Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
PPTV Wealth
•
ติดตาม
26 ก.พ. เวลา 05:45 • หุ้น & เศรษฐกิจ
เงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ 31.08 บาท/ดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”
เงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ 31.08 บาท/ดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” หลัง กนง. ลดดอกเบี้ยบาทแข็งค่า ทำให้ภาวะทางการเงินของผู้ส่งออกตึงตัวมากขึ้น
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.08 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดของวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 31.10 บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจนในกรอบ Sideways (แกว่งตัวในกรอบ 31.03-31.13 บาทต่อดอลลาร์) แม้จะมีจังหวะอ่อนค่าลงบ้าง ตามช่วงการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย
ทว่าการอ่อนค่าของเงินบาทได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังเงินดอลลาร์ยังคงเผชิญแรงขายจากบรรดาผู้เล่นในตลาด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน บรรดาผู้เล่นในตลาดการเงินต่างเดินหน้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ลดความน่าสนใจในการถือครองเงินดอลลาร์ลง
อย่างไรก็ตาม การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ได้ถูกชะลอลงบ้าง หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพิ่มเติม ส่วนราคาทองคำ (XAUUSD) ได้ย่อตัวลงบ้าง ในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย และมีส่วนกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงบ้างและชะลอโมเมนตัมการแข็งค่าขึ้นในช่วงคืนที่ผ่านมา โดยผู้เล่นในตลาดต่างรอติดตามแนวโน้มการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในวันพฤหัสบดีนี้ อย่างใกล้ชิด
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะเปิดรับความเสี่ยง หนุนโดยการปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor โดยบรรดาผู้เล่นในตลาดได้ทยอยคลายกังวลผลกระทบของ AI และเลือกกลับเข้าซื้อบรรดาหุ้นเทคฯ ที่เผชิญแรงขายในช่วงก่อนหน้า ทำให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.81% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ปรับตัวขึ้น +1.26%
ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ของยุโรป ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง +0.69% หนุนโดยการปรับตัวขึ้นของบรรดาหุ้นธีม AI/Semiconductor ไม่ต่างจากภาพในตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลังผู้เล่นในตลาดทยอยคลายกังวลผลกระทบจาก AI ลง นอกจากนี้ รายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่ส่วนใหญ่ ออกมาดีกว่าคาด และบางบริษัทได้ปรับเป้าผลกำไรสูงขึ้น เช่น ธนาคาร HSBC +7.9% ได้เป็นอีกปัจจัยที่หนุนการปรับตัวขึ้นของตลาดหุ้นยุโรป
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวไร้ทิศทางแถวโซน 4.04% หลังผู้เล่นในตลาดยังคงรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติมที่อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED (ล่าสุด บรรดาผู้เล่นในตลาดประเมิน FED มีโอกาสราว 16% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้)
และ ประเด็นการคืนภาษีนำเข้า หลังศาลสูงสุดยกเลิกมาตรการภาษี IEEPA โดย เรายังคงมุมมอง Neutral ต่อบอนด์ระยะยาวของสหรัฐฯ (รวมถึงบอนด์ระยะยาวของไทย) และคงคำแนะนำเดิมว่า ผู้เล่นในตลาดควรรอจังหวะทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาวสหรัฐฯ และไทย โดยไม่เน้นไล่ราคาซื้อ ในช่วงที่บอนด์ยีลด์ปรับตัวลดลงต่อเนื่อง
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยอ่อนค่าลงบ้าง ในลักษณะ Sideways Down ท่ามกลางภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ที่ลดทอนความน่าสนใจของเงินดอลลาร์ ขณะเดียวกัน การรีบาวด์ขึ้นของเงินดอลลาร์ในช่วงที่ผ่านมา ยังคงเผชิญแรงขายและการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ทำให้โดยรวม ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY) ทยอยปรับตัวลงสู่โซน 97.6 จุด (ดัชนีเงินดอลลาร์ DXY แกว่งตัวแถวโซน 97.6-98 จุด)
ในส่วนของราคาทองคำ ท่าทีของบรรดาผู้เล่นในตลาด ที่ต่างรอจับตาการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านในวันพฤหัสฯ นี้ กอปรกับ ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ได้ลดทอนความน่าสนใจของทองคำ พร้อมกดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2026) ย่อตัวลงบ้าง ทว่า ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนจากทั้งจังหวะการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ รวมถึงแรงซื้อในจังหวะย่อตัวของผู้เล่นในตลาด ช่วยให้ราคาทองคำสามารถทรงตัวเหนือโซน 5,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง ยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) พร้อมทั้งรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ FED
ส่วนทางฝั่งเอเชีย บรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) อาจคงดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.50% พร้อมย้ำว่า BOK ได้จบรอบการลดดอกเบี้ยลงแล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับภาพเศรษฐกิจและรักษาเสถียรภาพของค่าเงินวอนเกาหลีใต้ (KRW)
ส่วนในช่วงเช้าของวันศุกร์นี้ราว 6.30 น. ตามเวลาประเทศไทย ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของญี่ปุ่น อาทิ ยอดค้าปลีก (Retail Sales) และยอดผลผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ในเดือนมกราคม รวมถึง อัตราเงินเฟ้อ CPI ของพื้นที่กรุงโตเกียว ในเดือนกุมภาพันธ์
สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาท (USDTHB) อาจยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways หลังผู้เล่นในตลาดต่างรอรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งต้องรอติดตาม การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ในวันนี้ อย่างใกล้ชิด โดยพัฒนาการของสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน จะส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้อย่างมีนัยสำคัญ ผ่านการเคลื่อนไหวของตัวแปร ทั้ง ราคาทองคำและราคาน้ำมันดิบ
โดยในกรณีที่ สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่าน อาจต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่า ปฏิบัติการทางทหารดังกล่าวจะมีลักษณะพุ่งเป้า เจาะจง เหมือนในปีก่อนหน้า หรือเสี่ยงที่จะบานปลาย และยืดเยื้อหรือไม่ เพราะหากสถานการณ์ความขัดแย้งเสี่ยงลุกลามบานปลาย และอิหร่านมีการตอบโต้กลับที่รุนแรง จนกระทบต่อ Supply Chain ของพลังงานโลก อย่าง การปิดช่องแคบ Hormuz อาจส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นต่อได้ไม่ยาก
ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันเงินบาทด้านอ่อนค่า ทว่า เงินบาทอาจพอได้แรงหนุนบ้าง หากราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ในทางกลับกัน หากการเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่าย มีทิศทางที่ดีขึ้น ช่วยทำให้ ตลาดเริ่มคลายกังวลความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ อาจกดดันให้ ราคาทองคำย่อตัวลงได้ และกดดันให้ เงินบาทสามารถทยอยอ่อนค่าลงเช่นกัน
เราประเมินว่า ความผันผวนของเงินบาทเสี่ยงที่จะสูงขึ้นและอย่างน้อยก็อยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา ท่ามกลาง ความไม่แน่นอนของการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED รวมถึงบรรดาธนาคารกลางหลักต่างๆ ประเด็นการเมืองสหรัฐฯ ในปีที่จะมีการเลือกตั้ง Midterm Election
ซึ่งต้องจับตาแนวโน้มการดำเนินนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และการพิจารณาคดีมาตรการภาษีนำเข้า (ในประเด็นการคืนภาษี IEEPA) รวมถึงประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้เรามองว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ Options หรือพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (Local Currencies) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 30.95-31.15 บาท/ดอลลาร์
ขณะที่ ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 31.07 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าจากราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 31.10 บาท/ดอลลาร์
เงินดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยตลาดจับตามาตรการภาษีของสหรัฐฯ รวมถึงการเจรจานิวเคลียร์รอบที่ 3 ระหว่างคณะผู้แทนของอิหร่านและสหรัฐ มีกำหนดจัดขึ้นในวันนี้
ทั้งนี้โฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐเตรียมการปรับขึ้นภาษีศุลกากร สู่ระดับ 15% จากปัจจุบันที่ระดับ 10% แต่ยังไม่มีกำหนดการบังคับใช้ โดยจะขึ้นอยู่กับคำสั่งเปลี่ยนแปลงจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ด้านนายเจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) กล่าวว่า สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรสำหรับบางประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 15% หรือสูงกว่านั้น จากอัตรา 10% ที่เพิ่งประกาศใช้ โดยไม่ได้ระบุว่าประเทศคู่ค้ารายใดจะถูกเก็บภาษีเพิ่มเติม
เมื่อวานนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้เสร็จสิ้นการแถลงนโยบายประจำปีต่อสภาคองเกรสและถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่ทรัมป์สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยที่สอง โดยทรัมป์ได้พูดถึงหลายประเด็น ตั้งแต่เงินเฟ้อ ตลาดหุ้น การยุติโครงการด้านความหลากหลายความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม (DEI) ไปจนถึงประเด็นการเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย และนิวเคลียร์อิหร่าน
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี โดยให้มีผลทันที ซึ่งมติสวนทางกับที่ตลาดคาด โดยคณะกรรมการฯ ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4/68 ขยายตัวสูงกว่าที่ประเมินไว้ แต่ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ จากปัญหาเชิงโครงสร้าง และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ขณะที่อัตราเงินเฟ้อในระยะข้างหน้า มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากที่ประเมินไว้เดิม
หลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ค่าเงินบาทในขณะนั้นมีการปรับตัวอ่อนค่าเล็กน้อย แต่ยังคงเคลื่อนไหวผันผวนในกรอบ และเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค
สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตามในช่วงนี้ คือ ทิศทางเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้าไทย รวมถึงความเคลื่อนไหวของราคาทองคำในตลาดโลก โดยล่าสุดเช้านี้ราคาทองคำตลาดโลก อยู่ที่ระดับ 5,183 ดอลลาร์ต่อออนซ์
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
USD/THB 30.90- 31.20 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 30.90/ขาย 31.20
EUR/THB 36.50 - 37.00 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 36.50 /ขาย 37.00
JPY/THB 0.1970 - 0.2020 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 0.1970 / ขาย 0.2020
ด้าน กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เผยถึงผลการประชุมคณะกรรมการ นโยบายการเงิน (กนง.) โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่มีมติให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี มาอยู่ที่ 1.00% ต่อปี ว่า จากการประชุม กนง. ประเมินว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาส 4/2568 สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้
อย่างไรก็ตาม การเติบโตมีแนวโน้มที่จะอยู่ต่ำกว่าศักยภาพในปี 2569 และ 2570 และไม่สม่ำเสมอในแต่ละภาคส่วน สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น แม้ว่าการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะทำได้ดีกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า แต่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในภาคเทคโนโลยีเป็นหลักและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจได้น้อยกว่าที่ควร
ขณะที่การบริโภคภาคเอกชน คาดว่า จะชะลอตัวลงจากปี 2568 ทั้งนี้ กนง. ระบุว่าจำเป็นต้องติดตามความไม่แน่นอนที่เกี่ยวข้องกับมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ความล่าช้าของงบประมาณปี 2570 และการปรับตัวของ SMEs ซึ่งยังคงเผชิญกับแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น การเข้าถึงสินเชื่อที่จำกัด
และการแข็งค่าของเงินบาท ในด้านแรงกดดันด้านราคา อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 และ 2570 มีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการประเมินครั้งก่อน โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะค่อยๆ กลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งหลังของปี 2570 แทนที่จะเป็นครึ่งแรกของปี 2570 ตามที่เคยคาดไว้เดิม
กรุงศรีโกลบอลมาร์เก็ตส์ ระบุว่า เงินบาทอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ประมาณ 31.05 บาท/ดอลลาร์ หลังจากมีการประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ย กนง. ระบุว่า การแข็งค่าของเงินบาททำให้ภาวะทางการเงินของผู้ส่งออกตึงตัวมากขึ้น พร้อมทั้งแสดงความกังวลต่อสัญญาณการเคลื่อนไหวของค่าเงินที่ไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
การประชุมครั้งถัดไปของ กนง. จะมีขึ้นในวันที่ 29 เมษายน การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้นับเป็นเรื่องที่ผู้ร่วมตลาดส่วนใหญ่ไม่คาดคิดในแง่จังหวะเวลา โดยเฉพาะหลังสภาพัฒน์รายงานตัวเลข GDP ล่าสุดและนักลงทุนมีความคาดหวังต่อเสถียรภาพทางการเมือง
อย่างไรก็ดี กนง. ระบุว่าระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันสะท้อนถึงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายอย่างเพียงพอ และสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจ อีกทั้งยังเอื้อต่อการที่อัตราเงินเฟ้อจะค่อยๆ กลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในระยะกลาง เราจึงมองว่าหากไม่มีปัจจัยลบรุนแรงเข้ามากระทบในระยะใกล้นี้ โอกาสที่ กนง.จะลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมจากจุดนี้อาจมีค่อนข้างจำกัด
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ :
https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/269510
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์
https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
Facebook PPTVHD36 :
https://www.facebook.com/PPTVHD36
YouTube :
www.youtube.com/@PPTVHD36
ค่าเงินบาท
เงินบาทอ่อน
เงินบาท
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย