เมื่อวาน เวลา 07:13 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ธ.ไทยพาณิชย์ เตือนปี 69 ตลาดโลกผันผวนกดธุรกิจไทย

แนะกระจายสกุลเงิน-Hedge 70–80% ระยะสั้นคาดบาทแกว่ง 31–32 บาท/ดอลลาร์
ธนาคารไทยพาณิชย์ ประเมินปี 2569 ธุรกิจไทยยังเผชิญความไม่แน่นอนจากดอกเบี้ยโลก ภูมิรัฐศาสตร์ และเศรษฐกิจดิจิทัล–AI พร้อมเดินหน้าหนุนลูกค้าบริหารความเสี่ยงค่าเงินผ่าน SCB Financial Markets แนะลูกค้าเฮดจิ้ง 70–80% คาดค่าเงินบาท 1–2 เดือนข้างหน้าในกรอบ 31.00–32.00 บาท/ดอลลาร์ มองกนง. อาจลดดอกเบี้ยครึ่งหลังปี หากเศรษฐกิจอ่อนแรง
นายแพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Financial Markets ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ค่าเงินบาทในปี 2568 แข็งค่ากว่า 8% ต่อปี และมีความผันผวนสูงกว่าช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ผู้ส่งออกและภาพรวม GDP ประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการไทยหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น สะท้อนจากการใช้เครื่องมือ FX Forward และ FX Options ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของปริมาณธุรกรรม FX ทั้งหมด
ทั้งนี้ ธนาคารผลักดันแนวคิดการกระจายความเสี่ยงด้านสกุลเงิน (Currency Diversification) เพื่อลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพียงสกุลเดียว ช่วยให้ธุรกิจบริหารต้นทุนและรายได้ได้อย่างมีเสถียรภาพมากขึ้นท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก
สำหรับภาพรวมตลาดการเงินปี 2569 มองว่ายังเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน ทั้งความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์, ความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจและการค้าสหรัฐฯ, อัตราดอกเบี้ยโลกที่ยังอยู่ในระดับสูง, รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของห่วงโซ่อุปทานจาก Digital Transformation และการนำ AI มาใช้ในภาคธุรกิจมากขึ้น
SCBFM จึงกำหนด 3 กลยุทธ์หลักในการสนับสนุนลูกค้า ได้แก่
 
1. FX Advisory: ให้คำปรึกษาบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเชิงระบบ ผ่านเครื่องมือ FX Forward และ FX Options เพื่อเปลี่ยนความผันผวนให้เป็นความเสี่ยงที่บริหารจัดการได้ พร้อมแนะนำเพิ่มสัดส่วน Hedge เป็น 70–80% ควบคู่กับ Currency Diversification เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินหลัก
2. Go Global: สนับสนุนลูกค้ากระจายการลงทุนต่างประเทศ ผ่านบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศแบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-FCD) และ Structured Notes ที่อ้างอิงสินทรัพย์ต่างประเทศ เช่น หุ้นสหรัฐฯ, ทองคำ และอัตราดอกเบี้ย โดยมีทางเลือกลงทุนทั้งเงินบาทและดอลลาร์สหรัฐฯ ทั้งนี้ ไทยพาณิชย์ยังเป็นธนาคารแรกในประเทศไทยที่ออกหุ้นกู้ดอลลาร์สหรัฐฯ ที่มีอนุพันธ์แฝงอ้างอิงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของสหรัฐฯ
3. Digital & AI Adoption: พัฒนา Digital Hedging Ecosystem ผ่าน FX Online และ FX API ซึ่งในปี 2568 มีธุรกรรมเติบโตกว่า 30% และคิดเป็นกว่า 40% ของธุรกรรม FX ทั้งหมด โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนธุรกรรมออนไลน์เกิน 50% ภายในปี 2569 รวมถึงนำ AI มาวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าและพัฒนาเครื่องมือแนะนำการบริหารความเสี่ยงเฉพาะธุรกิจมากขึ้น
สำหรับมุมมองค่าเงินบาท มองว่าปีนี้มีความผันผวนตามตลาดการเงินโลก ทั้งตลาดหุ้น, ตลาดบอนด์ และตลาดอัตราแลกเปลี่ยน แม้จะยังไม่สูงเท่าช่วงเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนสูง จากแรงกดดันจากราคาทองคำ, ปัจจัยการเมือง และเงินทุนไหลเข้าสู่ Emerging Markets
ตั้งแต่ต้นปี ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นในเดือนมกราคม ก่อนที่ราคาทองคำจะเคลื่อนไหวในกรอบ Sideways ในเดือนกุมภาพันธ์ ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างราคาทองคำและค่าเงินบาทลดลง ขณะเดียวกัน ผลการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด ยังดึงดูดเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยกว่า 54,000 ล้านบาทในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่หนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นเพิ่มเติ
ในระยะต่อไป ค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่าต่อ โดยได้รับแรงหนุนจากเงินทุนที่ไหลเข้าสู่ตลาด EM-Asia และกระแสการลงทุนด้าน AI ขณะเดียวกัน ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มอ่อนค่าจากสัญญาณชะลอตัวของตลาดแรงงานสหรัฐฯ ซึ่งอาจเปิดทางให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ปรับลดดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้งในปีนี้ นอกจากนี้ ราคาทองคำยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นจากความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และการเข้าซื้ออย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนค่าเงินบาท
อย่างไรก็ตาม เงินบาทมีแนวรับอยู่ใกล้ระดับ 31.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และอาจอ่อนค่าลงได้บ้างในช่วงปลายไตรมาส 1 ต่อเนื่องถึงต้นไตรมาส 2 จากปัจจัยฤดูกาล ได้แก่ การส่งเงินปันผลกลับบริษัทแม่ในต่างประเทศ, รายได้จากภาคท่องเที่ยวที่เข้าสู่ช่วง Low Season, รวมถึงการนำเข้าสินค้าทุนที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ธนาคารแนะนำให้ผู้นำเข้าทยอยเข้าซื้อดอลลาร์ในช่วง 30.75–31.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ผู้ส่งออกอาจพิจารณาขายที่ระดับ 31.50–32.00 บาท โดยมองว่าโอกาสที่เงินบาทจะอ่อนค่าอย่างรวดเร็วในระยะสั้นยังมีจำกัด เว้นแต่เกิดความตึงเครียดในต่างประเทศที่ทำให้ความต้องการถือเงินดอลลาร์เพิ่มสูงขึ้น
ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทย หลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดดอกเบี้ยลง 25 bps สู่ระดับ 1.00% ซึ่งเหนือความคาดหมายของตลาด ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 2 ปีปรับลดลงสู่ระดับ 1.06% ขณะที่เงินบาทอ่อนค่าลงราว 10 สตางค์
ในระยะต่อไป กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้นถึงระยะกลาง อย่างไรก็ตาม หากเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับติดลบ, อุปสงค์ในประเทศอ่อนแอ, ภาวะการเงินยังตึงตัว และสินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง ก็มีโอกาสเห็นการปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งจะกดดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นให้ปรับลดลง ขณะที่พันธบัตรระยะยาวยังขึ้นอยู่กับทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรโลก (Global bond yields) และวัฏจักรการลงทุนด้าน AI
โฆษณา