Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Bnomics
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
28 ก.พ. เวลา 03:56 • ธุรกิจ
จับสัญญาณเศรษฐกิจ หลังทรัมป์ประกาศเก็บภาษีนำเข้า 15%
หลังจากที่ศาลฎีกาได้ตัดสินว่า “ภาษีศุลกากรตอบโต้” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผ่านพระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศขึ้นอัตราภาษีศุลกากรทั่วโลกด้วยมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติการค้า เป็น 10% และเปลี่ยนเป็น 15% ในวันถัดมา สิ่งที่หลายคนตั้งคำถามคือ อะไรจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจโลกนับจากนี้
นโยบายภาษีของทรัมป์ยังมีต่อ แต่การใช้อำนาจอยู่ภายใต้กรอบทางกฎหมาย
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศขึ้นอัตราภาษีศุลกากรทั่วโลกเป็น 15% ด้วยมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติการค้า ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่อนุญาตให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สามารถกำหนดภาษีศุลกากรหรือข้อจำกัดการนำเข้าชั่วคราวเพื่อแก้ไขปัญหาดุลการชำระเงิน ประธานาธิบดีสามารถกำหนดภาษีศุลกากรได้สูงสุดถึง 15% ได้นานถึง 150 วันโดยไม่ต้องขออนุมัติจากรัฐสภา
นโยบายภาษีของทรัมป์จะเข้มข้นไปที่ภาคอุตสาหกรรมเป้าหมาย
ทรัมป์ระบุว่านโยบายด้านภาษีต่อไป เขาจะไม่ขออนุมัติจากรัฐสภา นั่นหมายความว่า เมื่อครบมาตรการภาษีตามมาตรา 122 ที่จะหมดอายุลงในช่วงเดือนกรกฎาคม
คาดว่าทรัมป์จะหันมาใช้มาตรา 232 ซึ่งอนุญาตให้ประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าที่เฉพาะเจาะจงรายอุตสาหกรรมหรือผลิตภัณฑ์ หากเห็นว่าเป็นการคุกคามความมั่นคงของชาติสหรัฐฯ ปัจจุบัน ทรัมป์ได้ใช้มาตรา 232 ในหลายด้าน เช่น แร่เหล็ก เซมิคอนดักเตอร์ และอุปกรณ์การผลิตเซมิคอนดักเตอร์
โดยอุตสาหกรรมที่มีโอกาสโดนเก็บภาษีจะเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สหรัฐต้องการให้กลับมาผลิตในประเทศ ทั้งแร่ธาตุสำคัญ (Critical Minerals) เซมิคอนดักเตอร์ รถยนต์และส่วนประกอบรถยนต์ โทรคมนาคมและอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่าย 5G และความปลอดภัยทางไซเบอร์ ยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงอุปกรณ์การแพทย์ เครื่องจักรและอุปกรณ์อุตสาหกรรม ซึ่งมีความสำคัญต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการป้องกันประเทศ
นโยบายภาษีของทรัมป์จะมุ่งเป้าที่ประเทศต่อต้านสหรัฐ
ทรัมป์ระบุชัดว่าจะใช้มาตรการภาษีตามมาตรา 301 ซึ่งอนุญาตให้ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เรียกเก็บภาษีศุลกากรกับประเทศใดประเทศหนึ่งที่มีพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่สมเหตุสมผล หรือเป็นการเลือกปฏิบัติต่อการค้าของสหรัฐฯ โดยนายเจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ระบุว่าจะเริ่มการสอบสวนใหม่หลายคดีภายใต้บทบัญญัติการค้ามาตรา 301 ซึ่งครอบคลุมคู่ค้าสำคัญในประเด็นต่าง ๆ เช่น การกำหนดราคายา ดังนั้นประเทศที่มีโอกาสได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนี้เน้นไปที่ประเทศหลัก ทั้งสหภาพยุโรป จีน และอินเดีย
ช่องว่างของทรัมป์ยังมีในมาตรา 338 ซึ่งอนุญาตให้ประธานาธิบดีสามารถเรียกเก็บภาษีศุลกากรลงโทษหรือห้ามนำเข้าสินค้าจากประเทศที่เลือกปฏิบัติทางการค้าต่อสหรัฐฯ ประธานาธิบดีอาจเรียกเก็บภาษีใหม่ได้สูงสุดถึง 50% สำหรับสินค้าจากประเทศใด ๆ ที่เลือกปฏิบัติทางการค้าต่อสินค้าของสหรัฐฯ แต่โอกาสการใช้ภาษีนี้ยังไม่สูง โดยทรัมป์ยังไม่หยิบขึ้นมาพิจารณา เพราะมีมาตรการภาษีอื่นที่สามารถใช้ได้
นโยบายภาษีศุลกากรไม่ส่งผลดีกับเศรษฐกิจสหรัฐ
ผลกระทบของภาษีศุลกากรของทรัมป์ไม่ได้ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐเลย ธนาคารกลางสหรัฐสาขานิวยอร์กพบว่า 86–94% ของต้นทุนภาษีศุลกากรนั้นตกเป็นภาระของผู้บริโภคและธุรกิจในสหรัฐฯ ไม่ใช่ผู้ส่งออกต่างประเทศ ด้านการขาดดุลการค้าในสินค้าเพิ่มขึ้น 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์
สู่ระดับ 1,328.1 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 แปลว่ามาตรการภาษีของทรัมป์ไม่ได้ช่วยลดการขาดดุลการค้าแต่อย่างใด และแบบจำลองงบประมาณของ Penn-Wharton คาดการณ์ว่าหากยังคงมีการเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ของทรัมป์ต่อไป จะส่งผลให้ GDP สหรัฐ ลดลง 6% และค่าจ้างลดลง 5% ในระยะยาว
ติดตามมาตรการตอบโต้จากนานาชาติ
การประกาศมาตรการภาษีศุลกากรของทรัมป์ได้ส่งผลให้หลายประเทศทั่วโลกเตรียมมาตรการตอบโต้ โดยผู้นำฝรั่งเศสระบุว่า สหภาพยุโรปอาจจะพิจารณามาตรการตอบโต้หรือการทบทวนข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหภาพยุโรปและสหรัฐ ด้านประธานาธิบดีเกาหลีใต้จะทบทวนข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ เพื่อผลประโยชน์ของชาติ ซึ่งบ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ในการเจรจาใหม่
รวมถึงต้องติดตามหลายประเทศที่เคยเสียภาษีต่ำจากมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ที่ 10% และกลับต้องเสียภาษีเพิ่มเป็น 15% เช่น อังกฤษ ประเทศในตะวันออกกลาง สิงคโปร์ และประเทศในลาตินอเมริกา จะมีมาตรการตอบโต้อย่างไร
บทสรุปของความสูญเสียของนโยบายศุลกากรของทรัมป์
มาตรการภาษีศุลกากรของทรัมป์ในช่วงปีที่ผ่านมาไม่สามารถทำให้ดุลการค้าของสหรัฐปรับลดลง แต่กลับทำให้เศรษฐกิจสหรัฐมีเงินเฟ้อสูงขึ้นและภาระภาษีตกกับผู้บริโภคในสหรัฐเป็นหลัก ดูเหมือนว่าผู้สูญเสียหลักคือ สหรัฐเอง การใช้มาตรการดังกล่าว ทำให้เกิดแรงตอบโต้เชิงนโยบายจากหลายประเทศทั่วโลก ความนิยมการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐลดลง หลายประเทศมีการลดการถือดอลลาร์สหรัฐชัดเจนขึ้นในปี 2025
โดยข้อมูลของ IMF ระบุว่า สัดส่วนการถือครองเงินดอลลาร์สหรัฐของธนาคารกลางทั่วโลกลดลงต่อเนื่อง ขณะที่สหรัฐจำเป็นต้องพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศจำนวนมาก โดยสหรัฐมีการลงทุนระหว่างประเทศสุทธิ (Net International Investment Position) ติดลบถึง 27.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะท้อนว่า สหรัฐมีปัญหาดุลการชำระเงินจริง ๆ
เรื่อง: ดร. สุรเกียรติ เคหะบุญศิริหรรษา Economist, Bnomics
ภาพประกอบ: บริษัท ก่อการดี จำกัด
════════════════
Bnomics - Be an Economist for Everyone
วิเคราะห์ เจาะทุกประเด็นเศรษฐกิจ ให้เป็นเรื่องง่ายสำหรับคุณ
════════════════
#USTariff #TradeDeficit #ธนาคารกรุงเทพ #Bnomics #BBL #BangkokBank
2 บันทึก
3
1
2
3
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย