วันนี้ เวลา 03:30 • หุ้น & เศรษฐกิจ

Robert Mugabe อดีตผู้นำซิมบับเว ที่ครองอำนาจ 37 ปี ทำประเทศพัง

- แบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ ให้ตัวเองได้เปรียบ
- แก้รัฐธรรมนูญ เพื่อรักษาอำนาจของตัวเอง
- ขัดขาฝ่ายค้านในทุกวิถีทาง ไม่ให้มีอำนาจ
เรากำลังพูดถึงผลงานของ Robert Mugabe อดีตผู้นำซิมบับเวที่บริหารประเทศนานถึง 37 ปี จนประเทศพัง
และเงินเฟ้อเคยพุ่งถึง 66,000%
ชายคนนี้ บริหารประเทศตัวเองให้พังอย่างไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
Robert Mugabe เกิดในครอบครัวยากจนเมื่อปี 1924 ในวันที่ซิมบับเว ยังอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิอังกฤษในตอนนั้น
แม้เกิดในครอบครัวยากจนแค่ไหน แต่เขาก็ได้รับการสนับสนุนให้เรียนหนังสือจากเงินของปู่ แม่ และบาทหลวงในชุมชน จนสามารถโตมาประกอบอาชีพครูได้
ก่อนที่จะได้ทุนการศึกษาไปเรียนต่อที่แอฟริกาใต้
ซึ่งเป็นสถานที่ ที่จุดประกายให้เขาเริ่มเรียนรู้ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมต่าง ๆ มากขึ้น
จนเมื่อกลับมายังซิมบับเว เขาก็เริ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องความเท่าเทียมกันระหว่างคนผิวสีและผิวขาว จนกลายเป็นหนึ่งในผู้นำทางการเมืองคนสำคัญขึ้นมา
ซึ่งพอหลังจากที่อังกฤษให้เอกราชอย่างเป็นทางการกับซิมบับเว ภาพการเรียกร้องของเขา ก็ทำให้เขาได้รับเลือกตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศในปี 1980
ช่วงแรก เขาก็ทำทุกอย่างเพื่อให้คนในประเทศมีชีวิตดีขึ้น ด้วยการสร้างโรงเรียน ให้ระบบการศึกษาฟรี และขยายบริการสาธารณสุขให้ครอบคลุม
แน่นอนว่า การทำแบบนี้ก็ต้องใช้เงิน และเงินที่ว่านี้ก็มาจากภาษีที่รัฐบาลเก็บได้ ซึ่งถ้ารายได้ภาษีเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ก็คงไม่เป็นไร แต่โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไม่เอื้อให้ทำแบบนั้น
คนรวยผิวขาวที่ทำธุรกิจฟาร์มเกษตรขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญในการเก็บภาษี เป็นคนส่วนน้อย ขณะที่มีคนผิวสีที่ยังรายได้น้อยและยากจน เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ
ดังนั้น สิ่งที่ Robert Mugabe ต้องทำก็คือ ทำให้คนผิวสีของประเทศหลุดจากความยากจน มีรายได้มากขึ้น เพื่อสุดท้ายแล้ว รัฐบาลจะเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น
แต่เขากลับทำเรื่องที่ตรงกันข้าม โดยรัฐบาลกลับกีดกัน
และไม่ค่อยส่งเสริมนักธุรกิจคนผิวสี ด้วยความกลัวว่าจะมาเป็นคู่แข่งทางการเมืองใหม่ของตัวเอง
1
ความกลัวคู่แข่งนี้เอง ทำให้เขาทำทุกอย่างตั้งแต่แก้รัฐธรรมนูญให้ตัวเองกลายเป็นประธานาธิบดี แทรกแซงการเลือกตั้ง ไปจนถึงไล่ล่ากลุ่มผู้สนับสนุนพรรคอื่น
นอกจากนี้ เขายังใช้เงินไปจำนวนมาก สำหรับการเลี้ยงฐานอำนาจตัวเอง เช่น จ่ายเงินชดเชยทหารผ่านศึกในสงครามประกาศเอกราช
รวมถึงให้เงินสนับสนุนความช่วยเหลือด้านอาหารกับคนชนบท จากปัญหาการขาดแคลนอาหาร
และยังใช้เงินมากยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อรัฐบาลซิมบับเว ตัดสินใจเข้าร่วมสงครามคองโกครั้งที่ 2
1
เรียกได้ว่า สภาพของรัฐบาลตอนนั้นเหมือนกับถังแตกไปแล้ว จึงแก้ปัญหาด้วยการกู้เงินจาก IMF เข้ามา
1
ปัญหาที่รุมเร้า ทำให้พรรคฝ่ายรัฐบาลของตัวเองเริ่มเสียความนิยม และเปิดโอกาสให้พรรคฝ่ายค้านใหม่อย่าง MDC เริ่มได้รับความนิยมขึ้นมามากขึ้น
แทนที่ Robert Mugabe จะโฟกัสกับการแก้ปัญหาประเทศก่อน แต่กลับทำทุกอย่างเพื่อเตะตัดขาพรรคฝ่ายค้านแทน ชนิดที่ว่าไม่สนใจเศรษฐกิจของประเทศแม้แต่น้อย
1
โดยสั่งรื้อทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยและร้านค้าในเขตเมือง เพราะถูกมองว่าเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคฝ่ายค้าน และบีบกลับไปอยู่ในเขตชนบท ที่พรรครัฐบาลมีอำนาจควบคุมมากกว่า
1
เพราะพรรครัฐบาล สามารถควบคุมหัวหน้าเผ่าและผู้นำท้องถิ่นในการควบคุมคะแนนเสียงในชนบท ถ้าหมู่บ้านไหนไม่เลือกพรรครัฐบาล ก็ขู่ว่าจะตัดความช่วยเหลือด้านอาหาร และใช้ความรุนแรงเข้าจัดการแทน
1
เพื่อปลุกกระแสความนิยมในพรรครัฐบาลมากขึ้น เขาจึงตัดสินใจออกนโยบายปฏิรูปที่ดินในปี 2000 ด้วยการยึดที่ดินคนผิวขาวมาให้กับคนผิวสีส่วนใหญ่ของประเทศ
1
ซึ่งการยึดที่ดินคืนแทบไม่มีการจ่ายเงินชดเชยให้คนผิวขาวเลย เพราะใช้เหตุผลอ้างว่าชาวอังกฤษได้ยึดครองที่ดินโดยมิชอบมาตั้งแต่สมัยเป็นอาณานิคมแล้ว
แต่การทำแบบนี้ กลับมีราคาที่ต้องจ่ายมหาศาลตามมา เพราะทำให้ยุโรปไม่เห็นด้วย จนนำไปสู่การคว่ำบาตร และลดความช่วยเหลือด้านอาหารแก่ซิมบับเว
ตามมาด้วยปัญหาคนผิวสี ที่ทำอาชีพรับจ้างทำงานใน
ไร่นามาตลอด เมื่อนายจ้างคนผิวขาวถูกขับไล่ ก็ทำให้คนผิวสีตกงานเป็นจำนวนมากตามมาด้วย
1
ซ้ำร้ายกว่านั้น เมื่อคนผิวสีส่วนใหญ่เคยรับจ้างทำงานในฟาร์มมาตลอด เลยแทบไม่มีความรู้และทักษะเพียงพอในมุมของผู้ประกอบการแบบเต็มตัวได้
1
การส่งออกสินค้าเกษตรของซิมบับเว ที่เป็นรายได้หลักของประเทศจึงลดลงทุกปี จนทำให้ประเทศเริ่มขาดดุลทางการค้าต่อเนื่องจากปี 2002 เป็นต้นมา
1
เมื่อรายได้จากการส่งออกลดลง เงินต่างประเทศที่เคยได้มา ก็ลดลงตามไปด้วย จนทำให้ตัวเองไม่มีเงินไปซื้อสินค้านำเข้าได้เพียงพอ
พอสินค้านำเข้าไม่เพียงพอ ก็ยิ่งดันให้ราคาสินค้าสูงขึ้น
ทำให้ประเทศยิ่งเจอปัญหาเงินเฟ้อมากขึ้นไปอีก
1
ยิ่งเงินเฟ้อ ก็ยิ่งทำให้ของแพงมากขึ้น ซึ่งพอต้องรักษาความนิยมของตัวเอง Robert Mugabe จึงต้องหาเงินเพิ่ม เพื่อช่วยแก้ไขวิกฤติเร่งด่วนของประเทศ
1
ในเมื่อรัฐบาลแทบไม่มีเงิน เพราะได้ขับไล่คนผิวขาวที่เป็นคนรวยและเป็นแหล่งรายได้ภาษีของตัวเองออกไปแล้ว
ก็หนีไม่พ้นการไปขอกู้จาก IMF อีก
แต่ปัญหาคือ ซิมบับเวเบี้ยวหนี้เก่าของ IMF มาตั้งแต่ปี 2001 ซึ่งหากไม่ล้างหนี้เก่า ก็จะไม่มีสิทธิ์กู้เงินก้อนใหม่
1
แต่ในภาวะที่รัฐบาลเหมือนถังแตก จึงเลือกทางออกคือ การพิมพ์เงินใหม่มาใช้หนี้เดิม
1
แต่จะทำอย่างไรให้เงินดอลลาร์ซิมบับเวที่ไม่มีใครเชื่อถือ กลายเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐเพื่อไปจ่ายหนี้ IMF ได้ ?
1
คำตอบคือ รัฐบาลนำเงินที่พิมพ์ขึ้นใหม่นี้ เอาไปแลกกับเงินตราต่างประเทศจากภาคธุรกิจและสถาบันการเงินในท้องถิ่น
1
อย่างไรก็ตาม ลำพังแค่เงินกระดาษของซิมบับเวที่พิมพ์ ออกมานั้น แทบไม่มีมูลค่าพอที่จะจูงใจใครได้
1
รัฐบาลจึงต้องใช้ “ทรัพยากรธรรมชาติของชาติ” ไม่ว่าจะเป็น แร่ทองคำ แร่เพชร หรือแร่โครเมียม มาเป็นหลักค้ำประกัน
1
พูดง่าย ๆ ว่าวิธีนี้ เป็นการเอาทรัพยากรในอนาคตมาล้างหนี้ในอดีต
1
ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันซิมบับเวจะพยายามเคลียร์หนี้เก่าจนหลุดบัญชีดำของ IMF ไปได้แล้วในปี 2016 แต่ IMF ก็ยังไม่ยอมปล่อยกู้ก้อนใหม่ให้จนถึงปัจจุบัน
1
ซึ่งการพิมพ์เงินออกมาครั้งนั้น มันต้องแลกกับหายนะทางเศรษฐกิจและภาวะเงินเฟ้อขั้นรุนแรงในเวลาต่อมา
1
เพราะเมื่อเงินในระบบเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล สิ่งที่เกิดตามมา คือ ภาวะเงินเฟ้ออย่างยิ่งยวด หรือ Hyperinflation
ปี 2001 อัตราเงินเฟ้อของซิมบับเวอยู่ที่ 112%
ปี 2007 อัตราเงินเฟ้อของซิมบับเวอยู่ที่ 66,212%
1
แทนที่จะยุติปัญหาจากเงินเฟ้อ รัฐบาลกลับพิมพ์เงินเพิ่มเข้าไปในระบบ เพื่อให้ข้าราชการมีเงินพอกับการใช้จ่าย
สุดท้ายกลายเป็นยิ่งกระตุ้นให้เกิดเงินเฟ้อยิ่งกว่าเดิม
จนปลายปี 2008 อัตราเงินเฟ้อของซิมบับเวอยู่ที่ 79,600,000,000%
2
จนในที่สุด คนซิมบับเวจำนวนมากก็ทนไม่ไหว เลยออกมาประท้วงต่อต้านรัฐบาล และทำให้ปีถัดมาในปี 2009 รัฐบาลได้ประกาศยกเลิกการใช้เงินสกุลดอลลาร์ซิมบับเวในประเทศ
1
และยอมรับการใช้เงินสกุลอื่นในประเทศ เช่น ดอลลาร์สหรัฐ และแรนด์แอฟริกาใต้ จึงช่วยบรรเทาปัญหาเงินเฟ้อในประเทศได้บ้าง
1
โดยปัจจุบัน แม้เงินเฟ้อซิมบับเวลดลงจนเหลือราว 30%
แล้ว แต่ก็ยังเป็นระดับที่สูงมาก
1
อย่างไรก็ตาม แม้จะโดนต่อต้านมากแค่ไหน รัฐบาลยังใช้อำนาจแบบไม่ชอบธรรม ให้ตัวเองอยู่ได้หลังจากนั้นมาอีกหลายปี
ไม่ว่าจะใช้ทรัพยากรรัฐและเงินที่ได้จากการลักลอบขายทรัพยากรธรรมชาติ เช่น เพชรจากเหมือง Marange ของรัฐเพื่อใช้ในแคมเปญหาเสียงและติดสินบน
1
รวมไปถึงการกีดกันผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ด้วยการทำให้บัตรเลือกตั้งมาช้าในเขตเมือง หรือตั้งหน่วยเลือกตั้งน้อยกว่าปกติ เพราะเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคฝ่ายค้าน
1
ส่วนในเขตชนบท ที่เป็นฐานเสียงสำคัญของตัวเอง มีการใส่รายชื่อ “ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผี” หรือผู้ที่เสียชีวิตไปแล้วแต่ยังมีชื่อมาลงคะแนน
1
และที่หนักสุดคือ การมีอำนาจควบคุมคณะกรรมการจัดการเลือกตั้ง เพื่อช่วยเหลือในการบิดเบือนคะแนนเสียงและจัดการบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้เอื้อประโยชน์ต่อรัฐบาลอีกด้วย
2
อย่างไรก็ตาม แม้จะจัดการอำนาจของตัวเองดีแค่ไหน แต่สุดท้ายเขาก็ถูกรัฐประหารในปี 2017 และเสียชีวิตในอีก 2 ปีต่อมา
1
ถือเป็นการปิดฉากผู้นำที่ครองอำนาจมายาวนานถึง 37 ปี
ที่ทิ้งเบื้องหลังเป็นซากปรักหักพังของเศรษฐกิจที่ล่มสลาย
ไว้ให้กับคนซิมบับเวรุ่นลูก รุ่นหลาน ต้องใช้ชีวิตอยู่ในประเทศตัวเองที่ย่ำแย่ ทั้ง ๆ ที่เป็นผลงานที่ตัวเองไม่ได้มีส่วนร่วมตั้งแต่แรก
1
โดยปัจจุบัน คนซิมบับเวกว่า 6 ใน 10 ของประเทศ ยังติดอยู่ในความยากจน และมีรายได้ต่อหัวเฉลี่ยต่อปีราว 2,654 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 82,000 บาทเท่านั้น
ซึ่งหลังจากนี้ ก็คงต้องรอเวลาเท่านั้น ที่จะค่อย ๆ พลิกฟื้นให้ซิมบับเวดีขึ้นจากอดีตที่ผ่านมาได้..
1
โฆษณา