27 ก.พ. เวลา 04:31 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

ศีลเสมอกัน หยวนเปียว หยวนหัว คู่ปะทะมันทะลุนรก

ในประวัติศาสตร์หนังบู๊ฮ่องกง มีคู่ต่อสู้หลายคู่ที่คนดูจดจำ แต่มีไม่กี่คู่ที่เมื่อยืนประจันหน้ากันแล้ว เราจะรู้สึกได้ทันทีว่านี่คือมวยถูกคู่ หยวนเปียว ปะทะ หยวนหัว คือสุดยอดแห่งความมัน
ในโรงฝึกงิ้วจีนเล็ก ๆ ท่ามกลางการเคี่ยวเข็ญอย่างหนักหน่วงและเข้มงวดด้วยวินัยของอาจารย์หยูจิมหยวน เด็กชายสองคนเติบโตมาภายใต้กฎเดียวกัน ฝึกกายกรรม หมุนตัวกลางอากาศ ยืดเส้นเอ็นจนแทบฉีกขาด เรียนรู้จังหวะของการเคลื่อนไหวอย่างแม่นยำ ทุกการกระโดด ทุกการลงพื้น ต้องเป๊ะ เพราะความผิดพลาดหมายถึงความเจ็บจริง
การฝึกแบบนั้นสร้างภาษากายการเคลื่อนไหวที่เหมือนกันให้ทั้งคู่ ทั้งคู่โดดเด่นเหมือนเป็นเงาระหว่างกันแม้ว่าทั้งคู่จะอายุห่างกัน 5 ปี ศิษย์พี่หยวนหัวมีโครงสร้างร่างกายแข็งแกร่งกว่า ช่วงอกและแขนดูหนากว่า จึงดูมีพลัง ให้ความรู้สึกหนักและแข็งแรง ส่วนศิษย์น้องหยวนเปียวตัวเล็กกว่าเล็กน้อย เคลื่อนไหวเบา รวดเร็วเหมือนสปริงที่พร้อมดีดตัวเสมอ เป็นเหมือนลิงลม
เมื่อเข้าสู่วงการภาพยนตร์ เส้นทางของทั้งสองเริ่มแยกออก หยวนเปียวได้รับการผลักดันให้เป็นพระเอกสายคล่องแคล่ว โดดเด่นด้วยการตีลังกาและจังหวะที่รวดเร็ว ส่วนหยวนหัวแม้ฝีมือสูงไม่แพ้กัน กลับถูกวางบทบาทเป็นตัวร้ายหรือคู่ต่อสู้ที่น่าเกรงขาม ความแตกต่างนี้เองที่ทำให้ทุกครั้งที่พวกเขาเผชิญหน้ากันบนจอ มันไม่ใช่เพียงการต่อสู้ของตัวละคร แต่เป็นการปะทะของสองแนวทางที่เติบโตมาจากรากเดียวกัน
-1-
Eastern Condors (1987) ดิบ
การเผชิญหน้าครั้งแรกที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือใน Eastern Condors (1987) หรือชื่อไทยสุดสั้นแต่ได้ใจความว่า ดิบ หนังสงครามที่มีฉากหลังเป้นเวียดนามที่เต็มไปด้วยบรรยากาศอึมครึมและกลิ่นดินปืน เป็นหนึ่งในผลงานมาสเตอร์พีซของหงจินเป่า และฉากดวลกันระหว่างหยวนเปียวกับหยวนหัวในช่วงท้ายเรื่องคือไฮไลท์ที่แฟนหนังแอ็กชันลืมไม่ลง ฉากนี้มันทั้ง "รุนแรง" และ "น่ากลัว" ไปพร้อมกัน มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้มันกลายเป็นฉากคลาสสิก
ทั้งหยวนเปียว และหยวนหัว (รวมถึงหงจินเป่า) ต่างก็เป็นศิษย์เก่าจากอาจารย์หยู พวกเขาฝึกมาด้วยกันตั้งแต่นเด็ก ทำให้ "เคมี" และ "จังหวะ" การต่อสู้แม่นยำมากจนสามารถใส่กันได้เต็มแรงโดยไม่พลาด รวมถึงคาแรกเตอร์ที่ดูหลอนของหยวนหัว ในเรื่องนี้หยวนหัวรับบทเป็นผู้บัญชาการทหารเวียดนามที่ดูวิปริต ทั้งเสียงหัวเราะ พัดในมือ และท่าทางการเคลื่อนไหวที่ดูไม่เหมือนคนปกติ (คล้ายยิมนาสติกผสมกังฟู) ทำให้การต่อสู้ดูน่ากลัวและคาดเดาไม่ได้
เหนืออื่นใดความเร็วและแรงกระแทกหมัด เท้า ทั้งคู่เป็นสายเทคนิคที่ตัวเบาและคล่องแคล่วที่สุดในกลุ่ม การแลกหมัดแลกเตะในฉากนั้นจึงรวดเร็วมากจนแทบมองไม่ทัน และที่สำคัญคือสมชื่อหนัง ดิบ จริงๆเพราะแรงปะทะที่เกิดขึ้นในฉากนั้นดูเจ็บจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการเตะอัดเข้าชายโครงหรือจังหวะที่เตะต่อยตัวกระเด็นไปกระแทกสิ่งของ
ลืมไม่ได้เลยมุมกล้องและการกำกับของหงจินเป่า หงจินเป่าเก่งมากในการวางมุมกล้องให้เห็นแรงปะทะที่ชัดเจน ฉากที่หยวนเปียวพยายามเอาชนะคู่ต่อสู้ที่ดูเหมือน "ปีศาจ" อย่างหยวนหัว จึงเต็มไปด้วยความลุ้นระทึก
-2-
Dragons Forever (1988) มังกรหนวดทอง
เพียงหนึ่งปีต่อมา ใน มังกรหนวดทอง หรือ Dragons Forever บริบทเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากป่าดิบ โรงเก็บอาวุธ กลายเป็นโรงงาน ฉากไคลแม็กซ์ในโรงงานเคมีได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในฉากต่อสู้คลาสสิกของยุค 80 และแม้จุดสนใจหลักของหนังจะรวมดาวหลายคน แต่ทุกครั้งที่หยวนเปียวต้องเผชิญหน้ากับหยวนหัว เราจะเห็นการแลกเปลี่ยนจังหวะที่แม่นยำราวกับนักเต้นที่ซ้อมกันมานับพันครั้ง
ความเร็วของหยวนเปียวตัดกับแรงกดดันของหยวนหัวอย่างลงตัว มีการหยุดครึ่งจังหวะ หลอกทิศทาง เตะสวนในระยะเสี้ยววินาที หากในหนังบ ดิบ มันคือความรุนแรง แต่ในมังกรหนวดทองมันเป็นการวัดชั้นเชิงมวย หยวนเปียวกับหยวนหัวทำให้ฉากต่อสู้นี้กลายเป็นงานศิลป์ของการออกแบบคิวบู๊ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าทั้งสองเข้าใจจังหวะของกันและกันลึกซึ้งเพียงใด
อยากบอกว่ามังกรหนวดทองก็คือความมันส์ และสมบูรณ์แบบของการออกแบบคิวบู๊จริงๆ
หยวนหัวในลุคเจ้าพ่อจอมกวน ในเรื่องนี้หยวนหัวรับบทเป็นหัวหน้าแก๊งค้ายาที่มาพร้อมมาดกวนประสาท(อีกแล้ว) สูบซิการ์ตลอดเวลาและสู้ทั้งที่ยังคาบซิการ์อยู่ ซึ่งต่างจากมาดนายพลโรคจิตในเรื่องดิบ อย่างสิ้นเชิง แต่ความเก่งยังคงระดับปีศาจเหมือนเดิม ฉากปะทะกันในโรงงานช่วงท้ายเรื่อง หยวนเปียวโชว์ความเร็วและลูกเตะที่เหมือนไม่มีกระดูก ส่วนหยวนหัวก็ตีลังกาหลบและโต้กลับด้วยท่าทางที่ประหลาดและทรงพลังไม่แพ้กัน เป็นการสู้กันที่พริ้ว ผมถึงบอกว่ามันเป็นเหมือนงานศิลปะ
นอกจากนี้งานด้านเทคนิคยังดีอีก การตัดต่อที่เฉียบคม บวกเสียงประกอบในจังหวะปะทะกันทำออกมาได้สะใจมาก ทุกครั้งที่หยวนหัวเตะหรือหยวนเปียวถีบ มันดูมีพลังงานมหาศาล ที่สำคัญมันเป็นการประสานงานของสามพี่น้องเจ้ามังการ จุดที่ยอดเยี่ยมกว่าเดิมคือมันไม่ได้มีแค่ 1 ต่อ 1 แต่มันมีการสลับคู่ชกที่นัวเนียมาก ทั้งหยวนเปียวสู้หยวนหัว และเฉินหลงที่ต้องไปเจอกับเบนนี่ เออร์ควิเดซ นักมวยคิดบ็อกเซอร์ที่ก็โคตรเร็วเหมือนกัน หงจินเป่าก็จะลุมบอนกับบรรดาลูกน้องลิ้วล้อ สุดท้ายต้องมาช่วยกันรุมหยวนหัว
-3-
The Iceman Cometh (1989 ) บ้าทะลุศตวรรษ
ครั้งที่สามที่หยวนเปียวปะทะหยวนหัวในระดับสุดยอด เป็นหนังกำลังภายในแฟนตาซีที่อยู่ในใจหลายคน คือ บ้าทะลุศตวรรษ หรือชื่อภาษาอังกฤษคือ The Iceman Cometh ปี 1989 เรื่องนี้เป็นการเปลี่ยนรสชาติจากหมัดมวยดิบๆ ในโลกปัจจุบัน มาเป็นแนวกำลังภายในที่ผสมผสานการข้ามเวลาได้อย่างล้ำสมัยมากในยุคนั้น และเป็นการตอกย้ำว่าหยวนเปียวกับหยวนหัว คือ คู่ปรับตลอดกาล ที่เคมีเข้ากันที่สุดคู่หนึ่งของวงการหนังฮ่องกงเลย
ในหนังทั้งสองรับบทที่มีคารักเตอร์ที่ต่างกันสุดขั้ว หยวนเปียวรับบทเป็นราชองครักษ์ผู้ซื่อสัตย์จากราชวงศ์หมิงที่ต้องปรับตัวกับโลกสมัยใหม่แบบเก้ๆ กังๆ แต่น่ารัก ส่วนหยวนหัวรับบทเป็นจอมโจรราคะสุดชั่วร้าย ที่พอข้ามเวลามาปุ๊บก็ปรับตัวเข้ากับด้านมืดของสังคมสมัยใหม่ได้ทันที แถมยังดูโหดเหี้ยมกว่าเดิม รวมทั้งยังจะขนปืนย้อนเวลาไปยึดอำนาจจากฮ่องเต้อีก (ผมว่าเจาะเวลาหาจินซีฉบับโรงได้อิทธิพลตรงนี้ไปเต็มๆ)
ที่แปลกจากสองเรื่องแรกคือ การต่อสู้ที่ผสมผสานวิชาตัวเบา เนื่องจากเป็นหนังแนวกำลังภายใน ฉากปะทะกันจึงมีการใช้สลิง ทำให้เราได้เห็นการตีลังกาและการเคลื่อนไหวที่ฝืนแรงโน้มถ่วงมากขึ้นกว่าสองเรื่องก่อนหน้า และฉากไคลแม็กซ์ที่ทั้งคู่สู้กันด้วยดาบและอาวุธ สิ่งที่ผมมองว่าน่าสนใจมากคือ ความต่างของอาวุธครับ ในขณะที่เรื่องอื่นสู้กันด้วยมือเปล่า แต่เรื่องนี้เราได้เห็นทักษะการใช้อาวุธโบราณของทั้งคู่ ซึ่งต้องใช้ความแม่นยำสูงมาก
โดยเฉพาะหยวนหัวที่เล่นบทตัวร้ายได้ดูอำมหิต จนเราลุ้นระทึกทุกครั้งที่เขาเข้าใกล้หยวนเปียว บวกกับงานด้านภาพดูมีความเป็นแฟนตาซีที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก
หนังเรื่องนี้ถูกนำมาสร้างใหม่ในปี 2014 นำแสดงโดย ดอนนี่ เยน แต่ขอยืนยัน นั่งยันตรงนี้ว่าฉบับปี 1989 ของหยวนเปียวและหยวนหัว คือที่สุดของความคลาสสิกและฉากแอ็กชันที่ดูจริงกว่ามากดอนนี เยนเยอะ
-4-
Kick Boxer (1993) บ้ากล้าท้าโลก
หนังเรื่องนี้ไม่ค่อยมีใครพูดถึง หรืออาจจะได้ดูกันน้อย ต้องบอกว่าหยวนเปียวเริ่มยุค 90 ได้ไม่เลวนัก เขารับบทบทเป็นเหลียงควนในหวงเฟยหง ภาคแรก หรือ Once Upon a Time in China (1991) แม้หนังจะดังมาก ฉุดกระแสหนังกังฟูขึ้นมาอีกครั้ง และหยวนเปียวก็ได้รับคำชมเป็นจอมขโมยซีนไปจากหลี่เหลียนเจี๋ย
แต่ลึกๆ แล้วเขาไม่พอใจฉีเคอะที่สร้างจากความผิดหวังให้ เพราะฉากของเขาถูกตัดออกไปจำนวนมากจนกลายเป็นสมทบ ทั้งที่ควรจะออกมาเด่นเท่าๆกับหวงเฟยหง ความผิดหวังนี้เองที่กลายเป็นแรงผลักดันให้เขาตัดสินใจสร้างหนังเรื่องนี้ขึ้นมา เพื่อพิสูจน์ว่าเขาสามารถรับบทนำในจักรวาลหวงเฟยหงได้
นอกจากการแสดงนำแล้ว หยวนเปียวยังเป็นผู้สร้าง และผู้ออกแบบฉากต่อสู้เอง ส่วนหน้าที่กำกับหนังนั้นให้อู๋หม่ารับไป บ้ากล้าท้าโลกเป็นการกลับมาปะทะฝีมือของสองยอดฝีมือนักบู๊ชั้นครูอย่างหยวนเปียวและหยวนหัวเป็นคำรบที่ 4 ซึ่งเป็นการต่อสู้กันแบบตัวต่อตัวครั้งสุดท้ายในผลงานของทั้งคู่
หยวนเปียว รับบทเหล่าจายหรือเจ็ดเท้าปีศาจ ศิษย์ของหวงเฟยหง ส่วนหยวนหัวรับบทประธานหัว ประธานหอการค้าจีนผู้ชั่วร้าย แม้จะเป็นหนังทุนสร้างไม่สูงเท่าภาคที่หลี่เหลียนเจี๋ยแสดง แต่ ก็ได้รับคำชมในด้าน ฉากแอ็กชันที่สร้างสรรค์และดุเดือดมาก โดยใช้สายสลิงช่วยน้อยมาก(แต่ใช้ แต่น้อยกว่งหวงเฟยหงของฉีเคอะเยอะที่บางฉากต่อสู้ยังเห็นสายสลิงอยู่ในฉากเลย) เน้นการต่อสู้ที่ดูจริงจังและใช้พลังกายของนักแสดงอย่างเต็มที่
นี่จึงเป็นเหมือนของขวัญสำหรับแฟน ๆ หยวนเปียวที่อยากเห็นเขาได้โชว์ลีลาอย่างเต็มที่ต่อยตีกับหยวนหัวอีกครั้งในบทบาทที่ใช่เลย เรียกว่างานโปรดักชั่นสู้ฉีเคอะไม่ได้ แต่มีดีพอที่จะเป้นหนัง Cult ที่แฟนหนังสายกังฟูควรดูจริงๆ ซึ่งการปะทะกันในตอนท้ายคือกำไรของคนดู ฉากที่ทั้งสองฟาดฟันกันบนโคมไฟระย้าขนาดใหญ่ ที่แขวนกลางเพดานห้องโถง มันน่าจดจำมาก
หยวนเปียวปะทะหยวนหัวในหนัง 3 เรื่องก่อนนี้เป็นแนวแอ็กชันร่วมสมัย หรือไม่ก็สลิงเยอะๆ แต่ในเรื่องนี้เราจะได้เห็นหยวนเปียวและหยวนหัวโชว์ทักษะมวยจีนโบราณที่เน้นความพริ้วไหวและการก้าวเท้าที่สวยงามมาก หยวนหัวในบทจอมเจ้าเล่ห์(อีกแล้ว) ใช้ทักษะการต่อสู้ที่ดูขี้โกงและดุดัน
ที่สำคัญถ้าไม่จำเป็นจริงๆแกจะไม่ออกกังฟู เพราะหวัยหัวจะชักปืนยิงคู่ต่อสู้มันเลย ทำให้หยวนเปียวต้องใช้ไหวพริบอย่างมากในการเอาชนะ แม้โทนหนังจะดูเป็นแนวผจญภัยปนตลกตามสไตล์หนังฮ่องกงยุคนั้น แต่พอถึงฉากสู้กันจริงๆ ทั้งคู่ใส่กันไม่ยั้ง โดยเฉพาะการโชว์ความยืดหยุ่นของร่างกายที่ทั้งคู่มีเป็นเลิศอยู่แล้ว เรียกว่าเป็นฉากไคลแม็กซ์ที่สมน้ำสมเนื้อจริงๆ
สำหรับผมแล้วคู่บุญ(ต่อสู้)คู่นี้เจอกันกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ ทั้งคู่เล่นหนังร่วมกันมากกว่านี้เยอะ แต่ที่ปะทะกันจริงๆ มีเท่านี้ครับ
Eastern Condors ดิบ เถื่อน
Dragons Forever เร็วแรง
The Iceman Cometh จอมยุทธ์ อาวุธ สลิง
Kickboxer ลีลา คลาสสิก
มุมมองส่วนตัว ผมมองว่าที่ทั้งคู่ถูกจับคู่กันบ่อย เพราะหยวนหัวเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่สามารถรับมือลูกเตะและการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วของหยวนเปียวได้ทัน โดยไม่ต้องใช้มุมกล้องช่วยมากนัก และทั้งคู่รู้ใจ ไว้วางใจกันมาก รูปร่างใกล้เคียงกัน คือสูงประมาณ 170 เซ็นติเมตรด้วยกัน เป็นสัดส่วนเล็กพริกขี้หนูก็ว่าได้ และการที่ส่วนสูงใกล้เคียงกันทำให้ระดับสายตาในการวางกล้อง
รวมถึงการออกแบบฉากปะทะ เช่นการเตะ การตั้งรับ อยู่ในระนาบเดียวกันเป๊ะ เวลาสู้กัน เราจะเห็นการบล็อกและสวนกลับที่ดูเป็นธรรมชาติมาก ไม่ต้องมีใครก้มหรือเงยมากเกินไป ทำให้ภาพที่ออกมาดูสมดุล สวยงาม จะเรียกว่าทั้งคู่มี ศีลเสมอกันก็ได้
โฆษณา