26 ก.พ. เวลา 03:23 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

สองซือเจ๊กับหนังเรื่องเดียว การตลาดแยกกันกินของเรย์มอนด์ เชา

ซินเธีย รอธร็อก มิเซลล์ โหย่ว
มองย้อนไปในหนังต่อสู้มือเปล่ายุค 80 ได้เกิดนักบู๊หญิงสองคนที่โดดเด่นเคียงคู่กันมาภาพใต้การมองการณ์ไกลที่แสนจะเฉียบคมของเรย์มอนด์ เชาแห่งโกลเดน ฮาร์เวสต์ หนึ่งคือ ซินเธีย รอธร็อก และอีกหนึ่งคือมิเชลล์ โหย่ว
 
น่าเสียดายที่แม่เสือสาวนักสู้จากสองซีกโลกนี้พบกันในจอแค่ครั้งเดียวในปีแจ้งเกิดของทั้งคู่จากหนัง Yes, Madam! (1985) โอ้โฮ ซือเจ๊ แล้วทั้งคู่ก็ไม่เคยโคจรมาพบกันในจออีกเลย ด้วยคำบัญชาที่ชัดเจนในการวางอนาคตที่มาจากต้นสังกัด
จากนักสู้สู่ซือเจ๊ผมทอง
คนที่มีบทบาทสำคัญในการชักนำ ซินเธีย รอธร็อก เข้าสู่วงการหนังฮ่องกง คือผู้กำกับและนักออกแบบคิวบู๊หยวนขุย (Corey Yuen) โดยที่เรื่องราวเกิดขึ้นช่วงต้นทศวรรษ 1980 เมื่อหยวนขุยเห็นเธอสาธิตศิลปะการต่อสู้ในการที่เธอมาเยือนฮ่องกงในฐานะแชมป์โลกคาราเต้ 7 สมัย ตอนนั้นเธอมีชื่อเสียงในแวดวงการแข่งขัน แต่ยังไม่เคยแสดงหนังมาก่อน หยวนขุยเริ่มสนใจ เพราะนอกจากจะเป็นฝรั่งตาน้ำข้าวแล้ว เธอยังเป็นของจริงเรื่องการต่อสู้ เรียกว่าจุดขายแข็งแรงมากๆ ทำให้ทีมงานฮ่องกงสนใจทันที
หลังจากนั้นเธอได้รับการติดต่อจากสตูดิโอใหญ่ของฮ่องกงอย่างโกลเดน ฮาร์เวสต์ ซึ่งมีผู้บริหารคนสำคัญคือเรย์มอนด์ เชาให้เซ็นสัญญามาทำงานที่ฮ่องกง
ผลงานเปิดตัวของเธอคือ Yes, Madam! (1985)
...................
จากนักเต้นสู่ซือเจ๊บู๊
ส่วนมิเชลล์ โหย่ว นักบู๊ที่มาจากสายนางงาม เข้าสู่วงการหนังฮ่องกงแทบจะเป็นเรื่องราวแบบโชคชะตาพบจังหวะที่ใช่ หลังจากเธอคว้าตำแหน่งมิสมาเลเซียในปี 1983 เธอไม่ได้ตั้งใจจะเป็นนักแสดงหนังแอ็กชัน เธอเรียนบัลเลต์ที่อังกฤษมาก่อน และมีพื้นฐานด้านการเต้นมากกว่าการต่อสู้ เธออยากเป็นนักเต้นมากกว่า
จุดเปลี่ยนสำคัญคือเธอได้ถ่ายโฆษณานาฬิการ่วมกับเฉินหลงในฮ่องกง โฆษณาชิ้นนั้นทำให้โปรดิวเซอร์ในวงการสังเกตเห็นบุคลิกที่สง่าแต่แข็งแรงของเธอ
หลังจากนั้น ค่ายยักษ์ใหญ่อย่างโกลเดน ฮาร์เวสต์ ก็ได้จับเธอเซ็นสัญญา และผลักดันให้เธอเข้าสู่วงการภาพยนตร์เต็มตัว เรย์มอนด์ เชาส่งเธอให้หงจินเป่าช่วยขัดเกลากำกับเธอในหนังตลกเปิดตัวคือThe Owl vs Bombo (1984) หรือคู่ซ่าส์จอมแสบ หนังประสบความสำเร็จทำเงินไปมากกว่า 20 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง
แต่จุดแจ้งเกิดจริง ๆ มาถึงในปี 1985 กับ Yes, Madam! ซึ่งเธอรับบทตำรวจหญิงสายแข็ง ประกบกับซินเธีย รอธร็อก
สองซือเจ๊
ยุคสมัยกลางทศวรรษ 80 คือช่วงที่ตลาดหนังฮ่องกงกำลังบูม หนังตำรวจ หนังอาชญากรรม และหนังแอ็กชันกำลังมาแรงมาก โดยเฉพาะค่ายโกลเดน ฮาร์เวสต์ ที่ต้องการสร้างดาวหญิงบู๊รุ่นใหม่เพื่อขยายตลาด หลังจากโมเดลหนังผู้ชายบู๊เริ่มแน่นตลาดแล้ว เรย์มอนด์ เชาได้ตัวมิเชลล์ โหย่วมาแล้วในหนังตลก แต่เมื่อเขาได้ ซินเธีย รอธร็อกมาเพิ่มก็เกิดไอเดียขึ้นมาว่าทำไมไม่ทำสองนักสู้หญิงไปเลย
เชาเรียกหงจินเป่ามาคุย มอบงานยากให้ไปขัดเกลาลีลาแอ็กชันให้มิเชลล์ โหย่ว พี่หมูหินไม่ลังเลประจวบกับมิเชลล์ โหย่วเอกก็อยากหาความแตกต่างจากนักแสดงหญิงคนอื่นๆในฮ่องกง นักแสดงสายสวยหวานมีล้นเกาะแล้ว ขอเป็นซือเจ๊ขาโหดดูบ้าง จึงต้องขอลองสักตั้ง ส่วนซือเจ๊ซินเธียนั้น นอนรออยู่ที่มุมนักสู้อยู่แล้ว
แม้มิเชลล์ โหย่ว ไม่ได้เป็นเรียนหรืออยู่ในวงการศิปะการต่อสู้แบบซินเธีย รอธร็อก แต่เธอมีพื้นฐานการเต้นอย่างจริงจังตั้งแต่เด็ก บัลเลต์ทำให้เธอมีวินัย ร่างกายมีความยืดหยุ่น สามารถควบคุมร่างกายให้สวยงาม และที่สำคัญ คือ ความกล้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้กำกับแอ็กชันต้องการมาก เธอไม่กลัวการฝึกหนัก ไม่กลัวเจ็บ และยอมทำฉากเสี่ยงเองหลายครั้ง
การวางตำแหน่งการตลาดของโปรดิวเซอร์เจ้าสัวเรย์มอนด์ เชา ที่มองเห็นศักยภาพว่าพวกเธอไม่ใช่แค่เป็นดาวสวย ๆ แต่สามารถพัฒนาเป็นแอ็กชันสตาร์ได้ การจับซินเธียมาประกบกับมิเชลล์ใน Yes, Madam คือการเดิมพันครั้งใหญ่ เพราะหนังเรื่องนี้ตั้งใจขายภาพ “หญิงบู๊จริง” ในระดับที่มากกว่านักแสดงหญิงมาเล่นหนังบู๊ แต่อยู่ในระดับเดียวกับทีมสตันท์อาชีพทั้งของหงจินเป่าหรือกระทั่วเฉินหลง บู๊จริง เจ็บจริง ไม่ใช้นักแสดงแทน
ที่น่าสนใจคือ มิเชลล์ไม่ได้เลือกสายบู๊เพราะอยากเปลี่ยนภาพลักษณ์จากหนังตลกโดยตรง แต่เธอเลือกเพราะมันคือโอกาสที่เปิดกว้างที่สุดในเวลานั้น ส่วนสำหรับซินเธีย เธอเปล่งประกายจากนักกีฬาศิลปะการต่อสู้ในอเมริกา กลายเป็นหนึ่งในไอคอนสาวบู๊ของหนังฮ่องกงได้ตั้งแต่หนังเรื่องแรกเลยทีเดียว
หลังจาก Yes, Madam พวกเธอไม่ใช่นางเอกหน้าใหม่อีกต่อไป แต่กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของผู้หญิงสู้จริง เตะจริง ต่อยจริงของฮ่องกง
มันสมองของเรย์มอนด์ เชา คิดอะไรต้องได้ตังค์
สิ่งหนึ่งที่คาค้างในใจคนดูหนังฮ่องกงก็คือ ทำไมสองนักสู้สาวกลับเจอกันหน้าจอแค่เพียงเรื่องเดียวเท่านั้น
สำหรับโกลเดน ฮาร์เวสต์ มีคำถามว่า “ทำไมไม่ทำภาคต่อให้มิเชลล์ โหย่ว คู่กับซินเธีย รอธร็อกอีก” ทั้งที่ตัวหนังก็ทำเหมือนมีภาคต่อออกมา และคนดูจำนวนไม่น้อยก็สงสัยเหมือนกันว่า ในเมื่อเคมีของ มิเชลล์ โหย่วกับซินเธีย รอธร็อกลงตัวขนาดนั้น ทำไมค่ายจึงไม่จับสองซือเจ๊มาคู่กันยาว ๆ แบบแฟรนไชส์ถาวร
คำตอบสั้น ๆ คือ การวางตัวมิเชลล์และซินเธีย
หลัง Yes, Madam มิเชลล์ถูกมองว่ามีศักยภาพจะขึ้นเป็นซูเปอร์สตาร์เดี่ยว ค่ายจึงอยากสร้างแบรนด์เธอให้ชัด ไม่ให้ถูกแชร์สปอตไลต์กับนักแสดงต่างชาติ การจับคู่กับซินเธียอีกอาจทำให้ภาพลักษณ์ยังเป็น “ดูโอ้” มากกว่า “ดาวเดี่ยว” และสามารถขยายฐานผู้ชมในตลาดเอเซียได้
ส่วนเจ้าสัวเรย์มอนด์มองเห็นกำไรจากตลาดส่งออกไปยุโรปและอเมริกาจากซินเธีย เพราะซินเธียมีแรงดึงดูดในตลาดตะวันตกฐานะที่ดูเป็นสากลมากกว่า แต่ในเอเชียแล้วมิเชลล์มีศักยภาพเข้าถึงคนดูท้องถิ่นเอเซียมากกว่า ถ้าจะปั้นสตาร์เอเชียระดับภูมิภาค การให้เธอยืนคนเดียวจะคมชัดกว่า
นอกจากนี้ เรย์มอนด์ เชายังไม่กล้าทุ่มสุดตัวกับซินเธีย เพราะซินเธียเองก็ไม่ได้ผูกพันกับฮ่องกงระยะยาวแบบนักแสดงท้องถิ่น เธอสามารถไปหาตลาดที่ใหญ่กว่าได้ทั้งในยุโรปและอเมริกา เธอน่าจะได้บทนำเต็มตัวและค่าตอบแทนที่คุ้มกว่าอยู่ในฮ่องกง จึงไม่กล้าทุ่มสุดตัว ซึ่งเมื่อตลาดหนังแอ็กชั่นฮ่องกงซาลง ซินเธียไม่หนังแสดงในฮ่องกงแล้ว เธอก็ไปกลายเป็นบิ๊กเนมเจ้าแม่หนังต่อสู้ในตลาดอเมริกา ทั้งแสดงทั้งสร้างเอง โดยเฉพาะในกลุ่มหนังโฮมวิดีโอ
อีกอย่างหนึ่งคือธรรมชาติของอุตสาหกรรมหนังฮ่องกงยุคนั้นผลิตหนังเร็ว เปลี่ยนนักแสดงเร็ว ถ้าสูตรหนังเรื่องใดเวิร์กก็ทำต่อทันทีโดยไม่จำเป็นต้องใช้ตัวละครเดิม ขอแค่โทนเรื่องและมีคำว่า Madam ไว้ในชื่อเรื่องหรือแยกนักแสดงนำก็ยังพอขายได้
หลังจาก Yes, Madam! ประสบความสำเร็จ ค่ายเลือกทำซีรีส์นี้ต่อ แต่เปลี่ยนนักแสดงนำแทบทุกภาค เช่น ซินเธีย, มูน ลี(หลี่้ไซ่ฟง - เธอน่าสนใจนะครับ มีพื้นฐานนักเต้นแบบเดียวกับมิเชลล์ โหย่ว แต่มักอยู่ในหนังเกรดบีเป็นหลัก เป็นนักบู๊ที่ "ดิบ" และ "โหด" กว่ามิเชลล์ โหย่ว เสียอีก เสียดายไม่ค่อยได้โอกาสในโปรเจ็กต์ใหญ่ๆ ), ฯลฯ มากกว่าจะล็อกคู่เดิมไว้ เพราะระบบตอนนั้นเน้นปั้นหน้าใหม่และกระจายความเสี่ยง มากกว่าลงทุนกับคู่ดูโอ้ถาวร
หรือพูดอีกแบบหนึ่งคือ โกลเดน ฮาร์เวสต์มองว่าการสร้างสองแบรนด์นักสู้หญิงแยกกัน อาจทำเงินรวมได้มากกว่าการผูกทั้งสองไว้ด้วยกัน เพราะถ้าจับคู่ต่อเนื่อง เราอาจได้ดู “สองซือเจ๊” กลายเป็นดูโอ้ในตำนาน สุดท้ายอาจจะไม่เห็นทั้งคู่เติบโตสายเดี่ยว มิเชลล์ โหย่วเริ่มขยับภาพลักษณ์ไปทางนางเอกแอ็กชันที่มีโปรดักชันใหญ่ขึ้น และต่อมาหายไปช่วงปลายยุค 80 ก่อนกลับมาระเบิดอีกครั้งกับ Police Story 3
ในขณะที่ซินเธีย รอธร็อกกลายเป็นสัญลักษณ์สายบู๊ฮาร์ดคอร์ และเล่นหนังระดับกลาง-ล่างจำนวนมากเพื่อจับตลาดต่างประเทศ ทิศทางการตลาดของทั้งสองสาวจึงเหมือนรถวิ่งคนละเลนอย่างชัดเจน และแต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ เราได้ซูเปอร์สตาร์หญิงสองคน ที่เติบโตไปคนละทิศ และช่วยขยายขอบเขตหนังบู๊ฮ่องกงให้กว้างกว่าเดิม
โฆษณา