28 ก.พ. เวลา 11:33 • ดนตรี เพลง

[รีวิวอัลบั้ม] The Fall-Off - J. Cole >>> คนลงบัลลังก์

-ถ้านี่ไม่ใช่อัลบั้มสุดท้ายของ J. Cole มันคงจะกลายเป็นการเข้าสู่ช่วงขาลงที่เริ่มตีบตันและน่าเบื่อไม่ต่างจาก Drake ที่ปล่อยดับเบิ้ลอัลบั้ม Scorpion แต่นี่ถือเป็นข้อยกเว้นและได้รับการยกประโยชน์ให้จำเลยโดยอัตโนมัติกับการที่เจ้าตัวยอมรับความขาลงอย่างสมัครใจ
-ถึงแม้ว่าคำขอโทษกลางเวทีเมื่อปี 2024 ที่เคยตอบโต้ Diss กลับ Kendrick Lamar ในเพลง 7 Minutes Drill สร้างความผิดหวังและน่าอับอายต่อโลกฮิปฮอปเป็นอย่างมาก ถึงขึ้นเสื่อมศรัทธาในความเป็นแร็ปเปอร์คนจริง ไหนจะทิ้งเพื่อนอย่าง Drake ให้เผชิญความย่อยยับตามลำพัง J. Cole ก็ชิบหายไม่ต่างกัน เพราะมิกซ์เทปคั่นเวลา Might Delete Later ที่ปล่อยออกมาในปีเดียวกันกลับได้กระแสติดลบจนเป็นงานที่แย่สุดในสายอาชีพ
-การตัดสินใจโผล่มาในปีนี้คงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมแล้วหลังฝุ่นหายตลบ ทุกคนน่าจะลืมความอับอายนี้ไปได้ มันเลยทำให้การป่าวประกาศวาระสุดท้ายในครั้งนี้จึงวาระสำคัญเกินกว่าจะมองข้าม และถูกคาดหวังการกลับมาเฉียบคมเหมือนที่เขาเคยทำไว้ใน 2014 Forest Hills Drive และได้ความฟิตแบบเดียวกับ The Off-Season ซักนิดก็ยังดี
-ผลลัพธ์ที่ได้ของ Double Album ชุดนี้จึงเป็นส่วนผสมของความทะเยอทะยานและความเป็นส่วนตัวพอกัน ซึ่งก็แบ่งแยกได้ชัดเจนตาม Disc 29 และ Disc 39 ที่บ่งบอกความคิดความอ่านต่างวาระในช่วงอายุ 29 และ 39 ของเจ้าตัว โดยมีจุดร่วมแห่งบ้านเกิด Fayetteville เป็นดั่งพระเอกของจดหมายรักประจำอัลบั้มนี้ นี่จึงเป็นบทส่งท้ายที่ขอเดินทางกลับบ้านในฐานะ family man ที่ไฝ่หาความสงบสุข แต่ก็ไม่ยอมทิ้งฮิปฮอปได้โดยง่าย
-Disc 29 จึงเป็นดั่ง Side A ที่เน้นบู๊ เป็นผู้ใหญ่ว้าวุ่นที่มีโอกาสกลับมาบ้านเกิดในฐานะคนมีชื่อเสียงแล้ว นำมาซึ่งความปลงในชื่อเสียงเมื่อได้มาแล้วกลับทำให้มิตรภาพที่คิดว่าน่าจะดีเหมือนเดิมกลับกลายเป็นคนอื่นที่ไม่ได้เพื่อนกลับคืนมาครบทุกคน บ้างก็โดนหมางเมิน บ้างก็ติดคุก บ้างก็ล้มตายด้วยสภาพแวดล้อมที่ยังคงอันตราย ใครที่เป็นคนต่างจังหวัดเข้ามาทำงานที่กรุงเทพเป็นเวลานานคงจะเข้าใจฟีลห่างเหินนี้พอสมควร
-เหมือนที่กล่าวไว้ในเพลง SAFETY ที่อุดมไปด้วยบีท Boom Bap สุดคึกคัก ชื่อเพลงที่แลดูเหมือนการอวยพรให้อยู่รอดปลอดภัย แต่ทว่าการกลับไปติดต่อเพื่อนเก่าก็เริ่มยาก หลายคนก็เปลี่ยนไปไม่ต่างจากคนเปลี่ยนเบอร์โทร พอจะโทรกลับเบอร์เดิมก็ต่อไม่ติดอีกแล้ว สำหรับเพื่อนที่ดันโทรติดจนเจอ พวกเขายังคงอัพเดทสารทุกข์สุขดิบในช่วงชีวิตที่ผ่านมาก็จริง แต่เรื่องที่เอามาระบายนั้นก็เป็นปัญหาผู้ใหญ่ที่เริ่มจะปลงต่อการจากไปของเพื่อนที่เราต่างคุ้นหน้าคุ้นตา
-เสริมความ emotional เวลาเปลี่ยน-คนเปลี่ยน ให้เข้มข้นขึ้นไปอีกในเพลง Run a Train แค่ได้ Future มาตะเบงเสียงในท่อนฮุกก็เป็นอะไรที่โคตรเซอร์ไพร์ส นานๆครั้งเราจะได้เห็นความ hardcore จาก trap rapper คนนี้ มันเลยกลายเป็นเพลงแจมชาวบ้านที่น่าจะเดือดที่สุดเท่าที่เขาทำมาเลยด้วยซ้ำ
ในขณะที่เจ้าของเพลงก็มี verse ที่ระบายความรู้สึกได้เข้มข้นพอกัน เป็นการระบายความอึดอัดของคนที่ออกไป struggle ตามล่าฝันในเมืองหลวงเพื่อให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น แต่เสือกโดนเพื่อนเก่ามองว่า ดังแล้วลืมเพื่อน เห็นแก่ตัว ทั้งๆที่กูก็มี passion ที่จะถีบตัวเองแบบนี้
-จะว่าไป J. Cole เป็นแร็ปเปอร์ที่ต้องขยันพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลาอยู่เหมือนกันนะ ไหนจะพิสูจน์ความเป็น GOAT ตัวตึง ไหนจะต้องพิสูจน์ความเป็นคนสำนึกรักในบ้านเกิดอีก มันเลยมีเพลง TWO SIX เป็นเพลง anthem mode ที่ใช้พลัง represent ความเป็นคนเมือง area code 2-6 ได้บู๊มากขนาดนี้ whisper flow ที่ทะมัดทะแมงและไม่ได้ใช้อย่างพร่ำเพรื่อด้วย บ่งบอกความตัวตึงจากถิ่นอันตรายได้เอาเรื่องอยู่
-พิสูจน์ความเป็นแรปเปอร์เพื่อชีวิตสะท้อนปัญหาสังคมผ่านเพลง Poor Thang สภาพแวดล้อมที่ toxic ยังคงส่งต่อปัญหาการเอาตัวรอดแบบผิดๆ ไม่ว่าจะเป็น การเข้าสู่วิถีชาวแก๊งค์ ทั้งๆที่เป็นแค่ไอ้หมาน้อยที่โหยหาการยอมรับด้วยการสร้างต้องสร้างวีรกรรมความรุนแรง นำมาสู่ปัญหาอาชญากรรมที่ยังคงวนลูปอยู่อย่างนั้น Drum n Bass สะท้อนความเครียดและกดดันในมุมของบุคคลสาธารณะอย่างเขาที่ต้องรับมือกับดราม่าต่างๆในแบบที่คนนอกวงการไม่มีทางเข้าใจ ให้คนนอกวงการได้เห็นใจบ้างด้วยบรรยากาศที่เรียบหรูเป็นมิตรที่สุดในโซนเพลงครึ่งแรกนี้
-นอกจากจะพิสูจน์ความเป็นคนเมือง Fayetteville ไม่ลืมบุญคุณ พยายามจดจำเพื่อนเก่าให้ได้มากที่สุดแล้ว การพิสูจน์ความเป็นมิตรรักแฟนเพลงฮิปฮอปยังคงต้องตอกย้ำให้จงได้ในช่วงครึ่งหลัง Disc 39 ที่ทำหน้าที่ดั่งเพลงหน้า B ที่ใส่ความเป็นส่วนตัวกว่า สะท้อนมุมมองของคนวัย 39 ว่าง่ายๆคือ ฟีลคนแก่นั่นแหละ มีการคารวะ interpolate แทรกเนื้อเพลง hip hop R&B ที่เคยโด่งดังในความทรงจำอย่างฉ่ำๆ มันก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เขาจับโยงใยมันได้ลึกซึ้งพอสมควร
-ความลึกซึ้งสุดๆคงหนีไม่พ้น storytelling จินตนาการชีวิต J. Cole แบบย้อนกลับ ท้าวความงานศพตัวเองไปจนถึงตอนที่ตัวเองเกิดเป็นเด็กแบเบาะใหม่ๆในเพลง The Fall-Off Is Inevitable เป็นการคารวะเพลง Rewind ของ Nas ที่เล่าเรื่องย้อนกลับในลักษณะเดียวกัน
อย่างที่รู้กัน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ J. Cole คารวะถึงครูเพลงแห่ง QueensBridge เขาเคยทำเพลง Let Nas Down ขอโทษที่เคยทำให้ Nas ผิดหวังในตัวซิงเกิ้ล Work Out ที่น้า Nas มองว่าเป็น commercial rap อันตื้นเขิน แต่คราวนี้เป็นการคารวะที่ล้ำลึกจนกล้าพูดได้เลยว่า นี่คือหนึ่งในเพลงที่ดีสุดของชายคนนี้
ตอบโจทย์คอนเซปท์ของ The Fall-Off ด้วย “จดหมายถึงตัวฉันในอนาคต” ที่ดันเอา “อนาคต” ตอนตัวเองอยู่ในโลงศพมาเป็นฉากแรกของจดหมาย แล้วก็ย้อนผ่านช่วงที่ลูกชายหายไปจากบ้านเพื่อเติบโต การเริ่มได้เป็นพ่อคน การได้หมั้นหมายแต่งงาน ชีวิตชื่อเสียงที่รุ่งโรจน์ การไต่เต้าขอเงินแม่ไปสานฝัน ท้าวความไปถึงพื้นเพครอบครัวที่แตกสลายพ่อแม่แยกทางกัน ซึ่งการเห็นภาพย้อนกลับนี้เองทำให้เขาได้เห็นการรวมตัวกันของครอบครัวที่แสนสั้นเหลือเกิน พอถึงช่วงท้าย Jermaine Cole ก็หายไปจากสังสารระบบเพราะยังไม่ได้เกิดนั่นเอง
-The Villest ที่บอกเล่าแรงขับเคลื่อน American Dream ในวัยเยาว์ที่สุดท้ายแล้วก็ไม่สามารถเติมเต็มหรือเยียวยาบาดแผลในอดีตและที่เป็นอยู่ในปัจจุบันด้วยเลย การเชื้อเชิญ Erykah Badu มาร่วม interpolate ท่อนฮุกของเพลง Elevators (Me & You) ของ OutKast ก็นับว่าเหมาะเหม็งและโลกกลมซะเหลือเกิน เพราะเจ๊ Erykah ดันเป็นแฟนเก่าของ André 3000 ไม่มีอะไรติดค้างก็นับว่าเป็นบุญหูแล้วจริงๆ
-เพลง Old Dog ที่เข้าสู่โหมดตึงก็ได้ Patey Pablo มา interpolate นำเข้าท่อนเพลง 24 ของ T.I มาใส่ในท่อนแยกเป็นการเพิ่มความฮึกเหิมได้ที Man Up Above ที่มีการ interpolate เพลง Jenny from the Block ของ Jennifer Lopez ในท่อนฮุกก็น่าคล้อยตามจนเผลอไผลลืมไปว่า นี่คือเพลงสุดปลงที่สะท้อนความอันตรายที่เกิดขึ้นได้ทุกหย่อมหญ้า คนร่วงเป็นใบไม้ที่ไม่เลือกสถานที่ร่วงหล่น
-การแต่งเพลงรักให้เมียในเพลง Life Sentence ที่เปรียบเปรยการตกลงปลงใจแฟนสาวตั้งแต่สมัยเรียนเหมือนยอมจำคุกตลอดชีวิตด้วยความสมัครใจ ซึ่งมีการ interpolate ท่อนเพลงดังของ DMX อย่าง How’s It Goin’ Down ลงไปในท่อนฮุกได้อย่างลงล็อค
ถ้ายังจำกันได้ Drake ก็เคยเอา How’s It Goin’ Down ไป interpolate ลงในท่อนฮุกเพลง U With Me ในชุด Views เช่นกัน ราวกับว่าพวกเขามีพระบิดาคนเดียวกัน ซึ่งเป็นตอนที่ DMX ยังมีชีวิตอยู่ พอน้าแกได้ยินเพลง U With Me ของ Drake แกก็ด่าเช็ดเลยครับ ไม่ได้ respect จากคนต้นฉบับเลย
-I Love Her Again ก็เป็นการคารวะครูเพลง Common ถึงสองเพลง ทั้งเพลงบอกรักฮิปฮอปในตำนาน I Used to Love H.E.R. และการ interpolate เพลง The Light ลงในท่อนฮุก ซึ่งเพลง The Light นั้น Common ก็เคยแต่งบอกรักเจ๊ Erykah Badu คนเดียวกันที่ไปแจมเพลง The Villest นั่นแหละครับ รวมๆแล้วมันเป็นจดหมายรัก hip hop แบบ on and off relationship ที่บอกเล่าได้เข้มข้นและลึกซึ้งสุดๆเลย
ก่อนหน้านี้ Kendrick ก็มีเพลง gloria บอกรักฮิปฮอปโดยมีจุดร่วมการคารวะต่อ I Used to Love H.E.R. เช่นกัน สำหรับผมแล้ว (อย่าว่ากันนะ) ผมให้ I Love Her Again เหนือกว่าด้วยการแทรกซึมของแซมเปิ้ลมี reference โยงใยได้ลึกซึ้งถึงพริกถึงขิงกว่า
-หากไม่นับเรื่องการขอโทษที่ Diss Kendrick เรารู้ครับว่า J. Cole ไม่ใช่แร็ปเปอร์ที่มี mindset ตื้นเขิน มีไลฟ์สไตล์ flex อวดร่ำอวดรวยไปวันๆ แทบจะทำตัวติดดิน พยายามเอาใจคนรากหญ้าเลยด้วยซ้ำ แต่สิ่งที่เป็นปัญหาต่ออัลบั้มนี้คงหนีไม่พ้น ปริมาณเพลงที่มากเกินไป จนมันไม่ทำให้การส่งท้ายในครั้งนี้ไม่สามารถขึ้นหิ้งได้
-ปฏิเสธไม่ได้ว่า การทำ double album ในยุคนี้ถือเป็นเรื่องที่ยากมากในการหว่านล้อมให้คนฟัง pay attention ตลอดรอดฝั่งจนจบได้ เราอยู่ในยุคสตรีมมิ่งที่เพลงส่วนใหญ่เริ่มเน้นความกระชับตัดความ เนื้อเพลงแทบไม่จักสำคัญ บีทความบันเทิงต้องมาก่อน lyrics คำสอนมาทีหลัง
-เรามีตัวอย่างของ double album ที่ดีอย่าง All Eyez On Me ของ 2Pac และ Life After Death ของ Biggie ซึ่งนั่นก็เป็นผลของยุคสมัยอดีตที่เค้าใช้เวลาเต็มที่กับการฟังเพลงเป็นอัลบั้มมากกว่าคนยุคนี้ และมันก็ untouchable เกินกว่าจะเทียบเคียงอยู่แล้ว
-มันคงจะไม่มีปัญหาเลย ถ้า The Fall-Off ไม่ติดภาระการพิสูจน์ตัวเองที่เฮียแกคงคิดมากไปหน่อย เราเลยได้บทส่งท้ายที่มีน้ำพอๆกับเนื้อ โดยเฉพาะพาร์ท Disc 29 ที่เสียเวลากับการที่เฮียต้องอธิบายตัวเองเยอะพอสมควร 1 ชั่วโมง 40 นาที สำหรับคนฟังเพลงเป็นอัลบั้มอย่างผม ไม่ง่ายเลยที่จะฟังแบบไม่ skip
-ตัวอย่างเช่น เรามีทั้งเพลง SAFETY, Run A Train ที่กล่าวถึงความห่างเหินกับเพื่อนเก่าร่วมบ้านเกิดเดียวกันได้เข้มข้นพอสมควรแล้ว แต่ก็ยังตอกย้ำถึงการพลาดโอกาสสานสัมพันธ์กับเพื่อนและคนรักเก่าแบบ Legacy โผล่มาอีก ราวกับว่าการมีชื่อเสียงยังคงทำให้ตัวแกยังไม่สามารถสลัดความรู้สึกผิดออกไปได้ ต้องย้ำอีกซักเพลง
-WHO TF IZ U ที่มาทรงขึงขังตึงตังเดียวกันกับ Old Dog ความน่าจดจำมีแค่ Verse 2 ที่มีการเลียนเสียง flow แบบ Eminem ในสมัย Slim Shady นอกนั้น rhyme และ hook กลับไม่มีพลัง hype มากพอในการตีเหล็กตอนร้อน ไม่สมกับที่เคยเกริ่น snippet ไว้ใน teaser เรียกน้ำย่อยใน MV Lead Single “The Fall-Off Is Inevitable”
-การสะท้อนปัญหาสุดอันตรายในเพลง The Let Out ที่กะจะ fan service ด้วยคอนเทนท์สุดโชกโชนเด็ดๆ แต่ประเด็นที่หยิบยกมาเป็นการกระทบกระทั่งในช่วงหลังผับปิดมันโคตรปกติธรรมดา ไม่ได้สร้างความ shock value แต่อย่างใด ก่อนหน้านั้นเราก็มี Poor Thang ที่อธิบายวัฏจักรความรุนแรงได้เจ๋งพอแล้ว
-Bunce Blue Road ที่ต่อให้มี Tems, Future มาร่วมแจม และ The Alchemist มาร่วมปรุง drumless ด้วยแล้ว การแบ่งพาร์ทแร็ปกับพาร์ทร้องก็ดูเหมือนเอื่อย เลื่อนลอยซะเหลือเกิน เป็นการขับรถกินลมชมวิวฆ่าเวลาเสียมากกว่า
-หลังจากที่ผมอยู่กับอัลบั้มนี้เกือบ 1 เดือน ความรู้สึกที่มีต่อ 2 Disc เปลี่ยนไปอย่างมาก จากที่คิดว่า Disc 39 แลดูฟีลคนแก่ การ interpolate ที่เป็นความใหม่ซ้ำเดิมด้วย verse วลีเพลงดังที่คุ้นเคย กลับกลายเป็นว่า ผมชอบ Disc 39 มากกว่า Disc 29 ด้วยเหตุผลแห่งความไหลลื่นที่เน้นความรู้สึกถนัด ไม่จำเป็นต้องทะเยอทะยานพิสูจน์ความโชกโชนอะไรมากมาย
-ไม่น่าเชื่อว่า เพลงที่ระบุเป็น bonus track อย่าง Lonely At The Top ดันเป็นเพลงจบพาร์ท 29 ที่เหมาะเหม็งกว่า Bombs in the ville/Hit The Gas ทั้งด้านบริบทที่สะท้อนความรู้สึกยิ่งสูงยิ่งโดดเดี่ยว แต่ก่อนเราเคยชื่นชมไอดอลของเรามากเพียงใด เมื่อไปถึงจุดนั้นจริง มันเริ่มจะว่างเปล่าและไม่มีเป้าหมายที่น่าท้าทายอีกต่อไป อีกทั้งบีทเพลงก็ hit note และความยาวเพลงก็รวบรัดกระชับความกว่า
-39 Intro เป็นการสร้างเซอร์ไพร์สที่แร็ปเปอร์เน้นแร็ปมากกว่าร้องได้หันมาจับกีตาร์โปร่งเปิด acoustic showcase แล้วร้องเพลงฮัมเมโลดี้อย่างตั้งใจ ซึ่งก็ดูไม่แย่และน่าค้นหาเลยด้วยซ้ำ ก่อนที่มีการ switch beat ไปสู่โหมดแร็ปอย่างเข้าใจคิด ประโยค Fuck what you heard, bitch เป็นการหยอกเย้าคนที่เพิ่งโดนเซอร์ไพร์สไปหมาดๆได้อย่างเข้าใจคิดสุดๆ ต่อให้เป็นเพลงที่ยาวที่สุดในอัลบั้ม แต่ก็เป็นเพลงเปิดพาร์ทที่แข็งแรงในแง่ของการรักษาตัวตนแร็ปที่ฟื้นคืนความมั่นใจจากการได้ลองทำอะไรใหม่ๆเสิร์ฟคนฟัง
-พาร์ท Disc 39 ใช่ว่าจะคราฟท์ได้อย่าง perfect เสียทีเดียว มันก็ยังมีจุดที่ผมโคตรคันมากๆอย่างเพลง What If ที่ผมไม่ซื้อจริงๆว่ะเฮีย มันคือ hip hop fan fiction ที่ทำตัวเป็นผู้สมานฉันท์ความบาดหมางระหว่าง 2Pac และ Biggie ที่ดันคิดแทนทั้งสองคนอย่างเป็นตุเป็นตะ โดยที่เราไม่มีทางล่วงรู้ถึง reaction หลังไมค์ของสองตำนานผู้ล่วงลับด้วยผลของเวลาอันแสนสั้นจนยังไม่ทันได้แสดงออกมาสู่สาธารณชน
ให้ตายเหอะ…เราอยู่ในปี 2026 ที่ทุกคนเข็ดขยาดกับ fake news หยะแหยงคลิป AI ที่มักจะจับคู่ beef คนบันเทิงหรือนักการเมืองต่างสีมากอดคอกัน เพราะรู้อยู่แก่ใจว่า มันคือความหลอกลวงที่ปลอบประโลมใจให้โลกสวยไปวันๆ เฮียแกยังคงติดพันการพิสูจน์ตัวเองกลัวว่าไม่ใช่ real hip hop fan 😫
-ผมไม่ถือสาการมีอยู่ของเพลง Only You ที่เป็นการสานต่อเพลง Life Sentence ด้วย melodic rap พลังงานจริงจังที่กล่าวถึงแง่มุมชีวิตคู่ที่เรียลกว่าเดิม ผ่านความซับซ้อนของการบาลานซ์ชีวิตระหว่างบุคคลสาธารณะและการเป็นพ่อบ้านที่ดี มันมีช่วงที่ไม่ได้มีเวลาร่วมกันจนบางทีก็ลืมเรื่องเล็กๆน้อยๆ เฉกเช่น จำผิดว่าเมียไม่ชอบกินเค้ก red velvet แล้วเผลอซื้อมาให้ประมาณนั้น การได้ Burna Boy นักร้องอาร์แอนด์บีไนจีเรีย มาร้องคร่ำครวญความรู้สึกผิดและเหงาหงอย ถือเป็นตัวเลือกที่ดี
-ใจความสำคัญของพาร์ท Disc 39 มันคือการเผชิญขาลงที่จำเป็นต้องสละทางเลือกเดิมก่อนที่จะสายไป Quik Stop เป็นตัวอย่างแห่งการตื่นรู้ในยามที่กำลังจะ burn out เผชิญการวนลูปซ้ำของงานศิลปิน ทำเพลง ฉลองความสำเร็จให้เมา หาสิ่งใหม่แล้วทำตัวไม่เป็นอะไร ไต่เต้าไปเรื่อยๆ วัฏจักรที่ซ้ำไปซ้ำมาก็ล้วนแล้วแต่การดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดไปวันๆก็เท่านั้น
ในความเอื้อยอิ่ง อารมณ์เหม่อลอย เริ่มมีการไต่ระดับความ emotional กระแทกกระทั้นระบายความเหนื่อยหน่ายที่ต้องพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลา ผมว่าการมีเพลง response ตัวเองแบบนี้ก็ทำให้บริบทของการร่วงหล่นได้บทสรุปที่เริ่มมีน้ำหนัก
-การปิดท้ายด้วย and the whole world is the Ville สร้างความคลี่คลายให้กับ The Fall-Off ได้อย่างอบอุ่นด้วยแซมเปิ้ลเพลง Love Put Me on the Corner ของ The Isley Brothers การตั้งใจสะกดบ้านเกิดเมืองนอน F-A-Y-E-T-T-E-V-I double L-E ในท่อนฮุกประหนึ่งเฮียแกง้างรอที่จะลั่นวาจามานานแล้ว และความพยายามในการหาที่ลงในเพลงสุดท้ายไม่สูญเปล่าเลยครับ
มันคือเพลง wrap up เจตจำนงที่ตอกย้ำความสำนึกรักในบ้านเกิดตลอดอาชีพการเป็นศิลปินที่ผ่านมา เมื่อเอาชื่อเพลงที่ 2 ของพาร์ทนี้มาต่อกัน เราจะได้ประโยค The Fall-Off Is Inevitable…and the whole world is the Ville มันจึงมีความหมาย การร่วงหล่นเป็นชะตาที่เลี่ยงไม่ได้…และโลกทั้งใบก็คือ Fayette(ville) ของเขา อันเป็นการแสดงถึงการ treat คนฟังที่ไม่จำกัดขอบเขตว่าต้องเป็นคนเมืองเฟเยตต์วิลล์เสมอไป เราจึงได้เห็น verse ที่ส่งต่อความปราถนาดีมากกว่าการยัดเยียดความเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง
-Ocean Way เพลงที่ระบุเป็น bonus track และยังเป็น theme song ประจำ album trailer ตัวแรก สร้างเซอร์ไพร์สปิดท้ายอังกอร์ด้วยการกลับไปเปิด acoustic showcase แบบที่แกเคยทำใน 39 Intro เป็นการสร้างคู่ขนาน ร้องล้วนๆไม่มีแร็ป จากการออกสตาร์ทในเพลงอินโทร สู่การเป็นเพลงปิดท้าย(ของแทร่)ที่มาด้วยท่าทีใจเย็น
จงใจรีเซ็ตตัวเองใหม่จากการเปลี่ยนผ่านชายหนุ่มที่มักคิดอะไรตื้นเขิน ไหลไปตามกระแสทุนนิยม สู่การฟูมฟักความแข็งแกร่งทางจิตวิญญาณที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรก็ไม่หวั่นไหวได้โดยง่าย เป็นเพลงแถมที่เน้นเจิมพรส่งท้าย
-ตอนที่เฮียแกลั่นวาจากับคนที่ร้าน Nike ในคลิปที่แกตะลอนทัวร์ขายแผ่น Trunk Sale Pt.5 โดยให้คำนิยามไล่เรียงตามอัลบั้มที่แล้วมาไว้ดังนี้
อัลบั้ม Arc ของตัวละครที่ชื่อ J. Cole เริ่มต้นตั้งแต่ The Come Up >> The Warm Up >> Friday Night Light >> Cole World : The Sideline Story >> Born Sinner >> 2014 Forest Hills Drive แล้วปิดท้ายด้วย The Fall-Off เป็นการรีไทร์ของตัวละครที่ชื่อว่า J. Cole
ส่วน 4 อัลบั้มที่ผ่านมา 4 Your Eyez Only, KOD, The Off-Season และ Might Delete Later คือ side quest แห่งการฝึกไรห์มเพื่อปูทางไปสู่การเล่นใหญ่ The Fall-Off
-นี่อาจจะเป็นการส่งสัญญาณ(อย่างงงๆ)ว่า เฮียอาจจะไม่รีไทร์หายไปจากวงการเสียทีเดียวก็เป็นได้ครับ เราเห็นตัวอย่างของศิลปินที่ประกาศรีไทร์(ทิพย์)...แล้วเปลี่ยนใจยังวนเวียนในวงการเพลงก็ไม่ใช่น้อย
-เห็นแบบนี้แล้วก็นึกถึงเคส The Weeknd เมื่อปีที่แล้ว ก็ต้องบอกว่า Abel มีการวางแผนที่ชัดเจนกว่า และดูออกจริงๆว่า The Weeknd แยกเป็นตัวละครนึงที่มีเรื่องราวแต่งแต้มความแฟนตาซีในสตอรี่บางเหลี่ยมบางมุม
-แต่สำหรับ J. Cole นั้น เค้ามองแกเป็นคนๆเดียวกันไปแล้วเนี่ยดิ อาจจะเป็นปัญหาสร้างความสับสนต่อแฟนเพลงมากพอสมควร ไม่ว่าเฮียจะกลับมาในฐานะศิลปิน a.k.a แบบใด ทางที่ดีก็ต้องเว้นช่วงพักเบรคไปยาวๆหลายปีเลยครับ และ The Fall-Off ก็ไม่ใช่งานที่ดีที่สุด top form ที่สุดด้วยเหตุผลแห่งการไม่รู้จักตัดทอนเนี่ยแหละครับ
-อย่างน้อยมันคือการยกภูเขาออกจากอก สะสางเรื่องที่ค้างคา ซึ่งยังดีที่ไม่ตอบโต้ beef ตอบทุกข้อสงสัยเมื่อปี 2024 ปล่อยการตัดสินใจขอโทษถูกเบลอไป ยังดีที่รู้ตัวทันก่อนที่จะตีบตัน วาระการส่งท้ายจึงเป็นข้อยกเว้นแห่งความพิเศษที่เฮียแกนั้นสามารถทำได้แค่ครั้งเดียวในชีวิตเท่านั้น
-ขอเสริมเรื่อง Trunk Sale ซักนิด ผมคิดว่านี่คือการโปรโมทอัลบั้มที่โคตรเจ๋ง โคตรฉลาดในการเน้นเข้าถึงผู้คนอย่างเป็นกันเอง ปั๊มแผ่นเองขายเอง เงินเข้ากระเป๋าเน้นๆ ไม่ต้องแบ่งส่วนต่างให้สตรีมมิ่งด้วย ได้ใจทั้งตัวเองที่ได้เห็น reaction ของจริงมากกว่าในโลกอินเตอร์เน็ต และได้ใจแฟนเพลงที่อยากใกล้ชิดศิลปินโดยที่ไม่มีเงื่อนไขบัตร 2 Shot เซ็นต์สดก็ย่อมได้ และนี่เป็นความพยายามเปลี่ยนผ่านจากซุปตาร์สู่การเป็นคนธรรมดาอย่างแนบเนียนทีละขั้น
มุ่งสู่การใช้ชีวิตปถุชนคนธรรมดา แต่ไม่ธรรมดา
Top Tracks: TWO SIX, SAFETY, Run A Train, Poor Thang, Drum N Bass, Lonely At The Top, 39 Intro, ***The Fall-Off Is Inevitable, Old Dog, Life Sentence, Only You, Man Up Above, I Love Her Again, Quik Stop, and the whole world is the Ville
Give 7/10
Thx 4 Readin’
See Y’all
โฆษณา