1 มี.ค. เวลา 21:39 • ปรัชญา

watthakhanun

จากนั้นก็ได้ออกไปยังหน้าวัด เพื่อรอพิธีการสวดพระพุทธมนต์และเลี้ยงพระ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่อดีตเจ้าเมืองหน้าด่านทั้ง ๗ หัวเมืองของจังหวัดกาญจนบุรี และบริวารทั้งหลายของท่านด้วย ด้วยความที่ว่าพวกเราพร้อมกันแล้ว จึงมีการเร่งรัดกระผม/อาตมภาพ บอกว่าให้ลงมือได้เลย แต่ขอโทษเถอะ..ท่านทั้งหลายมองข้ามอะไรไปหรือเปล่า ? เรื่องของพระ เรื่องของเทวดานั้น ทุกอย่างตรงไปตรงมา บอกว่าเวลาไหนก็ต้องเป็นเวลานั้น..!
ถ้าทุกท่านสังเกตจะเห็นว่าการบวงสรวงบูชาพระรัตนตรัย เพื่อขออนุญาตจัดงานใหญ่ต่าง ๆ ของวัดท่าขนุนนั้น มักจะเป็นเวลา ๗ โมงครึ่งเสมอ เนื่องเพราะว่าท่านให้เวลามาอย่างนั้น ถ้าเราผิดเวลาก็อาจจะเป็นการผิดนัดหมาย แล้วท่านไม่อนุเคราะห์สงเคราะห์ หรือว่าเราตั้งใจจะทำอะไรให้ท่าน แล้วเราผิดเวลา อาจจะมีบุคคลอื่นมารับแทน..!
อย่างเช่นว่าการบวงสรวงบอกกล่าว ท่านเสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์นั้น จะต้องใช้เวลาในช่วงเช้า ก็คือ ๐๗.๕๐ น. ถ้าหากว่าเป็นเวลาช่วงบ่ายก็คือ ๑๔.๕๐ น. ถ้าผิดไปจากเวลานี้แล้ว "ท่านไปล่" จะเป็นคนรับแทน ในเมื่อมีคนรับแทน เนื่องเพราะว่าท่านเกี่ยวเนื่องกัน แต่ความสามารถไม่เท่ากับเสด็จในกรมฯ ก็เป็นอันว่าเวรกรรมของเราเองที่ไปทำผิดเวลา..!
ดังนั้น..กระผม/อาตมภาพจึงต้องรอจนกระทั่ง ๑๐ โมงครึ่ง ถึงได้เริ่มพิธีในการสวดพระพุทธมนต์และเลี้ยงพระ เพื่อที่จะอุทิศส่วนกุศลให้กับท่านทั้งหลายตามที่ได้ตั้งใจเอาไว้ กว่าที่จะเสร็จสรรพเรียบร้อย กว่าที่จะฉันเพลเสร็จ ก็เป็นอันว่าเวลาทุกอย่างลงตัวพอดี
ส่วนที่เหลืออยู่ก็มอบให้กับคณะกรรมการทั้งหลายที่แต่งตั้งเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการสภาวัฒนธรรมอำเภอทองผาภูมิ คณะกรรมการตลาดริมแควเมืองท่าขนุน คณะกรรมการชุมชนคุณธรรมต้นแบบวัดท่าขนุน ตลอดจนกระทั่งบรรดาชุมชนต่าง ๆ ทั้งชุมชนคุณธรรมต้นแบบวังท่าขนุน ชุมชนคุณธรรมต้นแบบริมฝั่งแควน้อย และชุมชนคุณธรรมต้นแบบพัฒนาทองผาภูมิ ให้เขาทั้งหลายเหล่านั้นรับหน้าที่การงานต่อ
ส่วนตัวกระผม/อาตมภาพเองก็ต้องเข้ามา เพื่อที่จะดูแลเรื่องหน้าที่การงานต่าง ๆ ภายในวัด โดยเฉพาะการติดต่อประสานงาน ในโครงการจาริกธุดงค์ธรรมยาตราเลาะริมแควเฉลิมพระเกียรติ ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวเจริญพระชนมายุ ๗๔ พรรษา ซึ่งทางกองการวิปัสสนาธุระแห่งประเทศไทยในพระสังฆราชูปถัมภ์ได้เป็นเจ้าภาพในการจัดงานครั้งนี้ และกำหนดว่าให้มาเดินทางด้านริมฝั่งแม่น้ำแควน้อย
กระผม/อาตมภาพในฐานะเจ้าของสถานที่ จึงต้องรับผิดชอบในการติดต่อประสานงาน ไม่ว่าจะจุดเริ่มต้น จุดที่พักระหว่างทาง ตลอดจนกระทั่งจุดสุดท้ายที่เป็นวัดท่าขนุนเอง แล้วยังต้องประสานงานหาแม่ครัวในการทำอาหารเพื่อที่จะถวายพระทั้ง ๗๕ รูป ซึ่งมาเข้าร่วมโครงการ
เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าเส้นทางนี้นั้น ไม่สามารถที่จะบิณฑบาตได้ แล้วในขณะเดียวกัน เราไปรบกวนเจ้าของสถานที่ด้วยการพักค้างคืนและอาหารเช้า ก็ถือว่ารบกวนท่านมากแล้ว เรื่องของอาหารเพล น้ำดื่ม น้ำปานะ จึงต้องดูแลแทนท่านทั้งหลายเหล่านั้น ก็คือขอให้ญาติโยมรับเอางบประมาณไป แล้วจัดหาสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ วิ่งไปรออยู่ตามจุดที่คาดว่าท่านจะไปถึงช่วงเพล
นอกจากนั้นแล้ว ยังได้ติดต่อประสานงานกับหมอนุ้ย (แพทย์หญิงนวลจันทร์ เวชสุวรรณมณี) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลทองผาภูมิ ในการขอรถและแพทย์พยาบาล เพื่อเตรียมรอปฐมพยาบาลท่านทั้งหลายในเบื้องต้น เนื่องเพราะว่าโครงการจะเริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๖๙ ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศร้อนมาก บุคคลที่ไม่เคยเดิน หรือว่าไม่เคยมาจังหวัดกาญจนบุรีนั้น จะไม่รู้ว่าอากาศด้านนี้ร้อนหนักขนาดไหน ?!
กระผม/อาตมภาพเองมาฝึกในช่วงที่รับราชการทหารอยู่ บริเวณกองพลทหารราบที่
๙ ซึ่งในสมัยนั้นคือ "ค่ายกาญจนบุรี" ปัจจุบันนี้เปลี่ยนเป็น"ค่ายสุรสีห์" ซึ่งอาศัยนามของสมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท วังหน้าในสมัยรัชกาลที่ ๑ เป็นนามของกองพลนั้น เมื่อผ่านการฝึกไปประมาณ ๑ อาทิตย์ กระผม/อาตมภาพรู้สึกคัน ๆ ที่ใบหู เมื่อเอามือจับดู เสียงดังกร๊อบ..! ปรากฏว่าหูตัวเองแตกออกมาเป็นแผ่น ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือร้อนจนผิวหนังลอก สามารถลอกคราบได้เป็นงูไปเลย..!
จึงเป็นห่วงอยู่เหมือนกันว่าท่านทั้งหลายที่เข้าโครงการ ถ้าอายุมากเกิน ๔๐ ปีไปแล้ว อาจจะไม่ไหว หรือว่าถึงอายุน้อย แต่ถ้ามีโรคภัยไข้เจ็บประจำตัวอยู่ ก็อาจจะไม่ไหวเช่นกัน จึงต้องติดต่อประสานงาน ขอรถและแพทย์พยาบาล เพื่อเตรียมทำการปฐมพยาบาลในเบื้องต้น หรือถ้าอาการหนัก ก็อาจจะต้องส่งโรงพยาบาล ถ้าอาการไม่หนักมากนัก ก็อาจจะต้องอาศัยรถไปส่งท่านนั้นที่จุดหมายปลายทางของแต่ละวัน ดังนั้น..เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโต แต่ว่ากว่าจะเสร็จงานแต่ละอย่างก็ทำให้กินเวลาไปเสียหมด
แล้วกระผม/อาตมภาพเองก็ยังต้องออกไปหน้าวัด เพื่อชมการแสดงของเด็กนักเรียนต่าง ๆ และรอที่จะมอบรางวัลให้ท่านทั้งหลายเหล่านั้น เนื่องเพราะว่าในฐานะประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอทองผาภูมินั้น กระผม/อาตมภาพสนับสนุนให้ทุกโรงเรียนทำการแสดงออก ในเรื่องของนาฏศิลป์และวัฒนธรรมต่าง ๆ ของแต่ละท้องถิ่น โดยเฉพาะความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของอำเภอทองผาภูมิ ทำให้การ
ทำงานด้านวัฒนธรรมนั้นค่อนข้างจะง่าย
แต่การที่ให้ท่านทั้งหลายฝึกซ้อมการแสดงแล้ว ถ้าเราไม่มีเวทีให้ เขาก็ไม่รู้จะฝึกซ้อมไปทำอะไร ถ้าหากว่ามีเวทีให้แล้ว ก็ยังต้องมีรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เพื่อเป็นกำลังใจแก่เด็กทั้งหลายด้วย ซึ่งแต่ละปีนั้น กลับไปตกอยู่ที่ร้านค้าเสียมากกว่า เนื่อง
เพราะว่าเด็ก ๆ พอรับรางวัลไป ก็มักจะวิ่งไปซื้อข้าวของที่ตนเองชอบ โดยเฉพาะบรรดาอาหารและเครื่องดื่มของโปรดของตนเอง ที่ปกติจะซื้อจะหาก็ต้องคิดแล้วคิดอีก แต่ถ้าหากว่าได้รับรางวัลจากหลวงพ่อไปแล้ว ถือว่าเป็นเงินของตนเอง สามารถที่จะใช้ซื้อในสิ่งที่ตนเองชอบได้ กลายเป็นว่าร้านค้าต่างหากที่ได้รับผลประโยชน์จากหลวงพ่อมากกว่า..!
เมื่อวานนี้การแสดงของ ๕ โรงเรียน รวมแล้วนักแสดง ๕๐ คน กระผม/อาตมภาพแจกรางวัลไป ๑๕,๐๐๐ บาท วันนี้ก็คาดว่าไม่ได้น้อยกว่ากัน ถ้าหากว่ามีชุมชนแทรกเข้ามาด้วย ก็อาจจะมากกว่าเสียอีก จึงต้องมาบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนเอาไว้ก่อน
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙
โฆษณา