7 ชั่วโมงที่แล้ว • ข่าวรอบโลก

ป่าโตเร็ว ไม่ได้แปลว่าโลกปลอดภัย เมื่อธรรมชาติถูกรีแบรนด์ให้รีบโต แต่กลับยืนระยะไม่ไหว

‘ป่าไม้’ คือหนึ่งในสินทรัพย์สำคัญของโลกใบนี้
มันดูดซับก๊าซคาร์บอนฯ รักษาวงจรน้ำ โอบอุ้มความหลากหลายทางชีวภาพ และเป็นต้นทุนชีวิตของมนุษย์มาตลอดหลายพันปี
แต่วันนี้ สินทรัพย์อันมากค่ากำลังลดคุณภาพลงอย่างรวดเร็ว
งานวิจัยใหม่จาก Aarhus University (เดนมาร์ก) ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Plants นักวิทยาศาสตร์ได้วิเคราะห์ข้อมูลจากต้นไม้กว่า 31,000 ชนิดทั่วโลก เพื่อดูแนวโน้มป่าในอนาคต ภายใต้แรงกดดันของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การตัดไม้ทำลายป่า และกิจกรรมของมนุษย์
ผลลัพธ์ที่ได้ทำให้เราเห็นระบบนิเวศที่มีเพียงความเรียบง่าย ไม่ได้สลับซับซ้อนเหมือนเช่นที่เป็นมา
และในโลกของระบบนิเวศ ความเรียบง่ายคือความเปราะบาง
เพราะ ‘ไม้สปรินเตอร์’ (sprinter) หรือไม้โตไว กำลังเข้ามาแทนที่พันธุ์ไม้ที่เป็นระบบนิเวศดั้งเดิม
ป่าในอนาคตกำลังมีแนวโน้มถูกครอบงำโดยต้นไม้ที่เติบโตเร็ว ใบบาง เนื้อไม้น้อย และอายุสั้น
ตรงกันข้ามต้นไม้ที่เติบโตช้า ใบหนา เนื้อไม้หนาแน่น อายุยืนยาว สามารถกักเก็บคาร์บอนระยะยาว และเป็นโครงสร้างหลักของป่า กลับเป็นกลุ่มที่ลดลง
ศาสตราจารย์เยนส์-คริสเตียน สเวนนิง (Jens-Christian Svenning) หนึ่งในผู้วิจัย ระบุว่า นี่คือแนวโน้มที่น่ากังวล
โดยเฉพาะสำหรับชนิดไม้ที่มีถิ่นกระจายจำกัด เมื่อพวกมันหายไป ระบบนิเวศจะสูญเสียบทบาทเฉพาะ และไม่สามารถหาแบบเดียวกันมาทดแทนได้
เป็นการเติบโตที่ดูดีในตัวเลข (พื้นที่ป่าหรือพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น) แต่อาจแย่ในโครงสร้าง (ความหลากหลายทางชีวภาพหายไป)
ในมุมเศรษฐกิจ ต้นไม้โตเร็วอาจเป็นคำตอบที่เราต้องการ ให้ผลผลิตเร็ว ใช้ในอุตสาหกรรมไม้ พลังงานชีวมวล และโครงการปลูกป่าเชิงพาณิชย์ได้ใช้ทันใจ
แต่ในมุมระบบนิเวศ ต้นไม้เหล่านี้ไม่สามารถรับมือภัยแล้ง ไฟป่า และพายุรุนแรงได้เท่าไม้พื้นเมืองดั้งเดิม
นี่คือความย้อนแย้งของยุคสมัย
เรากำลังเพิ่มปริมาณพื้นที่สีเขียว ฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรมในพื้นที่ที่ถูกทำลาย ด้วยการลดคุณภาพของความยั่งยืน
งานวิจัยยังพบว่าไม้ต่างถิ่นกำลังแพร่กระจายมากขึ้นเรื่อยๆ
ต้นไม้กลุ่มนี้มักโตเร็ว ทนต่อการรบกวน และตั้งตัวได้ดีในพื้นที่ที่ถูกแผ้วถางหรือเปลี่ยนแปลงโดยมนุษย์
แต่ปัญหาคือ ไม้กลุ่มนี้ไม่สามารถทำหน้าที่เชิงนิเวศได้เหมือนไม้พื้นเมืองดั้งเดิม แถมยังแย่งทรัพยากรกับชนิดพันธุ์ท้องถิ่นอีกด้วย
พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือเขตร้อน ซึ่งเป็นแหล่งความหลากหลายทางชีวภาพของโลก
ต้นไม้โตช้าหลายชนิดมีถิ่นกระจายจำกัดอยู่บริเวณดังกล่าว หากถิ่นเดิมเปลี่ยนแปลง พวกมันอาจหายไปอย่างถาวร
ขณะเดียวกัน พื้นที่หนาวเย็นในซีกโลกเหนือเริ่มมีแนวโน้มเผชิญการรุกรานของไม้ต่างถิ่นมากขึ้นเช่นกัน
และปัญหาของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ต้นไม้ แต่อยู่ที่วิธีคิดของมนุษย์
เมื่อมนุษย์ให้รางวัลกับ ‘ความเร็ว’ แต่ระบบนิเวศให้รางวัลกับ ‘ความหลากหลายและความทนทาน’
เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงนี้คือกิจกรรมของมนุษย์ ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การตัดไม้ทำลายป่า และการค้าไม้ระดับโลก
แบบจำลองอนาคตของนักวิจัยชี้ชัดว่า หากไม่มีการปรับวิธีจัดการป่า แนวโน้มการแทนที่ของไม้โตเร็วและไม้ต่างถิ่นจะยิ่งชัดขึ้น ขณะที่ไม้พื้นเมืองโตช้าจะค่อยๆ หายไป
นั่นหมายความว่า แม้ป่าบางแห่งอาจเขียวขึ้นในภาพถ่ายดาวเทียม แต่โครงสร้างภายในอาจอ่อนแอลงเรื่อยๆ
คำถามสำคัญคือ เรากำลังปลูกป่าแบบไหน
งานวิจัยไม่ได้บอกให้มนุษย์หยุดปลูกต้นไม้ แต่ให้ตั้งคำถามกับคุณภาพของการปลูก
การฟื้นฟูป่าที่แท้จริงไม่ใช่แค่เพิ่มจำนวนต้นไม้ แต่ต้องรักษาความหลากหลาย ปกป้องไม้โตช้า และเชื่อมโยงกับการฟื้นคืนของสัตว์ขนาดใหญ่ที่ช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์และรักษาสมดุลระบบ
หากลืมเสาหลักที่ค้ำจุนระบบนิเวศ วันหนึ่งโลกใบนี้อาจมีป่าที่โตเร็วเต็มไปหมด แต่ไม่มีป่าที่แข็งแรงพอจะปกป้องสรรพชีวิตในวันที่โลกปั่นป่วนที่สุด
ศึกษาเรื่องนี้เพิ่มเติมจากงานวิจัยเรื่อง Global functional shifts in trees driven by alien naturalization and native extinction https://www.nature.com/articles/s41477-025-02207-2
โฆษณา