27 ก.พ. เวลา 05:02 • ธุรกิจ

ต้นทุนของการเลื่อนชั้น

จากมดงานสู่ผู้กำหนดเกม สมรภูมิที่ประเทศกำลังพัฒนาต้องยึดคืนในห่วงโซ่อำนาจโลก
ในกรอบทฤษฎีระบบโลก (World-Systems Theory) ของอิมมานูเอล วอลเลอร์สไตน์ อธิบายว่าโลกไม่ได้ถูกแบ่งเป็นประเทศรวยหรือจนแบบลอยๆ แต่ถูกจัดลำดับชั้นเชิงอำนาจอย่างเป็นระบบออกเป็น แกนกลาง (Core) – กึ่งชายขอบ (Semi-Periphery) – และชายขอบ (Periphery) ซึ่งแต่ละกลุ่มทำหน้าที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงในห่วงโซ่มูลค่า
ระบบนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความบังเอิญแต่มันคือสายพานลำเลียงทรัพยากรที่ถูกออกแบบมาอย่างประณีตเพื่อรักษาอำนาจของประเทศแกนกลางหรือนางพญาให้คงอยู่ถาวร ผ่านการล็อกประเทศกำลังพัฒนาไว้ในฐานะมดงานผู้แบกรับภาระการผลิตที่เหนื่อยหนักแต่ได้ผลตอบแทนน้อย
ความเหลื่อมล้ำนี้ไม่ได้เกิดจากพลเมืองขยันไม่พอ ทว่าเกิดจากกติกาที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อดักหน้าดักหลังไม่ให้ประเทศชายขอบได้ลืมตาอ้าปาก ตัวอย่างเช่น การที่กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ G7 เป็นผู้กำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจโลก ในขณะที่ประเทศในแอฟริกาหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเทศยังคงต้องทำหน้าที่เป็นเพียงแหล่งสกัดทรัพยากรธรรมชาติและใช้แรงงานราคาถูกเพื่อป้อนเข้าสู่โรงงานของมหาอำนาจ
อย่างไรก็ตาม ในโลกความเป็นจริง รัฐบาลของประเทศเหล่านั้นต้องเผชิญกับภาวะจำยอมทางการเมืองเพราะต้องเล่นตามเกมที่มหาอำนาจกำหนด หากไม่ทำตามก็จะถูกตอบโต้ด้วยการแทรกแซงกิจการภายใน การสร้างความขัดแย้งหรือการใช้มาตรการภาษีเป็นอาวุธบีบคั้น
สภาวะนี้บีบให้ประเทศเล็กๆ ต้องแข่งขันกันเพียงเพื่อเอาใจมหาอำนาจออกนอกหน้า เพื่อให้ได้ผลประโยชน์มากกว่าประเทศเล็กอื่นๆ รวมถึงทางออกที่มีเพียงการคานอำนาจด้วยการผูกสัมพันธ์กับมหาอำนาจอื่นอย่างระมัดระวัง เหมือนที่กลุ่มประเทศในเอเชียกลางต้องวางหมากระหว่างอิทธิพลของรัสเซียและจีนเพื่อรักษาพื้นที่ยืนของตนเอง
อธิปไตยภายใต้แรงกดดันสองชั้น กลไกสยบประเทศเล็ก
ปัญหาที่ซ้ำร้ายกว่านั้นคือ แรงกดดันย้อนกลับจากสังคมภายใน ซึ่งมักบีบเข้าหากันกับแรงกดดันจากมหาอำนาจภายนอก ตัวอย่างที่ชัดเจนอย่าง เวเนซุเอลา หรือ อิหร่าน สะท้อนให้เห็นว่า “การคว่ำบาตร” ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อล้มรัฐบาลโดยตรงด้วยกำลังทหารเสมอไป แต่มันคือการใช้กลไกสมัยใหม่ของอำนาจโลก
ปิดตลาด → รายได้หาย → ค่าเงินอ่อน → เงินเฟ้อรุนแรง → คนตกงาน → ความไม่พอใจของมวลชน → รัฐบาลต้องถอย
นี่คือวงจรที่ทำให้ประเทศเล็ก “แข็งได้ไม่นาน” เพราะเมื่อรายได้หายไป ความไม่พอใจของประชาชนจะกลายเป็นแรงกดดันที่บีบรัฐบาลให้พินอบพิเทามหาอำนาจโดยไม่ต้องยิงปืนแม้แต่นัดเดียว ประเทศที่ไม่มีฐานเทคโนโลยีของตัวเองจะไม่มีภูมิคุ้มกันต่อแรงกดดันแบบนี้เลย
ถึงกระนั้น หากต้องการหลุดพ้นจากวงจรนี้ ประเทศกำลังพัฒนาต้องมองหาจุดแตกหักของโครงสร้างผ่าน 5 สมรภูมิหลัก
1. สมรภูมิการผูกขาดเทคโนโลยีและการจองขาดทางปัญญา ในกรอบของทฤษฎีระบบโลก ประเทศแกนกลางครองเทคโนโลยีหลัก (Core Technology) ไม่ใช่แค่ตัวสินค้า แต่คือองค์ความรู้ สิทธิบัตร และมาตรฐาน หรือที่เรียกว่าการล้อมรั้วความรู้เพื่อจองขาดความเป็นเจ้าของสูตรการผลิตไว้แต่เพียงผู้เดียว (ผาสิทธิ) มดงานในประเทศกำลังพัฒนารู้วิธีประกอบของตามสั่งแต่ไม่มีสิทธิ์ในความรู้นั้น ทำให้ต้องจ่ายค่าเช่ากินเปล่าให้นางพญาไปตลอดกาล
หากจะงัดจุดนี้ ต้องลงทุน R&D ต่อเนื่อง 10–20 ปี สร้างเทคโนโลยีเฉพาะทางที่มหาอำนาจไม่ผูกขาด หรือใช้ยุทธศาสตร์แบบรัฐนำ (Developmental State) ดังที่เกาหลีใต้เคยใช้นโยบายรัฐอุ้มกลุ่มเชโบลจนเป็นเจ้าของเทคโนโลยีชิป หรือจีนที่บังคับถ่ายโอนเทคโนโลยีผ่านการลงทุนจากต่างชาติจนกลายเป็นผู้นำด้านรถยนต์ไฟฟ้าและ 5G ในปัจจุบัน
2. สมรภูมิการครองปลายน้ำของ Smile Curve แนวคิด Smile Curve ชี้ชัดว่ากำไรสูงสุดของการผลิตอยู่ที่ช่วงต้นน้ำคือการออกแบบ และช่วงปลายน้ำคือการสร้างแบรนด์และการควบคุมตลาด ขณะที่การประกอบ (กลางน้ำ) มีกำไรต่ำที่สุดและใช้แรงงานเข้มข้นที่สุด ในอุตสาหกรรมสมาร์ตโฟน มูลค่าการออกแบบและแบรนด์อาจกินสัดส่วนกำไรเกิน 50% ของราคาขาย
ขณะที่ประเทศผู้ประกอบชิ้นส่วนอย่างเวียดนามหรืออินเดียได้เพียงเศษเสี้ยวต่อเครื่องเท่านั้น จุดที่จะงัดโครงสร้างนี้ได้คือการกระโดดข้ามกลางน้ำไปสร้างแบรนด์ระดับโลก คุม Distribution เอง หรือใช้ Digital Platform เป็นคานงัด เหมือนที่ Samsung ผันตัวจากโรงงานรับจ้างผลิตสู่การเป็นเจ้าของแบรนด์ระดับโลก หรือ Huawei ที่ขยับจากการเป็น OEM สู่การเป็นผู้นำเทคโนโลยี
Read more: ต้นทุนของการเลื่อนชั้น by at https://herothailand.com/world-systems-theory/
โฆษณา