วันนี้ เวลา 00:00 • หนังสือ

Blockdit Originals คุยกับ วินทร์ เลียววาริณ ตอน 7

คำถาม 1
ไม่ประสงค์ออกนาม : เมื่อพระประพฤติตนไม่สมกับที่ครองผ้ากาสาวพัสตร์ เราฆราวาสควรวางจิตแบบไหน
วินทร์ เลียววาริณ : คนจำนวนมากบอกว่า พระไม่ดีทำให้ศาสนาเสื่อม ไม่อยากเข้าวัดไม่ว่าแห่งไหน ไม่อยากไหว้พระ
ก็จริงส่วนหนึ่งที่พระไม่ดีทำให้ศาสนาเสื่อม
หากมีพระสักรูปประพฤติผิดธรรมวินัย ก็แก้ไขตรงจุดนั้น ว่าตามกฎเกณฑ์ข้อบังคับ ข้อห้าม
การเป็นพระมีกฎเกณฑ์ ข้อบังคับ ข้อห้ามต่างๆ กำหนดไว้ เพื่อให้ไม่หลงทาง เรียกว่าธรรมวินัย
ทุกระบบในโลกมีรอยด่างทั้งนั้น ก็ต้องแก้ไขกันไป แต่ไม่อาจเหมารวมว่าทั้งหมดไม่ดี
เราต้องเข้าใจบทบาทและสัญลักษณ์ของพระก่อน
มองภาพรวมจะเห็นว่า พุทธศาสนามีสามส่วนคือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
สิ่งสำคัญที่สุดและเป็นหัวใจของพุทธศาสนาคือพระธรรม ส่วนพระเป็นตัวแทนของพระศาสดาและถ่ายทอดพระธรรม
เมื่อเข้าใจอย่างนี้แล้ว ก็จะไม่คลั่งไคล้พระรูปใดรูปหนึ่งเพราะพระรูปนั้นเทศน์เก่ง บุคลิกดี สง่างาม เสียงไพเราะ ฯลฯ หรือถ้าไม่ชอบ ก็ไม่เหมาเข่ง
1
เมื่อเข้าใจ ก็วางจิตได้ง่ายขึ้น
แต่บางครั้งมีจุดอื่นที่อยู่ในพื้นที่สีเทา ยกตัวอย่าง เช่น พระไม่ได้ประพฤติผิดศีลกับสีกา แต่ประกอบพุทธพาณิชย์ เชิญชวนฆราวาสให้บริจาคเงินเพื่อจับจองพื้นที่บนสวรรค์หรือเพื่อได้ชาติหน้าที่ดีกว่า
นี่เป็นเรื่องที่พุทธศาสนิกชนมีหน้าที่ต้องเรียนรู้ หาความรู้ที่ถูกต้อง และถกกันว่า พุทธพาณิชย์แบบนี้เป็นพุทธศาสนาหรือไม่
2
เพราะการสอนพระธรรมแบบผิดๆ หรือบิดเบือน ก็ทำให้ศาสนาเสื่อมเช่นกัน
2
คำถาม 2
‘Chalutch’ : “สามคำนี้มีความหมายต่างกันไหมครับ แล้วใช้ในกรณีไหนครับ 1. โชคชะตา 2. ชะตากรรม 3. พรหมลิขิต
ผมเคยอ่านในนิยายจีน พรหมลิขิตเป็นเรื่องเกี่ยวกับคู่รัก กับสิ่งดีๆ ชะตากรรมเป็นเรื่องไม่ค่อยดี โชคชะตาเป็นเรื่องดีและไม่ดีปนกันใช่ไหมครับ
วินทร์ เลียววาริณ : ทั้งสามคำให้ความหมายเดียวกัน คือเส้นทางชีวิตถูกกำหนดมาแล้ว
โชคชะตาเป็นคำกลางๆ แปลว่าความเป็นไปของชีวิต
ชะตากรรมแปลว่าผลของกรรม มักใช้ในทางไม่ดี
ส่วนพรหมลิขิตแปลว่าอำนาจที่กำหนดความเป็นไปของชีวิต
ในสามคำนี้ พรหมลิขิตเจาะจงหน่อยว่าผู้กำหนดชีวิตเราคือพระพรหม ซึ่งเป็นความเชื่อโบราณ ทางคริสต์ก็คงเรียกพระเจ้าลิขิต ความหมายเดียวกัน
ทั้งสามคำใช้เป็นคำกลางๆ ได้ ถ้าต้องการเน้นว่าไม่ดี มักใช้เคราะห์กรรม เคราะห์ร้าย หรือเวรกรรม
เวรกรรมมีนัยของผลร้ายจากชาติก่อน แต่ใช้ทั่วๆ ไปก็ได้ว่าไม่ดี
บางคำที่กล่าวมาเป็นเรื่องความเชื่อ แต่สาระหลักที่เราควรสนใจคือ เราจะใช้ชีวิตอย่างไรจึงจะเป็นชีวิตที่ดี
3
คำถาม 3
‘เต้าหู้ขี้สงสัย’ : “ในมุมมองอาจารย์ มนุษย์เกิดมาทำไม อะไรคือหน้าที่สูงสุดที่มนุษย์ต้องทำ หรือเกิดมาแล้วก็อยู่ๆไป แล้วตายไปเฉยๆ มนุษย์ไม่ได้สลักสำคัญอะไร”
1
วินทร์ เลียววาริณ : ผมเคยตั้งคำถาม “เราเกิดมาทำไม” มาตั้งแต่เด็ก จนโตก็ยังขบคิดเรื่องนี้มาตลอด ผมก็เหมือนกับคนจำนวนมากในโลกตั้งแต่อดีตกาล ถามตัวเองว่าคนเราเกิดมาทำไม
และไม่พบคำตอบ
ผมมาคิดได้ตอนโตว่า มนุษย์เราติดนิสัยต้องหาคำตอบให้ทุกเรื่อง พยายามหาสาระให้ทุกสิ่ง ติดป้ายให้ทุกอย่าง
จนกระทั่งเมื่อเริ่มศึกษาจักรวาลวิทยา ซึ่งเปิดโลกใหม่ด้วยข้อมูลชุดใหม่ ผมพลันรู้สึกว่าหัวเปิดออกกว้าง เมื่อศึกษาคู่กับศาสนาพุทธ ก็พบว่ามีหลายอย่างสอดคล้องกัน และเริ่มมองเห็นลางๆ คำตอบของคำถามนี้
แม้ยังไม่พบคำตอบที่ดีที่สุด แต่ก็ทำให้มองเห็นโลกกว้างขึ้นมาก และพอใจในระดับหนึ่ง
คำตอบของผมเป็นแค่ความเห็นของมนุษย์คนหนึ่ง หลังจากใช้ชีวิตมานานเกือบเจ็ดสิบปี มันไม่ได้อิงศาสนาหรือปรัชญา ดังนั้นพึงอ่านสิ่งที่ผมเขียนต่อไปนี้ด้วยความรู้ทันว่า ผมคิดตามประสบการณ์ชีวิต และอิงกับหลักฐานและความรู้ที่เรามีถึงวันนี้
อาจไม่ถูกต้อง หรืออาจถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกมิจฉาทิฐิ เป็นกบในกะลา ก็ว่าไป แต่คงไม่เป็นไรถ้าอ่านอย่างตามทัน ลองฟังความคิดความเห็นของผมก่อน ค่อยวิเคราะห์ว่ามีเหตุผลไหม หลังจากนั้นคุณก็ต้องขบคิดต่อด้วยตัวเอง
คนส่วนมากมองเรื่องนี้จากภายในกรอบคิดที่ได้รับการปลูกฝัง ตามแต่เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ สังคม วัฒนธรรม เช่น หากเกิดในโลกตะวันออกอาจมองว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องกรรมเก่า หากเกิดในโลกตะวันตกอาจมองว่าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า เป็นต้น
ในบางวัฒนธรรมเชื่อว่า สรรพสิ่งถูกสร้างมาเพื่อมนุษย์ สัตว์ต่างๆ ถูกสร้างมาเป็นอาหารให้เรา เราคือศูนย์กลางของจักรวาล
ในมุมมองของผม นี่เป็นภาพลวงตาที่ใหญ่ที่สุดของมนุษย์
1
ลองมองท้องฟ้ากลางคืน จุดดาวแต่ละจุดคือพระอาทิตย์หนึ่งดวง มีดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์โคจรรอบดาวเคราะห์อีกทีหนึ่ง เฉพาะในดาราจักรทางช้างเผือกมีดวงดาวแบบนี้หลายแสนล้านดวง
2
ไกลออกไป ยังมีดาราจักรแบบทางช้างเผือกอีกหลายแสนล้านดาราจักร อาจมีดาวเคราะห์อย่างเราและสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน
1
โลกมนุษย์เล็กยิ่งกว่าธุลีในจักรวาล เราเล็กจนไร้ความสลักสำคัญใดๆ ดังนั้นการค้นหาคำตอบต่อคำถาม “เราเกิดมาทำไม” อาจไม่พบคำตอบเท่ๆ ที่ทำให้เรารู้สึกดี หรือเติมเต็มอีโก้ของเรา
จุดหนึ่งที่ผมได้จากการเรียนจักรวาลวิทยาคือ จักรวาลอยู่ในตัวเรา สรรพสิ่งคือสิ่งเดียวกัน
2
สิ่งเล็กที่สุดที่เรารู้จักคืออะตอม ความจริงมีสิ่งเล็กกว่านั้น แต่เราจะคุยกันที่ระดับอะตอม เพราะมันเป็นโครงสร้าง (building block) ของสรรพสิ่ง อะตอมของธาตุต่างๆ แตกต่างออกไปตามจำนวนโปรตอนและอื่นๆ และเมื่อมาจับกลุ่มรวมกัน ก็กลายเป็นสรรพสิ่ง ตั้งแต่สิ่งไร้ชีวิตจนถึงสิ่งมีชีวิต
1
ในสิ่งมีชีวิต อะตอมมาประชุมกันเป็นโมเลกุล เป็นเซลล์ เป็นเนื้อเยี่อ เป็นชีวิต เป็นสติสัมปชัญญะ ทุกอะตอมในตัวเราเป็นอะตอมเดิมที่เคยประกอบเป็นดวงดาวในอดีตกาลมาก่อน เป็นต้น
วันหนึ่งเมื่อร่างกายเราละรูปเดิม อะตอมพวกนี้ก็กลับคืนสู่ธรรมชาติ ประชุมเป็นรูปใหม่ต่อไป แล้วสลายตัว คืนกลับสู่จักรวาลอีก รอบแล้วรอบเล่า เห็นชัดว่าสรรพสิ่งรีไซเคิลอย่างนี้ตลอดมาและตลอดไป
2
ด้วยความรู้นี้ ผมจึงโน้มเอียงไปทางที่เชื่อว่าคนเราเกิดมาครั้งเดียว ชาตินี้ชาติเดียว (You only live once as human beings.) เพราะดูจากโครงสร้างของจักรวาล อะตอมเปลี่ยนการเกาะเกี่ยว ดวงดาวเกิดและดับตลอดเวลา ขนาดของจักรวาลขยายตัวขึ้นทุกที มันใหญ่จนยากจะเชื่อว่ามีพระเจ้าหรืออำนาจใดกำหนดแผนการสำหรับมนุษย์ทุกคน
3
ดังนั้นความหมายของชีวิตและคำถาม “มนุษย์เกิดมาทำไม” อาจเป็นภาพลวงตาของเราเอง โดยคิดว่ากลุ่มอะตอมที่รวมกันเป็นรูปมนุษย์เหนือกว่ารูปแบบชีวิตอื่นๆ เพราะหากจะหาความหมายของชีวิตเรา ก็ควรต้องหาความหมายของชีวิตอื่นๆ ค้างคาว ปลา เต่า เห็ด รา แบคทีเรีย ฯลฯ
2
บางทีมันอาจมีความหมาย มีที่มา มีเหตุผลที่ใหญ่กว่าเรา ที่สามารถอธิบายกำเนิดจักรวาล แต่วันนี้เรายังไม่รู้ ณ วันนี้มันเป็นคำถามที่ตอบไม่ได้ เพราะข้อมูลที่เรารู้ไม่พอ
มองในมุมนี้ ก็ไม่มีอะไรต้องยินดีว่าจะมีความหมายสูงสุดหรือไม่มี
3
บางทีมนุษย์เกิดมาเพราะมันเป็นเช่นนั้นเอง
ทำไมนกร้องเพลง? มันไม่ได้ร้องเพื่อแสวงหาความหมายของชีวิตแต่อย่างไร มันร้องเพลงเพราะมันร้องได้
2
มันเป็นเช่นนั้นเอง
1
อะไรคือหน้าที่สูงสุดที่มนุษย์ต้องทำ? ก็ทำตามบทบาทของสิ่งมีชีวิตนั่นแหละ
3
คือใช้ชีวิต
3
โฆษณา