27 ก.พ. เวลา 04:57 • การศึกษา

มานุษยวิทยาพลังงาน

จากรากฐานอารยธรรมสู่โครงสร้างอำนาจโลก
การทำความเข้าใจรากฐานของอารยธรรมมนุษย์ผ่านเลนส์ของพลังงาน เผยให้เห็นว่าวิวัฒนาการของสังคมไม่ได้เกิดขึ้นจากเพียงสติปัญญาหรือนวัตกรรมโดดเดี่ยว แต่คือความสามารถในการควบคุมและแปรรูปพลังงานจากรูปแบบหนึ่งไปสู่อีกรูปแบบหนึ่งที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น หากย้อนกลับไปในอดีต
การเปลี่ยนผ่านจากแรงงานกล้ามเนื้อและฟืนสู่ถ่านหินในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรม ไม่เพียงแต่เปลี่ยนวิถีชีวิต แต่ยังขยายขีดความสามารถในการผลิตของมนุษย์ให้พุ่งทะยานขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน สถิติจาก Our World in Data ชี้ให้เห็นว่าการใช้พลังงานต่อหัวของประชากรโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 20 เท่า (Our World in Data – Energy Production & Consumption) ในช่วงสองศตวรรษที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปัจจัยกำหนดความมั่งคั่งและเสถียรภาพของรัฐชาติอย่างมีนัยสำคัญ
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการที่สหราชอาณาจักรสามารถแผ่ขยายอิทธิพลไปทั่วโลกได้ในศตวรรษที่ 19 นั้น มีรากฐานสำคัญจากการเป็นเจ้าแห่งทรัพยากรถ่านหินและเทคโนโลยีเครื่องจักรไอน้ำ ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนกองเรือและระบบการค้าโลกในยุคนั้น
ในมิติเชิงลึก กรอบแนวคิดเรื่อง EROI (Energy Return on Investment) หรือผลตอบแทนทางพลังงานต่อการลงทุน เป็นตัวกำหนดความรุ่งเรืองของอารยธรรม
ข้อมูลจาก Scientific American ระบุว่าหากค่า EROI สูง เช่น น้ำมันในยุคแรกที่มีค่า EROI สูงกว่า 100:1 สังคมจะมีพลังงานส่วนเกินมหาศาลเพื่อสร้างนวัตกรรม แต่ในปัจจุบัน เมื่อค่า EROI ของพลังงานฟอสซิลลดลงเรื่อย ๆ เพราะต้องขุดลึกขึ้น ใช้เทคโนโลยีซับซ้อนขึ้นและลงทุนสูงขึ้น สังคมจึงต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมากขึ้นเพื่อให้ได้พลังงานเท่าเดิม นั่นหมายถึง “พลังงานส่วนเกิน” ที่เคยหล่อเลี้ยงรัฐสวัสดิการหรือการขยายตัวทางเศรษฐกิจเริ่มถูกบีบตัวลงอย่างเงียบ ๆ
วิวัฒนาการทางมานุษยวิทยานี้สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างพื้นฐานของ “อำนาจ” ในทุกยุคสมัยผูกติดอยู่กับความสามารถในการจัดการพลังงานส่วนเกิน (Surplus Energy) เพราะเมื่อมนุษย์สามารถดึงเอาพลังงานจากสิ่งแวดล้อมมาใช้ได้มากกว่าที่ต้องจ่ายออกไปเพื่อการอยู่รอด พลังงานส่วนที่เหลือนั้นเองที่ถูกเปลี่ยนเป็นกลไกทางสังคมที่ซับซ้อน เช่น การสร้างกองทัพ การพัฒยา งานศิลปะและการสถาปนาระบบรัฐบาล
ในเชิงมานุษยวิทยา พลังงานจึงเป็นมาตรวัดของลำดับชั้นทางสังคม ใครที่กุมเทคโนโลยีในการรวมศูนย์พลังงานได้ ย่อมถือครองอำนาจในการสั่งการสังคมนั้น ๆ จากความเชี่ยวชาญในการใช้ไฟสู่การควบคุมอะตอม
มนุษย์ไม่ได้เพียงแค่ใช้พลังงานเพื่อความสะดวกสบาย แต่เราใช้มันเพื่อเปลี่ยนสถานะจากผู้อยู่รอดใต้ธรรมชาติ สู่ผู้บงการระเบียบโลกผ่านกระแสพลังงานที่ไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจ
“พลังงาน” ส่งผลต่อชีวิตของทุกคนอย่างไร
การจะทำความเข้าใจว่า “พลังงาน” ส่งผลต่อชีวิตของทุกคนอย่างไร จำเป็นต้องเริ่มจากโครงสร้างพื้นฐานที่สุดก่อน นั่นคือ โครงสร้างพลังงาน (Energy Structure) ของสังคมสมัยใหม่ เพราะพลังงานไม่ใช่เพียงไฟฟ้าในปลั๊กหรือราคาน้ำมันหน้าปั๊ม แต่คือระบบขนาดมหึมาที่เชื่อมโยงทรัพยากรธรรมชาติ ธุรกิจ การเมือง การเงิน และภาษี เข้าด้วยกันเป็นห่วงโซ่เดียว
โดยโครงสร้างนี้ประกอบด้วย 4 ชั้นหลัก คือ ต้นน้ำ (Upstream) การสำรวจและผลิตทรัพยากร, กลางน้ำ (Midstream) การขนส่ง จัดเก็บ และแปรรูป, ปลายน้ำ (Downstream) การผลิตไฟฟ้า การกลั่น และการจัดจำหน่าย และ ผู้ใช้ปลายทาง (End Users) คือภาคอุตสาหกรรม ธุรกิจ และครัวเรือน
เมื่อพิจารณาถึงต้นทางของพลังงาน แหล่งที่มาถูกแบ่งออกเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไปอย่างฟอสซิล (ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ) และพลังงานหมุนเวียน (แสงอาทิตย์ ลม น้ำ) ทว่าการเข้าถึงทรัพยากรเหล่านี้ไม่ได้ดำเนินไปอย่างเสรี แต่ผ่านโครงสร้างทางธุรกิจที่ซับซ้อน เริ่มจากการสำรวจและขุดเจาะโดยกลุ่มบรรษัทข้ามชาติที่กุมเทคโนโลยีระดับสูง จากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการนำเข้าและส่งออกที่ต้องอาศัยเครือข่ายโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ เช่น เรือบรรทุกน้ำมันดิบหรือท่อส่งก๊าซที่พาดผ่านพรมแดนหลายประเทศ
พลังงานเหล่านี้จะถูกแปรสภาพในโรงกลั่นหรือโรงไฟฟ้าเพื่อเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เช่น น้ำมันเบนซิน ก๊าซหุงต้ม หรือกระแสไฟฟ้า ก่อนจะถูกกระจายผ่าน “หน่วยธุรกิจพลังงาน” ไม่ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจหรือบริษัทเอกชนที่ได้รับสัมปทาน เพื่อนำส่งพลังงานเหล่านี้เข้าสู่ภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรม
หน่วยธุรกิจเหล่านี้ควบคุมการไหลของพลังงานผ่านกลไกที่ซับซ้อนอย่าง ตลาดซื้อขายล่วงหน้า (Futures Market) ซึ่งราคาไม่ได้กำหนดจากต้นทุนจริง แต่ถูกกำหนดผ่านสัญญาที่ตกลงกันล่วงหน้าเพื่อเก็งกำไรและบริหารความเสี่ยง พ่อค้าสินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลกใช้กลไกนี้ในการควบคุมราคาพลังงานข้ามพรมแดน ในขณะที่หน่วยธุรกิจปลายทางอย่างโรงกลั่นต้องทำการ Hedge (การป้องกันความเสี่ยง) เพื่อล็อกราคาเชื้อเพลิงล่วงหน้า ป้องกันการขาดทุนจากความผันผวน
แต่บ่อยครั้งที่การ Hedge ผิดพลาดหรือการล็อกราคาสูงไว้ กลายเป็นต้นทุนที่ถูกผลักมาให้ผู้บริโภคแบกรับ นอกจากนี้ยังมีโครงสร้าง สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA – Power Purchase Agreement) ที่รัฐทำกับโรงไฟฟ้าเอกชน ซึ่งมักมีเงื่อนไข “ค่าความพร้อมจ่าย” (Availability Payment) หรือสัญญาแบบ “ไม่ซื้อก็ต้องจ่าย” (Take or Pay) ทำให้แม้ในยามที่ประชาชนใช้ไฟฟ้าน้อย รัฐก็ยังต้องจ่ายเงินให้โรงไฟฟ้าตามสัญญา ส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าพื้นฐานสูงขึ้นอย่างถาวร
กระบวนการนำพลังงานเข้ามาในโครงสร้างพื้นฐานนี้ส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงผ่านกลไก “ราคา” และ “โครงสร้างภาษี” รัฐบาลในหลายประเทศใช้พลังงานเป็นเครื่องมือหลักในการจัดเก็บรายได้เพื่อสร้างงบประมาณแผ่นดิน ภาษีที่เกี่ยวข้องกับพลังงานมักถูกจัดเก็บในหลายทอด ตั้งแต่ภาษีสรรพสามิตที่บวกเพิ่มในราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไปจนถึงเงินสมทบเข้ากองทุนน้ำมันเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา
ในทางกลับกัน เมื่อต้นทุนพลังงานโลกพุ่งสูงขึ้น ภาระเหล่านี้จะถูกส่งต่อมายังผู้บริโภคในรูปแบบของค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) หรือค่าครองชีพที่สูงขึ้น เนื่องจากพลังงานคือต้นทุนแฝงในสินค้าทุกชนิด ทำให้โครงสร้างภาษีและการจัดการพลังงานของรัฐกลายเป็นเรื่องปากท้องที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตของพลเมืองโดยตรง
Read more: มานุษยวิทยาพลังงาน by at https://herothailand.com/energy-anthropology/
โฆษณา