25 ก.พ. เวลา 08:00 • กีฬา

เมื่อเทนนิสไม่ใช่สนามหลักของ "ไนกี้ (Nike)" อีกต่อไป

จากวันที่โลโก้นี้ครองทุกโมเมนต์บนคอร์ท วันนี้โลกเทนนิสกำลังเปลี่ยนทิศ และ ไนกี้อาจไม่ใช่ศูนย์กลางอำนาจอีกต่อไป
ครั้งหนึ่ง หากคุณเปิดดูการแข่งขันแกรนด์สแลม ไม่ว่าจะเป็นที่เมลเบิร์น ปารีส ลอนดอน หรือนิวยอร์ค ภาพที่เห็นแทบจะเป็นภาพเดียวกันทั้งหมด โลโก้ของ ไนกี้ (Nike) ปรากฏอยู่บนอกเสื้อนักกีฬาระดับท็อปแทบทุกคน
เรียกได้ว่าตอนนั้นไนกี้แทบจะครองกีฬาเทนนิสเลยก็ว่าได้ แถมยังเป็นเวทีแสดงพลังของแบรนด์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกกีฬายุคของอังเดร อากัสซี่ ทำให้เทนนิสหลุดจากภาพลักษณ์เนี้ยบขรึมสู่ความจัดจ้านแบบป๊อปคัลเจอร์
โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ กับ Uniqlo
ต่อด้วยพลังอำนาจและความเป็นไอคอนของ เซเรน่า วิลเลี่ยมส์ ที่ทำให้ชุดแข่งกลายเป็นพื้นที่ของการสื่อสารทางสังคม
จากนั้นคือความสง่างามเหนือกาลเวลาของ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ และความดุดันไม่ยอมแพ้ของ ราฟาเอล นาดาล ช่วงเวลานั้นไนกี้ ไม่ได้เป็นเพียงผู้สนับสนุนเสื้อผ้า แต่เป็นผู้กำหนด “รสนิยม” ของคอร์ทเทนนิสอย่างแท้จริง และยิ่งตอกย้ำว่าแบรนด์ที่อยู่บนอกเสื้อไม่ใช่แค่ผู้สนับสนุน แต่เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าในแต่ละยุคสมัย
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ภาพบนคอร์ทก็เริ่มเปลี่ยนไปทีละน้อย ความรู้สึกที่ว่าไนกี้ ครองแทบทุกพื้นที่ค่อย ๆ จางลง แม้วันนี้แบรนด์ยังมีมือ 1 ของโลกอย่าง คาร์ลอส อัลการาซ และ ยานนิค ซินเนอร์ มือ 2 ของโลก อยู่ในสังกัด แต่บรรยากาศโดยรวมดูจะไม่ได้เอนเอียงมาทางไนกี้แบบที่เคยเป็นอีกแล้ว
นักเทนนิสแถวหน้าหลายคน โดยเฉพาะกลุ่มผู้เล่นอเมริกัน เลือกเซ็นสัญญากับแบรนด์อื่นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น On, Hugo Boss หรือ New Balance ภาพที่เคยเห็นโลโก้เดียวแทบทุกแมตช์ ค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยภาพของหลายแบรนด์ยืนเคียงกันอยู่บนคอร์ทเดียวกัน
เทนนิสจึงไม่ได้เป็นพื้นที่ผูกขาดของใครอีกต่อไป แต่กลายเป็นสนามที่การแข่งขันทางธุรกิจเปิดกว้างกว่าที่เคย
ล่าสุด หนึ่งในสัญญาณที่ชัดที่สุดคือการตัดสินใจของ เอ็มม่า ราดูคานูนักเทนนิสสาวดาวรุ่งมือ 1 ของอังกฤษ ที่แยกทางกับไนกี้ และย้ายไปเซ็นสัญญากับยูนิโคล่ (Uniqlo) การย้ายครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขในสัญญา แต่สะท้อนทิศทางความคิดของนักกีฬายุคใหม่ที่ต้องการบทบาทมากกว่าการเป็นแค่พรีเซนเตอร์
ราดูคานูไม่ได้เพียงได้ตำแหน่ง Global Brand Ambassador เท่านั้น เธอยังได้พื้นที่มีส่วนร่วมกับภาพลักษณ์และงานสร้างสรรค์ของแบรนด์ รวมถึงโอกาสเชื่อมต่อกับตลาดเอเชียที่แข็งแรงของ Uniqlo ซึ่งสอดคล้องกับพื้นฐานครอบครัวของเธอเอง
ดีลนี้จึงไม่ได้มองแค่ผลงานในสนาม แต่เป็นการวางหมากระยะยาว ที่มองนักกีฬาในฐานะ “แบรนด์” หนึ่งแบรนด์เต็มตัว
หากมองย้อนกลับไปจริง ๆ จุดเปลี่ยนสำคัญอาจเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2018 เมื่อ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ ตัดสินใจปิดฉากความสัมพันธ์อันยาวนานกับไนกี้ และย้ายไปเซ็นสัญญาระยะยาวกับยูนิโคล่ด้วยดีลที่การันตีรายได้มหาศาล ดีลนั้นไม่ได้สะเทือนแค่เรื่องภาพลักษณ์ แต่ยังเปลี่ยนวิธีคิดเรื่อง “ความสัมพันธ์ระหว่างนักกีฬาและแบรนด์” ไปอย่างสิ้นเชิง
หลังจากนั้นเฟเดอเรอร์ ยังเข้าไปถือหุ้นและมีบทบาทเชิงลึกกับ On ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการวางภาพลักษณ์ทางการตลาด โมเดลลักษณะนี้ทำให้นักกีฬาไม่ได้เป็นเพียงผู้รับค่าจ้าง แต่กลายเป็นหุ้นส่วนที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการเติบโตของแบรนด์โดยตรง
และแนวทางดังกล่าวก็กลายเป็นต้นแบบให้ผู้เล่นรุ่นหลังเริ่มมองหาดีลในลักษณะเดียวกัน เมื่อเทียบกับแนวทางดั้งเดิมที่เน้นสัญญาสปอนเซอร์เป็นหลัก แบรนด์หน้าใหม่จึงดูยืดหยุ่นและเปิดพื้นที่ให้นักกีฬามีบทบาทมากกว่า
ขณะเดียวกัน ประเด็นเรื่องภาพลักษณ์ก็เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น แฟนเทนนิสจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่าดีไซน์ของ ไนกี้ ไม่ได้สร้างความตื่นเต้นแบบยุคทองที่ผ่านมา
ในช่วงที่แบรนด์อื่นพยายามเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับวัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ และโซเชียลมีเดียอย่างเข้มข้น เทนนิสยุคปัจจุบันจึงไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยชื่อชั้นของแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่ด้วยเรื่องราว ตัวตน และการมีส่วนร่วมของนักกีฬาที่ชัดเจนขึ้น
อย่างไรก็ตาม การลดบทบาทในเทนนิสอาจไม่ใช่สัญญาณของความล้มเหลว หากมองผ่านเลนส์เชิงกลยุทธ์ ไนกี้กำลังเททรัพยากรจำนวนมากไปยังตลาดที่มีมูลค่าสูงกว่าอย่างบาสเกตบอลและฟุตบอล
ผ่านไอคอนระดับโลกอย่าง เลบรอน เจมส์ และ คีเลียน เอ็มบัปเป้ เมื่อเทียบกันแล้ว เทนนิสมีขนาดตลาดเล็กกว่าและการเติบโตจำกัดกว่า การจัดลำดับความสำคัญใหม่จึงอาจเป็นการคำนวณทางธุรกิจ มากกว่าการถอยหลังอย่างที่หลายคนมอง
และในคอร์ทเทนนิสทุกวันนี้ไม่มีโลโก้ใดครองพื้นที่เพียงผู้เดียวอีกต่อไป ส่วนแบ่งถูกกระจายออกไปยังหลายแบรนด์ ทั้ง On, New Balance, Uniqlo, Lacoste และ Hugo Boss ตลาดที่เคยรวมศูนย์อยู่แบรนด์เดียวจึงค่อย ๆ แตกออกหลากหลายกว่าเดิม
จากวันที่ไนกี้เคยผูกโยงแทบทุกโมเมนต์แห่งชัยชนะ วันนี้มันอาจไม่ใช่สนามหลักของแบรนด์อีกต่อไป แต่ในอีกด้านหนึ่ง ความหลากหลายที่เกิดขึ้นอาจทำให้วงการมีชีวิตชีวามากกว่าเดิม เพราะเมื่ออำนาจไม่ได้กระจุกอยู่ที่รายเดียว
การแข่งขันด้านภาพลักษณ์ ความคิดสร้างสรรค์ และบทบาทของนักกีฬาในฐานะ “แบรนด์” ก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น และท้ายที่สุด ผู้ที่ได้ประโยชน์มากที่สุดอาจไม่ใช่แบรนด์ใด หากคือแฟนเทนนิสที่ได้เห็นทั้งเกมในสนามและเรื่องราวรอบสนามเติบโตไปพร้อมกันในโลกที่เปิดกว้างกว่าเดิม
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ : https://www.pptvhd36.com/sport/news/269355
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
โฆษณา