Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ลงทุนแมน
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
4 มี.ค. เวลา 08:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ
จาก 8,000 ล้าน เหลือ 0 บทเรียนความประมาทของ Victor Niederhoffer
คุณ Victor Niederhoffer ชายคนนี้เคยมีผลงานระดับสุดยอดในวงการเฮดจ์ฟันด์
เขาเป็นหนึ่งในนักลงทุนสาย “Quant” หรือ การวิเคราะห์การลงทุนโดยใช้โมเดลคณิตศาสตร์ คนแรก ๆ ในวอลล์สตรีต ที่สร้างผลตอบแทนมหาศาล
โดยเขาสามารถสร้างผลตอบแทนแบบทบต้นเฉลี่ยราว 30% ต่อปี ต่อเนื่องยาวนานถึง 15 ปี
แต่สุดท้ายเขากลับต้อง “ล้มละลาย” ถึง 2 ครั้ง
ที่น่าแปลกคือ นักลงทุนสาย Quant ที่ควรเชื่อในเรื่องของตัวเลขและสถิติมากที่สุด กลับคิดว่าที่ตัวเขาพลาด เพราะความ “ซวยระดับ 1 ในล้าน”
คุณ Victor Niederhoffer ทำพลาดอะไร ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง
คุณ Victor Niederhoffer เกิดที่นิวยอร์กในปี 1943
เขาจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยชิคาโก
ปี 1967-1972 เขาเป็นอาจารย์ด้านการเงิน สอนที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์
ที่นั่นเอง ทำให้เขาได้เขียนบทความทางวิชาการ ที่ท้าทายความเชื่อเรื่อง “ทฤษฎีตลาดมีประสิทธิภาพ”
ซึ่งต้องเล่าว่า ในช่วงปลายทศวรรษ 1960 นักวิชาการหลายคนเชื่อในสมมติฐานตลาดที่มีประสิทธิภาพ
กล่าวคือ ราคาหุ้นและสินทรัพย์ต่าง ๆ สะท้อนข้อมูลที่มีอยู่ทั้งหมด ทำให้เป็นไปไม่ได้ที่จะเอาชนะตลาดได้
นี่เองที่ทำให้คุณ Niederhoffer กลายเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกยุคแรก ๆ ที่นำ สถิติ และ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มาใช้ในการเก็งกำไร
โดยเขาสร้างกฎการเทรด ที่ผ่านการทดสอบย้อนหลัง (Backtest) เพื่อหาความผิดปกติในตลาดการเงิน
ความผิดปกติที่เขาใช้ก็อย่างเช่น การใช้ขนาดตัวอักษรบนหนังสือพิมพ์ เพื่อกำหนดความสำคัญสัมพัทธ์ของเหตุการณ์ข่าว และวัดว่าเหตุการณ์เหล่านั้นส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นอย่างไร
โดยหนึ่งในการเทรดที่ประสบความสำเร็จที่สุดของเขา เกิดขึ้นในปี 1979
ตอนนั้นเกิดการปฏิวัติในประเทศอิหร่าน ทำให้การส่งออกน้ำมันหยุดชะงัก ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัว
เมื่อน้ำมันแพง ของทุกอย่างก็แพงตาม
ตอนนั้นเอง เขาใช้สถิติย้อนหลังตรวจเช็กความสัมพันธ์ระหว่าง “ราคาสินค้าโภคภัณฑ์” กับ “อัตราดอกเบี้ย”
เขาสังเกตว่าราคาพันธบัตร ซึ่งมักแปรผกผันกับดอกเบี้ยและเงินเฟ้อ ยังไม่ได้ขยับตัวลงแรงเท่าที่ควรจะเป็นตามสถิติที่เขาเก็บได้
เขาจึงสวนกระแส โดยทำการเดิมพันว่าอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะนำไปสู่การขึ้นอัตราดอกเบี้ย และทำให้ราคาพันธบัตรลดลง
เขาจึงลงทุนผ่านตลาดฟิวเจอร์ส และมีการกู้ยืมโดยใช้มาร์จิน ซึ่งทำให้แม้ว่าเขาจะมีเงินทุนน้อย ก็สามารถเทรดได้กำไรมากหากถูกทาง แต่หากผิดทางก็จะขาดทุนได้มากเช่นกัน
1
โดยเขาเลือกขายพันธบัตรกระทรวงการคลังสหรัฐฯ พร้อมกับซื้อทองคำ และเงิน
สุดท้าย การเทรดนี้สามารถเปลี่ยนเงินลงทุนเริ่มต้น 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้เติบโตขึ้นกว่า 200 เท่า กลายเป็น 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นมูลค่าปัจจุบัน สูงถึง 1,200 ล้านบาท
ต่อมาในปี 1980 เขาได้ก่อตั้งกองทุนของตนเองที่ชื่อ NCZ Commodities หรือที่รู้จักกันในชื่อ Niederhoffer Investments
แถมดันไปเข้าตาของคุณ George Soros พ่อมดการเงิน จนมอบเงินให้เขารวม ๆ แล้วกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมูลค่าปัจจุบันประมาณ 12,000 ล้านบาทไปบริหาร
ซึ่งกลยุทธ์ที่เขาใช้คือ การขาย Options แบบ Naked Puts ซึ่งเป็นการทำสัญญาเทรดโดยที่เงินทุนมีไม่พอที่จะรับความเสี่ยงได้หากตลาดผิดทาง
โดยคุณ Niederhoffer ทำสัญญาว่าจะรับซื้อหุ้นในราคาที่ตกลงกันไว้ ไม่ว่าราคาตลาดจะร่วงไปอยู่ที่เท่าไรก็ตาม แลกกับเงินค่าธรรมเนียมที่เรียกว่า “ค่าพรีเมียม” เป็นการตอบแทน
คุณ Niederhoffer จึงเหมือนเป็น “บริษัทประกัน” ที่มีรายได้จากการเก็บเบี้ยประกัน ซึ่งก็คือค่าพรีเมียมมาเปล่า ๆ ซึ่งตราบใดที่ตลาดไม่เกิดหายนะ เขาก็ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าเสียหายหรือขาดทุนก้อนโต
1
ซึ่งในช่วงทศวรรษ 1980 ถึงกลาง 1990 กองทุนของเขาสามารถสร้างผลตอบแทนแบบทบต้นเฉลี่ยราว 30% ต่อปี ต่อเนื่องยาวนานถึง 15 ปี
และได้รับการยกย่องจากนิตยสาร Barron's ว่าเป็น “ผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์อันดับ 1 ของโลก” ในขณะนั้น
แต่แล้วในปี 1997 วิกฤติต้มยํากุ้ง ได้ลุกลามไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ในขณะที่ตลาดโลกตื่นตระหนก
คุณ Niederhoffer เชื่อว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะไม่ได้รับผลกระทบรุนแรง
เขาจึงขาย Naked Puts โดยไม่มีการป้องกันความเสี่ยงบนดัชนี S&P จำนวนมหาศาล โดยเดิมพันว่าตลาดจะไม่ตกแรง
แต่ในวันที่ 27 ตุลาคม 1997 ตลาดหุ้นดิ่งลง 7% ในวันเดียว ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กต้องเอาระบบ Circuit Breaker หรือหยุดพักการซื้อขายออกมาใช้
ซึ่งเหตุการณ์รุนแรงขนาดนี้ โมเดลสถิติของเขาไม่เคยคำนวณมาก่อนว่าจะเป็นไปได้
สุดท้ายเขาถูกเรียกเงินประกันเพิ่มมหาศาล
เงินทุนสำรอง และเงินส่วนตัวกว่า 8,000 ล้านบาทหายวับไปกับตา รวมถึงยังต้องนำบ้านไปจำนองและขายของสะสมส่วนตัวเพื่อนำเงินมาจ่ายหนี้
1
ทำให้กองทุนของเขาต้องปิดตัวลงในที่สุด
ต่อมาในปี 2002 เขากลับมาอีกครั้ง ด้วยกองทุนเฮดจ์ฟันด์ที่ชื่อว่า Matador ซึ่งเขาทำผลตอบแทนได้ 50% ต่อปี
แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังติดกับดักความเชื่อเดิม ๆ และกลยุทธ์เดิมที่เคยทำให้เขาพังในอดีต
สุดท้ายกองทุน Matador ก็ล้มเหลวในช่วงปี 2007 จากวิกฤติ Subprime
ทำให้หลังจากนั้นเป็นต้นมา ด้วยอายุที่มากขึ้น เงินทุนที่หดหาย และแรงใจที่หมดลง ทำให้เขาไม่สามารถกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกเลย
มีนักวิชาการด้านการเงินวิเคราะห์ว่า คุณ Niederhoffer เป็นคนที่มี “ความมั่นใจในตนเองสูงมาก”
เขาไม่ได้มองว่ากลยุทธ์ของเขาผิด แต่มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในปี 1997 และ 2007 คือ “ความซวยระดับ 1 ในล้าน” ที่บังเอิญเกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คิด
1
บทสรุปของเรื่องนี้บอกเราได้ดีว่าการลงทุนและความเสี่ยงเป็นของคู่กันเสมอ
การที่คุณ Niederhoffer ปฏิเสธถึงการมีอยู่ของความเสี่ยง และโทษว่าเป็นความซวย ทำให้เขาไม่เคยเรียนรู้บทเรียนที่แท้จริงจากความล้มเหลวของตัวเอง
และสิ่งที่น่าเศร้าที่สุดไม่ใช่การล้มเหลวครั้งแรก แต่คือการล้มในหลุมเดิมเป็นครั้งที่ 2 เพราะมันพิสูจน์ว่าเขาไม่ได้เดินทางมาไกลขึ้นเลย
เพราะสุดท้ายไม่ว่าคุณ Niederhoffer จะเก่งแค่ไหน ฉลาดเพียงใด มีสถิติและโมเดลที่แม่นยำขนาดไหน สิ่งสำคัญที่สุดในการลงทุนคือ การอยู่รอด
เพราะผลตอบแทน 30% ต่อปีนาน 15 ปี ไม่มีความหมายเลย หากทุกอย่างพังทลายลงจนไม่มีเหลือ..
References
-
https://thinkers50.com/blog/the-lucky-innovator/
-
https://www.forbes.com/sites/brettsteenbarger/2018/12/09/three-things-i-have-learned-from-victor-niederhoffer/
-
https://moneyweek.com/454313/victor-niederhoffer-the-worlds-greatest-investors
-
https://www.newyorker.com/magazine/2002/04/22/blowing-up
-
https://archive.nytimes.com/dealbook.nytimes.com/2007/10/08/a-portrait-of-a-fallen-hedge-fund-manager/
หุ้น
การลงทุน
16 บันทึก
32
2
16
16
32
2
16
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย