22 ก.พ. เวลา 21:57 • หนังสือ

สาส์นสมเด็จ พุทธศักราช ๒๔๗๙

เมษายน
วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๙ ดร
​Cinnamon Hall,
206 Kelawei Road, Penang. S.S.
วันที่ ๑ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๗๙
ทูล สมเด็จกรมพระนริศร ฯ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์ฉะบับลงวันที่ ๒๘ มีนาคม-ปีก่อน เมื่อแรกทราบว่าจะเสด็จไปหัวหิน หม่อมฉันนึกอยากรู้ว่าจะเสด็จไปประทับที่สำนักดิศกุลหรือที่ไหน ไม่ได้ความมาจนพบพระยาศรีวิสารวาจา ถามเขาจึงทราบว่าเสด็จประทับที่บ้านพระยาประเสริฐ๑ ฯ ก็คาดว่าคงเปนด้วยเขาทูลเชิญเสด็จ หรือด้วยเหตุอย่างอื่นซึ่งสดวกกว่าไปประทับที่สำนักดิศกุล จึงเสด็จไปประทับอยู่บ้านพระยาประเสริฐฯในครานี้ แต่
เมื่อทราบตามที่ทรงพรรณนาถึงบ้านพระมหามนตรีที่ถูกน้ำพัด หม่อมฉันก็ออกตกใจดูไม่น่าจะเปนได้ถึงเพียงนั้น และออกน่ากลัวที่อยู่ชิดติดกันกับสำนักดิศกุล บรรดาบ้านตามชายทะเลที่หัวหินดูเปนเสี่ยงบุญเสี่ยงกรรม เพราะพื้นที่เปนทรายอ่อน ถ้ามีสายน้ำไหลแรงเข้าทางไหนก็อาจจะกัดที่ให้พังทะลายเปนอันตรายแก่บ้านเรือนที่ปลูกได้ต่าง ๆ รอดอย่างเดียวแต่ว่าเหตุอันตรายเช่นนั้นนาน ๆ จะมี และบางทีถ้ารู้ตัวทันจะมีอุบายที่จะแก้ไขกระแสน้ำให้ไหลไปเสียทางอื่นได้บ้างดอกกระมัง
เรื่องกระบวรฟ้อนรำของไทยเราและที่พะม่าถ่ายแบบไปเล่นนั้น หม่อมฉันพิจารณาตามที่ประทานวินิจฉัยในลายพระหัตถ์ เห็นว่าควรจะลงเปนยุติได้ ว่าระบำกับโขนละคอนเปนของแยกอย่างและเกิดด้วยมูลเหตุต่างกันทีเดียว ระบำตรงกับนัจจ เปนเครื่องบำเรอให้เพลิดเพลินเจริญใจดังพรรณนาในเรื่องรามเกียรตี์เมื่อพระยายักษ์เลี้ยงแขก แม้ตัวหม่อมฉันก็ได้เคยพบการต้อนรับเช่นนั้นแก่ตัวเองเมื่อไปอินเดียใน
พ.ศ. ๒๔๓๕ เมื่อไปถึงเมืองพาราณสีมหาราชาจัดรับเปนการเต็มยศ ให้เรือขนานมีบุษบกเงินมารับพาข้ามแม่น้ำคงคาไปที่รามนคร ถึงท่าเชิญให้ขึ้นช้างแต่งอย่างหรูหราแห่เข้าไปจนถึงวัง ลงจากช้างเดินขึ้นไปถึงท้องพระโรง ในนั้นตั้งเก้าอี้อย่างเดอบาร์เรียงแถวเปนรูปพระจันทรครึ่งซีก ตั้งเก้าอี้หุ้มทอง ๒ ตัวสำหรับมหาราชากับหม่อมฉันนั่งตรงกลาง มีเก้าอี้หุ้มเงินอีก ๔ - ๕ ตัวตั้งต่อออกไปสำหรับคนชั้นรองลงมาเช่นเจ้าพระยาเทเวศร ฯ ​เปนต้น ต่อออกไปอีกถึงเก้าอี้ไม้สามัญ พอนั่งพูดสนทนา
ปราสัยกันได้สักครู่หนึ่ง มีเจ้าพนักงานถือถาดใส่พวงมาลัยตาษมาให้มหาราชาใส่สวมคอหม่อมฉันกับพวกไทยที่ไปด้วยกันอีกสักประเดี๋ยวก็มีชาวดนตรีกับนางนัจจออกมาฟ้อนรำทำเพลงอยู่ตรงหน้า หม่อมฉันได้เคยนึกว่าพระยายักษ์รับแขกจะเปนอย่างนั้นนั่นเอง ดูอยู่สัก ๑๐ นาที ก็เปนเสร็จการพิธีลากลับมา ส่วนโขนนั้นเปนการแสดงตำนาน เล่นเอาบุญในสาสนาพวกฮินดูยังเล่นกันอยู่ น่าจะเปนพวกฮินดูคิดขึ้นก่อน ข้อนี้เห็นได้ที่เล่นแต่เรื่องรามเกียรติ์กับมหาภารต (เราเรียกว่าเรื่องอุณรุทธ) ยัง
มีหลักฐานที่พึงเห็นได้ในระเบียบพิธีอินทราภิเศก ซึ่งกำหนดว่าให้มหาดเล็กแต่งตัวเปนลิง ตำรวจแต่งตัวเปนยักษ์ เล่นตำนานเรื่องชักนาคดึกดำบรรพ์ เช่นเขียนไว้ที่ฉากพระมหาปราสาทก็เล่นโขนนั้นเอง พวกโขนยังนับเปนมหาดเล็กอยู่ ส่วนการเล่นละคอนนั้น น่าสันนิษฐานว่าพวกถือพระพุทธสาสนาเอาอย่างพวกฮินดูมาเล่นบ้างด้วยเห็นว่าเปนอุบายดีที่ทำให้เกิดเลื่อมใส เพราะฉะนั้นเรื่องละคอนที่เล่นกันแต่โบราณ จึงมักเล่นเรื่องชาดกทั้งนั้น
ในสัปดาหะนี้มีเรื่องเปนความยินดีของหม่อมฉันที่จะทูลเรื่องหนึ่ง คือเมื่อหม่อมฉันไปเที่ยวที่เมืองพุกามไปเห็นพระพิมพ์โบราณอย่างหนึ่ง ทำเปนพระพุทธรูปทั้ง ๘ ปางตามแบบอินเดีย นึกอยากได้นี่กระไร แต่ตรวจดูเห็นเขามีอยู่เพียง ๔ - ๕ แผ่น ก็นึกว่าเขาคงหวงแหนเพราะหายาก จึงพยายามหาพระพิมพ์ชนิดอื่นที่มีมากกว่านั้น ครั้นกลับมาถึงเมืองร่างกุ้งพบเลขานุการของรัฐบาลเมืองพะม่า เขาแสดงอัชฌาศัยดีต่อ
หม่อมฉัน ถามว่ายังมีอะไรที่รัฐบาลจะทำให้หม่อมฉันอีกบ้างหรือไม่ หม่อมฉันนึกขึ้นถึงพระพิมพ์ ๘ ปางนั้น จึงบอกเขาว่าหม่อมฉันไปพบพระพิมพ์อย่างหนึ่งที่ใน Museum เมืองพุกามซึ่งหม่อมฉันชอบใจ แต่เห็นมีอย่างเดียวกันเพียงสัก ๔ - ๕ แผ่น จะขอเอามาเปนที่ระลึกสักแผ่น ๑ ก็นึกเกรงใจ เลขานุการเขารับว่าจะไปสืบสวนดูที่กรมตรวจโบราณคดีในอินเดียว่าเขาจะให้ได้หรือไม่ บัดนี้เขาส่งพระพิมพ์
นั้นมาให้หม่อมฉันแผ่น ๑ ว่าเปนของรัฐบาลเมืองพะม่าให้เปนที่ระลึกในการที่หม่อมฉันไปเมืองพะม่าครั้งนี้ หม่อมฉันจึงได้ถ่ายรูปฉายาลักษณ์ส่งมาถวายทอดพระเนตร์ด้วยพร้อมกับจดหมายฉะบับนี้ หม่อมฉันเคยทูลไปแต่ก่อนว่าเดิม มองสิเออร์ ชาลล์ ดือรอยเสลล์ M. Charles Duroiselle นักปราชญ์ฝรั่งเศสเปนเจ้ากรมโบราณคดีในเมืองพะม่า แต่ออกจากตำแหน่งเสียสัก ๓ ปีมาแล้ว หม่อมฉันได้พบตัวที่เมืองมัณฑเล มาบัดนี้หม่อมฉันได้รับจดหมายของมองสิเออร์ ชาลส์ ดือรอยเสลล์ บอก
มาว่ารัฐบาลเมืองพะม่า ได้ขอให้เขากลับเข้ารับตำแหน่งเจ้ากรมตรวจโบราณคดีอีกปี ๑ (เห็นจะเปนเพราะเรื่องแยกการปกครองเมืองพะม่าออกจากอินเดีย) เขาเปนผู้ส่งพระพิมพ์​แผ่นที่ว่ามายังหม่อมฉัน เขาบอกอธิบายในจดหมายว่าพระพิมพ์นั้นมีตัวอักษรนาครีอยู่ข้างล่าง อักษรบรรทัดบนเปนคาถา “เยธมฺมา” อีกบรรทัดหนึ่งว่า “ทานปติ สริมหิสยเทวี” แปลว่า “พระอัครมเหษีทรงสร้าง” ในที่แห่งเดียวกันนั้นเขาพบพระพิมพ์อีกอย่างหนึ่งมีอักษรว่า “อนิรุทธเทว” ทรงสร้าง จึงสันนิษฐานว่าพระพิมพ์แผ่น
ที่ให้หม่อมฉันเปนของพระอัครมเหษีของพระเจ้าอนิรุทธ จึงฝังไว้ด้วยกัน ถ้าเช่นนั้นสมัยที่สร้างพระพิมพ์นี้อยู่ในระวาง พ.ศ. ๑๕๘๗ จน พ.ศ. ๑๖๗๐ และพระพิมพ์นี้พบในพระเจดีย์พังองค์หนึ่งอยู่ในบริเวณพระเจดีย์ใหญ่ ซึ่งเรียกว่า “มงคลเจดีย์” ที่เมืองพุกามเมื่อ ค.ศ. ๑๙๒๖ (พ.ศ. ๒๔๖๙) เปนของสำคัญด้วยประการฉะนี้ พระพุทธรูป ๘ ปางที่ทำในพระพิมพ์นั้นแบบเดียวกันกับที่จำหลักแผ่นศิลาได้มาจากอินเดีย มีอยู่ในพิพิธภัณฑสถานกรุงเทพ ฯ คือ
๑. ปางประสูติ ที่ป่าลุมพินี
๒. ปางมารวิชัย ที่เมืองพุทธคยา
๓. ปางปฐมเทศนา ที่เมืองพาราณสี
๔. ปางมหาปรินิพพาน ที่เมืองกุสินาราย์
ทั้ง ๔ ปางนี้เปนพระบริโภคเจดีย์ โดยพระบรมพุทธานุญาตให้คนไปบูชา อีก ๔ ปางนั้นสมมตกันภายหลังว่าเปนที่พระพุทธองค์ทรงกระทำปาฏิหาริย์ คือ
๕. เมื่อเสด็จขึ้นไปประทานพระธรรมเทศนาโปรดพระพุทธมารดา แล้วเสด็จทรงพระดำเนินลงทางบรรไดแก้วกลับลงมายังมนุสโลกที่เมืองสาเกตุ
๖. ปางยมกปาฏิหาริย์ ที่เมืองสาวัตถี
๗. ปางทรมานช้างนาฬาคิรี ที่เมืองราชคฤห
๘. ปางพระยาวานรทำพุทธปฏิบัติ (เรื่องพระป่าเลไล) ที่เมืองเวสาลี
เรื่องซองจดหมายของหม่อมฉันชำรุดไปจากเมืองปีนังนั้น สืบได้ความว่านายแก้วมงคลทิ้งไปรษณีย์ที่ตู้หลังบ้าน Cinnamon Hall เห็นจะเปนด้วยวันนั้นฝนตกตู้รั่ว ซองจดหมายจึงเปียก หม่อมฉันได้สั่งให้แก้ไขสำหรับต่อไปให้เอาไปส่งที่ออฟฟิศไปรษณีย์ทีเดียว
คราวนี้หม่อมฉันส่งเรื่องเที่ยวเมืองพะม่ามาถวายอีกท่อนหนึ่ง เปนจบตอนที่ ๒ มีรูปฉายาลักษณ์กำกับ ๗ แผ่น คือ
๑. รูปเมื่อเลี้ยงปลาที่สระโบราณ
๒. รูปลิงบาบูนที่สวนเลี้ยงสัตว์
๓. รูปแรดในสวนเลี้ยงสัตว์
​๔. รูปทะเลมหาราช แลเห็นพระเกศธาตุแต่ไกล
๕. รูปฉัตรยอดพระเจดีย์ที่พะม่าทำขาย
๖. รูปช่างพะม่าจำหลักพระพุทธรูปศิลา
๗. รูปพระพุทธรูปศิลาที่ตั้งไว้ขาย
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
๑. พระยาประเสริฐศุภกิจ (เพิ่ม ไกรฤกษ์) ↩
เล่าเรื่องเที่ยวเมืองพะม่า ยังอยู่ในตอนที่ ๒
​วันพฤหัสบดีที่ ๒๓ มกราคม ไปเที่ยวเมืองหงสาวดีทั้งวัน รายการเรื่องเที่ยวเมืองหงสาวดีจะรอไว้เล่าเปนตอนหนึ่งต่างหากต่อไปข้างหน้า
วันศุกร์ที่ ๒๔ มกราคม ไปเที่ยวตลาด เพราะเขาบอกในหนังสือนำทางว่าเปนของที่น่าดูในเมืองร่างกุ้งอย่างหนึ่ง ไปดูก็เห็นน่าดูจริง ด้วยใหญ่โตและจัดดีกว่าตลาดที่เมืองอื่น ๆ ในแถวตะวันออกนี้ที่เคยเห็นมา และมีถึง ๓ ตลาดใกล้ ๆ กันที่กลางเมือง
กระบวรจัดเปนทำนองเดียวกันทุกแห่ง คือที่ขายสินค้าอย่างใด ก็ตั้งร้านขายแต่สินค้าอย่างนั้นเปนถ่องแถวติดต่อกันไปไม่สับปลับ ดังเช่นตลาดแห่งหนึ่งเปนที่ขายของสด ร้านแถวหน้าริมถนนล้วนแต่ขายดอกไม้กับผลไม้ แถวข้างหลังต่อเข้าไปเปนร้านขายของเครื่องทำกับเข้า เครื่องสำหรับกินกับหมากพลู และของสดประเภทอื่น ๆ ต่อกัน
ไป เอาร้านขายของจำพวกที่มีกลิ่น เช่นปลาและเนื้อสัตว์ตลอดจนกะปิน้ำปลาไว้ข้างหลังที่สุด ส่วนตลาดที่ขายของแห้งนั้น ก็มีร้านขายของทองเงินเครื่องประดับและของเครื่องใช้ต่าง ๆ เช่นเกือกและร่มเปนต้น ตลอดจนร้านขายของแห้งที่เปนของกิน
ตั้งรายอยู่แถวหน้าริมถนน มีชานกว้างสำหรับคนเดินในร่มตลอดหน้าร้าน ต่อเข้าไปข้างในถึงแถวร้านขายผ้าแล้วถึงร้านขายของจำพวกอื่น ๆ เปนลำดับไป ตึกนั้นยังมีชั้นบนเปนตลาดอีกชั้นหนึ่ง มีทั้งบรรไดและห้องลอย Lift สำหรับคนขึ้น ร้านที่อยู่ชั้นบนเปนพวกหัตถกรรม เช่นช่างเย็บเสื้อเปนต้น ตลอดจนร้านขายเครื่องเรือนตั้งแต่
เครื่องปูลาด ตลอดจนมุ้งม่าน ที่หลับที่นอนก็มีขาย คนขายของในตลาดเปนแขกชาวอินเดียโดยมาก พะม่าเห็นมีแต่ผู้หญิงนั่งขาย ร้านจีนก็มีบ้างไม่มากนัก พรรณนาแต่พอเปนเค้า ฉันได้ดูไม่สู้ถ้วนถี่นัก ในเรื่องตลาดเจ้าหญิงรู้มากกว่าฉัน เพราะธรรมดาผู้หญิงสันทัดการเที่ยวตลาดกว่าผู้ชาย แต่การที่ไปเที่ยวตลาดเมืองร่างกุ้งก็มีข้อขบขันอยู่บ้าง วันแรกพวกเรายังไม่รู้เค้า เอารถ “อาคาข่าน” ไปจอดที่หน้าตลาดแล้วลงเดินดูร้าน พอคนเห็นพวกเราก็รู้ว่าเปนชาวต่างประเทศที่มีบันดาศักดิ์ จะเดินไปทางไหน
คนก็ตามดู ทั้งพวกที่เร่ของขายก็พากันดักหน้าตามหลังกวนจะให้ซื้อ เมื่อเข้าถึงร้านถามราคาของสิ่งใดก็ผ่านขึ้นไปตั้งสองสามเท่า ไม่ได้เรื่องต้องรีบกลับ ไปวันหลังต้องใช้อุบายเอารถจอดเสียห่าง ๆ แล้วลงเดินแยกกันไปเปนหลายพวก จึงเที่ยวได้สดวก เจ้าหญิงตั้งใจจะหาซื้อแพรพะม่า จึงไปที่ร้านแขกขายแพรก่อน ลักษณร้านในตลาดนั้นยกพื้นปูกระดานสูงสัก ๒ ศอก ​ตั้งตู้วางม้วนผ้าม้วนแพรไว้ข้างด้านในและด้านข้าง คนขายนั่งกับพื้นตรงหน้าตู้ เวลามีใครมาซื้อเขายกเก้าอี้มาตั้งเชิญให้นั่งที่
หน้าร้าน ดูก็เปนการจำเปน เพราะกว่าจะซื้อได้ต้องเสียเวลาเลือกสรรและต่อตามกันช้านาน ยืนอยู่ตลอดเวลาก็แทบขาแข็ง พอเจ้าหญิงถามถึงแพรพะม่าเจ้าของร้านก็รับในทันทีว่ามีหลายอย่าง แล้วไปหยิบเอาลงมาให้เลือกเปนหลายม้วน เผอิญเจ้าหญิงคลี่ออกดูม้วนหนึ่งเห็นตรงชายผ้ามีอักษรโรมันบอกว่า Made in Japan (แปลว่าทำที่เมืองยี่ปุ่น) ซึ่งต้องแสดงไว้ตามกฎหมายบังคับ หันไปต่อว่าเจ้าของร้านก็หน้าด้านยิ้มกริ่มไม่อดสู ไปวันหลังต้องวานเจ้าฉายเมืองลูกเจ้าฟ้าเชียงตุงให้นำทาง ด้วยเธอรู้
เบาะแสเมืองร่างกุ้ง พาไปที่ร้านพะม่าร้านหนึ่งในตลาดใหญ่นั้น มีผ้าไหมขายมาก เจ้าหญิงเรียกเอาสิ้นไหมมาเลือก สังเกตเห็นเหมือนกันกับสิ้นไทยที่ทำทางเมืองเชียงใหม่ และเมืองอุบล เมืองนครราชสีมา ถามว่าสิ้นเหล่านี้ทอในเมืองพะม่าหรือ ผู้หญิงพะม่าคนขายบอกโดยซื่อว่าไม่ใช่ของพะม่าเปนของไปจาก “โยเดีย” ทั้งนั้น แต่พะม่าชอบใช้ด้วยทอเนื้อดีกว่าผ้าไหมในเมืองพะม่า ฟังดูออกปลาดใจ วันอื่นต่อมาฉันได้พบพะม่าชั้นผู้ดีก็เห็นมักนุ่งผ้าไหมไทยทั้งผู้ชายผู้หญิง ชอบนุ่งผ้าหางกะรอก
โดยฉะเพาะ เขาก็บอกเช่นเดียวกับชาวร้านว่าผ้าไหมไทยเนื้อดีกว่าผ้าไหมทอในเมืองพะม่า เรื่องนี้เมื่อก่อนจะกลับฉันได้สนทนากับข้าราชการอังกฤษที่เปนชั้นผู้ใหญ่ในเมืองพะม่าคนหนึ่ง พูดกันถึงการค้าขายในระวางเมืองไทยกับเมืองพะม่า เขาบอกว่าสินค้าไทยที่ส่งไปขายในเมืองพะม่า ผ้าไหมเปนสินค้าใหญ่อย่างหนึ่ง ฉันตอบว่าแต่ก่อนฉันก็เคยเข้าใจอย่างนั้น แต่มาได้ยินว่ารัฐบาลอังกฤษเพิ่มพิกัตภาษีผ้าไหมแรงจนสินค้านั้นตกไปเสียแล้ว เขาว่าเพิ่มพิกัตภาษีจริง แต่เขาเข้าใจว่าสินค้าผ้าไหม
ไทยหาตกไม่ เพราะเดี๋ยวนี้พวกพ่อค้าหาวิธีหลีกเลี่ยงด่านภาษี ด้วยลอบเอาผ้าไหมเข้าทางเมืองไทยใหญ่ได้หลายทาง บางทีผ้าสิ้นไทยที่ฉันเล่าว่าไปเห็นในห้องตลาดจะอยู่ในพวกนั้นก็เปนได้ เพราะโดยธรรมดาถ้ามีคนชอบซื้ออยู่ตราบใด ก็คงมีคนหาไปขายอยู่ตราบนั้น ฉันเคยได้เค้าเมื่อไปเมืองนครราชสีมาครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เห็นชอบทอผ้าไหมหางกะรอกกันแทบทุกบ้าน ถามเขาว่าทอกันมากมายเช่นนั้นจะขายอย่างไรได้ เขาบอกว่าถึงระดูแล้งมีพวกพะม่ามาเที่ยวกว้านซื้อผ้าไหมหางกะรอก
เอาไปขายในเมืองพะม่าทุกปี มาได้ฟังเรื่องหนีภาษีจึงเข้าใจว่าพวกที่ลอบเอาผ้าไหมไทยเข้าไปขายในเมืองพะม่า คงเปนพวกพะม่าหรือไทยใหญ่ หาใช่ชาวสยามไม่ จะเลยเล่าต่อไปถึงการแต่งตัวของพวกพะม่าในสมัยนี้ประเพณีที่ผู้ชายไว้ผมยาวเกล้าจุกเช่นแต่ก่อนมาเปนอันเลิกหมดแล้ว เดี๋ยวนี้ตัดผมสั้นเหมือนอย่างไทยเรา แต่ยังชอบโพกหัวแต่งตัวอย่างพะม่าอยู่ตามเดิม ชั้นผู้ดีทำหมวกสานตาชลอมเปนโครงครอบหัวก่อน แล้วจึงโพกผ้าให้เห็นเหมือนมี​ผมจุกอยู่อย่างแต่ก่อน พวกไทยใหญ่
เดี๋ยวนี้ในชั้นผู้ดีก็ตัดผมกันโดยมาก แต่โพกผ้าไม่มีหมวกเปนโครงดูแปลกไปไม่พากพูมเหมือนพะม่า ผ้าโพกดูชอบใช้แต่แพรสีชมพูเหมือนกันทั้งพะม่าและไทยใหญ่ เสื้อนั้นใช้เสื้อชายสั้นกระดุมถักตามแบบจีน พะม่าใส่เสื้ออย่างเราเรียกกันว่า “กุยตั๋ง” คือที่ตอนล่างใส่กระดุมไพล่มาข้างข้าง แต่พวกไทยใหญ่ใส่เสื้ออย่างที่เราเรียกว่า “กุยเฮง” คือใส่กระดุมตรงลงมาจนชายเสื้อ เครื่องนุ่งนั้นพะม่านุ่งผ้าไหมอย่างปล่อยชายปุกปุยอยู่ข้างหน้า แต่ไทยใหญ่ชอบนุ่งกางเกงจีน นุ่งผ้าอย่างพะม่าดูรุ่มร่าม
เวลาเดินก็ต้องคอยระวังชายผ้าอยู่เสมอ แต่ฉันมาทราบภายหลังว่าเขานุ่งปล่อยชายเช่นนั้นแต่ในเวลาออกแขก ถ้าอยู่กับบ้านเรือนหรือแม้ไปไหนไม่ออกหน้าเขาก็นุ่งตามสบาย บางทีก็ถึงนุ่งกางเกงจีน ฉันเคยถามพวกพะม่าที่เปนข้าราชการ ว่ามีข้อบังคับอย่างไรในเรื่องเครื่องแต่งตัวบ้างหรือไม่ และเขาใช้เครื่องแต่งตัวอย่างฝรั่งในโอกาสอย่างไร เขาตอบว่าในเรื่องเครื่องแต่งตัวไม่มีข้อบังคับ เวลามีการงานในรัฐบาลจะแต่งตัวอย่างพะม่าหรืออย่างฝรั่งไปก็ได้ตามใจ เว้นแต่ผู้ที่อยู่ในกรมอันมี
เครื่องแบบ เช่นเปนนายโปลิศเปนต้น จึงต้องแต่งตัวตามแบบนั้น ๆ ข้าราชการที่เปนพะม่ามักแต่งอย่างพะม่าไปทำงานเปนปกติ เพราะไม่สิ้นเปลืองเหมือนเครื่องแต่งตัวอย่างฝรั่ง มักแต่งอย่างฝรั่งแต่ในเวลาไปเล่นกีฬา เช่นเล่นเตนนิส เปนต้น พะม่าที่ชอบแต่งตัวอย่างฝรั่งก็มี แต่น้อยกว่าที่ชอบแต่งอย่างพะม่า ส่วนผู้หญิงนั้นไม่ยอมแต่งตัวอย่างฝรั่งเลยทีเดียว แต่เมื่อสังเกตดูเห็นได้ว่าแม้ยังแต่งตามแบบพะม่า ก็แก้ไขเครื่องแต่งตัวเอาแบบฝรั่งมาใช้หลายอย่าง เปนต้นว่าแต่ก่อนมาผู้หญิงพะม่า
มักใส่เสื้อเปิดอก ข้างในเอาแพรแถบคาดตัวตัดสีกับเสื้อนอก แต่เดี๋ยวนี้ชั้นในใส่เสื้อแขวนบ่าเหมือนอย่างเช่นผู้หญิงไทยเราใช้กันทั่วไป เสื้อชั้นนอกก็มักปิดคอและขลิบผ้าโปร่งไปข้างแบบฝรั่ง แต่นุ่งสิ้นกันเปนพื้น มิใคร่เห็นใครนุ่งอย่างเช่นเราเรียกกันว่า “ผ้าแวบ” ที่ปล่อยชายไปข้างหลังอย่างแต่ก่อน การสมาคมกับพวกพะม่าชั้นผู้ดีในสมัยนี้อยู่ข้างสดวก ด้วยผู้ดีมักได้เข้าโรงเรียนพูดภาษาอังกฤษได้ทั้งผู้ชายผู้หญิง ไม่ต้องมีล่าม
การที่ฉันเที่ยวในเมืองร่างกุ้งมีลักษณต่างกันเปน ๒ อย่าง คือ ไปเที่ยวตามอำเภอใจอย่าง ๑ ไปเที่ยวด้วยได้รับเชิญอย่าง ๑ ทั้งเมื่อขาไปและขากลับ เพื่อจะให้สดวกแก่ผู้อ่าน จะเอาเรื่องที่เที่ยวตามอำเภอใจมารวมเล่าเสียในตอนนี้ รอเรื่องเที่ยวด้วยได้รับเชิญไว้เล่าเมื่อขากลับ จะเล่าถึงไปดูที่เลี้ยงสัตว์ ๒ แห่งก่อน แห่ง ๑ เปนสระ
โบราณสำหรับเลี้ยงปลา ซึ่งในหนังสือนำทางเรียกในภาษาอังกฤษว่า Sacred Fish แปลว่า “ปลาศักดิ์สิทธิ์” ที่จริงเปนสระอภัยทาน ด้วยห้ามมิให้ใครทำอันตรายปลาซึ่งอาศัยอยู่ในสระนั้น ไม่เลือกว่าปลาอย่างใด ๆ สระนั้นไม่ใหญ่โตสักเท่าใดนัก เปนที่น้ำขังคดค้อม​ไปตามเชิงเนินมีศาลาอย่างเรือนแพปลูกลงไปในสระสองสามหลัง และคนที่รักษาสระตั้งร้านขายขนมปังกับเข้าตอก สำหรับพวกท่องเที่ยวหรือคนอยาก
ทำบุญซื้อโปรยให้ทานปลา ปลาในสระนั้นดูเปนปลาดุกทั้งนั้นไม่เห็นมีปลาอื่น ขันอยู่ที่มีเป็ดฝูงใหญ่ไปกำกับปลาอยู่ในสระนั้นด้วย ชำนาญการรับทานและชอบกินขนมปังกับเข้าตอกทั้งปลาและเป็ด แต่เป็ดดูเหมือนจะได้เปรียบปลา เพราะขนมปังและเข้าตอกที่โปรยลงไปลอยน้ำเป็ดชิงกินได้ก่อน คงมีคนเห็นว่าปลาเสียเปรียบเป็ดจึงเอาไม้รวกปักทำเปนคอกไว้ตรงหน้าศาลากันมิให้เป็ดเข้าในคอกนั้น ถ้าใครจะให้ทานแต่ปลาก็เอาอาหารโปรยลงในคอก ถ้าจะให้ทานเปนสาธารณก็โปรยออกไปข้าง
นอกคอก ที่เลี้ยงสัตว์อีกแห่ง ๑ นั้นอยู่ในสวนซึ่งสร้างเปนอนุสสรณ์เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย เรียกว่า Victoria Memorial Park อยู่ที่หมู่เนินนอกเมืองข้างด้านหลัง มีสัตว์ต่าง ๆ หามาเลี้ยงไว้ให้คนดูมากมายหลายอย่าง เก็บค่าเข้าคนละ ๒ อันนา (ราว ๑๐ สตางค์) ถึงวันอาทิตย์มีแตรวงให้ฟังด้วย สวนเลี้ยงสัตว์ที่เมืองร่างกุ้งดูเหมือนจะดีกว่าแห่งอื่นในแถวตะวันออก ทั้งที่มีสัตว์ต่าง ๆ มากและทำที่เลี้ยงเรียบร้อยดี แต่สัตว์จำพวกต่าง ๆ ที่มีในสวนนั้นฉันได้เคยเห็นในยุโรปแล้วโดยมาก
แปลกตาแต่ ๒ อย่าง คือจรเข้พันธุ์ปากแหลมคล้ายปลากะทงเหวอย่าง ๑ กับลิงบาบูนตัว ๑ โตสักเท่าเด็กสามสี่ขวบ สีดำขนยาวปากยื่นเหมือนหัวสุนัขที่โครงจมูกมีริ้วสีน้ำเงินสีแดงสลับกันเหมือนกับใครแกล้งเขียนไว้ดูน่าพิสวง บางทีสัตว์อย่างอื่นในจำพวกนกและลิงที่ฉันไม่เคยเห็น หรือเห็นในยุโรปแล้วแต่จำไม่ได้ก็จะมีอีก- ที่สวนนี้มีคนจำพวกหนึ่งหากินด้วยถือกระจาดอาหารมีกล้วยเปนต้น คอยเดินตามหลังคนดูด้วยรู้ว่าอดซื้อให้ทานสัตว์ไม่ได้ ฝ่ายพวกสัตว์ก็เคยกินจนรู้ธรรมเนียม พอเห็น
ใครไปยืนที่ริมกรงก็ออกมาคอยรับอาหาร เว้นแต่สัตว์จำพวกกินเนื้อเช่นเสือและราชสีห์เปนต้นไม่นำพา เพราะของที่คนดูซื้อเลี้ยงสัตว์มีแต่กล้วยอ้อย มิใช่อาหารของสัตว์จำพวกนั้น ต่อสวนเลี้ยงสัตว์ไปไม่ไกลนัก ถึงสวนอีกแห่ง ๑ เรียกว่า “ดัลฮูสี Dalhusy Park” ตามนามของผู้สำเร็จราชการอินเดียคนหนึ่ง เปนที่สำหรับคนไปเที่ยวตากอากาศที่ริมทะเลมหาราช King’s Lake มีป่าไม้และลานหญ้ารอบขอบทะเลเดินไปได้ไกล บ่าย ๆ มีคนไปเที่ยวกันมากดูสบายดี
คราวนี้จะเล่าถึงไปดูที่ทำของต่าง ๆ อันเปนหัตถกรรมของพะม่า ไปดูที่ช่างทำพระพุทธรูปก่อน ที่นั้นอยู่ตำบลเกเมนไดน์ Kemendine ห่างเมืองร่างกุ้งสัก ๒๐๐ เส้น เขาว่าแต่เติมเปนบ้านนอก ครั้นขยายเมืองร่างกุ้งออกไป ตำบลนั้นกลายเปนชานเมือง มีทั้งถนนรถยนต์และรถรางออกไปครู่หนึ่งก็ถึง พอแลเห็นก็เข้าใจได้ว่าเดิม
คงเปนอย่างเดียวกันกับบ้านพวกช่างหัตถกรรมของไทยเรา เช่น “บ้านหล่อ” และ “บ้านพานถม” ​เปนต้น พวกช่างอย่างหนึ่งก็คงตั้งบ้านเรือนอยู่ตำบลหนึ่ง เพราะเปนญาติร่วมสกุลที่อาศัยวิชชาอาชีพอย่างเดียวกัน ต่างครัวต่างทำการที่ในบ้านของตน ครั้นขยายชานเมืองมีถนนหนทางไปถึงตำบลนั้น พวกช่างพระก็คิดแก้ไขกระบวรการอาชีพเพื่อให้ได้ผลยิ่งขึ้น เปลี่ยนเปนสร้าง (หรือเช่า) โรงแถวเปนที่ทำงานและขาย
ของด้วยกันที่ริมถนนครัวหนึ่งมีร้านหนึ่งเรียงติดต่อกันไปยืดยาวในถนนนั้น ทำของขาย ๓ อย่างเหมือนกันทุกร้าน คือฉัตรทองสัมฤทธิ์ยอดพระเจดีย์อย่าง ๑ พระพุทธรูปหล่ออย่าง ๑ กับพระพุทธรูปศิลาขาวอีกอย่าง ๑ แต่ละอย่างทำเปนหลายขนาด ที่เปนขนาดใหญ่ตั้งไว้ขายข้างหน้าร้าน ขนาดย่อมลงมาตั้งได้ในร้านหรือในตู้กระจก ใครปราร์ถนาจะซื้อก็เลือกได้ตามชอบใจ ที่เพิงหน้าร้านนั้นใช้เปนโรงงานจำหลักพระพุทธรูปศิลาด้วย ศิลาขาวที่ทำพระพุทธรูปนั้น มีพวกต่อยศิลาทำเปนหุ่นโกลนอยู่
เมืองอื่นต่างหาก ช่างพวกนี้ไปซื้อมาจำหลักชักเงาสำเร็จเปนองค์พระพุทธรูป ทำปางมารวิชัยเปนพื้นทั้งพระศิลาและพระหล่อ ปลาดอยู่ที่ทำปลายนิ้วพระหัตถ์เสมอกันเหมือนกับพระพุทธรูปไทย ข้อนี้ฉันเคยตรวจ เห็นพระพุทธรูปอินเดียก็ดี พระพุทธรูปที่ทำในประเทศสยามแบบเก่าก่อนสมัยสุโขทัยก็ดี ย่อมทำนิ้วพระหัตถ์อย่างนิ้วธรรมดาของคนทั้งหลาย เห็นแต่พระพุทธชินราชกับพระพุทธชินศรี ที่ทำปลายนิ้วพระหัตถ์เท่ากันเก่าก่อนเพื่อน พระพุทธรูปที่เมืองพะม่าที่เปนของชั้นเก่าก็ทำนิ้ว
พระหัตถ์อย่างนิ้วธรรมดา มีแต่พระพุทธรูปชั้นหลังที่ทำปลายนิ้วพระหัตถ์เท่ากัน จึงสันนิษฐานว่าเห็นจะได้แบบของไทยไปทำในกาลครั้งใดครั้งหนึ่ง บางทีพะม่าจะได้พวกช่างพระเปนเชลยไปจากพระนครศรีอยุธยา ไปทำแบบนี้ขึ้นก็เปนได้ ที่ร้านพวกช่างพระไม่เห็นขายของหล่อสิ่งอื่นเช่น ฆ้อง ระฆัง กังสดาล เปนต้น ของเหล่านั้นเห็นมีขายแต่ตามร้านย่อย เจ้าฉายเมืองบอกว่าฆ้องนั้นทำที่เมืองตะโก้งเปนพื้น เพราะชาวเมืองนั้นชำนาญการทำฆ้องสืบต่อกันมาแต่ดึกดำบรรพ์ เดิมเปนเมืองของ
พวกไทยใหญ่เรียกชื่อเปนภาษาไทยว่า “เมืองท่าฆ้อง” พะม่าเรียกไม่ชัดจึงกลายเปน “ตะโก้ง Tagaung” แต่พบในหนังสือฝรั่งแต่งว่าชื่อเมืองนั้นมาแต่คำ “ท่ากอง” (คือ “ท่ากลอง” ฝรั่งใช้คำว่า Drum) เจ้าฉายเมืองยังบอกอธิบายต่อไปอีกเมืองหนึ่งซึ่งเรียกว่า “เมืองภาโม Bhamo” ชื่อเดิมก็เปนภาษาไทย เรียกว่า “บ้านหม้อ” เพราะชาวเมืองชำนาญการทำหม้อเคลือบ ยังทำส่งสั่งมาขายในเมืองพะม่าปีละมาก ๆ จนทุกวันนี้ (ฉันก็ได้เห็นแพบรรทุกหม้อเคลือบ เมื่อล่องลำน้ำเอราวดี) แต่ระฆังกับ
กังสดาลนั้นไม่รู้ว่าทำที่ไหน บางทีจะมีช่างอีกพวกหนึ่ง ด้วยถือเปนวิชชาอีกอย่างหนึ่งต่างหาก เพราะต้องรู้วิธีประสมทองให้เหมาะส่วนเสียงจึงไพเราะ ไม่เหมือนกับประสมทองหล่อพระ ต่อนั้นฉันได้ไปดูการช่างอีก ๒ อย่าง คือช่างแกะงากับช่างจำหลักเงิน ช่าง ๒ พวกนี้อยู่​ตึกแถวที่ในเมืองมีร้านเรียงต่อกันเปนพวกทำนองเดียวกับช่างพระ พิจารณาดูฝีมือช่างพะม่ายังทำดีทั้งช่างแกะงาและช่างจำหลักเงิน ถึงช่างพระที่จริงฝีมือก็ไม่เลว มีที่ติเปนข้อสำคัญอยู่ที่เพียรทำตามแบบอย่างเช่นเคยทำ
กันมา หรือว่าอีกอย่างหนึ่งทำเปนแต่หัตถกรรม ไม่พยายามขวนขวายให้เปนทางศิลปากร การที่ทำจึงเปนแต่ทรงอยู่หรือชักจะเลวลง มีอังกฤษคนหนึ่งซึ่งไปอยู่เมืองพะม่าช้านาน จะกลับไปยุโรปในเร็ว ๆ นี้ บอกฉันว่าอยากได้พระพุทธรูปฝีมือพะม่าไปเปนที่ระลึกสักองค์ ๑ เที่ยวเสาะหาตามร้านช่างพระ จะหาให้งามเหมือนพระโบราณไม่มีสักองค์เดียว ฉันเองเดิมก็นึกว่าจะหาพระพุทธรูปฝีมือพะม่ามาสักองค์ ๑ เที่ยวเลือกดูไม่พบที่งามจับใจจึงเลยไม่ได้ซื้อ
มีเรื่องหาซื้อของน่าจะเล่าอีกเรื่องหนึ่ง วันฉันกินกลางวันที่บ้านเจ้าเมืองหงสาวดี เจ้าเมืองคนนั้นเปนพะม่าจึงพูดถึงข้อที่ฉันอยากเห็นฟ้อนรำและฟังดนตรีอย่างโยเดีย เขาบอกว่าเขาเคยได้ยินในคราโมโฟนครั้งหนึ่ง ฉันก็อยากหาซื้อเขาจึงบอกชื่อร้านขายแผ่นคราโมโฟนมาให้ ฉันได้ไปถึงร้านนั้น เปนร้านใหญ่ขายแต่เครื่องดีดสีดีเป่าชั้นล่าง ชั้นบนขายเครื่องคราโมโฟนกับแผ่นเสียง และมีห้องสำหรับให้นั่งฟังเวลา
เลือกด้วย ถามถึงเพลงโยเดียเขาบอกเถลไถลดูไม่เข้าใจความที่หมาย จึงให้เอาแผ่นเพลงลำนำของพะม่ามาเปิดให้ฟัง ก็มีแต่เสียงผู้หญิงขับลำนำพะม่าประสานกับหีบเพลงเปียโน หรือมิฉะนั้นก็ประสานกับซอไวโอลินฝรั่ง เปนอย่างสมัยใหม่ทั้งนั้น ถามเขาว่าเสียงขับเข้ากับเครื่องดุริยางคดนตรีอย่างพะม่ามีหรือไม่ เขาตอบว่าอย่างนั้นเปนแบบเก่าเขาเลิกไม่ทำแผ่นคราโมโฟนมาเสียหลายปีแล้ว ฟังเขาบอกก็ได้แต่ถอนใจใหญ่
วันศุกรที่ ๒๔ มกราคม ตอนเช้าไปเที่ยวแล้วกลับมาเก็บของเตรียมตัว พอค่ำรีบกินอาหารที่โฮเตลแล้วไปยังสถานีรถไฟ มิสเตอร์แกชในรัฐบาล มิสเตอร์คัสโตเนียนายห้างอิสต์เอเซียติค และผู้แทนกงสุลสยาม (ตัวกงสุลไม่อยู่) กับทั้งหลวงอุปถัมภ์นรารมณ์ซึ่งไปอยู่เมืองร่างกุ้งด้วยกิจธุระของเขาเองมีแก่ใจไปส่ง เวลา ๒๐ นาฬิกาขึ้นรถไฟออกจากเมืองร่างกุ้งไปเมืองมัณฑเล
วันที่ ๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๙ น
​ตำหนักปลายเนีน คลองเตย
หัวหิน
วันที่ ๔ เมษายน ๒๔๗๙
กราบทูล สมเด็จกรมพระยาดำรง ทราบฝ่าพระบาท
ขอถวายพระพร ให้ทรงพระสำราญสุขในปีใหม่พร้อมทั้งพระญาต
ลายพระหัตถ์ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๔๗๘ ทรงพระเมตตาโปรดประทานรายงานเล่าเรื่องเที่ยวเมืองพะม่าต่อตอนที่ ๒ ไปพร้อมด้วยรูปฉายาลักษณ์ ๗ รูป ได้รับประทานแล้วด้วยดี เปนพระเดชพระคุณหาที่สุดมิได้
เรื่องเที่ยวเมืองพะม่าต่อตอนที่ ๒ คราวนี้ อ่านสนุกมากทีเดียว มีอะไรหลายข้อที่จับใจ ขอประทานกราบทูลต่อบ้างค้านบ้างตามความเห็นความรู้ ถ้าข้อใดผิดพลั้งไปแล้วขอประทานโทษ
การทำรูปสิงห์คู่ตั้งปากทางนั้น หมายถึงให้เฝ้าทางเปนแน่ ฝันว่าได้เห็นรูปเขียนที่ไหน เปนรูปเรื่องนิทานพวกแฟรีเตล อาจเปนนิทานอินเดียนแฟรีเตลก็ได้ เขาเขียนเปนรูปสิงห์ตัวเปน ๆ มีโซ่ล่ามคอผูกไว้สองข้างประตูดูเข้าทีมาก จะเปนเดิมทำกันเช่นนั้นจริง ๆ ก็ได้ หรือจะคิดผูกขึ้นให้สมกับที่ทำรูปหุ่นตั้งกันก็ได้ ไม่ใช่ทำแต่รูปสิงห์อย่างเดียว ทำรูปยักษ์ก็มี รูปเขี้ยวกางหรือเซี่ยวกางก็มี เทวดาก็มี อย่างไรก็ดี มักเลือกทำสิ่งที่ดุร้ายหมายเปนทวารปาละแน่นอน
ตำนานพระเกศธาตุนั้น ขอประทานโทษ เกล้ากระหม่อมไม่เชื่อท่านผู้แต่งตำนานต่าง ๆ นั้นลิ้นยาวไม่ใช่หยอด นึกจะว่าไรก็ว่าไปตามใจ ตาฝรั่งผู้ชำนาญว่าก่อเสริม ๗ ครั้งก็ว่าตามตำนานเท่านั้นเอง เหตุใดจึงเห็นดังนั้น เหตุด้วยพิจารณาตามขนาด แรกพระยาอู่สร้างสูงเพียง ๔ วา ๒ ศอก คิดตามส่วนสูงฐานพระเจดีย์จะต้องกว้างไม่เกิน
กว่า ๓ วา ถ้าหากว่าก่อต่อขึ้นไปต่อขึ้นไปจนที่สุดสูงถึง ๖๑ วาบนพระเจดีย์เดิม ซึ่งมีขนาดฐานกว้างเพียง ๓ วา จะต้องเปนเสาหงส์ ไม่เปนพระเจดีย์ได้ ตามพระดำริที่ว่าคงจะก่อพระเจดีย์องค์ใหม่ ครอบพระเจดีย์องค์เดิมนั้นชอบยิ่งนัก แต่ก็ขัดกับที่ตาฝรั่งผู้ชำนาญแกว่าแกเห็นรอยก่อต่อ ๗ ครั้ง เพราะฉะนั้นคำตาฝรั่งผู้ชำนาญจึงเปน
คำที่ฟังไม่ขึ้น ยังที่ตำนานกล่าวว่า นางพระยาตละเจ้าท้าวให้ถมที่รอบองค์พระธาตุขึ้นสูง ๘ วานั้นก็ฟังไม่ได้ ประเพณีแต่บุราณมา การสร้างพระเจดีย์ถ้ามีเนิน​มีเขาอยู่ ท่านย่อมเลือกที่สร้างบนเนินบนเขา เพราะจะช่วยให้เห็นพระเจดีย์สูงมีสง่า เนินพระเกศธาตุนั้น เปนของใหญ่โตไม่ใช่ของทำอย่างท่านผู้แต่งตำนานว่า จึงเปนคำที่เชื่อไม่ได้ หากว่านางพระยาตละเจ้าท้าวจะได้ถมจริงก็คงจะเปนแต่ถมเกลี่ยให้มีลานรอบพระธาตุสูงสม่ำเสมอกันเท่านั้น ไม่ใช่ถมให้เปนเนินขึ้นสูง ๘ วา
ตามพระประสงค์ให้เกล้ากระหม่อมช่วยสืบ ว่าพระเกศธาตุมอญเรียกว่ากะไรนั้น เกล้ากระหม่อมได้สั่งเข้าไปให้สอบถามพระสุเมธมุนี ท่านบอกมาว่าเรียกกันสองอย่าง อย่างหนึ่งเรียก “ธาตุสก” อันนี้ก็ตรงกับที่ไทยเราเรียกพระเกศธาตุนั้นเอง อีกอย่างหนึ่งเรียก “กยัต ตะเกอง” กยัต แปลว่า พระ รวมกันก็เปน “พระ(เมือง) ตะเกอง” อันนี้ก็คล้ายไปทางพะม่า แล้วท่านยังกรุณาเขียนคำบูชาพระเจดีย์เมืองมอญมาให้ด้วย ดั่งเขียนถวายมานี้ แต่อักขรเห็นจะวิบัติอยู่มาก
“นกโร(?) กกฺกุสนฺโธ ธมฺมกรณํ (ทมฺมกรกํ?)
โกนาคมโน กายพนฺธนํ
สาตกํ (สาฏกํ?) กสฺสโป พุทฺธา
โคตโม อตฺถ (อฏฐ?) ธาตุเกสา
สิงฺคุตฺถานํ (สิงฺคุตฺตรฐานํ?)
อหํวนฺทามิ ทูรโต
อหํวนฺทามิ สพฺพโส ฯ”
คำบูชานี้ดูเปนจะกล่าวถึงพระเจดีย์ ๕ แห่ง ๑ พระเจดีย์ของพระเจ้ากักกุสันโท บรรจุทัมกรก ๒ พระเจดีย์ของพระเจ้าโกนาคม บรรจุรัดประคต ๓ พระเจดีย์ของพระเจ้ากัสสป บรรจุผ้าสาฎก ๔ พระเจดีย์ของพระเจ้าโคดม บรรจุพระเกษาแปดเส้น ๕ พระเจดีย์สิงคุดร ทั้งห้าองค์นี้ทราบได้แต่องค์ที่ ๔ คือ ชะเวดะกองที่เมืองร่างกุ้ง องค์ที่ ๕ คือ ชะเวสันดอ ที่เมืองแปร ตามที่เคยกราบทูลแล้วว่าพระประดิฐไพเราะ (ตาด) เรียกพระธาตุสิงคุดรเห็นจะได้จากในคำบูชานี้เอง อีกสามองค์ยังไม่ทราบตำแหน่ง เห็นจะเปนพระมุเตาด้วยองค์หนึ่งเปนแน่
ตามพระดำรัสที่ว่านรสิงห์ของไทยทำตัวเปนมนุษย์หน้าเปนสิงห์นั้นคลาศเคลื่อน ที่จริงนรสิงห์ของไทยทำกายเบื้องบนเปนมนุษย์เพียงเอว ต่อลงไปเปนท่อนท้ายของสิงห์มีแต่สองขาหลัง ส่วนที่ทำตัวเปนมนุษย์หน้าเปนสิงห์นั้น เปนของทำในอินเดีย หมายเปนรูปนรสิงหาวตาร ส่วนที่พะม่าทำหน้าเปนมนุษย์ตัวเปนสิงห์มีปีกนั้น ไม่เหมือนอินเดีย ไปเหมือนสิเรีย ประหลาดหนักหนาอยู่ ตำนานที่พะม่าเล่านั้นฟังไม่ได้
​ทีนี้จะกราบทูลถึงเทวดานพเคราะห์ ดูเหมือนจะเปนสิ่งที่นับถือในลำดับที่ ๔ ว่าตามคัมภีร์พราหมณ์
ลำดับที่ ๑ นับถือฟ้ากับดิน ว่าฟ้าเปนพ่อ ดินเปนแม่ (สัตวโลกเปนลูก) คติอันนี้จีนก็รับถ่ายเอาไป ยังคงนับถืออยู่จนทุกวันนี้
ลำดับที่ ๒ ก็พิจารณาหาสิ่งที่ให้คุณแก่สัตวโลกเปนยิ่งใหญ่ในฟ้าในดิน ในฟ้าเห็นว่าพระอาทิตย์ให้คุณแก่สัตวเปนอย่างยิ่ง จึงหนักไปในทางนับถือพระอาทิตย์ คติอันนี้ถ่ายเอาไปหลายชาติด้วยกัน มีแขกอิหร่านเปนต้น
ลำดับที่ ๓ ค้นหาสิ่งที่มีคุณแก่สัตวอีกต่อไป ก็ได้น้ำลมเปนต้น และอื่น ๆ อีกมากมาย
ลำดับที่ ๔ ยกสิ่งที่มีคุณทั้งหลายขึ้นเปนเทวดา รวมทั้งเทวดานพเคราะห์ด้วย คตินี้ก็ถ่ายทอดกันไปมากหลาย ตลอดถึงพวกกรีกและโรมันในยุโรป ไทยเราก็รับถ่ายทอดมา มีโหรเปนตัวเจ้าของ โหรนั้นเห็นจะเปนพราหมณ์รุ่นเก่าซึ่งมาสมพงศ์กับไทย จนกลายเปนไทยไป ที่ในอินเดียยังมีสถานพระอาทิตย์ตั้งรูปพระอาทิตย์เปนประธานอยู่
กลาง ตั้งเทวดาพระเคราะห์อื่นล้อมรอบแปดทิศ มีพระจันทรอยู่หน้าทางทิศบุรพา นอกนั้นจำไม่ได้ ไม่มีตำรามาค้นกราบทูลตลอดไปได้ ดูเหมือนพระราหูกับพระเกตุเอาไว้เฉียงหลัง พระราหูอยู่หรดี พระเกตุอยู่พายัพ ในการที่จัดเช่นนี้ พระอาทิตย์จึงได้นามอันหนึ่ง เรียกว่า “คฺรหปติ” แต่เราเอาพระเกตุเข้าตั้งกลางเปนเคราะหบดีนั้นผิด
ลำดับที่ ๕ เกิดพระพุทธเปนที่นับถือขึ้นในโลก ต่างก็รับถ่ายทอดไปรวมทั้งไทยเราด้วยก็รับเอามา ทีตาโหรแกจะหากินได้ยากเข้า เพราะต่างนับถือพระพุทธเจ้ากันขึ้นมาก แกจึงเอาเทวดาของแกมาพ่วงเข้ากับพระพุทธศาสนา คิดให้สวดพระพุทธปริตตามกำลังเทวดาเปนเครื่องเสดาะเคราะห์จนกระทั่งคำบูชาของแกก็มาปนพระพุทธ
ศาสนา เช่น “พุทธเตเชนะ ธรรมเตเชนะ สังฆเตเชนะ อินทเตเชนะ พรหมเตเชนะ” ไม่น่าฟังเลย ที่พระเกศธาตุเขาจัดเอาองค์พระธาตุเปนเคราะหบดีอยู่สูญกลางแล้ว เทวดาแปดทิศเขาตัดพระเกตุ เปนการถูกต้อง เพราะพระเกตุกับพระราหูเปนเทวดาตนเดียวกัน หากขโมยน้ำทิพถูกจักรพระนารายณ์ตัวขาดเปนสอง จึงกลายเปนสององค์ขึ้น แม้การผูกดวงชาตาของเรารุ่นก่อนก็ไม่มีพระเกตุ เรียกว่าอัฏฐเคราะห์
ลำดับที่ ๖ ยกเทวดารุทรขึ้นเปนพระศิว ยกวิษณุเทวดารับใช้ของพระอินทร์ไป เที่ยวนิมมิตอะไรต่างๆ ซึ่งเราเรียกว่าพระวิษณุกรรมนั้นขึ้นเปนพระเจ้าทั้งสององค์ นี่เปนที่นับถือที่พึ่งของพวกพราหมณ์ในปัจจุบันนี้
เปรต หรือ เปต ความหมายในทางบาลีสํสกฤตว่าผู้ที่ตายแล้วเท่านั้นจะไปสวรรคหรือตกนรกหรืออยู่ที่ไหนก็เรียกว่าเปรตเสมอกันหมด ไม่ได้หมายถึงผีผอมสูง​อย่างเราเข้าใจกัน จะทูลถวายตัวอย่าง เช่นนอนตะแคงเอาข้างขวาลง เรียกว่า “สีหเสยฺยา” คือนอนอย่างสิงห์ ย่อมทรงทราบอยู่แล้ว ต่อไปอีกนอนตะแคงเอาข้างซ้ายลง เรียกว่า “กามโภคเสยฺยา” คือนอนอย่างนอนกอดเมีย ถ้านอนหงาย เรียกว่า “เปตเสยฺยา”
คือนอนอย่างคนตาย คำ “เปตานํ อุปกปฺปติ” แปลว่าจงเปนไปสำเร็จแก่ผู้ตาย ที่แท้คำอนุโมทนา “ยถา” นั้น ควรจะใช้แต่ในการทำบุญหน้าศพทำบุญกระดูก หาควรจะใช้ในการทำบุญงานมงคลเพื่อคนเปนไม่ แต่ได้ใช้กันเปนอาจิณมาด้วยไม่เข้าใจความกันจนเปนธรรมเนียมเสียแล้ว ก็เปนไปเลยตามเลย สมเด็จพระมหาวีรวงษ์ท่านห้ามการใช้คาถา “ยถา” ก็เปนการเล่นเพื่องานของท่าน แต่ตัวท่านเองไปงานของคนอื่นก็ไม่อาจเอาคาถาอื่นมาใช้แทน “ยถา” ตามเคยเหมือนกัน
การตีระฆังตามคำอธิบายของพะม่านั้นถูกแน่ แต่กระดึงใบโพธิ์นั้นยังสงสัย ด้วยได้เคยเห็นในหนังสือเล่มหนึ่ง เรียกชื่อว่าอะไรก็ลืมเสียแล้ว พระองค์เจ้าธานีนิวัตได้ต้นฉะบับมาแต่เมืองญี่ปุ่น เปนหนังสือทางมหายาน พรรณนาถึง “เมืองแก้ว กล่าวแล้วคือพระอมตมหานครนฤพาน” อันว่าเมืองแก้วนั้นเปนที่อยู่ของพระพุทธเจ้าซึ่งเข้าพระปรินิพพานไปแล้ว ผู้แต่งตั้งใจจะกล่าวถึงเมืองแก้วให้วิตถารน่าพึงใจ มีกำแพงแก้วมีปราสาทมีสวน พรรณนาถึงสวนมี “ตตฺถนิจฺจ พลารฺกขา” “มยูร โกญจา” “โกกิลา”
เหมือนในภาณยักข์ แล้วมีกล่าวถึงกระดึงใบโพธิ์ เมื่อต้องลมก็บรรเลงศัพท์วังเวงใจด้วยหนังสือนั้นอ่านจับใจ ได้รู้อะไรที่เราเคยเข้าใจซึมทราบมาหลายอย่าง เช่นพระนิพพานเปนเมืองที่สถิตย์พระพุทธเจ้า และตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ทำให้ไขความออกว่า ที่สร้างโบสถ์บังคับให้ตั้งหน้าทางตะวันออกนั้น ก็เพื่อจะให้การไหว้พระตรงไปถูกทิศที่พระเจ้าประทับอยู่ในเมืองแก้ว คำที่เราพูดกันว่า “พระเจ้าเท่าเม็ดกรวดเม็ดทรายในท้องพระมหาสมุทร” ก็มีในนั้น
คราวนี้จะกราบทูลทักฉายาลักษณ์ซึ่งโปรดประทานไปในลางรูป ฝ่าพระบาทจะได้ทรงสังเกตหรือเปล่า ประตูก่อบานเหล็ก ซึ่งปรากฏในรูปหญิงพูนกับหญิงเหลือกำลังถวายเครื่องบูชาสักการอยู่นั้น ตอนล่างเปนฝรั่ง ตอนบนเปนพะม่า แปลว่าการเปลี่ยน
แปลงเปนอย่างเทศนั้นมีมานานแล้ว แต่เขาทำด้วยความคิดอันฉลาดดูไม่ขัดตา ก็ผ่านพ้นไป เมื่อถึงกูฎาคารทางขึ้นที่ทำใหม่ ทำด้วยคองกรีตเลียนเอากูฎาคารเครื่องไม้ของเก่า แปลว่าทำด้วยสิ้นปัญญาคิดเองไม่ได้ จึงขวางตาดูไม่ได้ ที่ในเมืองไทยเวลานี้ก็ตื่นทำคองกรีตกันมาก ที่ทำเทียมก่ออิฐก็มีทำเทียมปลูกด้วยไม้ก็มี ทำตา
มลักษณของคองกรีตเองก็มี เกล้ากระหม่อมพิจารณาเห็นว่าการทำเทียมนั้นเปนของใช้ไม่ได้ รูปภาพจำลักที่มีเหลืออยู่นั้น ดูงามเพลินใจยิ่งนัก ทั้งหมดนั้นมีอะไรก็มีเท่ากันกับ​รูปภาพของไทย ผิดกันเล็กน้อย แต่ที่ภาษาช่างเรียกว่า “ปลายมือ” หมายถึงมือคนทำแสดงให้ปรากฎว่าต่างภาษากัน ห้อยหน้าและชายแครงไปทางพระทรงเครื่องของเรา เสียใจที่พระรูปฝ่าพระบาทไม่ทรงหิ้วรองพระบาทตามประเพณีสัปปุรุษซึ่งขึ้นมัสการพระเกศธาตุ
เกล้ากระหม่อมจะกลับเข้ากรุงเทพฯ วันนี้ ลายพระหัตถ์ฉะบับหน้าโปรดให้สลักหลังส่งกรุงเทพ ฯ
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์
วันที่ ๙ เมษายน ๒๔๗๙ ดร
​Khaw Joo Tok’s House,
Penang Hill, Penang. S.S.
วันที่ ๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๗๙
ทูล สมเด็จกรมพระนริศร ฯ
เวลานี้หม่อมฉันขึ้นมาอยู่ที่เรือนของพระยารัตนเศรษฐีที่บนเขา คิดว่าจะพักอยู่สัก ๒ สัปดาหะ เพราะที่ในเมืองปีนังกำลังอากาศร้อน และเปนเวลาว่างการเรียน จะพาลูกหลานมาเปลี่ยนอากาศด้วย อีกประการหนึ่งพระองค์หญิงอดิศัยสุริยาภา๑กับคุณจอมมารดา๒ จะมาเที่ยวถึงปีนัง หม่อมฉันเชิญให้พักที่ Cinnamon Hall หม่อมฉันขึ้นมาอยู่บนเขาทางโน้นจะได้มีห้องว่างให้ประทับสบาย เหมือนพระองค์หญิงอาทรทิพย
นิภา๓เสด็จมาเมื่อหม่อมฉันไปเมืองพะม่า ที่บ้านบนเขานี้อากาศเย็นสบายดี เมื่อกลางคืนวันที่ ๗ ปรอท ๗๖ ไม่หนาวจัดเหมือนที่ Cameron Highlands ที่หม่อมฉันไปเที่ยวกับทูลกระหม่อมชาย จะขึ้นลงก็ใช้รถรางสดวกด้วย มาจากซินนะมอนฮอลเพียง ๔๕ นาทีก็ถึง ไม่ต้องทรงแก้ไขที่ส่งลายพระหัตถ์ในเวลาที่หม่อมฉันอยู่บนเขานี้
หม่อมฉันหวังใจว่าเสด็จแปรสถานไปอยู่หัวหิน จะทรงเปนสุขสำราญดีด้วยกันกับทั้งพระญาติ
หม่อมฉันได้รับลายพระหัตถ์ฉะบับลงวันที่ ๔ เมษายน ขอทูลเพิ่มเติมแก้ข้อที่ทรงทักท้วงมาบางข้อ คือเรื่องตำนานพระเกศธาตุนั้น หม่อมฉันเขียนขาดความไปหน่อยหนึ่งตรงที่ว่าช่างฝรั่งได้ตรวจเห็นรอยก่อเพิ่มถึง ๗ ครั้งนั้น เขาได้บอกว่าในหนังสือนำทางว่าเข้าไปดูทางช่องที่ฐานพระเจดีย์คราก แต่หม่อมฉันมิได้ลงข้อนั้นไว้ อีก
แห่งหนึ่งตรงที่ว่านางพระยาตะละเจ้าเท้าถมลานพระธาตุให้สูงขึ้น ๘ วานั้น หม่อมฉันควรจะใช้คำว่า “ฉายที่ทำลายพระธาตุ” เพราะภาษาอังกฤษเขาใช้แต่ว่า Make น่าจะหมายความว่าทำลายยอดเนินที่ใกล้เคียงลงมากลบเขี่ยให้เปนพื้นที่แผ่นเดียวกัน
​คำที่มอญเรียกพระเกศธาตุตามที่ทรงสืบได้ความมาจากพระสุเมธมุนีนั้น หม่อมฉันตีความว่ามอญคงเรียกแต่ว่า “กยัต ตะเกอง” อยู่ก่อนมาเปลี่ยนเรียกว่า “ธาตุสก” เมื่อเกิดคติเชื่อกันว่าบรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้าไว้ในพระเจดีย์นั้น ไทยเรารับคำนั้นมาจึงเรียกว่า “พระเกศธาตุ” แต่พะม่าเรียกตามมอญมาแต่ชั้นเดิม คาถาที่ท่านสุเมธถวายมานั้น เห็นมอญจะแต่งขึ้นเทียบคาถาว่าด้วยพุทธบริขารไปตกอยู่ณเมืองต่าง ๆ ในอินเดีย อันมีอยู่ในหนังสือปฐมสมโพธิ (หรือเรื่องอื่นที่หม่อมฉันได้เห็น แต่จำไม่ได้แน่ในเวลานี้)
เรื่องนรสิงห์แบบไทยที่ทำเปนคนครึ่งตัว มีหล่อตั้งไว้ที่หน้าปราสาทพระเทพบิดร พระองค์ประดิษฐ์หล่อตามตำราภาพสัตว์พิมพาน ซึ่งหม่อมฉันสงสัยว่าคิดขึ้นในกรุงรัตนโกสินทรนี้ หรือถ้าก่อนขึ้นไปก็เพียงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา นึกหาภาพเก่ากว่านั้นขึ้นไปอีกไม่ได้ มีแต่ภาพนกหัวเปนมนุษย์ที่เราเรียกกันว่า “อรหันต์” กับ “กินร” ที่ทำเปนคนกับนกปนกัน แต่ก็ไม่ตรงกับกินรในชาดกเรื่องพระสุธน ในชาดกว่ากินรรูปร่างเหมือนมนุษย์ เปนแต่มีปีกหางสำหรับสวมตัวเวลาบิน จะถอดหรือใส่เมื่อใดก็ได้
เรื่องเทวดานพเคราะห์ของพะม่า หม่อมฉันก็ทูลความขาดไป เพราะพึ่งนึกขึ้นได้เมื่อส่งจดหมายไปถวายแล้ว คือเมื่อหม่อมฉันไปเมืองหงสาวดี พวกกรรมการเขาพาไปที่คลัง ให้ดูของต่าง ๆ ที่เคยอยู่กับองค์พระมุเตาเมื่อก่อนพัง เห็นยอดฉัตรพระเจดีย์มี
ธงชัย ทำด้วยทองสัมฤทธิ์ ที่ยอดพระเกศธาตุก็มีเหมือนกัน หม่อมฉันสำคัญว่าทำไว้สำหรับดูทางลมเหมือนเช่นฝรั่งทำเปนรูปลูกศร แต่ก็นึกฉงนอยู่ว่าทำธงเล็กเท่านั้น คนอยู่กับแผ่นดินที่ไหนจะแลเห็นชัด พึ่งมาคิดได้ว่าหม่อมฉันเขวไปเอง ที่จริงนั้นคงหมาย “พระเกตุ” ทำไว้สูญกลางให้ครบนพเคราะห์ ขอให้ทรงพระดำริดูเถิด
พะม่ายังเชื่อคติโบราณ “อย่างซึมทราบ” อยู่มาก หม่อมฉันเข้าใจว่าพะม่ายังถือว่าเปรตเปนอ้ายตัวสูงโย่งเย่งทั้งนั้น แม้ไทยเราถ้าจับตามเรียงตัวในเวลานี้ แปดหรือเก้าในสิบคนก็เห็นจะเชื่อเช่นนั้นที่รู้ว่าหมายความว่าผู้ตายแล้วทั่วไปจะมีน้อยและน่าจะพึ่งมีไม่ก่อนรัชชกาลที่ ๔ เท่าใดนัก เพราะในหนังสือเรียนภาษามคธเช่นคัมภีร์ธรรมบทเปนต้น เมื่อกล่าวอธิบายเรื่องเปรตก็มักจะให้เข้าใจไปทางนั้น
หม่อมฉันถวายหนังสือเล่าเรื่องเที่ยวเมืองพะม่ามากับจดหมายฉะบับนี้อีกท่อนหนึ่งขึ้นตอนที่ ๓ ว่าด้วยเที่ยวเมืองหงสาวดี ตอนนี้ก็จะมีต่อไปอีกท่อนหนึ่งหรือสองท่อนจึงจะหมดตอน รูปฉายาลักษณ์ที่ถวายมาในคราวนี้เปนรูปพระมุเตาพัง ๒ แผ่น ดูเหมือนจะได้เคยถวายแล้วแต่ก็ไม่เปนไร หม่อมฉันกำลังหาสมุดอาลบั้มสำหรับปิดรูปที่ถวายเปนคราว ๆ จะถวายสมุดอาลบั้มรูปนี้ในวันเฉลิมพระชันสาของท่านในปีนี้ ขอ​อย่าทรงซื้อสมุดอัลบั้มและจงทรงปิดรูปที่ได้ถวายไปแล้วกับที่จะถวายต่อไปในเรื่องเที่ยวเมืองพะม่าในสมุดเล่มนั้นจนกว่าจะตลอดเรื่อง
เมื่อณวันจันทรที่ ๖ เมษายนนี้ กรมตรวจโบราณคดีเมืองพะม่า เขาส่งรูปฉายาลักษณ์ตามมาให้หม่อมฉันชุด ๑ เปนรูปเฟรสโคพวกมหายานเขียนไว้ในวิหารเมืองพุกาม ๓
แห่งตั้งแต่ก่อนสมัยพระเจ้าอนิรุทธ เมื่อหม่อมฉันไปเห็นชอบใจ ถามเขาว่าได้จำลองเปนรูปฉายาลักษ์ไว้หรือไม่ เขาบอกว่าได้จำลองไว้ หม่อมฉันอยากได้เขาจึงพิมพ์ส่งมาให้และบอกมาให้ทราบว่ากรมตรวจโบราณคดีในอินเดีย ห้ามมิให้ใครอื่นจำลองออกโฆษณา หม่อมฉันได้รับรูปเหล่านั้นภายหลังคนของหม่อมฉันขึ้นรถไฟกลับไปสักครึ่งชั่วโมงเท่านั้น มิฉะนั้นก็จะได้ฝากมาถวายทอดพระเนตร์ในวันนั้นเอง นี่จะต้องรอจนหาคนฝากที่ไว้ใจได้จึงจะส่งเข้าไปถวาย
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
๑. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น ๕ พระองค์เจ้าอดิศัยสุริยาภา ↩
๒. เจ้าจอมมารดาอ่อน (บุนนาค) ในรัชกาลที่ ๕ ↩
๓. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ ชั้น ๕ พระองค์เจ้าอาทรทิพยนิภา ↩
เล่าเรื่องเที่ยวเมืองพะม่า ตอนที่ ๓ เที่ยวเมืองหงสาวดี
​วันพฤหัสบดีที่ ๒๓ มกราคม เวลาเช้า ๘ นาฬิกาเศษ ขึ้นรถยนต์ออกจากเมืองร่างกุ้งไปเมืองหงสาวดี รถที่ไปวันนี้มิสเตอร์คัสโตเนียจัดรถขนาดย่อมกว่ารถ “อาคาข่าน”
ให้ใช้ ๒ หลังด้วยกัน และให้ผู้ช่วยในห้างอิสต์เอเซียติคไปเปนเพื่อนคน ๑ เพราะทางที่จะไปไกลกว่า ๒,๘๐๐ เส้น (๔๖ ไมล์) จึงคิดเตรียมป้องกันความลำบาก หากจะเกิดขึ้นในระวางทาง หนทางที่ไป พอออกจากชานเมืองพ้นหมู่เนินแล้วก็ถึงที่ราบ เปนทุ่งนา มีบ้านเรือนราษฎรตั้งเปนหย่อม ๆ ตลอดไป ดูคล้ายกับที่สองข้างทางรถไฟในระวางกรุงเทพฯ กับกรุงศรีอยุธยา แต่ถนนรถปูพื้นด้วยอัสฟัล์ดเรียบราบดี
ตลอดทาง เมื่อรถแล่นไปราว ๒ ชั่วโมง ใกล้จะถึงเมืองหงสาวดีข้ามเนินแห่งหนึ่งเปนที่สูง เห็นพระมหาธาตุมุเตาแต่ไกล พอแลเห็นก็ใจหาย ฉันทราบอยู่แล้วว่าเมื่อแผ่นดินไหวในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๓๓ (ซึ่งไหวไปถึงกรุงเทพ ฯ ด้วย แต่เวลานั้นฉันไปยุโรป กำลังอยู่ในเรือแล่นทางทะเล ไม่รู้สึก) ที่เมืองพะม่าแผ่นดินไหวแรงมากถึงพระมุเตาหักพัง เคยนึกแต่ว่ายอดหักและเชื่อว่าคงปฏิสังขรณ์คืนดีดังเก่าแล้ว ถึงได้ออกปากถามที่เมืองร่างกุ้งว่าพระมุเตานั้นซ่อมเสร็จแล้วหรือยัง เขาตอบแต่ว่ายัง
ไม่แล้ว ฉันก็สำคัญว่าการปฏิสังขรณ์ยังค้างอยู่บ้างสักเล็กน้อย พอแลเห็นที่ไหนเล่า พระมุเตาพังหมดทั้งองค์เหลือแต่ฐานจึงตกใจ เมื่อถึงเมืองให้ขับรถไปยังศาลากลางก่อน เพราะกรมเลขานุการของรัฐบาลบอกว่าได้สั่งผู้ว่าราชการเมืองหงสาวดี ให้หาผู้ชำนาญไว้สำหรับนำพวกเราเที่ยว ครั้นไปถึงศาลากลางพบผู้ว่าราชการเมืองเปนพะม่า ชื่อ อู สันติน U Than tin คอยรับอยู่บอกว่าตัวเขาจะนำเอง และเมื่อเที่ยวแล้วขอเชิญไปกินกลางวันณจวนที่อยู่ของเขาด้วย ฉันก็รับด้วยขอบใจ
ตรงนี้จะเล่าเรื่องตำนานเมืองหงสาวดีเสียก่อน ผู้อ่านรู้เรื่องตำนานเมืองแล้วอ่านความพรรณนาว่าด้วยวัตถุสถานที่ฉันได้ไปดู จึงจะเข้าใจแจ่มแจ้งดีขึ้น เรื่องตำนานเมืองหงสาวดีควรลำดับอธิบายเปนตอน ๆ ดังนี้ คือ
ตอนที่ ๑ นับแต่ พ.ศ. ๑๑๑๖ จน พ.ศ. ๑๖๐๐ ในตำนานว่ามีราชบุตรของพระเจ้ากรุงสะเทิม (อันตั้งอยู่เหนือเมืองเมาะตมะ) ๒ องค์ ทรงนามว่า “เจ้าสามล” องค์ ๑ “เจ้าวิมล” องค์ ๑ มาตั้งเมืองหงสาวดีขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๑๑๖ ขณะเมื่อจะสร้างเห็นหงส์ทำรังอยู่ณเกาะใกล้กับเมืองเปนนิมิตร์ จึงขนานนามเมืองว่า “หงสาวดี” แต่คน​ทั้งหลายมักเรียกกันและยังเรียกอยู่จนบัดนี้ว่า “เมืองพะโค Pegu” เพราะอยู่ริมลำน้ำพะโค เมืองหงสาวดีเมื่อแรกสร้างนั้นอยู่ริมชายทะเล เพราะในสมัยนั้นยังเปนทะเล
เข้าไปไกล ตรงนั้นเปนอ่าวปากน้ำสะโตง เปรียบดังเช่นอ่าวปากน้ำเจ้าพระยา เมืองสะเทิมอยู่ทางฟากตะวันออกอย่างเมืองจันทบุรี เมืองหงสาวดีอยู่ทางฟากตะวันตกอย่างเมืองเพ็ชรบุรี นานมาตลิ่งงอกออกไปทั้ง ๒ ฟาก จนบัดนี้ทั้งสองเมืองนั้นกลายเปนเมืองดอนไปแล้ว เรื่องตำนานเมืองหงสาวดีตอนแรกสร้างมิใคร่มีอะไรเปนแก่นสาร พึงสันนิษฐานแต่ว่าคงเปนเมืองขึ้นของกรุงสะเทิมเมื่อยังเปนอิสสระอยู่ข้างฝ่ายใต้ตลอดสมัยนั้น
เรื่องตำนานตอนที่ ๒ นับแต่ พ.ศ. ๑๖๐๐ จน พ.ศ. ๑๘๓๐ เมื่อพระเจ้าอนิรุทธเมืองพุกามมีอานุภาพแผ่อำนาจลงมาข้างใต้ ได้กรุงสะเทิมไว้ในราชอาณาเขตต์เมื่อ พ.ศ. ๑๖๐๐ เมืองหงสาวดีก็ตกไปเปนเมืองขึ้นของกรุงพุกามอยู่สัก ๒๐๐ ปี ในตอนนี้ปรากฏว่าเมืองหงสาวดีเปนประเทศราช และเคยพยายามจะเปนอิสสระแต่ทานกำลังกรุงพุกามไม่ไหว ก็ต้องเปนเมืองขึ้นตลอดมาจนพุกามเสียแก่จีน เมื่อ พ.ศ. ๑๘๓๐
เรื่องตำนานตอนที่ ๓ นับแต่ พ.ศ. ๑๘๓๐ จน พ.ศ. ๒๐๗๔ เมื่อพวกมงโกลได้เปนใหญ่ในประเทศจีน และได้ประเทศนันเจาอันเปนเมืองเดิมของไทยไว้ในอาณาเขตต์แล้ว พระเจ้ากรุงจีนกุบไลข่าน Kublai Khan ต้นราชวงศหงวนให้ทูตมายังเมืองพะม่า ทูตมาถูกพระเจ้ากรุงพุกามดูหมิ่น พระเจ้ากุบไลข่านจึงให้กองทัพจีนกับไทยสมทบ
กันยกมาตีได้เมืองพุกาม ๆ ก็สิ้นอำนาจมาแต่นั้น เมื่อกองทัพจีนกลับไปแล้ว พวกไทยใหญ่ก็แผ่อำนาจรุกแดนพะม่าทางข้างเหนือ พวกไทยน้อยที่อยู่ในประเทศสยามก็รุกแดนเมืองมอญทางข้างใต้ ในสมัยนั้นมะกะโทไทยน้อยตั้งตัวเปนใหญ่ได้ที่เมืองเมาะตมะ ด้วยอาศัยความอุดหนุนจากกรุงสุโขทัยในรัชชกาลพระเจ้ารามกำแหง
มหาราช ทรงตั้งเปนเจ้าประเทศราช พระราชทานนามว่า “พระเจ้าฟ้ารั่ว” (พะม่าเรียกว่า “วเรรุ”) และพระราชทานอนุเคราะห์อย่างอื่น ๆ จนสามารถขยายอาณาเขตต์ขึ้นไปได้ถึงเมืองหงสาวดี ที่อ้างในศิลาจารึกของพระเจ้ารามกำแหงฯ ว่าราชอาณาเขตต์ทางด้านตะวันตกถึงเมืองหงสาวดีนั้น เปนอันตรงกับในพงศาวดาร เมื่อสิ้นพระเจ้าฟ้ารั่วแล้ว พระยามหากษัตริย์ซึ่งสืบวงศฟ้ารั่วยังตั้งราชธานีอยู่ณเมืองเมาะตมะ Mataban ต่อมาอีกหลายองค์ จนถึงพระยาอู่ (อันเปนพระชนกของพระเจ้า
ราชาธิราช) ซึ่งเสวยราชย์แต่ พ.ศ. ๑๘๙๖ จน พ.ศ. ๑๙๒๘ จึงย้ายราชธานีไปตั้งที่เมืองหงสาวดี ถึงสมัยนั้นพะม่าก็กลับตั้งตัวเปนอิสสระได้ สร้างเมืองอังวะเปนราชธานี มีพระยามหากษัตริย์ปกครองมาหลายชั่ว จึงเกิดเปนประเทศมอญอยู่ข้างใต้ประเทศพะม่าอยู่ข้างเหนือ ต่าง​มีอิสสระเสมอกัน พอล่วงรัชชกาลพระยาอู่แล้ว พระเจ้าราชาธิราชได้ครองกรุงหงสาวดีในระวาง พ.ศ. ๑๙๒๘ จน พ.ศ. ๑๙๖๖ มอญกับพะม่าก็เกิดรบกันเปน “มหายุทธสงคราม” ดังปรากฏในหนังสือเรื่องราชาธิราช รบกันอยู่
ช้านานจนอ่อนกำลังลงด้วยกันจึงเลิกสงคราม เชื้อสายของพระเจ้าราชาธิราชได้ครองเมืองหงสาวดีต่อมาอีก ๔ องค์ หมดสิ้นเจ้าชายที่จะรับรัชชทายาท ชาวเมืองหงสาวดีจึงยกนางพระยาตะละเจ้าเท้า (พะม่าเรียกว่า Shin Saw Bu) ราชธิดาของพระเจ้าราชาธิราชขึ้นครองแผ่นดิน อยู่ในราชสมบัติแต่ พ.ศ. ๑๙๙๖ จน พ.ศ. ๒๐๒๕ นางไม่มีราชบุตรจึงมอบเวนราชสมบัติแก่พระมหาปิฎกธรราชบุตรเขย เสวยราชย์ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๐๒๕ จน พ.ศ. ๒๐๔๙ ทรงพระนามว่า “พระเจ้ารามาธิบดี” แต่
เรียกกันเปนสามัญว่า “พระเจ้าธรรมเจดีย์” พระเจ้าหงสาวดีองค์นี้ร่วมสมัยและเปนมิตรไมตรีกับสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ และพระเจ้าติโลกมหาราช เมืองเชียงใหม่ ได้สร้างโบราณวัตถุสถานและจัดการบ้านเมืองหงสาวดีหลายอย่าง ซึ่งจะพรรณนาเมื่อกล่าวอธิบายถึงวัตถุสถานนั้น ๆ ต่อไปข้างหน้า เชื้อสายของพระเจ้าธรรมเจดีย์ได้ครองเมืองหงสาวดีต่อมาอีก ๒ องค์ ถึง พ.ศ. ๒๐๘๔ พวกพะม่าเมืองตองอูก็ลงมาตีได้เมืองหงสาวดี
เรื่องตำนานตอนที่ ๔ นับแต่ พ.ศ. ๒๐๘๔ มาจน พ.ศ. ๒๑๔๒ ในตอนนี้มีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับประเทศสยามมาก จำเดิมแต่เมืองพุกามเสียแก่จีนแล้วถูกพวกไทยใหญ่ย่ำยี ต่อมาพวกพะม่าหนีภัยไปรวมกันอยู่ที่เมืองตองอูโดยมาก เมืองตองอูก็กลายเปนเมืองพะม่ามีกำลังมากขึ้นโดยลำดับ เมื่อพระเจ้าหงสาวดีที่เปนเชื้อสายของ
พระเจ้าธรรมเจดีย์อ่อนกำลังลง ทางเมืองตองอูเกิดมีวีรบุรุษขึ้นในวงศเจ้าเมืองตองอู ๒ องค์ องค์หนึ่งชื่อ “มังตรา” เปนราชบุตรของพระเจ้าตองอู ได้รับรัชชทายาท ทรงนามว่า “พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้” (แปลว่า “สุวรรณเอกฉัตร”) อีกองค์หนึ่งก็เปนเชื้อพระราชวงศและเปนพี่พระมเหษีของพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้จึงตั้งให้มี
ยศเรียกว่า “บุเรงนอง” (แปลว่า “พระเชษฐาธิราช”) เปนแม่ทัพ ช่วยกันทำสงครามแผ่อาณาเขตต์ตีเมืองหงสาวดีได้เมื่อ พ.ศ. ๒๐๗๔ พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ย้ายราชธานีมาอยู่เมืองหงสาวดี ในหนังสือพงศาวดารไทยเรียกพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ แต่ว่า “พระเจ้าหงสาวดี” หรือว่า “พระเจ้าหงสาลิ้นดำ” ทำให้เข้าใจกันว่าเปนมอญ แต่ที่จริงพระเจ้าหงสาวดีตอนนี้เปนพะม่าทั้งนั้น หาใช่มอญไม่ เมื่อพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ได้เมืองหงสาวดีเปนที่มั่นแล้ว เที่ยวรบพุ่งปราบปรามบ้านเมืองที่ใกล้เคียงจนได้เมือง
พะม่า มอญ ยักไข่ และไทยใหญ่ โดยมากไว้ในราชอาณาเขตต์ แล้วยกกองทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. ๒๐๙๑ (คราวสมเด็จพระสุริโยทัยขาดคอช้าง) แต่ตีกรุงศรีอยุธยาไม่ได้ต้องล่าทัพกลับถอยไป ​เมื่อกลับไปถึงเมืองหงสาวดี พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ไปเกิดวิกลจริตด้วยติดสุราเมามายร้ายกาจ จนพวกมอญพากันเอาใจออกหากเปนขบถขึ้นที่เมืองเมาะตมะ พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ให้บุเรงนองลงไปปราบปราม พอบุเรงนองออกจากเมืองหงสาวดีไปยังไม่ทันถึงเมืองเมาะตมะ พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ก็ถูก
จับปลงพระชนม์แล้วพวกมอญยกสมิงทอรามราชบุตรของพระเจ้าหงสาวดีพระยาราญ หลานพระเจ้าธรรมเจดีย์ขึ้นครองราชสมบัติ เจ้าเมืองตองอูและเจ้าเมืองแปรก็พากันตั้งตัวเปนอิสสระ บ้านเมืองเปนจลาจล บุเรงนองไม่สามารถจะปราบได้ก็ต้องหลบหนีไปคราวหนึ่ง แต่ไปเที่ยวเกลี้ยกล่อมซ่องสุมผู้คน ในไม่ช้าก็หากำลังได้เพียงพอ เพราะคนเคยกลัวฝีมือมาแต่ก่อนทั้งพวกมอญและพะม่า พากันมาเข้าด้วยเปนอันมาก บุเรงนองจึงตีได้ทั้งเมืองแปรเมืองตองอูและเมืองหงสาวดี แล้วราชาภิเศกเปนพ
ระเจ้าหงสาวดีเมื่อ พ.ศ. ๒๐๙๔ พระเจ้าบุเรงนองมีอานุภาพยิ่งกว่าพระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ สามารถปราบปรามประเทศอื่นที่ใกล้เคียงทั้งพะม่า มอญ ไทยใหญ่ ยักไข่ และได้ประเทศลานนา เชียงใหม่ ประเทศลานช้าง ตลอดจนตีได้กรุงศรีอยุธยาเอาประเทศสยามเปนเมืองขึ้น แม้ประเทศอื่นที่มิต้องขึ้นต่อกรุงหงสาวดี เช่นประเทศลังกา อินเดีย (ครั้งมหาวงศมงโกล) และโปรตุเกศ (ซึ่งมามีอำนาจและเมืองขึ้นทางตะวันออกในตอนนี้) ก็ต้องทำทางไมตรี ไม่มีใครกล้าเบียดเบียน ในพงศาวดารจึงยกย่อง
พระเจ้าบุเรงนองเปนมหาราช เรียกว่า “พระเจ้าชนะสิบทิศ” พระเจ้าบุเรงนองสร้างเมืองหงสาวดีให้มีป้อมปราการเปนมหานครกว้างขวาง (แผนผังปรากฏอยู่ในหนังสือฝรั่งแต่งในสมัยนั้น) สัณฐานเปน ๔ เหลี่ยมจตุรัส พระราชวังตั้งอยู่กลางเมืองเหมือนกับเมืองมัณฑเล ซึ่งถ่ายแบบมาจากเมืองอมรบุระอันเปนราชธานีอยู่ก่อน น่าสันนิษฐานต่อไปเมื่อพระเจ้าปะดุงสร้างเมืองอมรบุระ คงจะถ่ายแบบเมืองหงสาวดีของพระเจ้าบุเรงนองไปสร้าง ด้วยบำเพ็ญพระเกียรติเจริญรอยพระเจ้าบุเรงนอง ใน
หนังสือพงศาวดารกล่าวต่อไปว่าเมืองหงสาวดีที่พระเจ้าบุเรงนองสร้างนั้น มีประตูซุ้มยอดด้านละ ๓ ประตู (เหมือนกับเมืองมัณฑเล) ให้เรียกตามชื่อเมืองประเทศราชที่ถูกเกณฑ์คนไปทำการ เช่นเรียกว่า ประตูอังวะ ประตูอโยทธยา และประตูเชียงใหม่ เปนต้น (เมื่อสร้างกรุงรัตนโกสินทรฯ ก็เกณฑ์คนเมืองประเทศราชมาช่วยสร้างทำนองเดียวกัน) มีของปลาดสิ่งหนึ่งซึ่งน่าจะนำมากล่าวอธิบายไว้ในที่นี้ด้วย คือที่ริมประตูข้างในพระราชวังเมืองมัณฑเลมีหอสูงหลังหนึ่งเรียกว่า “หอพระเขี้ยวแก้ว” ยังปรากฎ
อยู่จนเดี๋ยวนี้ แต่เล่ากันว่าหาเคยมีพระเขี้ยวแก้วอยู่ในหอนั้นไม่ ที่เรียกว่าหอพระเขี้ยวแก้วเพราะสร้างตามแบบอย่างพระราชวังของพระเจ้าบุเรงนองณเมืองหงสาวดี ก็ในเรื่องพงศาวดารรัชชกาลพระเจ้าบุเรงนองนั้น กล่าวถึงการเกี่ยวข้องกับพระเขี้ยวแก้วที่เมือง​ลังกามียืดยาว ว่าพระเจ้าบุเรงนองทรงเลื่อมใสในพระเขี้ยวแก้วมาก ถึงเอาเส้นพระเกศาของพระองค์เองและของพระอัครมเหษีทำแส้ส่งไปถวายพระเขี้ยวแก้วเปนพุทธบูชา ครั้นถึง พ.ศ. ๒๑๐๓ พวกโปรตุเกศตีได้เมืองลังกา ชิงเอาพระ
เขี้ยวแก้วไปยังเมืองเคาว์ Gao อันเปนเมืองหลวงของโปรตุเกศในอินเดีย พระเจ้าบุเรงนองทรงทราบก็แต่งทูตให้ไปว่ากล่าวแก่โปรตุเกศ จะขอไถ่พระเขี้ยวแก้วด้วยเงินสินไถ่ ๖ แสน และจะให้เข้าสารเปนเสบียงแก่พวกโปรตุเกศที่มาตั้งอยู่ณเมืองมละกาด้วย ไวสรอย Viceroy ข้าหลวงต่างพระองค์พระเจ้าแผ่นดินโปรตุเกศ จะยอมให้ไถ่พระเขี้ยวแก้วด้วยยินดี แต่สังฆราชโรมันคาธอลิคขัดขวาง อ้างว่าทำเช่นนั้นเปนการเกื้อกูลสาสนาซึ่งเปนปรปักษ์ด้วยเห็นแก่สินบน ประกาศติเตียนอย่างรุนแรงจนไวส
รอยต้องเอาพระเขี้ยวแก้วไปมอบให้สังฆราช ๆ เอาพระเขี้ยวแก้วใส่ครกโขลกจนเลอียด แล้วเผาไฟเทเท่าถ่านทิ้งลงน้ำให้สูญไป ทูตของพระเจ้าบุเรงนองต้องกลับมาเปล่า แต่เมื่อมาถึงเมืองคอลมโบที่เกาะลัง พวกขุนนางคนสนิทของเจ้าเมืองคอลมโบกระซิบบอกให้ทราบว่าที่พวกโปรตุเกศว่าได้ทำลายพระเขี้ยวแก้วเสียแล้วนั้นไม่จริง ด้วยพระเขี้ยวแก้วกระทำปาฏิหาริย์กลับมาเมืองลังกา เจ้าเมืองคอลมโบได้ไว้ แต่ต้องปิดบังซ่อนไว้ด้วยเกรงโปรตุเกศจะมาติดตาม พวกขุนนางเหล่านั้นพาทูต
เข้าไปดูถึงหอพระที่ทำไว้เปนห้องลับที่ในวัง ก็เห็นพระเขี้ยวแก้วอยู่ที่นั่นจริง ทูตลองพูดทาบทามกับเจ้าเมืองคอลมโบ ๆ บอกว่าเวลานั้นมีความเดือดร้อนอยู่ด้วยข้าศึกจะมาตีเมือง ถ้าพระเจ้าหงสาวดีทรงเปนที่พึ่งป้องกันให้พ้นภัยได้ ก็จะยอมถวายพระเขี้ยวแก้วด้วยความยินดี ทูตนำความมาทูล พระเจ้าบุเรงนองจึงตรัสสั่งให้กองทัพไปช่วยต่อสู้ข้าศึก ครั้นมีชัยชนะ เจ้าเมืองคอลมโบก็ส่งพระเขี้ยวแก้วมาถวายตามสัญญา พระเจ้าบุเรงนองจึงให้สร้างหอขึ้นเปนที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วไว้ที่ใน
พระราชวัง และมีมหกรรมฉลองพระเขี้ยวแก้วเมื่อมาถึงเมืองหงสาวดีเปนการใหญ่ใต ให้ปรากฎพระเกียรติยศที่สามารถเชิญพระเขี้ยวแก้วย้ายมาจากเมืองลังกาได้ แต่ทางเมืองลังกาในสมัยนั้นก็แยกกันเปนหลายอาณาเขตต์ พอกิตติศัพท์ระบือไปว่าเจ้าเมืองคอลมโบถวายพระเขี้ยวแก้วแก่พระเจ้าบุเรงนอง เจ้าเมืองสิงห์ขันฑนคร Kandy ก็ประกาศว่า พระเขี้ยวแก้วองค์ที่ตกมายังเมืองหงสาวดีนั้นเปนของปลอม องค์ที่จริงนั้นปาฏิหาริย์มาอยู่ณเมืองสิงห์ขัณฑนคร (ยังปรากฏอยู่จนทุกวันนี้) หาได้ไปสู่เมือง
คอลมโบไม่ เรื่องมีมาดังนี้ พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนองครองกรุงหงสาวดีอยู่ถึง ๓๐ ปี ตั้งเจ้านายเชื้อพระวงศให้เปนประเทศราชครองเมืองอังวะองค์ ๑ เมืองแปรองค์ ๑ เมืองตองอูองค์ ๑ เมืองเชียงใหม่องค์ ๑ และมีประเทศราชชาติอื่น คือประเทศสยาม ๑ ประเทศยักไข่ ๑ ประเทศลานช้าง ๑ กับทั้งเมืองไทยใหญ่ที่เปนอย่างประเทศราชขึ้นต่อกรุงหงสาวดี​ก็หลายเมือง แต่ล้วนมีความกลัวเกรงพระเจ้าบุเรงนองไม่กล้าคิดร้าย บ้านเมืองก็เรียบร้อยมาจนตลอดรัชชกาล ครั้นถึง พ.ศ. ๒๑๒๔ พระเจ้าบุเรงนอง
สิ้นพระชนม์ มังชัยสิงห์ราชโอรสซึ่งเปนพระมหาอุปราชาได้รับรัชชทายาทเปนพระเจ้าหงสาวดี ทรงพระนามว่า “พระเจ้านันทบุเรง” พอเปลี่ยนรัชชกาลก็เกิดความลำบาก เหตุด้วยเจ้าประเทศราชทั้งปวงไม่กลัวเกรงนับถือพระเจ้านันทบุเรงเหมือนอย่างพระเจ้าบุเรงนอง เริ่มเกิดเหตุด้วยพระเจ้าอังวะตั้งแข็งเมืองก่อน แล้วสมเด็จพระนเรศวรก็ประกาศประเทศสยามเปนอิสสระภาพ พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงสามารถเอาชัยชนะเมืองอังวะได้ แต่เมื่อมาปราบประเทศสยามกลับพ่ายแพ้สมเด็จพระ
นเรศวรติด ๆ กันถึง ๔ ครั้ง ครั้งหลังพระมหาอุปราชามาชนช้างกับสมเด็จพระนเรศวร-สิ้นพระชนม์ แต่นั้นพระเจ้าหงสาวดีก็เข็ดขยาดไม่กล้ามาตีเมืองไทยอีก พวกประเทศราชและหัวเมืองทั้งปวงเห็นพระเจ้าหงสาวดีสิ้นฤทธิ์ก็ยิ่งยำเกรงน้อยลง พอสมเด็จพระนเรศวรตีได้เมืองตะนาวศรีกับเมืองทวาย หัวเมืองมอญทางฝ่ายใต้ลำน้ำสลวินก็มาสามิภักดิ์ขอขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรได้ทีจึงเสด็จขึ้นไปตีเมืองหงสาวดี (ครั้งแรก) เมื่อ พ.ศ. ๒๑๓๘ ไปตั้งล้อมเมืองอยู่ ๓ เดือน ได้ทรงทราบ
ว่าพระเจ้าอังวะ พระเจ้าแปร และพระเจ้าตองอู ยกกองทัพลงมาช่วยเมืองหงสาวดี เห็นข้าศึกมีกำลังมากนักก็เสด็จยกทัพกลับมาเสียครั้งหนึ่ง ก็เจ้าเมืองทั้ง ๓ องค์นั้น พระเจ้าแปรกับพระเจ้าอังวะเปนราชบุตร์ของพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง แต่พระเจ้าตองอูเปนลูกพระปิตุลา ได้ครองเมืองนั้นมาแต่ครั้งพระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง กองทัพพระเจ้าอังวะกับพระเจ้าตองอูมาถึงเมืองหงสาวดีก่อน แต่พระเจ้าแปรโอ้เอ้ยังไม่ยกกองทัพลงมา พระเจ้าหงสาวดีขัดเคืองจึงตั้งพระเจ้าอังวะเปนพระมหาอุปราชา (แทน
องค์ที่ขาดคอช้าง) พระเจ้าแปร (เห็นจะเปนพี่) ก็เกิดโทมนัส ใส่โทษพระเจ้าตองอูว่าเปนผู้คิดอ่านยุยงส่งเสริม เลยยกกองทัพที่ได้เตรียมไว้ไปตีเมืองตองอู แต่ตีไม่ได้ กลับไปเมืองแปรก็เลยตั้งตัวเปนอิสสระ ฝ่ายพระเจ้าตองอูเห็นว่าเมืองหงสาวดีกับเมืองแปรแตกกันเช่นนั้นแล้ว ถ้าสมเด็จพระนเรศวรยกกองทัพไปอีกคงได้เมืองหงสาวดี ถ้ามาเข้ากับสมเด็จพระนเรศวรเสียก่อน อาจจะได้เปนพระเจ้าหงสาวดีในภายหน้า จึงลอบแต่งทูตให้นำบรรณาการมาถวายสมเด็จพระนเรศวร และให้ทูลว่าถ้า
เสด็จไปตีเมืองหงสาวดีเมื่อไรจะรับช่วย พระเจ้าตองอูจะได้ชักชวนพระเจ้ายักไข่แต่ในตอนนี้หรืออย่างไรไม่ปรากฏ แต่พระเจ้ายักไข่ก็ให้ทูตมาทูลสมเด็จพระนเรศวรอย่างเดียวกัน เพราะอยากได้หัวเมืองมอญตอนปากน้ำเอราวดีเปนอาณาเขตต์ สมเด็จพระนเรศวรได้ทีก็ตรัสสั่งให้เตรียมกองทัพ จะเสด็จไปตีเมืองหงสาวดีอีกครั้งหนึ่งใน พ.ศ. ๒๑๔๒ ให้เจ้าพระยาจักรีคุมกองทัพล่วงหน้าไปสะสมเสบียง​อาหารไว้ที่เมืองเมาะลำเลิงก่อน ในเวลานั้นที่เมืองตองอูมีพระมหาเถรองค์หนึ่งชื่อ “เสียมเพรี
ยม” เห็นจะเปนอาจารย์ของพระเจ้าตองอู ทูลทักท้วงว่าอุบายอย่างที่คิดนั้นเห็นจะไม่เปนประโยชน์ดังปรารถนา เพราะถ้าสมเด็จพระนเรศวรตีเมืองหงสาวดีได้ ที่ไหนจะปล่อยให้มีกำลังอยู่เปนคู่แข่งกรุงศรีอยุธยาเหมือนแต่ก่อน คงกวาดต้อนเอาผู้คนไปเปนเชลย และตัดกำลังด้วยประการอย่างอื่น แม้ได้เปนพระเจ้าหงสาวดีก็จะได้ครองแต่เมืองเปล่า แล้วบอกอุบายให้ทำอย่างอื่น พระเจ้าตองอูเห็นชอบด้วย จึงให้ไปว่ากล่าวบนบานพระเจ้ายักไข่ก็ยอมกลับใจไปร่วมคิดด้วย พระเจ้าตองอูแต่งคนสนิทให้
แยกย้ายกันมาเที่ยวลวงพวกมอญเมืองเมาะตมะที่ถูกเกณฑ์ทำนาหาเสบียงส่งกองทัพไทย ว่าพอเสร็จการทำนาแล้วไทยจะกวาดต้อนเอาไปเปนเชลย พวกมอญก็เกิดหวาดหวั่นพากันหลบหนี เมื่อถูกจับกุมก็ยิ่งตื่นหนักขึ้น ครั้นเจ้าพระยาจักรีว่ากล่าวเอาโทษมอญชั้นมูลนายที่ควบคุม พวกนั้นก็เลยไปเข้ากับพวกชาวนา จึงเกิดเปนขบถขึ้นในเมืองเมาะตมะ ไทยต้องปราบขบถเสียเวลาหลายเดือน ทางโน้นได้ช่องพระเจ้ายักไข่ก็ยกกองทัพขึ้นไปตั้งติดเมืองหงสาวดี ฝ่ายพระเจ้าตองอูก็ยกกองทัพ
ลงมา โดยอ้างว่าจะมาช่วยรักษาเมืองหงสาวดี พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงมิรู้ที่จะทำอย่างไร ด้วยพระเจ้าแปรก็ตั้งแข็งเมือง พระเจ้ายักไข่ก็จะตีเมือง และสมเด็จพระนเรศวรก็จะยกขึ้นไปตีเมืองหงสาวดีในเร็ว ๆ นั้น ซ้ำพวกชาวเมืองแม้จนพระมหาอุปราชาก็ไปเข้าด้วยพระเจ้าตองอูโดยมาก ก็ต้องยอมมอบอำนาจให้พระเจ้าตองอูเปนผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน พอพระเจ้าตองอูได้ว่าราชการก็ทำสัญญาอย่าสงครามกับพระเจ้ายักไข่ โดยยอมยกหัวเมืองปากน้ำเอราวดีมีเมืองสิเรียมเปนต้น ให้เปนอาณา
เขตต์เมืองยักไข่ ทั้งยกราชธิดาของพระเจ้าหงสาวดีองค์ ๑ กับช้างเผือกตัว ๑ ให้พระเจ้ายักไข่ด้วย พระเจ้ายักไข่ก็ถอยทัพกลับไป แต่ยังวางพวกกองโจรให้ซุ่มอยู่ในแขวงเมืองหงสาวดี พอกองทัพพระเจ้ายักไข่ถอยไปแล้วพระเจ้าตองอูทูลพระเจ้าหงสาวดี ว่ากองทัพสมเด็จพระนเรศวรที่จะยกขึ้นไป มีกำลังใหญ่หลวงยิ่งกว่ากองทัพพระเจ้ายักไข่มาก จะตั้งต่อสู้ที่เมืองหงสาวดีเห็นจะรักษาเมืองไว้ไม่ได้ ขอเชิญเสด็จย้ายไปยังเมืองตองอูจึงจะพ้นภัย พระเจ้าหงสาวดีก็ต้องบัญชาตาม พระเจ้าตองอูก็
ให้กวาดต้อนผู้คนเมืองหงสาวดีพาไปเมืองตองอู พอพระเจ้าตองอูกวาดคนไปแล้วพวกกองโจรเมืองยักไข่ได้ทีก็เข้าค้นคว้าหาทรัพย์สินที่ตกค้างเลยเผารั้ววังทั้งปราสาทราชมณเฑียรและบ้านเรือนไฟไหม้หมดทั้งเมือง สมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกกองทัพขึ้นไปถึงได้เมืองหงสาวดีแต่ซากซึ่งไฟไหม้ยังไม่ดับหมด ก็แค้นพระราชหฤทัยให้ยกกองทัพเลยไปตีเมืองตองอู ตั้งล้อมเมืองอยู่จนขาดเสบียงอาหาร เพราะพวกกองโจรเมืองยักไข่คอยลอบสกัดตัดลำเลียงอยู่ข้างใต้ ต้องเสด็จเลิกทัพกลับ​อีก
ครั้งหนึ่ง แต่การที่พระเจ้านันทบุเรงต้องทิ้งเมืองหงสาวดีหนีสมเด็จพระนเรศวรครั้งนั้น เปนเหตุให้กรุงหงสาวดีอันเปนที่ยำเกรงกันมาแต่ก่อนหมดอำนาจในทันที หัวเมืองมอญข้างใต้เมืองหงสาวดีก็มายอมเปนเมืองขึ้นกรุงศรีอยุธยา เมืองไทยใหญ่ทางฝ่ายเหนือก็มาสามิภักดิ์ แม้จนพระเจ้าเมืองเชียงใหม่ซึ่งเปนพระอนุชาของพระเจ้าหงสาวดีเอง ก็มาอ่อนน้อมยอมเปนเมืองขึ้นของไทย ราชอาณาเขตต์ของสมเด็จพระนเรศวรจึงกว้างใหญ่ไพศาลจนจรดประเทศจีน
โฆษณา