4 มี.ค. เวลา 17:11 • ข่าว

NET ZERO ถึงไทยไวขึ้น 15 ปี กับ พรบ.โลกร้อน ฉบับใหม่

ประเทศไทยไฟเขียว ! เร่งรัดเป้าหมาย Net Zero GHG emissions จากปี 2065 มาเป็น 2050 หรือ เร็วขึ้น 15 ปี
ตัวเลขนี้ จะช่วยบีบให้ภาคอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ต้องลดการปล่อยเฉลี่ยสูงถึง ร้อยละ 10 ต่อปี นี่คือความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ แต่ก็คือโอกาสมหาศาลสำหรับผู้ที่มองเห็นก่อน เพราะต่อจากนี้ การรั่วไหลของน้ำยา นั้นเท่ากับเงินที่รั่วไป ส่วนการลดพลังงานและ ทางเลือกน้ำยาใหม่จะเป็นกุญแจสู่การลดความเสี่ยงคาร์บอนโดยตรง
ลดการนำเข้า/ใช้สารทำความเย็น
อุตสาหกรรม HVAC ของเรานั้น อยู่ใน "จุดโฟกัส" ของภารกิจลดคาร์บอนนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ เพราะเราคือผู้รับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซใน 2 มิติหลัก :
• Scope 2 : การใช้พลังงานไฟฟ้ามหาศาล เพื่อขับเคลื่อนระบบทำความเย็น
• Scope 1 : การรั่วไหลของสารทำความเย็น (F-Gas) ที่มีศักยภาพทำให้โลกร้อนสูง ซึ่งเป็นส่วนที่เรามักมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย
เมื่อเส้นตายใกล้เข้ามากว่าที่คิด สิ่งแรกที่เราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนคือ "มูลค่าของสารทำความเย็น" เราทุกคนคุ้นเคยกับสารทำความเย็นกลุ่ม HFC เช่น R-134a, R-410A แต่ในไม่ช้า HFC จะกลายเป็นเส้นกราฟขาขึ้นของ "ต้นทุนคาร์บอน" ที่สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
ผลกระทบต่อราคาและทิศทางสารทำความเย็น :
เมื่อตลาดโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจาก HFCs ที่มีค่า GWP สูง ไปสู่สาร HFOs และ สารทำความเย็นธรรมชาติ ที่มี GWP ต่ำ ข้อมูลจากสหภาพยุโรปชี้ชัดว่าราคาของ HFCs ตัวฮิตอย่าง R134a, R404A และ R410A เพิ่มขึ้นกว่า 17-21% ภายในไตรมาส 4 ปี 2024 เมื่อเทียบกับปีก่อน (จากปี 2014 ราคา R134a เพิ่มขึ้นเกือบสิบเท่า)
ในทางกลับกัน ราคาสารทางเลือกอย่าง R1234yf, R454B, R448A, R449A, R32 และ R290 กลับเพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยกว่ามาก หรือบางตัวลดลงด้วยซ้ำ
สาเหตุจากการที่ไทยต้องปฏิบัติตามพิธีสารคิกาลี ซึ่งจะเริ่มควบคุมปริมาณการใช้และการผลิต HFC ในปี 2024 และลดลง 10% ในปี 2029 ส่งผลให้ "โควต้าน้อยลง ของหายากขึ้น ราคาแพงขึ้น"
และยิ่งกว่านั้นคือ "ค่าคาร์บอนต่อตัน CO₂ ที่จะถูกตีราคาจากร่าง พ.ร.บ. โลกร้อน" ซึ่งอาจสูงถึง 200 บาทต่อตัน CO₂ จะยิ่งขับเคลื่อนให้ต้นทุนการใช้ HFC พุ่งทะยานขึ้นไปอีก
แม้ในวันนี้ HFOs อาจยังมีราคาสูงกว่า HFCs อยู่บ้าง แต่ด้วยการขยายตัวของการผลิตทั่วโลก ราคาพรีเมี่ยมนี้จะลดลงอย่างแน่นอน และเมื่อพิจารณาว่าต้นทุนสารทำความเย็นมีสัดส่วนเพียงเล็กน้อยของต้นทุนระบบทั้งหมด การเปลี่ยนไปใช้สาร GWP ต่ำ จะเพิ่มต้นทุนระบบในระยะสั้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่จะช่วยประหยัด "ต้นทุนคาร์บอน" มหาศาลในระยะยาว
วันนี้ คุณจะเลือก HFC ที่กำลังจะกลายเป็นภาระค่าปรับคาร์บอนในทุกกิโลกรัมที่รั่วไหล และต้อง "จ่ายแพง" ขึ้นเรื่อยๆ หรือจะ "เริ่มลงทุน" ใน HFOs ที่เป็นมิตรต่อโลก และต่อผลกำไรในอนาคตของคุณ ?
⚖️ ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศร่าง (พ.ร.บ. โลกร้อน)
ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม เมื่อ ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ.โลกร้อน) กำลังจะกลายเป็นกฎหมายบังคับใช้ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า (2026–2027)
นี่ไม่ใช่แค่บทบัญญัติทางสิ่งแวดล้อม แต่คือ "พิมพ์เขียว" ที่จะกำหนดภูมิทัศน์เศรษฐกิจของเราไปอีกยาวนาน โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับการใช้สารทำความเย็น โดยมีไทม์ไลน์สำคัญดังนี้
• 2026–2028 : เริ่มต้นด้วยการรายงาน GHG ภาคบังคับและเก็บข้อมูล ถือเป็นช่วงเวลาที่คุณต้องรู้ "สถานะคาร์บอน" ขององค์กรอย่างแม่นยำ
• 2029 : โครงการนำร่องระบบ ETS จะเริ่มขึ้น และนี่คือวินาทีที่ "ต้นทุนคาร์บอน" จะสามารถกลายเป็นได้ทั้งประโยชน์ หรือ กลายเป็นโทษ หากว่าคุณไม่เปลี่ยน
1) รายงานการปล่อยและการรั่วไหลของสารทำความเย็น (MRV)
ธุรกิจที่มีระบบทำความเย็นขนาดใหญ่ เช่น อาคารเชิงพาณิชย์ โรงแรม โรงงาน หรือห้องเย็น จะต้องรายงานข้อมูลการปล่อยและการรั่วของสารทำความเย็น ต่อกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (DCC) อย่างสม่ำเสมอ
• ต้องมีระบบตรวจจับการรั่ว (Leak Detection)
• ต้องเก็บข้อมูลปริมาณสารที่เติม กู้คืน ทำลาย
• ต้องสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ตามหลัก MRV
⚠︎ หากไม่รายงาน หรือรายงานเท็จ อาจถูกปรับสูงสุดถึง 1 ล้านบาท และปรับรายวันจนกว่าจะดำเนินการถูกต้อง
2) ระบบโควตาและการซื้อขายสิทธิปล่อย (ETS)
รัฐจะเริ่มกำหนด “เพดานการปล่อย” (Emission Cap) รายธุรกิจ เช่น พลังงาน อุตสาหกรรม และระบบปรับอากาศเชิงพาณิชย์ เมื่อถึงเฟสที่ระบบทำความเย็นถูกบังคับ (2029–2032) โดยทุกกิโลกรัมของสารทำความเย็นที่รั่วไหลจะถูกแปลงเป็น “CO₂ เทียบเท่า” และ ถ้าปล่อยเกินเพดานที่ได้รับ ต้องซื้อ เครดิตคาร์บอน (Carbon Credit) หรือชำระค่าปรับตามอัตรา ETS
ตัวอย่างเช่น
การรั่วไหลของ R-404A 1 กก. (GWP ≈ 3,922) = ปล่อยคาร์บอน 3.9 ตัน CO₂e หากค่าปรับ ETS อยู่ที่ 800 บาท/ตัน ความเสียหายคือ 3,137 บาท ต่อการรั่วแค่ 1 กิโล
3) ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax)
แม้จะเริ่มเก็บภาษีคาร์บอนกับกลุ่มพลังงานและขนส่งก่อน แต่ในระยะถัดไป “ระบบปรับอากาศและทำความเย็น” จะถูกนำมาคำนวณด้วย โดยอิงจาก ปริมาณไฟฟ้าที่ใช้ในระบบ และ ปริมาณการรั่วของสารทำความเย็น
โดยภาษีคาร์บอนเริ่มต้นที่ 300–500 บาท/ตัน CO₂e และจะขยับสูงขึ้นตามระยะเวลา ซึ่งหมายความว่า ระบบที่ใช้สาร GWP สูง เช่น R-410A หรือ R-404A จะถูกคิดภาษีมากกว่าระบบที่เปลี่ยนมาใช้สาร GWP ต่ำอย่างสารทำความเย็น HFO หรือ สารทำความเย็นธรรมชาติ
4) การควบคุม กู้คืน และทำลายสารทำความเย็น
ผู้ประกอบการต้องมีระบบ กู้คืน (Recovery) และ ทำลายสาร (Destruction) ตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม รวมถึงต้องบันทึกข้อมูลการจัดการสารในแต่ละรอบการใช้งาน หากเกิดการรั่วไหลโดยไม่รายงาน หรือไม่มีระบบตรวจจับ–กู้คืน อาจถูกปรับ หลักหมื่นถึงหลักแสนบาทต่อครั้ง
แต่ พ.ร.บ.โลกร้อน ไม่ใช่มีเพียงแค่ "ไม้แข็ง" อย่างบทลงโทษเท่านั้น แต่ยังมี "ไม้ล่อ" หรือ แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ ที่รัฐเตรียมไว้ให้สำหรับธุรกิจที่พร้อมปรับตัว นี่คือโอกาสที่คุณจะเปลี่ยน "ภาระคาร์บอน" ให้กลายเป็น "ผลตอบแทน" ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึง Climate Change Fund เพื่อสนับสนุนโครงการลดคาร์บอน ไปจนถึงการสร้างรายได้จากการขาย
คาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ (T-VER) จากการลดพลังงานได้จริง ยิ่งกว่านั้น ธุรกิจของคุณยังจะได้รับ สิทธิประโยชน์ทางภาษี และเข้าถึง ไฟแนนซ์สีเขียว ได้ง่ายขึ้น พร้อมกับได้ แต้มต่อทางการค้า ในเวทีโลก ทำให้สินค้า "CBAM Ready" และเพิ่มโอกาสในตลาดต่างประเทศ นี่คือการเปลี่ยนภาระคาร์บอนให้เป็นผลตอบแทนที่จับต้องได้ ซึ่งผู้ประกอบการต้องเร่งคว้าเพื่อความได้เปรียบในอนาคต
ผลลัพธ์ที่จะกิดขึ้นภายใน 5 ปี
• ราคาน้ำยา HFC เพิ่มขึ้น 15–30% ต่อปี จากข้อจำกัดการผลิต
• ความต้องการสาร HFO และสารธรรมชาติเติบโตเร็ว โดยเฉพาะในระบบ Chiller และ Cold Storage
• ผู้รับเหมาและช่างเทคนิคต้องเรียนรู้การจัดการสารที่ติดไฟหรือมีแรงดันสูง เช่น สารทำความเย็น A2L, R-290, หรือ CO₂
• อุปกรณ์ตรวจรั่วและ leak detector กลายเป็นมาตรฐานในทุกโรงงาน
แนะนำทางรอดของอุตสาหกรรม :
วันนี้ การปรับตัวไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่มันคือการ “ป้องกันต้นทุนอนาคต” เพราะอีกไม่นาน ต้นทุนคาร์บอนจะกลายเป็นตัวเลขจริงในงบประมาณบริษัท
• ตรวจสอบชนิดและปริมาณสารที่ใช้อยู่จริง
• วางแผนเปลี่ยนสาร GWP ต่ำภายใน 5 ปี
• ติดตั้งระบบ leak detection และ จัดการแผน Recovery สารทำความเย็น
• เก็บข้อมูลการใช้สารทำความเย็นไว้ใช้ยื่น MRV เพื่อขอเงินสนับสนุนจาก Climate Fund
Colder Solution เชื่อมั่นว่าการเร่งเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทย ไม่ใช่แค่ "โจทย์" ที่ต้องแก้ แต่คือ "โอกาสทอง" ที่จะยกระดับธุรกิจของเราให้ก้าวสู่มาตรฐานระดับโลก สร้างคุณค่าที่ยั่งยืน และยืนหยัดอยู่ได้อย่างแข็งแกร่ง
.
เมื่อโลกกำลังเรียกร้องหาความยั่งยืน และกฎหมายก็กำลังสร้างแรงกดดัน ทำให้เราอยู่เฉยไม่ได้ ถึงเวลาที่เราต้อง "ก้าวข้าม" ขั้นตอนเดิมๆ และมุ่งหน้าสู่การใช้ สารทำความเย็น GWP ต่ำมาก โดยตรง และ HFOs คือคำตอบที่โลกและธุรกิจของคุณต้องการ
คุณจะยอมให้ระบบทำความเย็นของคุณกลายเป็น ต้นทุนที่มองไม่เห็น เป็นบ่อนทำลายกำไร หรือคุณจะเปลี่ยนมันให้เป็น ประโยชน์ทางธุรกิจ ที่ขับเคลื่อนองค์กรของคุณสู่ความยั่งยืน และสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง
เปลี่ยนก่อน “จำใจต้องเปลี่ยน”
.
สู่ปีที่ 11 𝗚𝗿𝗼𝘄𝗶𝗻𝗴 𝗚𝗿𝗲𝗲𝗻𝗲𝗿 l 𝗖𝗼𝗹𝗱𝗲𝗿 𝗦𝗼𝗹𝘂𝘁𝗶𝗼𝗻 ยืนหยัดในความเปลี่ยนแปลง สู่โลกที่ยั่งยืน
เย็นอย่างมีคุณภาพกับ 𝗖𝗼𝗹𝗱𝗲𝗿 𝗦𝗼𝗹𝘂𝘁𝗶𝗼𝗻 🆒
🚚 #พร้อมส่งน้ำยาแอร์ ทั่วประเทศ
📍 บริการทั้งขายปลีกและขายส่ง
📍 ทุกขนาด สำหรับอุตสาหกรรม ปรับอากาศ และทำความเย็นทุกประเภท
ติดต่อเรา :
Line id : @Colder หรือคลิก : https://lin.ee/VEnKS4M
#น้ำยาแอร์ #น้ำยาทำความเย็น #สารทำความเย็น #สารทำความเย็นHFO #HFC #HFO #GWPต่ำ #น้ำยาทำความเย็น #พรบโลกร้อน #NetZero
โฆษณา