3 มี.ค. เวลา 01:28 • ปรัชญา

“สุริยุปราคา-จันทรุปราคา” ในอิสลาม กับความแตกต่างจากตำนานปรัมปราโบราณ

ถาม:
อิสลามมีความเชื่อเรื่อง “สุริยุปราคา” และ “จันทรุปราคา” อย่างไร และมีข้อปฏิบัติอย่างไร?
ตอบ:
พื้นฐานของศาสนาอิสลามตั้งอยู่บนหลักศรัทธาที่ว่า จักรวาลและธรรมชาติมีผู้สร้าง มีพระเจ้าหนึ่งเดียวที่สร้างมนุษย์ สิ่งมีชีวิต และระบบกลไกธรรมชาติขึ้นมา และมนุษย์มีความผูกพันกับพระเจ้า ซึ่งต้องสักการะขอบคุณพระองค์ ไม่กราบไหว้บูชาสิ่งต่างๆในธรรมชาติ และห้ามเชื่อเรื่อง “ลางดี-ลางร้าย“
แม้แต่ดวงดาวที่โคจร อิสลามก็ห้ามเชื่อว่าตำแหน่งของมันมีผลต่อชะตาชีวิตมนุษย์ แต่อิสลามส่งเสริมให้มนุษย์พิจารณาในธรรมชาติ เมื่อยิ่งค้นพบหรือทึ่งในความอัศจรรย์ของธรรมชาติ ก็ให้รำลึกถึงผู้ที่สร้างมัน
สำหรับ บางแง่มุมเกี่ยวกับดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ อัลลอฮ์ได้กล่าวในอัลกุรอาน (อัลฟุศศิลัต : 37)
ความว่า:
وَمِنْ ءَايَٰتِهِ ٱلَّيْلُ وَٱلنَّهَارُ وَٱلشَّمْسُ وَٱلْقَمَرُ ۚ لَا تَسْجُدُوا۟ لِلشَّمْسِ وَلَا لِلْقَمَرِ وَٱسْجُدُوا۟ لِلَّهِ ٱلَّذِى خَلَقَهُنَّ إِن كُنتُمْ إِيَّاهُ تَعْبُدُونَ
ความหมาย:
"และส่วนหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์คือ กลางคืนและกลางวัน และดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ พวกเจ้าอย่าได้สุญูด (กราบ) ต่อดวงอาทิตย์และอย่าได้สุญูดต่อดวงจันทร์ แต่จงสุญูดต่ออัลลอฮ์ผู้ทรงสร้างพวกมัน หากพวกท่านต้องการเคารพภักดีต่อพระองค์เท่านั้น"
คนสมัยก่อนเชื่อในลางร้ายจากสุริยคราสและจันทรคราส ซึ่งชาวอาหรับเองก็เชื่อ แต่เมื่อครั้งหนึ่งที่มีเหตุการณ์ สุริยคราสในวันที่บุตรชายของนบีมุฮัมมัด ﷺ ที่ชื่อ อิบรอฮีม เสียชีวิต ผู้คนต่างพากันกล่าวว่าดวงอาทิตย์มืดลงเพราะการตายของอิบรอฮีม ท่านนบี ﷺ จึงกล่าวว่า:
“แท้จริงดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เป็นสัญญาณอย่างหนึ่งจากบรรดาสัญญาณต่างๆของอัลลอฮ์ มิได้เกิดคราสเพราะการตายหรือการเกิดของผู้ใด เมื่อพวกท่านเห็นมัน ก็จงกล่าวตักบีร จงละหมาด และจงบริจาคทาน และขอดุอาอ์ต่ออัลลอฮ์”
(บันทึกโดย อัลบุคอรีย์ และมุสลิม)
ซึ่งหมายความว่า การเกิดคราส ก็คือปรากฏการณ์ทั่วไปเหมือนเรื่องอื่นๆในธรรมชาติ เมื่อพบเหตุการณ์น่าทึ่งนี้ ก็กล่าวสรรเสริญผู้สร้าง กล่าวตักบีร (อัลลอฮุอักบัร) “อัลลอฮ์ผู้ทรงยิ่งใหญ่” และก็ทำความดีทั่วไปตามที่ศาสนาสั่งใช้
ส่วนสำหรับในอดีตก็มีความเชื่ออื่นๆที่แตกต่างออกไป ศาสนาอิสลามมีข้อห้ามเรื่องการเอาความเชื่ออื่นมาปะปน แต่มารยาทในอิสลาม ก็ห้ามการไปต่อว่า เย้ยหยันศาสนาหรือความเชื่ออื่นๆ พูดได้เพียงแค่ว่าสิ่งใดขัดกับความเชื่อของเราและเราทำไม่ได้
ความเชื่อปรัมปราในอดีต:
- ฮินดู (อินเดีย) เชื่อว่าจันทรคราสคือ อสูรราหู แอบดื่มน้ำอมฤตจนเป็นอมตะ แต่ถูกพระอาทิตย์และพระจันทร์ฟ้องพระนารายณ์ จึงถูกตัดร่างขาดเป็นสองท่อน ราหู (ส่วนหัว) จึงคอยไล่อมจันทร์เพื่อแก้แค้น
- จีน เชื่อว่าสุริยคราสและจันทรคราสคือ สุนัขสวรรค์ (หรือบางตำนานว่ามังกร) พยามกลืนกินดวงจันทร์ ชาวบ้านต้องตีกลอง จุดประทัด และส่งเสียงดังเพื่อให้มันตกใจกลัวแล้วคายดวงจันทร์ออกมา
- กรีกโบราณ เชื่อว่าจันทรคราสเป็นอำนาจของ แม่มดแห่งเทสซาลี หรือเทพีแห่งดวงจันทร์ (เฮกะที) ที่ถูกมนต์ดำดึงลงมาจากท้องฟ้า ส่วนสุริยคราสเป็นสัญญาณที่บอกว่า เทพเจ้ากำลังพิโรธต่อมวลมนุษย์ และดวงอาทิตย์กำลังละทิ้งโลก
- ชาวมายา/อินคา เชื่อว่าจันทรคราสคือ เสือจากัวร์ หรือ เสือพูม่า กำลังทำร้ายและกินดวงจันทร์ เลือดของดวงจันทร์ที่ไหลออกมาทำให้เห็นเป็นสีแดงอิฐ ต้องทำให้สุนัขในหมู่บ้านเห่าหอนเพื่อช่วยขู่เสือ
- บาบิโลน (เมโสโปเตเมีย) เชื่อว่าจันทรคราสและสุริยคราส คือการโจมตีโดย เจ็ดปีศาจร้าย เป็นลางบอกเหตุว่ากษัตริย์จะถูกปองร้าย จึงต้องตั้ง "กษัตริย์หุ่นเชิด" มารับเคราะห์แทนในช่วงเกิดคราส
ความต่างทางการนึกคิด:
มุสลิมพึงระมัดความเชื่อที่เน้น ‘ความกลัว’ และการกระทำเพื่อ ‘ขับไล่’ ซึ่งในทาง อิสลาม เน้นไปที่ ความศรัทธาต่อพระเจ้า และการพิจารณาถึงความยิ่งใหญ่ของระบบจักรวาล
ความต่างทางการปฏิบัติ:
ในขณะที่คนโบราณตีเกราะเคาะไม้ด้วยความตระหนก แต่อิสลามสอนให้ "สงบนิ่ง" และละหมาด
สำหรับการละหมาดเมื่อเกิดสุริยุปราคา (กุซูฟ) และจันทรุปราคา (คุซูฟ) มีรูปแบบพิเศษที่แตกต่างจากการละหมาดทั่วไป โดยมีหลักฐานจากหะดีษที่ระบุขั้นตอนคือ
- การละหมาดนี้ไม่เป็นวาญิบ (ไม่ใช่ภาคบังคับเหมือนฟัรฎู 5 เวลา)
- การละหมาดมี 2 รอกะอัต โดยมี 2 รุกูอ์ ใน 1 รอกะอัต
- มีการละหมาดเป็นหมู่คณะ แต่ถ้าไม่สะดวกสามารถละหมาดคนเดียวได้
ท่านหญิงอาอิชะฮ์ ได้เล่าถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งเกิดสุริยุปราคาในสมัยท่านนบี ﷺ ไว้ว่า:
"ท่านรอซูลุลลอฮ์ ﷺ ได้ออกไปยังมัสยิด ท่านได้ยืนขึ้นและตักบีร และผู้คนก็เข้าแถวตามหลังท่าน
ท่านรอซูลุลลอฮ์ อ่านกุรอานอย่างยาวนาน หลังจากนั้นท่านได้ ตักบีรและรุกูอ์อย่างยาวนาน แล้วท่านก็เงยศีรษะขึ้นโดยกล่าวว่า 'สะมิอัลลอฮุ ลิมัน หะมิดะฮ์ ร็อบบะนา วะละกัล ฮัมด์' แล้วท่านก็ยืนอ่านกุรอานต่อ (เป็นครั้งที่สอง) แต่น้อยกว่าครั้งแรก
หลังจากนั้นท่านตักบีรและ รุกูอ์อีกครั้ง (ครั้งที่สอง) ซึ่งสั้นกว่ารุกูอ์ครั้งแรก แล้วท่านก็เงยศีรษะขึ้นกล่าว 'สะมิอัลลอฮุ ลิมัน หะมิดะฮ์ ร็อบบะนา วะละกัล ฮัมด์' แล้วท่านก็ สุญูด
หลังจากนั้นท่านก็ทำในรอกะอัตที่สองเช่นเดียวกับรอกะอัตแรก จนครบ 4 รุกูอ์ และ 4 สุญูด และดวงอาทิตย์ก็สว่างขึ้นก่อนที่ท่านจะละหมาดเสร็จ..."
(บันทึกโดย อัลบุคอรีย์ และ มุสลิม)
หะดีษเกี่ยวกับการปฏิบัติเพิ่มเติม:
- มีการอ่านออกเสียง: ท่านหญิงอาอิชะฮ์ กล่าวว่า "ท่านนบี ﷺ อ่านแบบมีเสียง (ญะฮัร) ในการละหมาดคราส" (บันทึกโดย มุสลิม)
- การคุตบะฮ์: หลังละหมาดเสร็จ มีซุนนะฮ์ให้คุตบะฮ์ (เทศนา) เพื่อตักเตือนผู้คนให้ยำเกรงต่ออัลลอฮ์ บริจาคทาน และขอพร (หะดีษ อัลบุคอรีย์)
- การเชิญชวน: ไม่มีการอาซานหรืออิกอมะฮ์ แต่ให้กล่าวว่า "อัศเศาะลาตุ ญามิอะฮ์" (الصلاة جامعة) เพื่อเรียกคนมารวมตัวกัน (หะดีษ อัลบุคอรีย์ และมุสลิม)
©️ อ.จำนน ปรีดี
☪️• Islam For มุสลิม
#การละหมาด #จันทรุปราคา #สุริยุปราคา
โฆษณา