-นอกจากจะพิสูจน์ความเป็นคนเมือง Fayetteville ไม่ลืมบุญคุณ พยายามจดจำเพื่อนเก่าให้ได้มากที่สุดแล้ว การพิสูจน์ความเป็นมิตรรักแฟนเพลงฮิปฮอปยังคงต้องตอกย้ำให้จงได้ในช่วงครึ่งหลัง Disc 39 ที่ทำหน้าที่ดั่งเพลงหน้า B ที่ใส่ความเป็นส่วนตัวกว่า สะท้อนมุมมองของคนวัย 39 ว่าง่ายๆคือ ฟีลคนแก่นั่นแหละ มีการคารวะ interpolate แทรกเนื้อเพลง hip hop R&B ที่เคยโด่งดังในความทรงจำอย่างฉ่ำๆ มันก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เขาจับโยงใยมันได้ลึกซึ้งพอสมควร
-ความลึกซึ้งสุดๆคงหนีไม่พ้น storytelling จินตนาการชีวิต J. Cole แบบย้อนกลับ ท้าวความงานศพตัวเองไปจนถึงตอนที่ตัวเองเกิดเป็นเด็กแบเบาะใหม่ๆในเพลง The Fall-Off Is Inevitable เป็นการคารวะเพลง Rewind ของ Nas ที่เล่าเรื่องย้อนกลับในลักษณะเดียวกัน
อย่างที่รู้กัน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ J. Cole คารวะถึงครูเพลงแห่ง QueensBridge เขาเคยทำเพลง Let Nas Down ขอโทษที่เคยทำให้ Nas ผิดหวังในตัวซิงเกิ้ล Work Out ที่น้า Nas มองว่าเป็น commercial rap อันตื้นเขิน แต่คราวนี้เป็นการคารวะที่ล้ำลึกจนกล้าพูดได้เลยว่า นี่คือหนึ่งในเพลงที่ดีสุดของชายคนนี้
-The Villest ที่บอกเล่าแรงขับเคลื่อน American Dream ในวัยเยาว์ที่สุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถเติมเต็มหรือเยียวยาบาดแผลในอดีตและที่เป็นอยู่ในปัจจุบันด้วยเลย การเชื้อเชิญ Erykah Badu มาร่วม interpolate ท่อนฮุกของเพลง Elevators (Me & You) ของ OutKast ก็นับว่าเหมาะเหม็งและโลกกลมซะเหลือเกิน เพราะเจ๊ Erykah ดันเป็นแฟนเก่าของ André 3000 ไม่มีอะไรติดค้างก็นับว่าเป็นบุญหูแล้วจริงๆ
-เพลง Old Dog ที่เข้าสู่โหมดตึงก็ได้ Patey Pablo มา interpolate นำเข้าท่อนเพลง 24 ของ T.I มาใส่ในท่อนแยกเป็นการเพิ่มความฮึกเหิมได้ที Man Up Above ที่มีการ interpolate เพลง Jenny from the Block ของ Jennifer Lopez ในท่อนฮุกก็น่าคล้อยตามจนเผลอไผลลืมไปว่า นี่คือเพลงสุดปลงที่สะท้อนความอันตรายที่เกิดขึ้นได้ทุกหย่อมหญ้า คนร่วงเป็นใบไม้ที่ไม่เลือกสถานที่ร่วงหล่น
-การแต่งเพลงรักให้เมียในเพลง Life Sentence ที่เปรียบเปรยการตกลงปลงใจแฟนสาวตั้งแต่สมัยเรียนเหมือนยอมจำคุกตลอดชีวิตด้วยความสมัครใจ ซึ่งมีการ interpolate ท่อนเพลงดังของ DMX อย่าง How’s It Goin’ Down ลงไปในท่อนฮุกได้อย่างลงล็อค
ถ้ายังจำกันได้ Drake ก็เคยเอา How’s It Goin’ Down ไป interpolate ลงในท่อนฮุกเพลง U With Me ในชุด Views เช่นกัน ราวกับว่าพวกเขามีพระบิดาคนเดียวกัน ซึ่งเป็นตอนที่ DMX ยังมีชีวิตอยู่ พอน้าแกได้ยินเพลง U With Me ของ Drake แกก็ด่าเช็ดเลยครับ ไม่ได้ respect จากคนต้นฉบับเลย
-I Love Her Again ก็เป็นการคารวะครูเพลง Common ถึงสองเพลง ทั้งเพลงบอกรักฮิปฮอปในตำนาน I Used to Love H.E.R. และการ interpolate เพลง The Light ลงในท่อนฮุก ซึ่งเพลง The Light นั้น Common ก็เคยแต่งบอกรักเจ๊ Erykah Badu คนเดียวกันที่ไปแจมเพลง The Villest นั่นแหละครับ รวมๆแล้วมันเป็นจดหมายรัก hip hop แบบ on and off relationship ที่บอกเล่าได้เข้มข้นและลึกซึ้งสุดๆเลย
ก่อนหน้านี้ Kendrick ก็มีเพลง gloria บอกรักฮิปฮอปโดยมีจุดร่วมการคารวะต่อ I Used to Love H.E.R. เช่นกัน สำหรับผมแล้ว (อย่าว่ากันนะ) ผมให้ I Love Her Again เหนือกว่าด้วยการแทรกซึมของแซมเปิ้ลมี reference โยงใยได้ลึกซึ้งถึงพริกถึงขิงกว่า
-เรามีตัวอย่างของ double album ที่ดีอย่าง All Eyez On Me ของ 2Pac และ Life After Death ของ Biggie ซึ่งนั่นก็เป็นผลของยุคสมัยอดีตที่เค้าใช้เวลาเต็มที่กับการฟังเพลงเป็นอัลบั้มมากกว่าคนยุคนี้ และมันก็ untouchable เกินกว่าจะเทียบเคียงอยู่แล้ว
-ตัวอย่างเช่น เรามีทั้งเพลง SAFETY, Run A Train ที่กล่าวถึงความห่างเหินกับเพื่อนเก่าร่วมบ้านเกิดเดียวกันได้เข้มข้นพอสมควรแล้ว แต่ก็ยังตอกย้ำถึงการพลาดโอกาสสานสัมพันธ์กับเพื่อนและคนรักเก่าแบบ Legacy โผล่มาอีก ราวกับว่าการมีชื่อเสียงยังคงทำให้ตัวแกยังไม่สามารถสลัดความรู้สึกผิดออกไปได้ ต้องย้ำอีกซักเพลง
-WHO TF IZ U ที่มาทรงขึงขังตึงตังเดียวกันกับ Old Dog ความน่าจดจำมีแค่ Verse 2 ที่มีการเลียนเสียง flow แบบ Eminem ในสมัย Slim Shady นอกนั้น rhyme และ hook กลับไม่มีพลัง hype มากพอในการตีเหล็กตอนร้อน ไม่สมกับที่เคยเกริ่น snippet ไว้ใน teaser เรียกน้ำย่อยใน MV Lead Single “The Fall-Off Is Inevitable”
-การสะท้อนปัญหาสุดอันตรายในเพลง The Let Out ที่กะจะ fan service ด้วยคอนเทนท์สุดโชกโชนเด็ดๆ แต่ประเด็นที่หยิบยกมาเป็นการกระทบกระทั่งในช่วงหลังผับปิดมันโคตรปกติธรรมดา ไม่ได้สร้างความ shock value แต่อย่างใด ก่อนหน้านั้นเราก็มี Poor Thang ที่อธิบายวัฏจักรความรุนแรงได้เจ๋งพอแล้ว
-Bunce Blue Road ที่ต่อให้มี Tems, Future มาร่วมแจม และ The Alchemist มาร่วมปรุง drumless ด้วยแล้ว การแบ่งพาร์ทแร็ปกับพาร์ทร้องก็ดูเหมือนเอื่อย เลื่อนลอยซะเหลือเกิน เป็นการขับรถกินลมชมวิวฆ่าเวลาเสียมากกว่า
-ไม่น่าเชื่อว่า เพลงที่ระบุเป็น bonus track อย่าง Lonely At The Top ดันเป็นเพลงจบพาร์ท 29 ที่เหมาะเหม็งกว่า Bombs in the ville/Hit The Gas ทั้งด้านบริบทที่สะท้อนความรู้สึกยิ่งสูงยิ่งโดดเดี่ยว แต่ก่อนเราเคยชื่นชมไอดอลของเรามากเพียงใด เมื่อไปถึงจุดนั้นจริง มันเริ่มจะว่างเปล่าและไม่มีเป้าหมายที่น่าท้าทายอีกต่อไป อีกทั้งบีทเพลงก็ hit note และความยาวเพลงก็รวบรัดกระชับความกว่า
-39 Intro เป็นการสร้างเซอร์ไพร์สที่แร็ปเปอร์เน้นแร็ปมากกว่าร้องได้หันมาจับกีตาร์โปร่งเปิด acoustic showcase แล้วร้องเพลงฮัมเมโลดี้อย่างตั้งใจ ซึ่งก็ดูไม่แย่และน่าค้นหาเลยด้วยซ้ำ ก่อนที่มีการ switch beat ไปสู่โหมดแร็ปอย่างเข้าใจคิด ประโยค Fuck what you heard, bitch เป็นการหยอกเย้าคนที่เพิ่งโดนเซอร์ไพร์สไปหมาดๆได้อย่างเข้าใจคิดสุดๆ ต่อให้เป็นเพลงที่ยาวที่สุดในอัลบั้ม แต่ก็เป็นเพลงเปิดพาร์ทที่แข็งแรงในแง่ของการรักษาตัวตนแร็ปที่ฟื้นคืนความมั่นใจจากการได้ลองทำอะไรใหม่ๆเสิร์ฟคนฟัง
-พาร์ท Disc 39 ใช่ว่าจะคราฟท์ได้อย่าง perfect เสียทีเดียว มันก็ยังมีจุดที่ผมโคตรคันมากๆอย่างเพลง What If ที่ผมไม่ซื้อจริงๆว่ะเฮีย มันคือ hip hop fan fiction ที่ทำตัวเป็นผู้สมานฉันท์ความบาดหมางระหว่าง 2Pac และ Biggie ที่ดันคิดแทนทั้งสองคนอย่างเป็นตุเป็นตะ โดยที่เราไม่มีทางล่วงรู้ถึง reaction หลังไมค์ของสองตำนานผู้ล่วงลับด้วยผลของเวลาอันแสนสั้นจนยังไม่ทันได้แสดงออกมาสู่สาธารณชน
ให้ตายเหอะ…เราอยู่ในปี 2026 ที่ทุกคนเข็ดขยาดกับ fake news หยะแหยงคลิป AI ที่มักจะจับคู่ beef คนบันเทิงหรือนักการเมืองต่างสีมากอดคอกัน เพราะรู้อยู่แก่ใจว่า มันคือความหลอกลวงที่ปลอบประโลมใจให้โลกสวยไปวันๆ เฮียแกยังคงติดพันการพิสูจน์ตัวเองกลัวว่าไม่ใช่ real hip hop fan 😫
-ผมไม่ถือสาการมีอยู่ของเพลง Only You ที่เป็นการสานต่อเพลง Life Sentence ด้วย melodic rap พลังงานจริงจังที่กล่าวถึงแง่มุมชีวิตคู่ที่เรียลกว่าเดิม ผ่านความซับซ้อนของการบาลานซ์ชีวิตระหว่างบุคคลสาธารณะและการเป็นพ่อบ้านที่ดี มันมีช่วงที่ไม่ได้มีเวลาร่วมกันจนบางทีก็ลืมเรื่องเล็กๆน้อยๆ เฉกเช่น จำผิดว่าเมียไม่ชอบกินเค้ก red velvet แล้วเผลอซื้อมาให้ประมาณนั้น การได้ Burna Boy นักร้องอาร์แอนด์บีไนจีเรีย มาร้องคร่ำครวญความรู้สึกผิดและเหงาหงอย ถือเป็นตัวเลือกที่ดี
-การปิดท้ายด้วย and the whole world is the Ville สร้างความคลี่คลายให้กับ The Fall-Off ได้อย่างอบอุ่นด้วยแซมเปิ้ลเพลง Love Put Me on the Corner ของ The Isley Brothers การตั้งใจสะกดบ้านเกิดเมืองนอน F-A-Y-E-T-T-E-V-I double L-E ในท่อนฮุกประหนึ่งเฮียแกง้างรอที่จะลั่นวาจามานานแล้ว และความพยายามในการหาที่ลงในเพลงสุดท้ายไม่สูญเปล่าเลยครับ
มันคือเพลง wrap up เจตจำนงที่ตอกย้ำความสำนึกรักในบ้านเกิดตลอดอาชีพการเป็นศิลปินที่ผ่านมา เมื่อเอาชื่อเพลงที่ 2 ของพาร์ทนี้มาต่อกัน เราจะได้ประโยค The Fall-Off Is Inevitable…and the whole world is the Ville มันจึงมีความหมาย การร่วงหล่นเป็นชะตาที่เลี่ยงไม่ได้…และโลกทั้งใบก็คือ Fayette(ville) ของเขา อันเป็นการแสดงถึงการ treat คนฟังที่ไม่จำกัดขอบเขตว่าต้องเป็นคนเมืองเฟเยตต์วิลล์เสมอไป เราจึงได้เห็น verse ที่ส่งต่อความปราถนาดีมากกว่าการยัดเยียดความเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง
-Ocean Way เพลงที่ระบุเป็น bonus track และยังเป็น theme song ประจำ album trailer ตัวแรก สร้างเซอร์ไพร์สปิดท้ายอังกอร์ด้วยการกลับไปเปิด acoustic showcase แบบที่แกเคยทำใน 39 Intro เป็นการสร้างคู่ขนาน ร้องล้วนๆไม่มีแร็ป จากการออกสตาร์ทในเพลงอินโทร สู่การเป็นเพลงปิดท้าย(ของแทร่)ที่มาด้วยท่าทีใจเย็น
-ตอนที่เฮียแกลั่นวาจากับคนที่ร้าน Nike ในคลิปที่แกตะลอนทัวร์ขายแผ่น Trunk Sale Pt.5 โดยให้คำนิยามไล่เรียงตามอัลบั้มที่แล้วมาไว้ดังนี้
อัลบั้ม Arc ของตัวละครที่ชื่อ J. Cole เริ่มต้นตั้งแต่ The Come Up >> The Warm Up >> Friday Night Light >> Cole World : The Sideline Story >> Born Sinner >> 2014 Forest Hills Drive แล้วปิดท้ายด้วย The Fall-Off เป็นการรีไทร์ของตัวละครที่ชื่อว่า J. Cole
ส่วน 4 อัลบั้มที่ผ่านมา 4 Your Eyez Only, KOD, The Off-Season และ Might Delete Later คือ side quest แห่งการฝึกไรห์มเพื่อปูทางไปสู่การเล่นใหญ่ The Fall-Off
-เห็นแบบนี้แล้วก็นึกถึงเคส The Weeknd เมื่อปีที่แล้ว ก็ต้องบอกว่า Abel มีการวางแผนที่ชัดเจนกว่า และดูออกจริงๆว่า The Weeknd แยกเป็นตัวละครนึงที่มีเรื่องราวแต่งแต้มความแฟนตาซีในสตอรี่บางเหลี่ยมบางมุม
-แต่สำหรับ J. Cole นั้น เค้ามองแกเป็นคนๆเดียวกันไปแล้วเนี่ยดิ อาจจะเป็นปัญหาสร้างความสับสนต่อแฟนเพลงมากพอสมควร ไม่ว่าเฮียจะกลับมาในฐานะศิลปิน a.k.a แบบใด ทางที่ดีก็ต้องเว้นช่วงพักเบรคไปยาวๆหลายปีเลยครับ และ The Fall-Off ก็ไม่ใช่งานที่ดีที่สุด top form ที่สุดด้วยเหตุผลแห่งการไม่รู้จักตัดทอนเนี่ยแหละครับ
Top Tracks: TWO SIX, SAFETY, Run A Train, Poor Thang, Drum N Bass, Lonely At The Top, 39 Intro, ***The Fall-Off Is Inevitable, Old Dog, Life Sentence, Only You, Man Up Above, I Love Her Again, Quik Stop, and the whole world is the Ville