกเมื่อเกิดการปรับฐาน
​2. กลุ่ม "หุ้นคุณค่าที่มีคูเมืองแข็งแกร่ง" (Economic Moat)
​ถึงแม้จะขายหุ้นออกมากกว่าซื้อ (Net Seller) ติดต่อกันหลายไตรมาส แต่บัฟเฟตต์ยังคงรักษาหุ้นกลุ่มที่เป็น "เสาหลัก" ของพอร์ตไว้ โดยเน้นบริษัทที่มีอำนาจในการต่อรองราคา (Pricing Power):
​Consumer Defensive (สินค้าอุปโภคบริโภค): เช่น Coca-Cola หรือ Kraft Heinz ที่ผู้บริโภคยังต้องซื้อไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร
​Financial Services: แม้จะมีการลดสัดส่วน Bank of America ลงบ้าง แต่เขายังคงถือหุ้นอย่าง American Express และ Chubb (ประกันภัย) ซึ่งมีกระแสเงินสดที่มั่นคงและได้ประโยชน์จากภาวะดอกเบี้ย
​3. กลุ่ม "พลังงานและสินทรัพย์จริง" (Real Assets)
​บัฟเฟตต์เพิ่มสัดส่วนในกลุ่มพลังงานอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา เช่น Occidental Petroleum (OXY) และ Chevron (CVX)
​เหตุผล: หุ้นกลุ่มนี้เปรียบเสมือนการป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ และเป็นธุรกิจที่มีสินทรัพย์จับต้องได้ มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานสูง ซึ่งมักจะทนทานต่อภาวะตลาดผันผวนได้ดีกว่าหุ้นเทคโนโลยีที่เก็งกำไรกันสูงๆ
​4. กลุ่ม "หุ้นญี่ปุ่น" (The Five Sogo Shosha)
​นี่คือหนึ่งในดีลที่ดีที่สุดของเขาในรอบหลายปี บัฟเฟตต์ยังคงสนใจบริษัทการค้าขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น (เช่น Itochu, Mitsubishi)
​เสน่ห์: บริษัทเหล่านี้มีโครงสร้างธุรกิจหลากหลาย (Conglomerate) คล้ายกับ Berkshire เอง และที่สำคัญคือ "ราคาถูกและปันผลดี" ซึ่งหาได้ยากในตลาดสหรัฐฯ ปัจจุบัน
​สรุปบทเรียนจากบัฟเฟตต์ในปี 2026:
​"จงกลัวในเวลาที่คนอื่นโลภ และจงโลภในเวลาที่คนอื่นกลัว"
​ในวันที่ตลาด Overvalued บัฟเฟตต์สอนเราว่า "การไม่อยู่ในตลาดตลอดเวลา (Not being fully invested) ก็เป็นกลยุทธ์การทำกำไรอย่างหนึ่ง" การยอมตกรถในระยะสั้น เพื่อรักษาเงินต้นไว้รอโอกาสครั้งใหญ่ คือหัวใจสำคัญของนักลงทุนระดับตำนานครับ
#หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่นักทุนทุกท่าน
#การลงทุนมีความเสี่ยงสูงนักลงทุนควรศึกษาให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน
โฆษณา